Zenterra Archive : Foundation of Avalon

Story : Re-Peat Again

Illust : Char-Zin

                การรุกรานของโฟโมเรียน

                ศักราชลูมินอสปีที่ 207 แม้เหล่าดิไวน์เนอร์กลุ่มแองเจิลจะวางรากฐานอิทธิพลของพวกตนเอาไว้เข้มแข็งเพียงใด แต่สถานะของศาสนาลูมินอสก็ยังคงคลอนแคลนเต็มที เงื้อมเงาของดิไวน์เนอร์สกุลแอซีร์แห่งแอสการ์ดได้แผ่ขยายข้ามฝั่งมาจากทางตะวันตกอย่างไม่อาจควบคุม อาณาเขตของศาสนจักรที่เพิ่งกำเนิดได้เพียงไม่ถึงร้อยปีถูกชาวโฟโมเรียนจากเคว็นแลนด์ ดินแดนทางเหนือของอวาลอนเข้ามารังควานอยู่เสมอ เหล่าโฟโมเรียนที่นับถือดิไวน์เนอร์แห่งแอสการ์ดได้คุกคามผู้คนของลูมินอสด้วยความโหดเหี้ยมจนยุคสมัยนั้นผู้คนส่วนมากแทบไม่กล้าประดับสัญลักษณ์ของลูมินอสไว้ตามบ้าน นักบวชถูกล่าหัวและโดนถลกหนังทั้งเป็น บรรดาแม่ชีถูกซื้อขายเยี่ยงทาส ชาวฟีร์โบล์กที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ราบตอนกลางของอวาลอนเริ่มถูกอิทธิพลของแอสการ์ดกลืนกินเข้าไป เหล่าผู้ปกครองของดินแดนน้อยใหญ่มากมายต่างก็ได้แต่เฝ้าจับตาดูศาสนาลูมินอสที่ยังเดินเตาะแตะด้วยสายตาไม่มั่นใจนัก

                ประชากรของอวาลอนถูกแบ่งเป็นสองกลุ่ม ชาวโฟโมเรียนนั้นมีพื้นเพอยู่บริเวณเคว็นแลนด์ทางตอนเหนือของอวาลอน ประกอบด้วยพวกมนุษย์วารันเกีย พวกภูตดเวอร์เกอร์ ฟอร์นัส และอสูรออร์คิชเป็นส่วนใหญ่ พวกเขานับถือดิไวน์เนอร์สกุลแอซีร์แห่งแอสการ์ด มีความเข้มแข็ง สามารถเอาชีวิตรอดได้ในสภาพภูมิอากาศที่โหดร้าย ส่วนอีกพวกคือชาวฟีร์โบล์ก หรือที่มักถูกเรียกว่าชาวอวาลอน ประกอบด้วยพวกมนุษย์พาเทีย อินซุเลีย พวกภูตฮาล์ฟลิงก์เป็นหลัก ชาวฟีร์โบล์กนั้นอาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ราบทางตอนกลางและตอนใต้ของอวาลอนซึ่งอบอุ่นและอุดมสมบูรณ์กว่าทางเหนือมาก วัฒนธรรมการใช้ชีวิตรวมถึงความเชื่อของทั้งสองฝ่ายจึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

                ท่ามกลางยุคสมัยอันมืดมนของอวาลอน นูอาด์ พาแลนทีน ราชานักรบแห่งนครเบลา เป็นคนแรกๆ ที่ลุกขึ้นมายืนหยัดเคียงข้างศาสนจักรลูมินอส เขาได้เชื้อเชิญพวกนักบวชให้มาหลบภัยที่นครของเขา สร้างวิหารและหอกำแพงรายล้อมเพื่อปกป้องเปลวเทียนแห่งศรัทธาจากบรรดาคนนอกศาสนาที่โหดร้าย นูอาด์เป็นราชาที่เปี่ยมอิทธิพล เขาสามารถชักจูงเหล่าผู้ปกครองของนครที่ราบต่างๆ ของอวาลอนให้เข้าร่วมฝ่ายลูมินอสด้วยได้มากมาย สร้างความขุ่นเคืองให้แก่เหล่าโฟโมเรียนอย่างยิ่ง ในที่สุดความบาดหมางระหว่างสองขั้วอำนาจก็มาถึงจุดสูงสุดในยุทธการที่ทุ่งแม็กทุยดร์ เหล่าราชาของชาวฟีร์โบล์กที่เคยหันไปเข้าร่วมกับฝ่ายโฟโมเรียนถูกพิชิตจนหมดสิ้น ศาสนาลูมินอสสามารถกวาดล้างอิทธิพลของแอสการ์ดออกไปจากอาณาเขตของตนและขับไล่พวกโฟโมเรียนกลับไปที่อีกฟากของเทือกเขามิสตี้ได้สำเร็จ แต่ผู้นำอย่างนูอาด์ก็ต้องแลกด้วยแขนข้างหนึ่งของเขาเช่นกัน

