Zenterra Archive : Faction of Lemuria #3

Story : Re-Peat Again

Illust : KAZ, Kaskia, Char-Zin

Spirit Court

                ผู้ฟังเสียงแห่งธรรมชาติ สภาปกครองแห่งเกาะโพเทนไคม์ ประกอบด้วยสมาชิกสิบคนจากกลุ่มนักพรตอาวุโสและอีกสามสิบคนจากการสอบคัดเลือก มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลทุกส่วนของเกาะโพเทนไคม์ โดยเฉพาะในนครชาร์ฟแร็กซ์ สปิริทคอร์ทนั้นเป็นสภาปกครองท้องถิ่นอย่างเป็นทางการเพียงหนึ่งเดียวของเลมิวเรีย เนื่องจากเกาะอื่นๆ นั้นมันใช้การปกครองแบบเบ็ดเสร็จภายใต้การดูแลของสภาสิบสอง

                ในอดีต สปิริทคอร์ทเคยได้รับการยอมรับนับถือมากว่าเป็นองค์กรที่มีวิสัยทัศน์และมีความยืดหยุ่นสูง ทว่าหลังจากยุคสมัยได้เปลี่ยนแปลงไป พวกเขากลับกลายเป็นพวกล้าหลังที่เริ่มจะตามความเปลี่ยนแปลงไม่ทัน เนื่องจากเสียงส่วนใหญ่ในสภามักจะไหลไปตามความเห็นของสิบนักพรตอาวุโสเสมอ ซึ่งพวกนักพรตเหล่านี้ล้วนเป็นกลุ่มคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันเวทมนตร์ระดับสูงทั้งหลายในชาร์ฟแร็กซ์ พวกเขายึดติดกับกฎแห่งการเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมากเกินไป ทำให้ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง แม้จะมีความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์มาแล้วหลายครั้ง แต่ล้วนก็เป็นไปอย่างเชื่องช้า ทำให้สุดท้ายความพยายามทั้งหลายก็เปล่าประโยชน์สิ้น

                เกาะโพเทนไคม์เป็นหนึ่งในเกาะที่ประสบปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางฐานะของผู้คนในระดับที่สูงมากจนน่าตกใจ ทั้งๆ ที่มีทรัพยากรธรรมชาติค่อนข้างมาก ปัจจุบันนี้ หลายคนมองว่าการมีอยู่ของพวกเขาเป็นหินถ่วงความเจริญก้อนใหญ่ของโพเทนไคม์ จึงทำให้มีการเดินขบวนเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยนฐานอำนาจของกลุ่มสิบนักพรตอาวุโสดั้งเดิมที่สืบทอดอำนาจกันมานานนับร้อยปี

Climate Seer

                เหล่าจอมเวทผู้คอยเฝ้าศึกษาสภาพภูมิอากาศของเซ็นเทอร์รา พวกเขาคือกลุ่มจอมเวทที่เก่งกาจของเวโรนิกาเฮาส์แห่งเกาะเอเลมัส เหล่าผู้เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มพายุทั้งหลาย แม้จะเป็นองค์กรเล็กๆ แต่ก็เป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากทุกอาณาจักร

                ไคลเมทเซียร์มีศูนย์เฝ้าระวังหลักอยู่ที่สตอร์มเกซ เรือนหลังน้อยซึ่งถูกสร้างอยู่บนผิวทะเลอันแปรปรวนท่ามกลางมหาสมุทรแคลคัสใต้เกาะเอเลมัส และมีศูนย์ย่อยกระจายอยู่ตามเมืองสำคัญต่างๆ ทั่วเซ็นเทอร์รา โดยศูนย์ต่างๆ จะคอยตรวจสอบและส่งข้อมูลสภาพอากาศถึงกัน เพื่อคำนวณความเป็นไปของดินฟ้าอากาศล่วงหน้า พวกเขามีผลงานโดดเด่นมากมายในการเฝ้าติดตามพายุที่รุนแรงหรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ และคอยส่งข่าวแจ้งเตือนอาณาจักรต่างๆ ที่อยู่ในเส้นทางของภัยพิบัติล่วงหน้า โดยพวกไคลเมทเซียร์นั้นได้ปฏิญาณตนยึดมั่นในความเป็นกลาง นั่นหมายความว่าพวกเขาจะไม่เลือกปฏิบัติต่ออาณาจักรใดเป็นพิเศษ ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม

                แน่นอนว่ามีการใช้เวทมนตร์หลายอย่างเข้าช่วยเหลือในการติดตามภัยพิบัติทางธรรมชาติทั้งหลาย แต่ว่าพวกไคลเมทเซียร์นั้นหลีกเลี่ยงที่จะใช้เวทมนตร์เข้าเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศเพื่อยับยั้งภัยพิบัติ มีกรณีตัวอย่างสามถึงสี่ครั้งที่พวกเขาตัดสินใจช่วยทุเลาความรุนแรงของภัยพิบัติบางอย่างลง แต่ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาจะเลือกส่งข่าวแจ้งเตือนล่วงหน้าเท่านั้น สำหรับผู้พยากรณ์สูงสุดของกลุ่มไคลเมทเซียร์คนปัจจุบันคือเนเรียส ชายชราแห่งท้องทะเล อดีตเจ้าเกาะเอเลมัสรุ่นที่แล้ว

