Zenterra Archive : Rise of Nation

Story : Re-Peat Again

Illust : Char-Zin

                ความขัดแย้งของผู้อ้างสิทธิ

                ช่วงเวลาที่จักรวรรดิคานาอันปกครองเหนือผืนแผ่นดินอวาลอนนั้น ถูกนับว่าเป็นยุคสมัยที่รุ่งเรืองที่สุดของศาสนาลูมินอส และรุ่งเรืองที่สุดสำหรับชาวอวาลอนทั้งหมดเช่นกัน ถือเป็นช่วงเวลาที่วิทยาการต่างๆ โดยเฉพาะด้านเวทมนตร์ถูกพัฒนาต่อยอดไปอย่างรวดเร็ว แม้ว่าตลอดกว่าห้าร้อยปีภายใต้การปกครองของมงกุฎสีน้ำเงินนั้นจะมีเรื่องราวความขัดแย้งอันวุ่นวายของบรรดาผู้นำแว่นแคว้นต่างๆ เกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ความเป็นปึกแผ่นภายใต้ระบอบอันยิ่งใหญ่ทั้งสองนั่นก็คือบัลลังก์จักรพรรดิและศาสนาลูมินอสก็ได้สร้างข้อต่ออันแข็งแกร่ง ซึ่งเชื่อมความรู้สึกของชาวอวาลอนทั้งหมดไว้เป็นหนึ่งเดียวกันได้เสมอ

 

                มงกุฏสีน้ำเงินแห่งคานาอันนั้น ตามธรรมเนียมแล้วหาได้สืบทอดโดยสายเลือดไม่ แม้จะเคยมีจักรพรรดิบางองค์พยายามแต่งตั้งรัชทายาทขึ้นมาเป็นผู้สืบทอด แต่ความพยายามเหล่านั้นจะจบลงด้วยความล้มเหลวเสมอ เมื่อจักรพรรดิคนก่อนพ้นจากตำแหน่ง บรรดาสิทธิสรรค์เจ้า หรือเจ้านครผู้คัดเลือกทั้งเจ็ด จะร่วมหารือกันเพื่อคัดเลือกจักรพรรดิที่เหมาะสมคนใหม่ แล้วจึงจะส่งชื่อที่เหมาะสมไปยังศาสนจักรเพื่อให้พระสันตะปาปาแห่งลูมินอสเป็นผู้ประกาศนามและสวมมงกุฏให้แก่จักรพรรดิคนใหม่ กระนั้นตลอดช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์ของจักรวรรดิคานาอัน ก็ปรากฏรายชื่อผู้ที่อยู่นอกสายสกุลโฮเซ็นไฮม์ขึ้นมาเป็นจักรพรรดิเพียงแค่สองครั้งเท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าลึกๆ แล้วจักรวรรดิคานาอันยังโหยหาผู้นำที่สมบูรณ์แบบอย่างเอวา ฟอน โฮเซ็นไฮม์อยู่เสมอ

                สิทธิสรรค์เจ้า คือเหล่าเจ้านครผู้มีสิทธิคัดเลือกผู้สวมมงกุฎสีน้ำเงินแห่งคานาอัน ผู้ประชุมรอบโต๊ะกลมอันเสมอภาค มีทั้งสิ้นเจ็ดตำแหน่งเพื่อเป็นนัยยะยกย่องแก่เหล่าเซราฟิมทั้งเจ็ด ประกอบด้วยอาร์คบิชอปแห่งลักซ์ยูดิซี ดยุคแห่งโกโมราห์ มาร์เกรฟแห่งแอดมาห์ ไฮลอร์ดแห่งบริแกนเทีย เคานท์แห่งเซโบอิม ราชาแห่งฮาวล์ลิงก์พีค และวอร์ลอร์ดแห่งครอสไทด์ ในภายหลังบริแกนเทียได้ถอนตัวออกไปจากอาณาจักร จึงได้มีการใส่สุลต่านแห่งอีแลมเข้ามาแทนที่ เมื่อจักรวรรดิคานาอันล่มสลายลงหลังการขับไล่สีน้ำเงิน บทบาทของสภาสิทธิสรรค์เจ้าก็ยุติลงด้วยเช่นกัน ตำแหน่งของเจ้าผู้ครองนครต่างก็เปลี่ยนไปตามขอบเขตอำนาจของนครต่างๆ เช่นดยุคแห่งโกโมราห์กลายเป็นราชาแห่งโซลาเรียส เคานท์เตสแห่งเซโบอิมกลายเป็นราชินีแห่งเซเลสทีนเป็นต้น

                ศักราชลูมินอสปีที่ 549 หลังสิ้นสุดรัชกาลของจักรพรรดิเคอร์เมทที่สองผู้มากรัก ความตึงเครียดระหว่างสองตระกูลผู้สนับสนุนมงกุฏสีน้ำเงินที่ใกล้ชิดที่สุดอย่างฟอนริทเธิร์นและเพ็นดรากอนก็มาถึงจุดแตกหัก เมื่อฝ่ายเพ็นดรากอนที่มีชาวฟีร์โบลกทางตอนกลางของอวาลอนหนุนหลังสนับสนุนเจ้าชายอีเธอร์ พระโอรสองค์โตที่เกิดจากดัชเชสแห่งโกโมราห์ขึ้นเป็นจักรพรรดิคนต่อไป ทว่าฝ่ายฟอนริทเธิร์นที่ได้รับการสนับสนุนจากบรรดาชาวโฟโมเรียนทางตอนเหนือเลือกที่จะเสนอชื่อเจ้าชายเทเธอร์ พระโอรสองค์รองที่เกิดจากราชินีแห่งฮาวล์ลิงก์พีคขึ้นมาเป็นคู่แข่ง เสียงของบรรดาสิทธิสรรค์เจ้าหกคนแรกแตกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน เหลือก็แต่เพียงเสียงตัดสินจากสิทธิสรรค์เจ้าคนที่เจ็ด มิล เอสเปน มิลาเซียน เจ้าผู้ครองนครบริแกนเทียแห่งหมู่เกาะแบล็คคลาร์ก ที่จะสามารถตัดสินได้ว่าใครคือผู้ที่จะได้สวมมงกุฏสีน้ำเงินเป็นคนต่อไป