                นูอาด์ พาแลนทีน เกิดในปีลูมินอสที่ 180 ตระกูลของเขาเป็นผู้นำแห่งนครเบลามาสามชั่วอายุคน ทั้งยังสามารถสืบสาวสายเลือดไปได้จนถึงเซนต์ดานู วีรสตรีผู้เข้าร่วมสงครามแห่งทวยเทพ ในยุคนั้น นูอาด์ถือเป็นบุคคลที่โดดเด่นอย่างยิ่ง เขาสามารถก้าวขึ้นรับนามคาเอล อันเป็นนามตำแหน่งผู้นำแห่งตระกูลพาแลนทีนได้ตั้งแต่อายุสิบเก้า ตระกูลพาแลนทีนภายใต้การดูแลของเขาให้ความสำคัญกับศาสนาลูมินอสมาตลอด เนื่องจากมารดาของนูอาด์นั้นเป็นสาวกที่ศรัทธาในเหล่าแองเจิลอย่างถวายหัว ก่อนการศึกที่แม็กทุยดร์ครั้งที่สอง นูอาด์ได้ฝากฝังลูกชายทั้งสองของเขาเอาไว้ในความดูแลของเอวา ฟอน โฮเซ็นไฮม์ ซึ่งในภายหลังเด็กทั้งสองก็ได้กลายมาเป็นนายทหารคนสำคัญของจักรพรรดินีเอวา และเป็นผู้พิทักษ์ปราการดิไวนัสสืบไปอีกด้วย นอกจากนี้เพื่อเป็นการระลึกถึงนูอาด์ จักรพรรดินีเอวายังทรงตั้งพระนามของบุตรชายฝาแฝดว่าอาเบลกับคาอิน จากนามของคาเอลผู้นำตระกูลพาแลนทีนนั่นเอง

                หลังจากยุคของนูอาด์แขนเงิน นครเบลาก็ถูกเรียกว่าเป็นศูนย์กลางของศาสนจักรลูมินอสมาตลอด ภายหลังนครเบลาได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นโซอารา และได้เปลี่ยนชื่ออีกครั้งมาเป็นออมเนียแซงทัวรี หลังจากมีการลดขนาดและสถานะในฐานะนครลงเหลือเพียงพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาในปัจจุบัน

                อารามกงล้อเงียบ ไซเลนเทียมโรแทม ถูกสร้างขึ้นภายหลังจากยุทธการที่ทุ่งแม็กทุยดร์ครั้งที่หนึ่งไม่นานนัก เพื่อใช้เป็นด่านเตือนภัยยามเมื่อมีพวกคนเถื่อนแดนเหนือป้วนเปี้ยนเข้ามาใกล้ ในยุคสมัยของจักรพรรดิเบราผู้ดื่มพิษ อารามแห่งนี้ถูกใช้เป็นป้อมปราการสำคัญของพวกโฟโมเรียนที่ร่วมมือกับเบราเข้ามารุกรานดินแดนของลูมินอส และเป็นเส้นทางลี้ภัยของสายเลือดราชวงศ์โฮเซ็นไฮม์ในการขับไล่สีน้ำเงินอีกด้วย