Peaceguard

                หน่วยงานที่อาจจะเรียกได้ว่าสำคัญที่สุดในเลมิวเรีย พวกพีซการ์ดคือกองกำลังสันติบาลแห่งหมู่เกาะลอยฟ้า ปฏิบัติหน้าที่โดยรับนโยบายมาจากสภาสิบสอง เป็นกองกำลังที่มีเจ้าหน้าที่ประจำการอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเจ้าหน้าที่ทั้งหมดจะถูกส่งไปประจำการในแต่ละเกาะ และคอยควบคุมดูแลความเรียบร้อยตามกฎหมายพื้นฐานที่ออกโดยสภาสิบสอง รวมถึงดูแลกฎหมายพิเศษที่มีใช้เฉพาะในแต่ละเกาะด้วย

                เจ้าหน้าที่ของพีซคีปเปอร์นั้นมีอำนาจเต็มในการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งนั่นรวมไปถึงการจับกุมผู้ที่กระทำความผิดตามกฎหมายด้วย เดิมพวกเขาเป็นหน่วยงานที่สังกัดภายใต้สภาสิบสองโดยตรง และรับเบี้ยเลี้ยงผ่านสภา แต่ภายหลังได้มีการปรับเปลี่ยนโยกย้ายหน่วยงานให้เป็นอิสระมากขึ้น โดยพีซคีปเปอร์ของแต่ละเกาะจะได้รับเบี้ยเลี้ยงจากเกาะที่ตนเองดูแลอยู่ โดยมีศูนย์อำนวยการกลางที่นครเบลดิเนียมแห่งโบทาเนียเป็นผู้ประเมินผลงานและประสานกับสภาสิบสองในการกำหนดนโยบาย ผู้บัญชาการคนปัจจุบันคือคาร์มานอร์ เครตัน หนึ่งในศิษย์คนสำคัญของดีมิเทอร์ผู้ยิ่งใหญ่ พวกพีซคีปเปอร์นั้นได้รับอนุญาตให้ใช้อาวุธหรือเวทมนตร์รุนแรงได้ในระดับหนึ่ง นอกเหนือจากการดูแลกฎหมายแล้ว พวกเขายังทำหน้าที่เป็นหน่วยกู้ภัยอีกด้วย

                การแยกตัวออกจากสภาสิบสองของพีซคีปเปอร์นั้นก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ตามมามากมาย หลายฝ่ายมองว่านี่อาจจะทำให้องค์กรผู้พิทักษ์สันติราษฎร์แตกกระจายออกจากกัน รวมถึงอาจทำให้เกิดการใช้อิทธิพลท้องถิ่นเข้าครอบงำกฎหมายได้อีกด้วย ซึ่งแม้สภาสิบสองจะจัดวางอัศวินอาร์เคนคลอว์เอาไว้ในศูนย์บัญชาการของพีซคีปเปอร์ตามเกาะต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องนั้นขึ้น แต่ปัญหาการคอร์รัปชั่นของเหล่าสันติบาลแห่งหมู่เกาะลอยฟ้าก็เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะแล้ว

The Wall

                กองทหารรับจ้างที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเลมิวเรีย ผูกขาดสัญญาจ้างระยะยาวกับสภาสิบสอง ถูกใช้เป็นกองกำลังหลักเพื่อป้องกันตัวเองของหมู่เกาะลอยฟ้า เกิดขึ้นมาจากการรวมตัวของกลุ่มทหารรับจ้างหลายกลุ่ม มีสมาชิกหลายระดับตั้งแต่ผู้ที่ใช้เวทมนตร์ได้ดีไปจนถึงผู้ที่ไม่มีความสามารถทางเวทมนตร์เลย มีนโยบายที่จะเปิดรับทุกคนที่มีหัวใจห้าวหาญเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังโดยไม่ปิดกั้นโอกาสผู้ใดทั้งสิ้น