                แม้กระทั่งภายหลังจากได้ขึ้นครองราชย์แล้ว จักรพรรดิคูอิลที่หนึ่งก็ยังคงเป็นเพียงหุ่นเชิดในสายตาของใครต่อใครอยู่ดี ตั้งแต่เด็ก พระองค์ก็ไม่ทรงเป็นที่โปรดปรานของจักรพรรดิเคอร์เมทที่สองผู้เป็นบิดามากนัก เนื่องด้วยมีน้องชายที่เพียบพร้อมและอายุไม่ห่างกันมากอย่างเจ้าชายเทเธอร์มาให้ถูกเปรียบเทียบตลอดเวลา พระองค์จึงทรงมุ่งมั่นและทะเยอทะยานอย่างยิ่งที่จะได้รับการยอมรับ ความพยายามในการซื้อใจบรรดาสิทธิสรรค์เจ้าไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก แต่พระองค์ก็ได้รับความเชื่อถือในฐานะนักการเมืองที่มีความสามารถคนหนึ่ง รวมถึงยังเป็นผู้วางรากฐานให้แก่ระบบชลประทานอันเป็นต้นกำเนิดของเขื่อนเวลล์ในอนาคต น่าเสียดายที่ช่วงบั้นปลายชีวิต บทบาทของพระองค์ยิ่งถูกกลบหายไปโดยมีราชินีมาร์บิตีแห่งอีแลมก้าวขึ้นมาคุมบังเหียนเป็นผู้นำตัวจริงแทน พระองค์ทรงถูกราชินีชักจูงหรือแม้แต่บีบบังคับเอาดื้อๆ ในทุกเรื่อง แม้แต่บรรดาผู้นำแห่งตระกูลเพ็นดรากอนที่ควรจะคอยหนุนหลังพระองค์ก็ยังมองเห็นพระองค์เป็นเครื่องมือไปสู่อำนาจมากกว่า ชีวิตในฐานะจักรพรรดิของพระองค์ไม่ราบรื่นและไม่ยาวนานนัก เชื่อกันว่าในความพยายามครั้งสุดท้ายของพระองค์ที่จะปลดปล่อยตัวเองจากการถูกคนอื่นควบคุมนั้นจบลงด้วยคมดาบเสี้ยวจันทร์ของราชินีที่พาดลงบนพระศอของพระองค์เอง

                แกร่งกล้าและทรงเกียรติ เจ้าชายเทเธอร์ หรือที่มักถูกเรียกว่าอัคคีเหมันต์เทเธอร์เป็นนักรบที่มีฝีมือเป็นที่เลื่องลือทั้งในสนามประลองและในสนามรบ จัดอยู่ในกลุ่มยอดฝีมืออันดับต้นๆ ของอวาลอนแม้กระทั่งในยุคปัจจุบัน ความเชี่ยวชาญพิเศษในการประทับเวทมนตร์เข้ากับอาวุธของพระองค์นั้นอยู่ในขั้นเวทมนตร์อัตลักษณ์เลยทีเดียว เมื่อดาบย่ำเหมันต์อันเป็นอาวุธประจำตัวถูกชักออกมาจากฝัก เพลิงสีน้ำเงินจักห่อหุ้มใบดาบเอาไว้บางเบา ทันทีที่ใบดาบเปิดบาดแผลให้แก่ผู้ใด เลือดในกายของคนผู้นั้นก็จะเดือดพล่านจากภายในจนต้องขาดใจด้วยความทุรนทุรายทั้งสิ้น ในรัชกาลของจักรพรรดิเคอร์เมทที่สองผู้เป็นบิดา พระองค์ทรงเป็นโอรสที่ได้รับความไว้วางใจอย่างสูง ทั้งยังเป็นแม่ทัพแห่งกองทัพปราบกบฏทางเหนือที่ประสบความสำเร็จอย่างมากจนใครต่อใครต่างก็พากันเชื่อว่าพระองค์จะได้เป็นจักรพรรดิองค์ต่อไปแน่ พงศาวดารและบันทึกเก่าแก่บางฉบับถึงกับระบุชัดเจนว่าจักรพรรดิเคอร์เมทที่สองเตรียมพร้อมจะเปลี่ยนตัวรัชทายาทอยู่แล้วหากไม่เสด็จสวรรคตเสียก่อน อย่างไรก็ตามในสงครามที่ช่องเขาไทลทู อานุภาพอันน่าเกรงขามของพระองค์กลับไม่อาจเปล่งประกายออกมามากนัก ว่ากันว่าพระองค์ไม่ปรารถนาทำศึกกับพี่น้องเลย โดยเฉพาะกับน้องสาวที่รักอย่างเซเทอร์ ในภายหลังเมื่อจักรพรรดิคูอิลทรงขึ้นครองราชย์ พระองค์ถูกริบพระราชอิสริยยศ และถูกตัดเอ็นข้อมือทั้งสองข้างก่อนจะโดนโยนลงไปในบ่อจรเข้ ซึ่งพระองค์ยังสามารถสังหารสัตว์ร้ายได้ถึงสองตัวก่อนที่จะถูกคมเขี้ยวของพวกมันฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆ

                หมู่เกาะแบล็คคลาร์กในอดีตมีพื้นที่ใหญ่กว่าปัจจุบันมาก มีนครหลวงคือนครบริแกนเทีย และเมืองเอกอีกสองเมืองคือชาร์ฟแร็กซ์และกรานาดา โดยมีเกาะหลักตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งตอนใต้ของโซลาเรียส ถือเป็นแหล่งทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในอวาลอนยุคก่อน เป็นดินแดนสำคัญที่จักรวรรดิคานาอันหวงแหนอย่างยิ่ง ทว่าในศักราชลูมินอสปีที่ 594 พื้นที่ส่วนใหญ่ได้ถูกยกขึ้นไปเป็นเกาะโพเท็นไคม์และเกาะกรานาดาร่วมกับหมู่เกาะอื่นๆ ในเลมิวเรีย ทำให้เกิดปัญหาความอดอยากขึ้นมาในจักรวรรดิคานาอันเป็นระลอกใหญ่

                ยุทธการณ์ช่องแคบ

                กระแสความรุนแรงทางการเมืองในช่วงนั้นระอุพอที่จะก่อให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในจักรวรรดิได้ทุกเมื่อ ความลำบากใจจึงตกมาอยู่ที่ลอร์ดมิลผู้เคร่งขรึม ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็พยายามพากันมาติดต่อเขาด้วยวิธีต่างๆ นาๆ แต่ลอร์ดมิลกลับยังคงเอาแต่สงวนท่าทีจนถึงที่สุด ในช่วงนั้นเอง เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่เซนต์ซิกนัส เดอชาลเดรีย ดิไวน์เนอร์ผู้โด่งดังจากสงครามแห่งทวยเทพเริ่มติดต่อกับบรรดาจอมเวทคนสำคัญของเหล่าดิไวน์เนอร์จำนวนหนึ่งเพื่อริเริ่มโครงการหมู่เกาะลอยฟ้าเลมิวเรียขึ้น ซึ่งอิทธ์ มิลาเซียน บิช็อปแห่งแบล็คคลาร์ก น้องชายของไฮลอร์ดมิลเองก็เป็นหนึ่งในบรรดาจอมเวทที่เซนต์ซิกนัสมาทาบทามไว้ ผู้ชิงมงกุฏทั้งสองฝ่ายจึงพากันเสนอว่าจะมอบที่ดินส่วนที่ดีที่สุดในอวาลอนให้แก่อิทธ์เพื่อนำขึ้นไปรวมกับเลมิวเรีย หากว่าอิทธ์สามารถเกลี้ยกล่อมพี่ชายให้เข้าฝ่ายพวกตนได้

 

                ท่ามกลางความกดดันจากทั้งสองฝ่าย อิทธ์พยายามหาทางออกอย่างยากลำบาก เขาตัดสินใจเสนอชื่อของเซเทอร์ ธิดาคนเล็กของจักรพรรดิเคอร์เมทที่สองที่เกิดจากเลดี้มาเรียน เดอ เฟรีสขึ้นมารับตำแหน่งแทน ซึ่งทั้งองค์สันตะปาปาและบรรดาสิทธิสรรค์เจ้าส่วนใหญ่ต่างก็เห็นด้วยกับทางเลือกนี้ ผลลัพธ์จากการเสนอแนวทางแก้ปัญหาอันชาญฉลาดของอิทธ์ทำให้เขาถูกทหารรับจ้างกลุ่มหนึ่งลักพาตัวไปสับเป็นชิ้นๆ และส่งชิ้นส่วนทั้งหมดกลับไปยังเกาะแบล็คคลาร์ก ไม่มีใครรู้ว่าทหารพวกนั้นถูกว่าจ้างมาจากฝ่ายใด ความรุนแรงปะทุขึ้นมาในชั่วพริบตา การกล่าวโทษ การหักหลัง การลอบสังหาร ล้วนผุดขึ้นมาราวกับเชื้อโรคร้าย ไฮลอร์ดมิลแห่งบริแกนเทียไม่อาจควบคุมโทสะ รวบรวมไพร่พลทั่วทั้งเกาะแบล็คคลาร์กยกทัพมุ่งหน้าสู่นครโซดอมเพื่อทวงถามความเป็นธรรมให้แก่น้องชาย ในขณะที่ทั้งฝ่ายฟอนริทเธิร์นและฝ่ายเพ็นดรากอนเองก็แต่งทัพเข้ามาค้ำไว้ด้วยเช่นกัน