                ราชันย์ทรราชย์

                นูอาด์ที่บาดเจ็บสาหัสไม่สามารถทำหน้าที่ต่อไปในฐานะของผู้นำแห่งกลุ่มผู้สนับสนุนลูมินอสได้ เหล่านักบวชและราชาที่เหลือจึงได้เลือกเอา เบรส ฟอน ไฮคุนต์ ราชาหนุ่มแห่งนครแอดมาห์ ขึ้นมาเป็นผู้นำแทน แม้ว่าเขาจะมีสายเลือดทางบิดาเป็นชาวโฟโมเรียนอยู่ด้วยก็ตาม เบรสได้ใช้ป้อมปราการดิไวนัสของตนเป็นฐานบัญชาการหลักในการดูแลพื้นที่อาณาเขตของศาสนจักรทั้งหมด เขาเป็นคนหนุ่มที่เปี่ยมความสามารถ จึงสามารถจัดแจงเรื่องราวหลังสงครามได้เป็นอย่างดี ทุกคนต่างก็คิดว่ายุคสมัยอันเรืองรองของลูมินอสจะมาถึงแล้ว ทว่าพวกเขาคิดผิด เพียงไม่กี่ปีหลังจากเบรสก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ เขาก็เริ่มเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา สายเลือดโฟโมเรียนครึ่งหนึ่งในกายของเขานั้นเข้มข้นกว่าเลือดของฟีร์โบล์ก เบรสเริ่มใช้อำนาจของตนกดขี่ศาสนจักร เปิดโอกาสให้พวกโฟโมเรียนกลับมามีอำนาจในพื้นที่ตอนกลางของอวาลอนอีกครั้ง ราชาหนุ่มได้ทำสิ่งที่เลวร้ายลงไปมากมาย ถึงขนาดบีบบังคับให้เหล่าราชาของนครต่างๆ ส่งลูกหลานของตนไปเป็นทาสรับใช้ชาวโฟโมเรียนที่แดนเหนือโดยอ้างว่าเป็นการทำเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี ความเลวร้ายของช่วงเวลานั้นได้ก่อให้เกิดบาดแผลร้าวลึกยากจะประสานระหว่างพวกฟีร์โบล์กกับพวกโฟโมเรียน จนแม้แต่เหล่าดิไวน์เนอร์แองเจิลยังแทบอดรนทนไม่ไหว

                เป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่า เบรส ฟอน ไฮคุนต์ มีสายเลือดครึ่งหนึ่งเป็นพวกโฟโมเรียนชาววารันเกีย โดยบิดาของเขาเป็นขุนศึกชื่อดังคนหนึ่งของฮาวล์ลิงก์พีคที่เข้ามารุกรานดินแดนของลูมินอสในช่วงแรกๆ และได้ข่มขืนมารดาของเบรสซึ่งเป็นเจ้าหญิงแห่งแอดมาห์จนตั้งครรภ์ แม้เขาจะเกิดมาภายใต้การกระทำอันต่ำช้า แต่มารดาของเบรสก็พยายามทุกทางที่จะปกป้องบุตรชายของตนจากคำดูแคลนของคนอื่น เบรสได้เก็บเอาถ้อยคำเหยียดหยามเหล่านั้นมาเป็นเครื่องผลักดันให้ตัวเองก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง เขาสามารถพิสูจน์ตัวเองต่อคนในตระกูลและแม้แต่คนนอกได้สำเร็จ เมื่อเหล่าผู้นำแห่งฟีร์โบล์กทั้งหลายตัดสินใจยกเขาขึ้นเป็นผู้นำแทนนูอาด์ที่บาดเจ็บสาหัสจากการศึก และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเอาคืนแผ่นดินนี้ที่เคยทำร้ายเขามาก่อน

                ในปีศักราชลูมินอสที่ 212 เหล่าแองเจิลต่างก็พยายามาหาทางแก้สถานการณ์ด้วยการชักจูงให้นูอาด์กลับมารับตำแหน่งผู้นำอีกครั้ง พวกเขาถึงขนาดสร้างแขนเวทมนตร์ที่ทำจากเงินบริสุทธิ์ให้แก่ราชาผู้พิการ ซึ่งเป็นการยื่นมือเข้ามาแทรกแซงปัญหาบนโลกโดยตรง ผิดต่อข้อตกลงที่ให้ไว้กับพวกดิไวน์เนอร์แอสการ์ด พวกแองเจิลจึงถูกแอสการ์ดกับดิไวน์เนอร์กลุ่มอื่นกดดันอย่างหนักจนไม่อาจขยับตัวได้อีก ในตอนที่ทุกอย่างกำลังเลวร้ายถึงที่สุดนั้น เด็กสาวจากรูนสโตนคนหนึ่งก็ได้ปรากฏชื่อขึ้นมาในหน้าประวัติศาสตร์ นามของเธอคือ เอวา ฟอน โฮเซ็นไฮม์ บุตรีของผู้นำชุมชนแห่งรูนสโตนในขณะนั้น แม้จะเป็นตำแหน่งผู้ปกครองจากหมู่บ้านเล็กๆ แต่รูนสโตนก็ถือเป็นบ้านเกิดของศาสนาลูมินอส บิดาของเอวาจึงถือเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของลูมินอสไม่ต่างจากพวกนักบวชชั้นสูง เบรสจึงได้ออกคำสั่งให้ส่งตัวเอวาในวัยสิบสี่ปีไปยังฮาวล์ลิงพีค เพื่อไปรับใช้เหล่าขุนศึกโฟโมเรียนที่นั่นในฐานะตัวประกัน