                เหล่านักรบที่เรียกตัวเองว่ากำแพงแห่งเลมิวเรียนั้นส่วนใหญ่เป็นเพียงเด็กฝึกหัดที่ไม่ได้มีประสบการณ์ใดๆ ในสนามรบจริงมาก่อน เหล่าคนหนุ่มสาวจากเกาะที่ยากจน ไม่มีอนาคตอันใดรอพวกเขาอยู่นอกจากการอดตาย การได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังคุ้มครองตัวเองถือเป็นทั้งเกียรติและโอกาส เป็นสถานที่พิสูจน์ตัวเองของบรรดาดวงวิญญาณที่เล็กจ้อยทั้งหลาย พวกเขาจะถูกส่งไปประจำอยู่ตามเกาะต่างๆ ตามแต่ที่เบี้ยเลี้ยงของแต่ละเกาะจะจ่ายไหว แม้พวกเขาจะถูกค่อนขอดว่าเป็นกองกำลังที่ไร้ประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับกองทหารรับจ้างอื่นๆ แต่พวกกำแพงก็ทดแทนความอ่อนหัดของตัวเองด้วยปริมาณและหัวใจที่ห้าวหาญ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีดาวรุ่งของพวกเดอะวอลล์จำนวนไม่น้อย ที่เปล่งประกายจนไปเตะตาหน่วยงานอื่นเข้า จนได้รับทั้งโอกาสและความก้าวหน้าไป ทำให้พวกคนหนุ่มสาวที่มาเข้าร่วมกองกำลังเดอะวอลล์ส่วนมากมักมองกองกำลังนี้เป็นทางผ่านไปสู่สิ่งที่ดีกว่าในอนาคต

                ในความเป็นจริง มีโอกาสน้อยมากที่เลมิวเรียจะเผชิญกับภัยสงคราม ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นหมู่เกาะลอยฟ้ายากจะเข้าถึง ทั้งยังไม่ได้มีทรัพยากรอะไรที่ดินแดนอื่นจะพยายามยกทัพขึ้นมาบุกรุก ภารกิจที่เดอะวอลล์ต้องเผชิญส่วนมากจึงมักเป็นคำร้องขอความร่วมมือจากอาร์เคนคลอว์ในการช่วยกำราบสัตว์ปีศาจอันตราย หรือการช่วยปราบจลาจลที่พวกพีซคีปเปอร์ไม่สามารถควบคุมได้ ไม่มีใครรู้ว่าผู้บัญชาการของเดอะวอลล์นั้นเป็นใคร มีเพียงนามที่ถูกเป็นที่รู้จักว่าอิชตาร์ พวกพีซคีปเปอร์มีสัญญาจ้างงานแบบระยะยาวกับสภาสิบสอง โดยสัญญาจะมีอายุรอบละห้าปี โดยสภาสิบสองจะคำนวณรายจ่ายและปริมาณกองกำลังที่จะส่งไปตามเกาะต่างๆ ตามเม็ดเงินที่แต่ละเกาะสนับสนุน

Children of Dumnonia

            กองทหารรับจ้างที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในหมู่เกาะเลมิวเรีย ด้วยภาพลักษณ์ที่ดูเข้มแข็งและหรูหรา มักจะปรากฏตัวในชุดเกราะและเสื้อคลุมที่เรืองรองสว่างไสว วางตัวดุจกองกำลังอัศวินและขุนนางผู้สูงศักดิ์ แม้แท้จริงแล้วพวกเขาจะไม่มีอะไรใกล้เคียงกับคำว่าสูงศักดิ์เลยก็ตาม กระนั้นฝีมือของพวกเขาก็เป็นที่ยอมรับกันอย่างไม่มีข้อกังขา จนมีคำกล่าวว่าพวกดัมโนเนียเข้าร่วมกับฝ่ายไหน ฝ่ายนั้นก็เหมือนมีชัยไปแล้วกว่าครึ่ง

                ด้วยชื่อเสียงอันเลื่องลือ ทำให้พวกดัมโนเนียเป็นที่นิยมในหลายๆ ภารกิจ ไม่ว่าจะเป็นงานคุ้มกันหรือการสนับสนุนในกรณีพิพาทท้องถิ่น ไม่เพียงแต่ภายในเลมิวเรียเท่านั้น แต่กิตติศัพท์ของพวกเขายังโด่งไปถึงอวาลอนและแชงกรีลาด้วย นั่นทำให้ค่าจ้างของพวกเขาถีบตัวสูงขึ้นตลอดเวลา ภายใต้ภาพลักษณ์สูงศักดิ์แบบเปลือกๆ นั้น พวกดัมโนเนียล้วนเป็นทหารรับจ้างขนานแท้ ดิบเถื่อนและก้าวร้าว เป็นที่รวมตัวของคนต่ำศักดิ์ที่มุ่งหมายจะเป็นใหญ่ ผู้นำของกลุ่มบุตรแห่งดัมโนเนียนั้นคือ เออร์บิน คอร์นู หรือที่เขาเรียกตัวเองว่า ราชาแห่งดัมโนเนีย ตัวที่เขามักจะกล่าวอ้างว่าสายเลือดของเขานั้นสามารถสืบสาวไปได้ไกลถึงกษัตริย์แห่งราชวงศ์โฮเซ็นไฮม์ในยุคก่อน