                ท่ามกลางบรรดาสตรีมากหน้าหลายตาที่จักรพรรดิเคอร์เมทที่สองทรงมีความสัมพันธ์ด้วย ไม่มีใครอีกแล้วที่จะทำให้พระองค์ปักใจได้อย่างลึกซึ้งเท่ากับเลดี้มาเรียน เดอ เฟรีส ท่านหญิงแห่งพันบุปผาผู้มีความงามเป็นที่เลื่องลือไปทั่วแผ่นดิน แม้ท่านหญิงแห่งเซโบอิมผู้นั้นจะมิได้มีใจรักตอบเลย แต่ก็ได้ยอมคลอดพระราชธิดาอันเป็นที่รักยิ่งให้แก่จักรพรรดิไว้หนึ่งพระองค์ เจ้าหญิงเซเทอร์นั้นถอดแบบทั้งความงดงามและความเฉลียวฉลาดมาจากเลดี้มาเรียนผู้เป็นมารดามาราวกับภาพเหมือน ถอดมากระทั่งรสนิยมอันแปลกแยกที่ชื่นชอบในสตรีมากกว่าบุรุษด้วยเช่นกัน พระองค์มักจะทรงถูกห้อมล้อมไปด้วยบรรดาชายสูงศักดิ์มากหน้าที่หมายจะเข้ามาสร้างสัมพันธ์ แต่เจ้าหญิงผู้งดงามกลับมักเลือกที่จะไปขลุกอยู่กับบรรดาคุณหนูของตระกูลต่างๆ หรือแม้กระทั่งพวกสาวใช้ในพระราชวังที่มีหน้าตาสะสวยมากกว่า โดยเฉพาะกับเลดี้แอริ เดอ เฟรีส ญาติผู้น้องคนโปรดของพระองค์ ซึ่งเจ้าหญิงทรงป่าวประกาศไปทั่วว่าเป็นคนที่ปรารถนาจะเคียงคู่ด้วย ในยามสงบ ใครต่อใครต่างก็พากันมองว่านี่เป็นเพียงเรื่องตลกขบขันเท่านั้น แต่เมื่อสถานการณ์หลายๆ อย่างตึงเครียดมากขึ้น เจ้าหญิงถูกบังคับไม่ให้เผยรสนิยมทางนี้ออกมาอย่างโจ่งแจ้งอีกเป็นอันขาด อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงเป็นเจ้าหญิงผู้เป็นที่รักของประชาชนทั่วไปมาก ด้วยความสามารถที่หลากหลายและการสนับสนุนของพวกเดอเฟรีส พระองค์อาจจะสามารถเป็นจักรพรรดินีที่ยอดเยี่ยมได้เลย น่าเศร้าที่สุดท้าย ตอนที่พระเชษฐาของพระองค์ได้มงกุฏไป พระองค์และเพื่อนสาวคนสนิทถูกตีตราว่าเป็นแม่มด ถูกลากไปตามท้องถนนในสภาพเปลือยเปล่าด้วยร่างกายที่บอบช้ำจากการถูกทารุณ และโดนเผาทั้งเป็นที่จตุรัสกลางนครเซโบอิมของพวกเดอเฟรีสนั่นเอง

                ยุทธการณ์แห่งช่องเขาไทลทูได้อุบัติขึ้นในศักราชลูมินอสปีที่ 550 เมื่อฝ่ายมิลาเซียนที่นำโดยเสนาธิการหนุ่ม อาเมอร์กิน กลุนเจล บุตรชายคนเล็กของลอร์ดมิล ผู้เป็นศิษย์เอกด้านเวทมนตร์ของอิทธ์ผู้ล่วงลับ ได้สร้างป้อมปราการนอร์ธฮิลล์ขึ้นเหนือปากทางช่องเขาไทลทูเพื่อรับมือกับอีกสองกองทัพที่มาจากทางเหนือและใต้ ด้วยแผนการอันแยบคายและความช่วยเหลือของเลดี้แอริ เดอ เฟรีส คู่รักของเจ้าหญิงเซเทอร์ ทำให้กองทัพของตระกูลมิลาเซียนสามารถชิงความได้เปรียบเหนือพวกเพ็นดรากอนกับพวกฟอนริทเธิร์นไว้ได้ แม้ว่าพวกเขาจะต้องสูญเสียไฮลอร์ดมิลไปในช่วงต้นๆ ของยุทธการณ์ก็ตาม

                ในช่วงเวลานั้น ฝ่ายที่ดูเหมือนจะตกที่นั่งลำบากที่สุดก็คือพวกเพ็นดรากอน ที่ถึงแม้จะได้รับการสนับสนุนจากศาสนจักร แต่พวกเขาขาดแคลนกำลังทหารในมือ เมื่อพวกมิลาเซียนได้กำลังของเดอเฟรีสแห่งเซโบอิม ซึ่งเป็นตระกูลที่มีอิทธิพลสูงมากในขณะนั้นช่วยสนับสนุน ส่วนพวกฟอนริทเธิร์นเองก็พร้อมจะระดมกองทัพที่แข็งแกร่งจากทางเหนือมาช่วยได้ทุกเมื่อ เพ็นดรากอนจึงหันไปมองหาขั้วอำนาจที่อยู่ในบริเวณข้างเคียงมาร่วมแนวทาง ซึ่งพวกได้เลือกทำในสิ่งที่ทำให้ชาวอวาลอนทั้งหมดต้องตกตะลึง