                หลังจากได้รับแขนเงินจากพวกแองเจิล นูอาด์ก็ค่อยๆ ซ่องสุมกำลังอีกครั้งเพื่อเตรียมล้มล้างอำนาจของเบรส แต่คราวนี้งานของเขาดำเนินไปอย่างยากลำบาก เบรสคอยจับตาดูเขาอยู่แทบทุกฝีก้าว สองปีของการเล่นแมวจับหนูที่ผ่านไปนั้น เอวาได้เติบโตขึ้นมาเป็นเด็กสาวที่งดงามสะพรั่ง ทั้งยังเปี่ยมไปด้วยความสามารถ แม้จะอยู่ในฐานะเชลยของพวกโฟโมเรียน แต่เธอก็มีสถานะที่ค่อนข้างพิเศษ เนื่องจากตระกูลฟอน ริทเธิร์น ตระกูลขุนศึกชื่อดังของพวกโฟโมเรียนที่รับเธอไปดูแลนั้นยกย่องให้เกียรติเธอมากกว่าเชลยทั่วไปนัก กล่าวกันว่าพวกฟอน ริทเธิร์นที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมไม่ไว้หน้าใคร ขนาดที่แม้แต่บาลอร์ ผู้นำสูงสุดของเหล่าโฟโมเรียนยังไม่อาจสั่งการได้ กลับยอมคุกเข่าให้กับเอวาที่เป็นเชลยตั้งแต่ช่วงนี้แล้ว

                ในฐานะจักรพรรดินีเอวาที่หนึ่ง เอวา ฟอน โฮเซ็นไฮม์สามารถดูแลทุกอย่างในความรับผิดชอบได้อย่างไม่มีที่ติ เด็กสาวตัวเล็กๆ จากหมู่บ้านที่ไม่มีความสำคัญอันใดในเชิงยุทธศาสตร์ ต้องตกเป็นตัวประกันทางการเมืองตั้งแต่อายุยังน้อย มีชีวิตที่ยากลำบากเหนือกว่าบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันคนอื่นๆ มาก แต่ว่าที่จักรพรรดินีก็สามารถประคับประคองศักดิ์ศรีของพระองค์เอาไว้มาได้โดยตลอด บันทึกทุกฉบับไม่ว่าจะของฝั่งฟีร์โบล์กหรือโฟโมเรียนต่างก็เขียนถึงพระองค์ไม่ต่างกันทั้งในเรื่องของความงดงามและอัจฉริยภาพอันหาใดเสมอเหมือน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรยากาศรัศมีที่ฉายฉานเปล่งประกายตั้งแต่วัยเยาว์ จนนักประวัติศาสตร์หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าพระองค์อาจจะเป็นสิ่งที่พวกดิไวน์เนอร์ฝ่ายแองเจิลตั้งใจสร้างขึ้นมาเพื่อออกหน้าแทนพวกเขาหรือเปล่า อย่างไรก็ตาม ชีวิตช่วงหลังของพระองค์ก็ไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่นนัก หลังจากสูญเสียอดัมไป พระองค์ก็เริ่มวางตัวห่างเหินกับผู้อื่น แม้กระทั่งคนสนิทอย่างลูก์ก็ยังเข้าหน้าไม่ติด เหมือนว่าหัวใจของพระองค์ได้ตายจากไปแล้วด้วยเช่นกัน แม้ภายหลังพระองค์จะทรงแต่งงานกับราชาแห่งเซโบอิม แต่การแต่งงานครั้งนั้นก็จบลงไม่นานหลังจากนั้นด้วยข้อหากบฏซึ่งพระสวามีถูกตัดสินโทษตายทันที เบื้องหลังกำแพงน้ำแข็งเย็นชาที่ขวางกั้นระหว่างพระองค์กับโลกภายนอก มีเพียงบรรดาบุตรธิดาทั้งสามเท่านั้นที่พระองค์จะยังคงมอบความอบอุ่นให้ได้บ้างนานๆ ครั้ง