                แม้ว่าจะเคยมีปราสาทที่ชื่อว่าดัมโนเนียอยู่จริง แต่มันก็ล่มสลายและหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์เมื่อนานมาแล้ว ปัจจุบันบริเวณที่เคยเป็นปราสาทดัมโนเนียมาก่อนได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของนครเซเลสทีนไปแล้ว ทำให้ไม่สามารถสืบสาวสายเลือดที่แท้จริงของตระกูลคอร์นูได้ ในความเป็นจริง ฐานของพวกดัมโนเนียเองก็เป็นแค่ป้อมปราการรกร้างแห่งหนึ่งทางเหนือของเกาะกรานาดาที่มีนามว่าป้อมเชอรีนเท่านั้น อย่างไรก็ตามพวกชนชั้นสูงและผู้ว่าจ้างส่วนใหญ่มักจะปล่อยให้พวกดัมโนเนียอุปโลกน์ความสูงศักดิ์ของตัวเองไปตามเรื่อง เพื่อความสะดวกในการติดต่อใช้งาน

Morning Lantern

                กิลด์จอมเวทรับจ้างที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก มักรับงานผจญภัยและค้นหาสมบัติเป็นหลัก พวกเขาค่อนข้างมีชื่อเสียงที่ดีในเลมิวเรีย ในฐานะกิลด์อิสระที่เป็นมิตรไม่ว่าจะด้านนิสัยใจคอหรือราคาค่าจ้าง พวกตะเกียงกลางวันมักจะได้รับงานที่เหลือมาจากพวกดัมโนเนียอีกที จนมักทำให้ถูกค่อนขอดว่าเป็นกิลด์ชั้นรองอยู่เสมอ กระนั้นพวกเขาก็ไม่เคยหวั่นเกรงที่จะเผชิญหน้ากับกิลด์อื่นที่ใหญ่กว่าเลย

                ชื่อของพวกเขานั้นถูกตั้งขึ้นเพื่อล้อสถานะของตัวเองโดยตรง พวกเขาคือเหล่าตะเกียงแห่งยามกลางวัน ซึ่งไม่มีประโยชน์และไม่มีใครเห็นค่าอันใด แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ความมืดมาถึง พวกเขาก็คือสิ่งจำเป็นที่ไม่อาจขาดไปได้ พวกเขามีฐานอยู่ที่โรงเตี๊ยมขนาดกลางนามว่า เสตรนจ์ฮอร์ส ในนครเบลดิเนียมแห่งเกาะโบทาเนีย หัวหน้ากลุ่มคนปัจจุบันคือนูอาดา แขนเงิน ซึ่งเป็นหนึ่งในจอมเวทที่มีชื่อเสียงมากของกิลด์ พวกตะเกียงกลางวันนั้นเปิดรับสมาชิกที่มีหัวใจรักการผจญภัยและเชื่อมั่นในความดีงามอยู่เสมอ ซึ่งพวกเขาเองก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับคนหนุ่มสาวจากครอบครัวที่ยากจนเช่นกัน

                หลายครั้งผู้คนมักจะสับสนและเข้าใจผิดไปว่าพวกตะเกียงกลางวันนั่นเป็นทหารรับจ้าง ซึ่งพวกเขาก็ไม่รังเกียจที่จะรับงานแบบนั้น แต่พวกเขาไม่ใช่ทหารรับจ้างเสียทีเดียว ด้วยบุคลากรที่มีไม่มากนัก พวกเขาทดแทนปริมาณกำลังคนเข้าด้วยฝีมือเฉพาะตัวของสมาชิกกิลด์ระดับแนวหน้า ซึ่งพวกสมาชิกชื่อดังนั้นก็ล้วนแต่มีฝีมือเป็นที่น่าจับตามองทั้งสิ้น แน่นอนว่าทุกอาณาจักรย่อมรู้ดีว่า พวกเขาอาจจะเป็นตะเกียงอันไร้ค่าในยามกลางวัน แต่สนธยาอันมืดมิดก็จ่อคอหอยเราเข้ามาทุกทีแล้ว

Vengeance Star

                เมื่อมีใครบางคนปรารถนาการชำระแค้น พวกเขาจะมองหาดวงดาวอันหม่นมืดบนท้องฟ้า เวนเจนซ์สตาร์คือกิลด์จอมเวทมือสังหารที่ลึกลับ พวกเขาคือผู้ล้างแค้นที่น่าพรั่นพรึง การลงมือของพวกเขานั้นเด็ดขาดและรับประกันผลเสมอ ต่อให้เป้าหมายจะระระวังตัวดีแค่ไหน พวกเขาก็จะไม่หยุดจนกว่าหนี้แค้นจะได้รับการชำระ