                อาเมอร์กิน กลุนเจล มิลาเซียน ถือกำเนิดในศักราชลูมินอสปีที่ 533 เป็นบุตรชายคนเล็กของไฮลอร์ดมิล เอสเปน มิลาเซียน ผู้ปกครองแห่งบริแกนเทีย ทั้งยังเป็นศิษย์เอกของจอมเวทชื่อดัง อิทธ์ มิลาเซียน บิชอปแห่งแบล็คคลาร์กอีกด้วย ด้วยชาติกำเนิดเป็นพวกฟอนัส เขาจึงมีความใกล้ชิดกับธรรมชาติมาตั้งแต่เด็ก อาเมอร์กินฉายแววโดดเด่นในงานด้านคีตกวีมาตั้งแต่เยาว์วัย เชื่อกันว่าบทเพลงที่เขาขับขานจะได้รับการตอบรับจากธรรมชาติอยู่เสมอ ในช่วงที่ติดตามอิทธ์ไปทั่วทุกแห่งนั้น อาเมอร์กินกับอิทธ์ได้มีโอกาสศึกษาวิชาที่แทบจะสาบสูญไปแล้วของพวกดรูอิดจากดินแดนเคว็นแลนด์ทางเหนือของอวาลอนด้วย ถึงแม้วิชาเหล่านี้จะถือว่านอกรีตสำหรับลูมินอส ซึ่งพื้นฐานวิชาของดรูอิดนี้เองก็ได้กลายเป็นเวทอัตลักษณ์ประจำตัวอาเมอร์กินในเวลาต่อมา ในช่วงยุทธการที่ช่องเขาไทลทู อาเมอร์กินได้ระดมกำลังของเขาสร้างป้อมปราการขึ้นปิดช่องเชา และใช้บทเพลงแห่งธรรมชาติขับขานเรียกเอาวิญญาณแห่งขุนเขาและพงไพรมาช่วยกันปกปักษ์รักษามันไว้ พลังอำนาจยังคงหลงเหลืออยู่ในปราการนอร์ธฮิลล์มาจนถึงทุกวันนี้ เขาได้ร่วมมือกับเลดี้แอริ เดอ เฟรีส เด็กสาวรุ่นน้องในศาสนจักรลูมินอสที่เขานับถือหมดใจ เพื่อสนับสนุนเจ้าหญิงเซเทอร์ขึ้นเป็นจักรพรรดินีแม้ว่าตัวเจ้าหญิงเองจะไม่ปรารถนาเลย อาเมอร์กินทุ่มเททุกสิ่งลงไปในสงครามครั้งนั้นอย่างสุดตัว จดหมายเหตุโกโมราห์ระบุว่าเขายอมเสียสละไฮลอร์ดมิล บิดาของตนที่ชายฝั่งอ่าวไทวซ์ฮาร์ท เพื่อหลอกล่อกองทัพของพวกเพ็นดรากอนให้หลงทางจากทัพหลักของเขาด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม ในช่วงท้ายๆ ของสงคราม ความหมกมุ่นของเขากลับถูกดึงดูดไปที่เจตนารมย์ดั้งเดิมของอิทธ์ผู้เป็นอาจารย์ เมื่อมอร์ล็อคแห่งกรานาดาได้โน้มน้าวให้เขาถอนทัพ และหันไปดำเนินการยกดินแดนของเขาขึ้นไปร่วมกับเกาะอื่นๆ ของเลมิวเรีย อาเมอร์กินเชื่อว่าสิ่งนั้นจะเป็นการดีต่อผู้คนของเขามากกว่า ผู้นำแห่งมิลาเซียนจึงทอดทิ้งเจ้าหญิงที่ตนลากมาร่วมสงคราม ทอดทิ้งพวกเดอเฟรีสที่ได้แต่เฝ้ามองด้วยความเจ็บแค้น แม้จะรู้สึกผิดและออกปากเชื้อเชิญให้เจ้าหญิงเซเทอร์เสด็จไปด้วยกันกับเขาแล้ว แต่พระองค์ก็ปฏิเสธและขอตายอยู่บนแผ่นดินเกิดดีกว่า อาเมอร์กินยกเกาะโพเท็นไคม์ขึ้นสู่ฟากฟ้าได้สำเร็จในศักราชลูมินอสปีที่ 594 พร้อมกันนั้นเขาก็ได้ยกระดับดวงวิญาณตัวเองเป็นพวกเทพารักษ์ ทำให้อายุขัยของเขาแทบจะเป็นอนันต์ กระนั้นอาเมอร์กินกลับไม่ยอมรับตำแหน่งจ้าวเกาะคนแรก แต่ยกตำแหน่งดังกล่าวให้แก่บุตรชายของอิทธ์ อาจารย์ของเขาแทน