                สาวน้อยผู้พลิกแผ่นดิน

                ปีศักราชลูมินอสที่ 215 เอวาได้รับอนุญาตให้กลับไปเยี่ยมบ้านเป็นครั้งแรกหลังจากถูกส่งไปเป็นเชลยนานถึงสามปี ในการเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านครั้งนี้ เธอได้ถูกควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดโดย อดัม ฟอน ริทเธิร์น หมาป่าสีเงิน บุตรชายคนโตของผู้นำแห่งฟอน ริทเธิร์น นักรบที่โดดเด่นที่สุดในบรรดาขุนศึกโฟโมเรียนทั้งหมด และเอวายังได้พบกับ ลูก์ เพ็นดรากอน นักบวชหนุ่มของลูมินอสที่รูนสโตน ผู้ซึ่งได้กลายมาเป็นทั้งเพื่อนสนิทและที่ปรึกษาคนสำคัญของเอวาในเวลาต่อมา การกลับมาเยี่ยมบ้านครั้งนี้ของเอวาและบรรดาทายาทคนใหญ่คนโตทั้งหลายของชาวฟีร์โบล์กเป็นแผนการของเบลสที่จะล่อให้นูอาด์เผยความตั้งใจ เมื่อนูอาด์ตกหลุมพราง ออกปฏิบัติการหมายจะชิงโจมตีป้อมปราการดิไวนัสของเบรสในขณะที่ตัวประกันส่วนใหญ่ได้รับความคุ้มครองอยู่ที่บ้านของตัวเองแล้ว ราชาเบรสซึ่งเตรียมพร้อมอยู่แล้วก็ตลบหลังโดยการบุกเข้ายึดนครเบลาของนูอาด์ซึ่งไร้การป้องกันทันที นูอาด์ถูกไล่ต้อนจนต้องหลบหนีไปตามป่าเขา สูญเสียทั้งบ้านที่จะกลับไปตลอดจนถึงกำลังพลกลุ่มสุดท้าย ราชาแขนเงินได้หลบหนีไปจนมุมที่รูนสโตน ถูกโอบล้อมเอาไว้อย่างสิ้นหวัง และเตรียมพร้อมที่จะสู้ตายที่นั่น

 

                และการจู่โจมที่รูนสโตนนั้นเองก็เป็นศึกเปิดตัวศึกแรกของเอวา ฟอน โฮเซ็นไฮม์ เมื่อเธอและลูก์รวบรวมกลุ่มคนหนุ่มสาวในรูนสโตนเพียงร้อยกว่าคนเข้าช่วยเหลือราชานูอาด์ฝ่าวงล้อมของเบรสหนีไปได้ ทั้งยังขับไล่กองทหารของเบรสไปจากรูนสโตนได้สำเร็จ หลังการศึกครั้งนั้น เอวาได้เกลี้ยกล่อมอดัม หมาป่าสีเงินแห่งแดนเหนือให้ยอมคุกเข่าให้แก่ตนได้สำเร็จ เอวาได้ร่วมมือกับนูอาด์ชูธงขึ้นต่อต้านเบรส ปลดแอกดินแดนของลูมินอสออกจากการครอบงำของชาวโฟโมเรียนอีกครั้ง ความโดดเด่นอันเหนือกว่าคนทั่วไปของเอวาได้ดึงดูดให้บรรดาผู้นำทั้งหลายของชาวฟีร์โบล์กหันมาลุกขึ้นสู้เคียงข้างเธอ รวมถึงการแปรพักตร์ของตระกูลฟอน ริทเธิร์นอันแข็งแกร่งก็ทำให้พวกโฟโมเรียนสูญเสียกำลังสำคัญไปไม่น้อย กลุ่มต่อต้านของเอวาดำเนินศึกจรยุทธปลดปล่อยดินแดนต่างๆ จากอิทธิพลของเบรสยาวนานถึงหนึ่งปีเต็ม จนกระทั่งกองกำลังภายใต้ธงของเธอเข้มแข็งพอที่จะคุกคามราชาเบรสได้ตรงๆ ในที่สุด