                นอกเหนือจากข่าวลือตามร้านเหล้าแล้ว ข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มดวงดาวผู้ล้างแค้นนี้ก็มีอยู่น้อยมาก การติดต่อจ้างวานพวกเขาเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก โดยผู้ทีต้องการให้พวกเขาช่วยเหลือจะต้องใช้เลือดของตัวเองเขียนชื่อเอาไว้บนกระดานข่าวของโบสถ์แห่งลูมินอสทั้งสิ้นสามแห่ง ซึ่งประกอบด้วยโบสถ์น้อยซิสทีนในนครเบลดิเนียม โบสถ์เดคาร์ดแห่งทิวบ์วันเกาะวาเลนเซ และวิหารเซนต์นอร์ธแห่งอาเครอนจากนั้นจึงจะมีคนของเวนเจนซ์สตาร์ติดต่อไปเองในเวลาไม่นานนัก สำหรับค่าใช้จ่ายในภารกิจต่างๆ นั้นขึ้นอยู่กับรายละเอียดเนื้องาน ส่วนใหญ่แล้วผู้ว่าจ้างมักไม่ต้องทำอะไรเพิ่มอีกเลย จนเมื่อได้รับข่าวว่าภารกิจสำเร็จแล้ว จึงจะมีคนมาเก็บค่าจ้างส่วนที่เหลือ

                ไม่มีใครรู้ว่าจำนวนสมาชิกของกลุ่มนั้นมีใครบ้างหรือมีทั้งสิ้นกี่คน เชื่อกันว่าที่พวกเขากำหนดให้การติดต่อว่าจ้างค่อนข้างยุ่งยากแบบนี้ ก็เพื่อต้องการจะทดสอบน้ำหนักของความแค้นในใจผู้ว่าจ้างว่ามีมากพอหรือไม่ วิธีลงมือของพวกเขานั้นมักจะขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้ว่าจ้าง โดยส่วนมากแล้ว เมื่อมันคือการล้างแค้น ย่อมตามมาด้วยการประกาศความอัปยศของเหยื่อ ทำให้ผลงานของพวกเขาค่อนข้างจะอุกอาจจนเป็นที่ปวดหัวของพวกสันติบาลเสมอ ชื่อเสียงของเวนเจนซ์สตาร์นั้นเป็นที่ยอมรับทั่วทั้งเซ็นเทอร์ราในฐานะกิลด์มือสังหารที่มีผลงานไว้ใจได้มากที่สุด และมักจะถูกยกไปเปรียบเทียบกับหน่วยเสป็คเตอร์แห่งไฮเซ็นเบิร์กและเหล่าชิโนบิแห่งเอ็นเก็ตสึบ่อยๆ

Tarnished Covenant

                ท่ามกลางบรรดาผู้ใช้เวทมนตร์ทั่วทั้งเซ็นเทอร์รา แม่มดคือสิ่งที่ทรงพลังและมีสถานะที่พิเศษเป็นอย่างยิ่ง พวกเธอคือผู้ใช้คำสาปที่ผูกวิญญาณของตัวเองเข้ากับสรรพสิ่งในธรรมชาติ ทำให้สมดุลของพลังแอสทรัลสั่นคลอนแปดเปื้อน แม่มดจึงเป็นสิ่งต้องห้ามที่เหล่าดิไวน์เนอร์ส่วนใหญ่รังเกียจเดียดฉันท์ นั่นทำให้พวกเธอต้องพยายามอยู่กันอย่างหลบๆ ซ่อนๆ จนบางครั้งก็ทำให้เกิดการรวมกลุ่มเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทั้งในด้านการใช้ชีวิตและการเพิ่มพูนความสามารถให้แก่กันเอง

                สมาคมผู้แปดเปื้อนนั้นเป็นการรวมตัวกันของแม่มดกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ในเลมิวเรีย อาจจะพอระบุให้ชัดลงไปได้อีกเล็กน้อยว่าน่าจะมีที่ชุมนุมลับอยู่ที่ใดสักแห่งในเกาะวาเลนเซนี่เอง จำนวนสมาชิกนั้นไม่แน่นอนแต่เชื่อกันว่าน่าจะมีสมาชิกอยู่ไม่เกินสิบคน และมีแม่มดที่มีความอันตรายสูงเข้าร่วมอยู่ด้วยไม่น้อยกว่าสองคน ทว่าเช่นกันกับกลุ่มสมาคมแม่มดทั้งหลาย เหล่าผู้แปดเปื้อนนั้นไม่เคยปล่อยให้รายชื่อของพวกตนตกไปอยู่ในมือคนนอกได้ พวกเธอพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อปกปิดความลับของตน แม้นั่นจะรวมไปถึงการต้องฆ่าปิดปากใครสักคนก็ตาม แม่มดกลุ่มนี้รับงานว่าจ้างในฐานะกิลด์นักเวทลับด้วย ซึ่งความยอดเยี่ยมของพวกเธอทำให้ถือเป็นกิลด์ที่ได้รับความนิยมพอสมควร เพียงแต่การว่าจ้างพวกเธอจะต้องทำผ่านจดหมายเท่านั้น จะไม่มีมีการติดต่อโดยตรงระหว่างพวกเธอกับผู้ว่าจ้างเลยแม้แต่น้อย โดยพวกเธอมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในการปรุงยาและการลอบสังหาร

                มีกฎระเบียบมากมายในโลกของแม่มดที่คนนอกไม่มีวันเข้าใจ มีหลักฐานบางอย่างยืนยันว่าพวกผู้แปดเปื้อนนั้นมีความเกี่ยวพันบางอย่างกับกลุ่มมอร์ริแกน สมาคมแม่มดที่ดำมืดและร้ายกาจที่สุดในเซ็นเทอร์รา บางคนเชื่อว่าพวกเธอเป็นพันธมิตรกัน แต่บางคนก็เชื่อว่าเหล่าผู้แปดเปื้อนคือกลุ่มที่แยกตัวออกจากพวกมอร์ริแกน และอาจจะเป็นการแยกตัวที่ไม่สวยงามนัก

Church of Voice

                เลมิวเรียนั้นได้รับศาสนาลูมินอสมาจากอวาลอนอย่างเต็มเปี่ยม เนื่องด้วยทั้งสองทวีปนั้นมีความใกล้ชิดกันมาตั้งแต่ยุคอดีต ทำให้อวาลอนมีอิทธิพลต่อเลมิวเรียอยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ตามเหล่าผู้ศรัทธาที่อยู่ในหมู่เกาะลอยฟ้าก็ได้สร้างนิกายใหม่ขึ้นมาตามแบบฉบับของตัวเอง เพื่อให้ง่ายต่อการนำคำสอนมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม

                 นิกายเชิร์ชออฟวอยซ์นั้นได้ตัดบัญญัติแห่งบาปบางข้อที่ประเมินว่าล้าสมัยออกไป รวมถึงมีการเพิ่มข้อบังคับใหม่ๆ บางส่วนเข้ามา การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงคำสอนพวกนี้ส่วนมากจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้เวทมนตร์และการวางตัวต่อดิไวน์เนอร์ เนื่องจากเลมิวเรียเป็นแผ่นดินเดียวในโลกนี้ที่ยังคงหลงเหลือดิไวน์เนอร์อาศัยปะปนอยู่ในสังคมเหมือนเช่นยุคสมัยแห่งทวยเทพ แม้จะมีจำนวนน้อยนิด แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้สิ่งที่อยู่ในบัญญัติแห่งบาปของลูมินอสสามารถสร้างความสับสนได้ นิกายใหม่จึงถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อรองรับช่องว่างดังกล่าว

                แม้ดิไวน์เนอร์ทั้งหมดที่เหลืออยู่ในเลมิวเรียจะถือเป็นพวกแยกตัว ไม่ถูกนับรวมเป็นทวยเทพแห่งลูมินอส แต่นิกายเชิร์ชออฟวอยซ์ก็ให้ความสำคัญและเคารพดิไวน์เนอร์คนสำคัญๆ อย่างดีมิเทอร์และโครนอสพอสมควร แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงคำสอนหลายๆ ส่วนย่อมทำให้ศาสนจักรสาขาหลักไม่พอใจอยู่บ้าง แต่โดยส่วนใหญ่แล้วพวกสาขาหลักก็ดูจะชื่นชมยินดีด้วย เชิร์ชออฟวอยซ์นั้นมีผู้นำคือพระสังฆราชแห่งชาร์ฟแร็กซ์ เบลอร์ ดวงตาพิศวง มีศูนย์กลางอยู่ที่วิหารดรายวู้ดแห่งนครชาร์ฟแร็กซ์  

Rex Company

                 ท่ามกลางบรรดาชนชั้นสูงทั้งหลายแห่งเลมิวเรีย คงไม่มีตระกูลใดที่จะมีชื่อเสียงโด่งดังมากไปกว่าตระกูลเร็กซ์เกริท เจ้าของเครือข่ายธุรกิจเร็กซ์คัมปะนีอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเครือโรงแรมแกรนด์ซิลวิสที่โด่งดัง หรือกลุ่มเงินทุนเร็กซ์เครดิตซึ่งมีบทบาทอย่างยิ่งในเส้นทางการค้าระหว่างอวาลอนและแชงกรีลา นิตยสารเซ็นเทอร์ราโครนิเคิลเคยจัดอันดับทรัพย์สินของตระกูลเร็กซ์เกริทไว้เป็นอันดับสี่ของเซ็นเทอร์รา ดังนั้นหากจะนับว่าพวกเขาเป็นตระกูลที่มั่งคั่งที่สุดในเลมิวเรียก็คงไม่ผิดไปนัก