                ในยุคสมัยที่เซเลสทีนยังคงถูกเรียกว่าเซโบอิม ดินแดนแถบนี้ยังถูกปกครองด้วยเหล่าบุรุษผู้เข้มแข็งแห่งเดอเฟรีสอยู่ จนกระทั่งการมาถึงของเลดี้มาเรียน เดอ เฟรีส ธิดาคนเล็กของเคาท์แห่งเซโบอิม สาวงามสะท้านแผ่นดินผู้ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมืองมากมายหลายต่อหลายครั้ง อำนาจการปกครองของเซโบอิมจึงเริ่มถูกโยกย้ายไปที่ฝ่ายสตรีทีละน้อย และแอริ เดอ เฟรีสก็คือผู้ที่ทำให้การโยกย้ายอำนาจนั้นชัดเจนยิ่งขึ้น แอริเป็นธิดาของมาร์ค เดอ เฟรีส พี่ชายของเลดี้มาเรียน จึงถือว่ามีศักดิ์เป็นหลานน้าของท่านหญิงพันบุปผาโดยตรง จดหมายเหตุเซเลสทีนระบุเอาไว้ว่าเธอเป็นเด็กสาวที่ทำให้โลกทั้งใบสว่างไสวได้อย่างใจ นอกเหนือจากความงามอันเป็นเอกลักษณ์ของพวกเดอเฟรีสแล้ว แอริยังเป็นศิลปินอัจฉริยะในรอบหลายร้อยปีอีกด้วย เสียงเพลงที่เธอขับขานนั้นราวกับมีมนตร์ขลังช่วยเยียวยาจิตใจของผู้คนได้อย่างมหัศจรรย์ เลดี้แอริถูกส่งเข้าไปรับใช้ศาสนจักรลูมินอสที่นครเบลาตั้งแต่ยังเด็ก ซึ่งเธอได้รับการขัดเกลาพรสวรรค์ทางดนตรีให้ยิ่งเปล่งประกายยิ่งขึ้นอีกหลายเท่า และได้รับฉายานามว่าเซเรเนียผู้ขับขาน เสียงแห่งสวรรค์ที่เหล่าดิไวน์เนอร์รักใคร่ ด้วยความสามารถนี้เองจึงทำให้บรรดานายเหนือหัวคนสำคัญทั้งหลายของแผ่นดินต่างก็ต้อนรับเธอด้วยความสนิทใจเสมอ ทำให้เธอมีข้อมูลเบื้องลึกเบื้องหลังเกี่ยวกับทุกอาณาจักรมากมายเกินกว่าผู้ใดจะคาดคิด เมื่ออาเมอร์กิน กลุนเจลขอให้เธอช่วยเหลือ แอริก็ได้มอบใช้ข้อมูลความลับทั้งหมดที่เธอรู้ วางแผนการอันแยบคายเพื่อเล่นงานศัตรูของเจ้าหญิงเซเทอร์ เพื่อนคนสำคัญของเธอได้อย่างหมดจด เป็นเรื่องน่าเศร้าที่พรสวรรค์ของเธอถูกละเลยไปในช่วงหลังสงคราม จักรพรรดิคูอิลที่หนึ่งมีพระราชโองการประกาศว่าเธอเป็นแม่มดและสั่งเผาเธอทั้งเป็นเคียงข้างกับเซเทอร์ แม้ฝ่ายศาสนจักรหรือแม้แต่พวกดิไวน์เนอร์บางส่วนจะพยายามวิ่งเต้นขออภัยโทษให้เธอ แต่ความพยาบาทของจักรพรรดิก็ร้อนแรงเกินกว่าจะดับลงได้เสียแล้ว หลังรัชสมัยของจักรพรรดิคูอิลที่หนึ่ง ศาสนจักรได้มีการรื้อฟื้นคดีของแอริขึ้นมาใหม่และประกาศชำระนามของเธอ พร้อมทั้งประกาศยกเด็กสาวขึ้นเป็นเซนต์เซเรเนีย แม้จะมีข้อกังขาเรื่องรสนิยมทางเพศของเธออยู่บ้างก็ตาม

                ช่องเขาไทลทูนั้นตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขาเอ็นด์เลสและเทือกเขาฮาล์ฟครุกซ์ กินอาณาเขตทอดยาวไปจนถึงทะเลสาบเสียงกระซิบ เมื่อครั้งที่พวกบริแกนเทียยกทัพขึ้นฝั่งมาบนแผ่นดินใหญ่ พวกเขาเลือกเส้นทางนี้เพื่อมุ่งหน้าสู่นครโซดอมขององค์จักรพรรดิ แม้จะเป็นเส้นทางบีบในช่องเขา แต่ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นป่าทึบนั้นก็เอื้อประโยชน์ให้แก่พวกบริแกนเทียที่ชำนาญการรบในป่ามาก ทำให้ชาวที่ราบอย่างพวกเพ็นดรากอนและชาวเหนืออย่างพวกฟอนริทเธิร์นประสบปัญหาพอสมควร ในปัจจุบัน ปราการนอร์ธฮิลล์ซึ่งถูกสร้างขึ้นในสมัยนั้นถูกใช้เป็นป้อมปราการเพื่อเฝ้าระวังจักรวรรดิไฮเซ็นเบิร์กทางตะวันตก

                จักรวรรดิแห่งขุนเขาจรดผืนทราย

                ข้ามผ่านแนวเทือกเขามิดเกทไปทางตะวันออก นั่นคือที่ตั้งของอัลอุบเดีย ทะเลทรายไร้ขอบเขตอันเวิ้งว้างไพศาล ที่ซึ่งชนเผ่าทะเลทรายมากมายตั้งรกรากกระจัดกระจายกันอยู่ บรรดาชนเผ่าทะเลทรายที่เข้มแข็งหลายกลุ่มได้ก่อตั้งนครของตัวเองขึ้นมาตั้งแต่ในครั้งอดีต หลายกลุ่มเคยเข้ามารุกรานอวาลอนบ่อยครั้งจนคุ้นหน้า ในช่วงเวลาดังกล่าว อาณาจักรทะเลทรายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือซาลอัลธุมซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่นครเดเน็บบนเกาะใหญ่ในอ่าวจันทร์เสี้ยว อำนาจของซาลอัลธุมรวมถึงบรรดาชนเผ่ากองโจรเร่ร่อนแห่งทะเลทรายได้คุกคามกลุ่มนครย่อยๆ ทางฝั่งตะวันตกของทะเลทรายอยู่เสมอ จึงเป็นโอกาสอันดีสำหรับพวกเพ็นดรากอนที่จะดึงพวกเขามาร่วมแนวทางด้วย

 