                ก่อนหน้าที่จะเข้ารับใช้ศาสนจักรลูมินอส เซนต์ลูก์ เพ็นดรากอนเคยเป็นเด็กรับใช้ในคอกม้าของรูนสโตนมาก่อน ไม่มีใครทราบชาติกำเนิดที่แท้จริงของเขา ลูก์เป็นเพียงเด็กกำพร้าที่มีอยู่ดาษดื่นทั่วไปในอวาลอนเท่านั้น แม้แต่นามสกุลเพ็นดรากอนเองก็ได้รับพระราชทานมาจากจักรพรรดินีเอวาที่หนึ่งในภายหลัง เขาเป็นเด็กหนุ่มที่เฉลียวฉลาด มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์อันน่าทึ่ง แม้จะไม่สามารถอ่านหนังสือออกจนกระทั่งได้พบกับเอวา แต่บ่อยครั้งก็เป็นแผนการที่ลูก์เสนอนี่เอง ที่ช่วยพาให้กองกำลังของเอวาผ่านจุดอันตรายมาได้ ผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาคือการสังหารเนตรมารบาลอร์ได้สำเร็จ แม้เขาจะไม่ค่อยภูมิใจกับเรื่องนั้นนัก เพราะมันแลกไปด้วยชีวิตของเพื่อนพ้องจำนวนมหาศาล กล่าวกันว่าลูก์เป็นคนที่จักรพรรดินีเอวาไว้วางพระทัยมากที่สุด และลือกันว่าอาจจะเป็นบิดาที่แท้จริงของจักรพรรดิคาอินที่หนึ่งและพระอนุชาด้วยก็เป็นได้ ลูก์ได้รับการขนานนามเป็นนักบุญหลังจากเสียชีวิตไปแล้วหลายสิบปี

                ตระกูลฟอน ริทเธิร์นนั้นมีสายเลือดของหมาป่า มีบันทึกเก่าแก่ที่เชื่อถือได้ระบุว่าพวกเขาเป็นผู้คิดค้นคำสาปปฐมคลั่งขึ้นมาเป็นกลุ่มแรก โดยมีต้นแบบของคำสาปเป็นหมาป่า พวกเขาเป็นสายเลือดนักรบที่ทรงอำนาจเป็นที่หวาดกลัวแม้กระทั่งในหมู่พวกโฟโมเรียนด้วยกัน ซึ่งท่ามกลางบรรดารายชื่ออันเป็นที่จดจำของพวกฟอน ริทเธิร์นนั้น อดัม ฟอน ริทเธิร์น ถือเป็นความภาคภูมิใจลำดับต้นๆ ของพวกเขาเลยทีเดียว สมญาหมาป่าสีเงินของอดัมนั้นได้มาจากการออกล่าครั้งหนึ่ง ซึ่งเขาสามารถเอาชนะกองทหารโกเล็มเงินของพวกฟีร์โบล์กนับสิบตัวได้ด้วยตัวคนเดียวจนทั้งร่างอาบไปด้วยสีเงินระยิบระยับ เขาเป็นนักรบในอุดมคติที่แทบจะไร้พ่าย ครั้งเดียวที่อดัมพ่ายแพ้นั่นคือตอนที่เอวาถูกส่งมายังฮาวล์ลิงก์พีควันแรก เด็กสาวหน้าตางดงามหมดจดคนนั้นได้ขอท้าดวลกับเขา ด้วยเงื่อนไขที่ว่าหากใครแพ้จะต้องยอมเป็นข้ารับใช้ของผู้ชนะไปตลอดกาล และหลังจากนั้น ไม่ว่าจะด้วยหัวใจหรือสัตย์วาจา เขาก็ได้ใช้ชีวิตอยู่ในฐานะข้ารับใช้คนสำคัญของเอวาจนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิต

                กำเนิดจักรวรรดิคานาอัน

                ปีศักราชลูมินอสที่ 216 การศึกที่ทุ่งแม็กทุยดร์ครั้งที่สองก็ได้อุบัติขึ้น โดยถือเป็นหนึ่งในสงครามครั้งที่รุนแรงเหี้ยมโหดที่สุดในประวัติศาสตร์ มีวีรชนมากมายก่อกำเนิดและสิ้นชีพลงในการศึกครั้งนี้ รวมทั้งนูอาด์แขนเงินผู้ยอมสละชีพตนเองเพื่อช่วยชีวิตเอวาเอาไว้ แม้แต่เนตรมารบาลอร์ ผู้นำสูงสุดของเหล่าโฟโมเรียนยังลงจากฮาวล์ลิงก์พีคมาร่วมศึกครั้งนี้ด้วยตัวเอง ความน่าเกรงขามของบาลอร์ได้พรากชีวิตเหล่าวีรชนที่กล้าหาญไปมากมาย จนกระทั่งลูก์สามารถใช้อุบายอันแยบคายสังหารบาลอร์ลงได้การศึกก็มาถึงจุดจบ เอวาและอดัมได้นำกองกำลังของตนบุกทะลวงลึกเข้าไปจนถึงฮาวล์ลิงก์พีคและครอสไทด์ กำราบเหล่าขุนศึกของโฟโมเรียนทั้งหมดจนราบคาบ นำชัยชนะอันกึกก้องมาสู่ศาสนจักรลูมินอสได้ในที่สุด

                ทุ่งราบแม็กทุยดร์ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของอวาลอนแห่งหนึ่ง เนื่องจากตั้งอยู่ในตำแหน่งที่สะดวกต่อการตั้งรับต่อการรุกรานทั้งจากทางเหนือและจากทะเลทรายฝั่งตะวันออก โดยมีแม่น้ำซิเดียสและแม่น้ำฟิวรีขนาบสองด้าน เป็นชัยภูมิที่สามารถต้านทานการบุกโจมตีได้เป็นอย่างดี ในการศึกที่มุ่งราบแม็กทุยดร์ครั้งที่สอง มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากจนได้มีการขนานนามทะเลสาบที่บริเวณแม่น้ำฟิวรีใหม่ว่าวิโดว์เวล ภายหลังเมื่อมีการก่อสร้างปราการลักซ์ยูดิซีขึ้นเหนือทุ่งราบแม็กทุยดร์ ก็ทำให้การรุกรานจากภายนอกยิ่งทำได้ยากขึ้นมาก

                หลังจากคว้าชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่ ศาสนจักรและเหล่าผู้นำของชาวฟีร์โบล์กตัดสินใจรวมตัวกันให้เหนียวแน่นยิ่งขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ศาสนจักรอ่อนแอจนถูกภายนอกแทรกแซงได้อีก จักรวรรดิคานาอันจึงถือกำเนิดขึ้นจากการรวมตัวของบรรดานครใหญ่น้อยทั่วทั้งอวาลอนในปีนี้ เหล่าผู้นำมีมติร่วมกันให้ยกตำแหน่งผู้นำสูงสุดให้แก่เอวา โดยมีการหลอมผลึกเวทมนตร์ที่ช่วงชิงมาจากฮาวล์ลิงก์พีคสร้างเป็นมงกุฏสีน้ำเงินขึ้นมามอบให้แก่เอวา และสถาปนาเธอเป็นจักรพรรดินีแห่งราชวงศ์โฮเซ็นไฮม์ จักรพรรดินีคนแรกแห่งจักรวรรดิคานาอัน ลูก์ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นมหาสังฆราชและได้รับเลือกเป็นพระสันตะปาปาในอีกหลายปีต่อมา เขาได้ร่วมมือกับเอวาช่วยกันบูรณะแผ่นดินที่เสียหายยับเยินจากการสู้รบ เยียวยาสภาพจิตใจผู้คนที่บอบช้ำจากการถูกกดขี่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เอวากับลูก์สร้างเมืองแฝดขึ้นมาในฐานะนครอุดมคติ โดยมีโซดอมของตระกูลโฮเซ็นไฮม์ตั้งอยู่ทางเหนือของอวลอนและโกโมราห์ของตระกูลเพ็นดรากอนตั้งอยู่ทางใต้ โดยภายหลังโซดอมได้รับการยอมรับเป็นศูนย์กลางการปกครองของอวาลอน และถูกสถาปนาเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิคานาอันในที่สุด

 