                สายตระกูลของเร็กซ์เกริทนั้นมีประวัติยาวนานไล่กลับไปได้จนถึงยุคแรกๆ ของเลมิวเรีย นอกเหนือไปจากด้านธุรกิจแล้ว เร็กซ์คัมปะนียังมีทหารรับจ้างในสังกัดของตัวเองด้วยอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งจะทำงานตามคำสั่งของตระกูลเร็กซ์เกริทเท่านั้น อีกทั้งเส้นสายที่พวกเขามีกับดีมิเทอร์แห่งโบทาเนียนั้นก็แน่นแฟ้นเป็นอย่างยิ่ง นั่นทำให้พวกเขามีพร้อมทั้งเงินทุน กำลังและอำนาจ แม้แต่บรรดาราชวงศ์ของอวาลอนทั้งหลายยังต้องคอยมองสายตาพวกเร็กซ์เกริทอยู่ส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ภาพลักษณ์ของตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในโบทาเนียนั้นค่อนข้างจะดูดีและเป็นที่น่านับถือในหมู่ผู้คนมากทีเดียว พวกเขาไม่ค่อยมีศัตรูนัก นอกจากคู่แข่งทางการค้าซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะให้ความเคารพนับถือกันอยู่นอกสนาม

                ตระกูลเร็กซ์เกริทมีอสังหาริมทรัพย์อยู่หลายแห่งทั่วเซ็นเทอร์รา แต่คฤหาสน์ประจำตระกูลของพวกเขาตั้งอยู่ในเขตชนชั้นสูงของนครเบลดิเนียมแห่งเกาะโบทาเนีย ผู้นำตระกูลคนปัจจุบันคือซิกส์ เร็กซ์เกริท นักธุรกิจรุ่นใหญ่ที่คร่ำหวอดในวงการการเงินจนถึงขนาดที่กลุ่มธนาคารกลางเซ็นเทอร์ราเคยเชิญเขาไปเป็นที่ปรึกษาอยู่ช่วงหนึ่งเลยทีเดียว

House of Titania

                หากเทียบกันแล้ว ตระกูลไททาเนียอาจไม่ได้ร่ำรวยเท่าพวกเร็กซ์เกริทหรือเซสมูแห่งหอคอยเที่ยงคืน แต่ถ้าวัดกันแค่ด้วยอำนาจอิทธิพลอย่างเดียว ก็คงยากจะหาตระกูลใดในเซ็นเทอร์รามาเทียบเคียงกับพวกไททาเนียได้ เพราะพวกเขาคือตระกูลของพวกดิไวน์เนอร์ซึ่งแยกตัวออกมาจากกลุ่มหลักโดยตรง ถือเป็นตระกูลใหญ่ของดิไวน์เนอร์เพียงหนึ่งเดียวที่ยังคงปักหลักอาศัยอยู่ในเซ็นเทอร์ราร่วมกับเผ่าพันธุ์อื่นๆ อย่างใกล้ชิดจนถึงทุกวันนี้

                แม้จะเป็นดิไวน์เนอร์ แต่พวกไททาเนียก็ไม่ใช่พวกที่ชอบทำตามกฎเกณฑ์นัก พวกเขาใช้อำนาจที่มีเหลืออยู่อย่างจำกัดสร้างอิทธิพลขึ้นมาในโลกมืดของเซ็นเทอร์รา ควบคุมบงการด้านที่มืดมิดของสังคมเอาไว้ในอุ้งมือที่แข็งแกร่ง โดยสร้างภาพฉากหน้าว่าร่ำรวยมาจากการค้าขายทั่วไป พวกเขาถูกเรียกว่าแกะดำแห่งหมู่ดิไวน์เนอร์ เป็นรอยด่างพร้อยที่ใครต่อใครพากันหวั่นวิตก พฤติกรรมของพวกเขานั้นเข้าข่ายเป็นกลุ่มอิทธิพลมาเฟียโดยตรง ซึ่งนั่นทำให้พวกเทวทูตแห่งอวาลอนไม่ชอบพวกเขานัก แต่พวกไททาเนียนั้นไม่เคยสนใจผู้ใดอยู่แล้ว พวกเขาสนใจแต่กฎของพวกเขาเองเท่านั้น

                มีคำกล่าวกันว่า เบื้องหลังของการก่ออาชญากรรมทั้งหลายในเลมิวเรีย และอาจจะอวาลอนด้วยซ้ำ มันจะต้องมีกลิ่นของพวกไททาเนียปะปนอยู่บ้างไม่มากก็น้อยแน่ๆ อิทธิพลมืดของพวกเขาแผ่ขยายปกคลุมทั่วทุกเกาะของเลมิวเรีย และลามไล่ไปจนถึงทวีปอื่นๆ ราวกับใยแมงมุม สินค้าผิดกฎหมาย การพนัน การค้าทาส การคอร์รัปชั่นทางการเมือง หรือแม้แต่การคุกคามผู้ที่ขัดผลประโยชน์ พวกเขาพร้อมจะยื่นข้อเสนอที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธได้ลอดเวลา ตระกูลไททาเนียนั้นมีผู้นำอยู่สามคน คือซูส โพไซดอน และฮาเดส โดยมีพี่ใหญ่อย่างซูสคอยควบคุมบงการทุกสิ่ง แม้ว่าหลายปีมานี้น้องคนเล็กอย่างฮาเดสจะหายตัวไปอย่างลึกลับ แต่อำนาจของพวกเขาก็ไม่ได้อ่อนด้อยลงไปกว่าเมื่อก่อนเลยแม้แต่นิดเดียว