                หลังจากการทำศึกยืดเยื้อและการเจรจาอย่างลับๆ นานนับปี ตระกูลเพ็นดรากอนก็สามารถจัดแจงให้เจ้าชายอีเธอร์เข้าอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงมาร์บิตีแห่งนครอีแลม หนึ่งในนครอิสระแห่งทะเลทรายที่เรืองอำนาจที่สุดในฝั่งตะวันตกได้สำเร็จ ทำให้นครอีแลมขึ้นเป็นใหญ่ในภูมิภาคตะวันตกของทะเลทรายไร้ขอบเขตได้ในเวลาไม่นาน พวกเขาร่วมมือกับอำนาจของเพ็นดรากอนฮุบกลืนนครน้อยใหญ่รอบๆ และผนวกมันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิคานาอันด้วยทั้งหมด ทำให้แม้แต่ซาลอัลธุมก็ยังไม่กล้าแตะต้องพวกเขาอีก ทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้มอร์ล็อค ดิไวน์เนอร์แห่งกลุ่มนครทะเลทรายสามารถเผยแพร่อิทธิพลของตนเองเข้ามายังอวาลอนได้อีกด้วย ซึ่งถึงแม้จะขัดต่อความประสงค์ของพวกดิไวน์เนอร์กลุ่มแองเจิล แต่ศาสนจักรลูมินอสกลับเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ในครั้งนี้ จากนั้น ด้วยความช่วยเหลือของมอร์ล็อคผู้เป็นหนึ่งในดิไวน์เนอร์ที่ร่วมกับเซนต์ซิกนัสสร้างโครงการณ์เลมิวเรียขึ้นมา เขาได้ชักจูงให้เหล่ามิลาเซียนถอนตัวจากสงครามและหันไปสานต่อปณิธานของอิทธ์ผู้ล่วงลับ หาทางยกพื้นที่ส่วนใหญ่ของหมู่เกาะแบล็คคลาร์กขึ้นไปรวมกับเลมิวเรีย ซึ่งมอร์ล็อคสามารถทำให้เหล่ามิลาเซียนที่กำลังได้เปรียบยอมถอยกลับไปได้ในที่สุด

                นครอิสระแห่งทะเลทราย คือนครของเหล่าชนชาวอัลซาห์ราซึ่งไม่ยอมรับการกดขี่ของชาวอัลธุม เดิมพวกเขาเป็นชนเผ่าเร่ร่อนที่กระจัดกระจายอยู่ตามพื้นที่ห่างไกลในทะเลทราย จนกระทั่งกิลกาเมชผู้พิชิตสามารถเอาชนะพวกเผ่าอสูรในทะเลทราย และยึดครองพื้นที่ฝั่งตะวันตกมาได้ในช่วงก่อนเริ่มศักราชลูมินอส พวกเขาจึงเริ่มสร้างนครของตัวเองขึ้นที่นั่น พวกเขานับถือดิไวน์เนอร์ที่ไม่ขึ้นตรงต่อกลุ่มใดอยู่จำนวนหนึ่ง นครอิสระแห่งทะเลทรายนั้นแม้จะเหมือนร่วมมือกันเพื่อคานอำนาจกับซาลอัลธุมอยู่ แต่ก็มีการแก่งแย่งชิงดีกันอยู่ภายในกลุ่มของตัวเองอย่างรุนแรงตลอดเวลา ทำให้ขาดเสถียรภาพอย่างยิ่ง เมื่อราชินีมาร์บิตีชักนำอำนาจของจักรวรรดิคานาอันเข้ามา และสามารถทำให้นครอิสระแห่งทะเลทรายทั้งหลายกลายเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริงได้ เธอจึงได้รับการเชิดชูอย่างยิ่ง

                ราชินีมาร์บิตี อาพลาอูซูร์ ผู้สืบสายเลือดแห่งกิลกาเมชผู้ยิ่งใหญ่ ถือกำเนิดขึ้นในฐานะของเจ้าหญิงแห่งอีแลม นครทะเลทรายของเหล่าอัลซาห์ราซึ่งเต็มไปด้วยภัยอันตรายรอบตัว ความสัมพันธ์ของบรรดานครอิสระแห่งทะเลทรายฝั่งตะวันตกทั้งหลายนั้นซับซ้อนและเต็มไปด้วยเล่ห์กลอันน่าขนลุก หลังจากที่พระองค์เจริญชันษาได้เพียงสิบสองปี พระองค์ก็ทรงถูกจับคู่แต่งงานกับราชาแห่งเอลลาซาร์ นครทะเลทรายอีกแห่งที่อยู่ใกล้กัน ทั้งที่ฝ่ายชายอายุมากกว่าพระองค์ถึงสี่รอบ พระราชพิธีอภิเษกสมรสครั้งนั้นจบลงด้วยการนองเลือด เมื่อจักรวรรดิซาลอัลธุมไม่ปรารถนาให้เหล่านครทะเลทรายใกล้ชิดกันมากเกินไป เจ้าหญิงมาร์บิตีทรงสูญเสียพระมารดาไปในเหตุการณ์นี้เอง ประสบการณ์เกี่ยวกับกลลวงและการเมืองที่สกปรกมากมายได้หล่อหลอมให้พระองค์เติบโตขึ้นมาเป็นผู้นำที่เฉียบคมและเหี้ยมโหด พระองค์ทรงเชี่ยวชาญกลยุทธการฑูตทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ พงศาวดารแห่งทะเลทรายกล่าวว่าไม่มีเวลาใดเลยที่พระองค์จะไม่เก็บซ่อนอาวุธเอาไว้ที่ใดที่หนึ่งในร่างกาย แม้พระองค์ทรงเป็นเจ้าหญิงผู้งามสง่าเร้นลับ แต่ผู้คนก็มักจะจดจำพระองค์ในฐานะสตรีที่ร้ายกาจมากกว่า หลังจากที่ได้ส่งตัวพระสวามีขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งคานาอันแล้ว พระองค์ก็ใช้อำนาจที่มีอยู่อย่างเต็มที่เพื่อที่จะครอบงำจักรวรรดิของชาวลูมินอสแห่งนี้ด้วยลัทธิที่พระองค์นำติดตัวมาด้วยจากดินแดนทะเลทรายอันเวิ้งว้าง แม้ชาวอวาลอนจะไม่ค่อยชื่นชอบพระองค์นัก แต่สำหรับพวกอัลซาห์ราแห่งทะเลทราย พระองค์คือผู้บุกเบิกความรุ่งโรจน์นับร้อยปีเลยทีเดียว ในบันทึกบางฉบับถึงกับยกพระองค์ขึ้นมาเทียบเคียงกับจักรพรรดินีเอวาที่หนึ่งด้วยซ้ำ แม้แต่ในปัจจุบันนี้ผู้สืบสายเลือดแห่งราชสกุลตูรานและเคยาเนียนแห่งอัลฟ์นาจมาต่างก็ยังคงอ้างตัวว่าเป็นผู้สืบสายเลือดมาจากพระองค์ด้วยกันทั้งสิ้น