                 สำหรับชาวโฟโมเรียนที่เหลืออยู่ เอวาอนุญาตให้พวกเขาอาศัยอยู่ทางตอนเหนือสืบไปภายใต้วัฒนธรรมดั้งเดิมได้ โดยมีข้อแม้ว่าห้ามรุกล้ำข้ามเขตเทือกเขามิสตี้เข้ามาอีก เอวาขอร้องให้อดัมช่วยเป็นคนกลางในการประสานความสัมพันธ์กับพวกโฟโมเรียนให้ ซึ่งหมาปาเงินก็ได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดของพวกโฟโมเรียนในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่เขาจะถูกลอบสังหารโดยข้ารับใช้ที่ยังเหลืออยู่ของเนตรมารบาลอร์ เหลือทิ้งไว้เพียงอาเบลกับคาอิน บุตรชายฝาแฝดของเขาที่อยู่ในครรภ์ของเอวาเท่านั้น ส่วนราชาเบรส แม้เขาจะก่อทุกข์เข็ญเอาไว้มากมาย แต่หลังจากถูกจับกุมตัวได้ที่ครอสไทด์ เขาก็ถูกบังคับให้สาบานจะยอมคุกเข่ารับใช้จักรวรรดิ เบรสถูกส่งตัวกลับมาคุมขังที่แอดมาห์บ้านเกิดของเขา ซึ่งถูกลดระดับลงเหลือเพียงเขตการปกครองพิเศษและเปลี่ยนชื่อเป็นคาล์มเคลียร์ เบรสถูกสั่งหามข้องเกี่ยวกับกิจกรรมทางการทหารใดๆ อีกเป็นอันขาด คาล์มเคลียร์จึงมีกฏห้ามมีกำลังทหารในครอบครองนับแต่นั้นมา อย่างไรก็ตาม เบรสได้ใช้ความสามารถและความเฉลียวฉลาดของตนพัฒนาคาล์มเคลียร์จนกลายเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของอวาลอนได้สำเร็จ ทำให้ชีวิตในบั้นปลายของเขาได้รับการยอมรับมากขึ้นพอสมควร

                โซดอมและโกโมราห์เป็นสองนครที่เจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่งในยุคสมัยของจักรวรรดิคานาอัน ถูกขนานนามคู่กันว่านครแสงจันทร์และนครรัศมีตะวัน ก่อนจะมาถึงจุดจบพร้อมกับตัวจักรวรรดิเองในช่วงการขับไล่สีน้ำเงิน โดยทั้งสองนครถูกทำลายลงอย่างราบคาบ แม้จะมีการบูรณะโกโมราห์ขึ้นมาใหม่จนกลายเป็นโซลาเรียสในปัจจุบันก็ตาม

                จักรวรรดิคานาอัน ถือกำเนิดขึ้นในศักราชลูมินอสปีที่ 216 เป็นจักรวรรดิใหญ่แห่งแรกของซีกโลกตะวันตก แม้จะตามหลังซีกโลกตะวันออกอย่างมาคลียะหรือจินหลงอยู่หลายร้อยปี ด้วยการรวมตัวของอาณาจักรน้อยใหญ่มากมายทั่วทั้งอวาลอนภายใต้การดูแลของศาสนจักรลูมินอส จักรวรรดิคานาอันก็ได้แผ่ขยายอำนาจปกคลุมอวาลอนไปอีกยาวนานกว่าห้าร้อยปี จนกระทั่งไปสู่การล่มสลายหลังการขับไล่สีน้ำเงิน จักรวรรดิคานาอันนั้นปกครองโดยผู้สวมมงกุฏสีน้ำเงิน ซึ่งจะได้รับตำแหน่งจักรพรรดิหรือจักรพรรดินี โดยผู้สวมมงกุฏนั้นจะได้รับการคัดเลือกโดยบรรดาสิทธิสรรค์เจ้าทั้งเจ็ด ซึ่งตามปกติแล้ว มงกุฏมักจะวนเวียนอยู่ในตระกูลโฮเซ็นไฮม์เสมอ

  • Google+ - White Circle
  • Twitter - White Circle
  • Facebook - White Circle

© 2017 by Commandeer TCG                                                                                                                                   
E-mail: commandeertcg@gmail.com
Tel: (66)85-1520522 , (66)813016679
148/4 Sukhumvit 22 Sukhumvit Road Klongtoey Bangkok 10110, Thailand