Doomcaller

                มารร้ายคือสิ่งดำมืดที่ไม่สมควรมีอยู่ในโลกใบนี้ นั่นเป็นเรื่องที่ไม่ว่าใครก็รู้ดีอยู่เต็มหัวใจ แต่ก็ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่กลับเลือกบูชาความชั่วร้ายอันดำมืดนั้น หันหลังให้แก่ทวยเทพ และมอบความศรัทธาให้แก่ผู้ที่ต้องทัณฑ์ทรมานอยู่ในขุมนรก เพรียกหาการกับมาของความมืดมิด ใฝ่ฝันถึงวันที่โลกนี้จะถูกทำลายลงจนราบคาบ พวกเขาเชื่อจนถึงขั้นมั่นใจว่าโลกที่มารร้ายต้องการจะเป็นโลกที่ดีกว่าเซ็นเทอร์ราในปัจจุบันนี้ ซึ่งแน่นอนว่าแนวคิดเช่นนั้นเป็นอันตรายอย่างร้ายแรงยิ่ง

                เหล่าผู้เพรียกหาความวิบัตินั้นแทบไม่เคยรวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน พวกเขามีวิธีการบางอย่างในการส่งข่าวสารและพูดคุยกันโดยไม่ให้คนนอกรู้ บางครั้งก็จะมีการนัดพบกันบ้างเพื่อกิจกรรมบางอย่าง มารร้ายที่พวกเขานับถือสูงสุดนั้นคือลูซิเฟอร์ ดาราแห่งรุ่งอรุณผู้ร่วงหล่น ผู้นำแห่งกองทัพมารจากนรกเมื่อครั้งสงครามแห่งทวยเทพ ข้อมูลอื่นนอกเหนือจากนี้ล้วนเป็นเพียงแค่ข่าวลือ เป็นเรื่องกระซิบกระซาบในมุมมืดเท่านั้น พวกเขาหลบซ่อนอยู่ในเงื้อมเงาของสังคม เฝ้ารอการเรียกขานจากมารร้ายที่ตนศรัทธา เฝ้ารออย่างเงียบเชียบและอดทน แม้แต่ชื่อที่เรียกกันอยู่ในทุกวันนี้ก็เป็นชื่อที่ถูกเรียกเป็นครั้งแรกโดยสภาสิบสองด้วยซ้ำ ถ้านับกันตามจริงแล้ว นี่เป็นกลุ่มองค์กรที่ไม่เคยมีตัวตนอยู่เลย

                การตระหนักรู้ถึงการคงอยู่ของเหล่าผู้เพรียกหาความวิบัตินั้นเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในคดีใหญ่เมื่อราวๆ สิบห้าปีก่อน เมื่อพีซการ์ดแห่งกรานาดาได้สืบพบข้อมูลเส้นทางการใช้เวทมนตร์ต้องห้ามบางประการ ซึ่งนำไปสู่การขยายผลจับกุมบุคคลสำคัญมากมาย รวมถึงเจ้าเกาะกรานาดาและเจ้าเกาะวาเลนเซในสมัยนั้น เรื่องราวใหญ่โตจนถึงขั้นมีการเปิดโปงถึงความพยายามที่จะเปิดประตูนรกเพื่อปลดปล่อยมารร้ายออกมา ซึ่งทำให้พวกดิไวน์เนอร์แห่งอวาลอนต้องยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ก่อนที่ คอยล์ เฮ็น โอเกล็ด อดีตเจ้าเกาะกรานาดาจะประกาศออกมาว่าเรื่องนี้ยังไม่จบง่ายๆ แน่นอน เพราะยังมีคนแบบพวกเขาอยู่อีกมากมายในเลมิวเรีย คำกล่าวนั้นได้นำมาซึ่งการกวาดล้างพวกนอกรีตครั้งมโหฬารทั้งในเลมิวเรียและอวาลอน แต่สุดท้ายก็ไม่พบหลักฐานใดๆ เพิ่มเติมอีกเลย จึงเชื่อกันว่าเหล่าผู้เพรียกหาความวิบัติอาจจะยังคงซ่อนตัวอยู่ในเลมิวเรียมาจนถึงปัจจุบันนี้

  • Google+ - White Circle
  • Twitter - White Circle
  • Facebook - White Circle

© 2017 by Commandeer TCG                                                                                                                                   
E-mail: commandeertcg@gmail.com
Tel: (66)85-1520522 , (66)813016679
148/4 Sukhumvit 22 Sukhumvit Road Klongtoey Bangkok 10110, Thailand