                การมาถึงของเจ้าหญิงมาร์บิตีและกองทัพแห่งทะเลทรายทำให้ขุมกำลังของฝ่ายเพ็นดรากอนสามารถเทียบเท่าได้กับฝ่ายฟอนริทเธิร์นทันที และด้วยความช่วยเหลือจากศาสนจักรที่เร่งโหมประโคมข่าวคุณงามความดีในการสานสัมพันธ์กับนครทะเลทราย ยับยั้งความบาดหมางนับร้อยปี ทั้งยังขยายขนาดของจักรวรรดิออกไปอีกมหาศาลได้สำเร็จ ทำให้เจ้าชายอีเธอร์สามารถชิงความชอบธรรมมาจากคู่แข่งอีกสองพระองค์ได้ในที่สุด เสียงของเหล่าสิทธิสรรค์เจ้าส่วนใหญ่เทมาทางเจ้าชายผู้ผนวกทะเลทรายมาเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิ จนกระทั่งช่วงปลายของศักราชลูมินอสปีที่ 551 พระสันตะปาปาก็ทรงสวมมงกุฏสีน้ำเงินให้แก่เจ้าชายอีเธอร์ และสถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นจักรพรรดิคูอิลที่หนึ่ง โดยมีคำพิพากษาประหารชีวิตเจ้าชายเทเธอร์ เจ้าหญิงเซเทอร์ และบรรดาผู้สนับสนุนคนสำคัญส่วนใหญ่ยกเว้นตระกูลมิลาเซียนทั้งหมดเป็นราชโองการแรกในรัชสมัยของพระองค์

 

                การรับชาวทะเลทรายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากมายมหาศาลขึ้นภายในตัวจักรวรรดิเอง แม้ในช่วงแรกอาจจะดูเหมือนว่าเป็นการรับประกันความปลอดภัยของชายแดนตะวันออก และยังเป็นการขยายขนาดของจักรวรรดิให้ยิ่งใหญ่ขึ้น แต่ในระยะยาวเรื่องนี้กลับสร้างผลเสียใหญ่หลวงในหลายด้าน การผนวกดินแดนครั้งนี้ถือว่าทำให้ชายแดนของจักรวรรดิคานาอันขยับเข้าไปประชิดติดกับจักรวรรดิซาลอัลธุมโดยตรง แทนที่จะมีพวกนครทะเลทรายเล็กๆ คอยเป็นรัฐกันชนไว้ ซึ่งกลายเป็นสถานการณ์ที่จะนำความวุ่นวายตามแนวชายแดนตะวันออกตามมาอีกมากมาย นอกจากนี้การรับเอาอิทธิพลของมอร์ล็อคเข้ามาทำให้พวกแองเจิลไม่ค่อยพอใจนัก สร้างผลกระทบกระเทือนต่อศาสนจักรลูมินอสโดยตรง ชาวทะเลทรายภายใต้การคุ้มครองของราชินีมาร์บิตีได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งอวาลอนอย่างเป็นระบบและวางโครงสร้างรากฐานลัทธิมอร์ล็อคขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งนำไปสู่การเสื่อมสลายครั้งใหญ่ของศาสนาลูมินอส ในขณะที่พวกโฟโมเรียนซึ่งสูญเสียอำนาจไปมากจากเหตุการณ์ครั้งนี้เริ่มตีตัวออกห่างจากจักรวรรดิมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นชนวนเหตุของสงครามครั้งที่รุนแรงและยิ่งใหญ่ที่สุดของอวาลอนในอีกกว่าสองร้อยปีถัดมา

  • Google+ - White Circle
  • Twitter - White Circle
  • Facebook - White Circle

© 2017 by Commandeer TCG                                                                                                                                   
E-mail: commandeertcg@gmail.com
Tel: (66)85-1520522 , (66)813016679
148/4 Sukhumvit 22 Sukhumvit Road Klongtoey Bangkok 10110, Thailand