Authority

Story : Re-Peat Again

Illust : Bytomtypl

                “ท่านผู้นำสิ้นใจแล้วขอรับ” ชายสูงวัยในชุดเสื้อกาวน์สีขาวประกาศถ้อยคำที่คล้ายกับก้อนหินหนักอึ้งออกมาในที่สุด นางพยาบาลสาวที่ยืนอยู่ข้างเตียงดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมใบหน้าของร่างที่เพิ่งจะหมดลมหายใจลงไปเมื่อครู่ด้วยความระมัดระวัง ห้องกว้างขวางพลันคล้ายจะหดเล็กลงมาในชั่วอึดใจ สายระโยงระยางที่เชื่อมต่อร่างไร้วิญญาณเข้ากับอุปกรณ์พยุงชีพต่างๆ ถึงตอนนี้ก็เป็นแค่หยากไย่ที่ไร้ประโยชน์ ไม่มีใครหนีพ้นไปจากความตายได้ แม้แต่ผู้ชายที่กล้าท้าทายพระเจ้าอย่างเขาคนนี้

 

                “ก็....สมควรแก่เวลาแล้วนี่นะ” ชายร่างใหญ่ในชุดทหารเต็มยศขยับข้อมือขึ้นดูเวลา ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของเขาดูโล่งใจอย่างเปิดเผย แม้ร่องรอยของกาลเวลาจะพรากเอาสีสันบนเส้นผมส่วนใหญ่ของเขาไปแล้ว แต่ร่างกายใหญ่โตนั้นยังคงแข็งแรงเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง “ยี่สิบสามสี่หก นี่ถ้าลากยาวไปอีกสักยี่สิบนาทีก็พ้นวันแล้ว ขืนเป็นแบบนั้นพวกสำนักข่าวมีหวังต้องไปไล่แก้ข้อมูลกันวุ่นไปหมด”

 

                “ระวังหน่อยเคิร์ท พูดอะไรเกรงใจคนตายบ้าง” ชายผมขาวที่นั่งอยู่ตรงโซฟาตัวเล็กๆ ออกปากปราม เสียงแหบพร่าของเขามีน้ำหนักพอจะทำให้นายทหารร่างใหญ่คนนั้นเงียบลงไปได้ ดวงตาคู่นั้นเป็นสีเทาออกเงิน ทั้งแห้งแล้งและคมกริบจนยากที่จะจ้องมองตรงๆ ร่างกายที่โรยรานั้นนั่งกุมไม้เท้าที่มีหัวเป็นรูปหมาป่าสีเงิน สีเดียวกับดวงตาของเขา ริมฝีปากเรียวบางแทบไม่ขยับเลยเมื่อเขาเอ่ยถ้อยคำออกมา “เอาล่ะทุกท่าน ตอนนี้ท่านผู้นำก็ได้จากเราไปแล้ว หลังจากนี้คงต้องเหนื่อยกันหน่อยล่ะ ทุกคนนอนมาพอแล้วใช่มั้ย”

 

                ทุกคนนอนมาพอแล้วใช่ไหม ไม่มีใครตอบได้ เพราะไม่มีใครรู้ว่าหลังจากนี้พวกเขาจะต้องถ่างตาอยู่กันต่อไปอีกกี่วัน กว่าทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทาง ยิ่งไม่ต้องนับว่าหลายคนในห้องนี้ล้วนเป็นผู้สูงวัยที่มีปัญหาสุขภาพคนละเล็กละน้อยด้วยกันทั้งสิ้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครร้องอุทรอะไร เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาจะเดินหนีไปเฉยๆ ได้ ชะตากรรมของแองกริฟฟ์และไฮเซ็นเบิร์กทั้งหมดกำลังดิ้นพล่านเหมือนปลาขาดน้ำอยู่ในมือของพวกเขาแล้ว

 

                “อีริค วอร์เรน ผมฝากพวกคุณช่วยไปจัดการเรื่องสื่อให้หน่อยนะ เราจะจัดแถลงข่าวภายในห้าชั่วโมง ผมอยากให้สัญญาณโทรทัศน์ของเราทุกช่องปล่อยสารคดีเชิดชูความดีของท่านผู้นำไปสักสัปดาห์ งดรายการปกติทั้งหมด" ชายผมขาวขยับเน็คไทของเขาให้คลายออก ถ้อยคำของเขาไหลออกมาราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา ราวกับไม่มีอะไรเป็นพิเศษ เขาคงจะเตรียมการเผื่อเอาไว้สำหรับเรื่องนี้มานานแล้ว

 

                “ผมให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์จัดการเรื่องฟุตเทจไว้แล้ว เดี๋ยวจะรีบส่งไปตามสถานีโทรทัศน์ให้ครับท่าน” วอร์เรน เอเวอรี ชายหนุ่มผมทองผู้มีดวงตาสีฟ้าสดใสกับรอยยิ้มทรงเสน่ห์รับคำก่อนจะลุกขึ้นบิดขี้เกียจ รูปร่างของเขาค่อนข้างบอบบางเมื่อเทียบกับผู้ชายส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับผู้ชายคนอื่นๆ ในห้องนี้ “งั้นผมต้องขอตัวออกไปโทรศัพท์สักครู่ พวกผู้สื่อข่าวน่าจะลุกเป็นไฟกันหมดแล้วตอนนี้”

 

                “ให้งดรายการปกติทั้งหมดนี่รวมถึงช่วงข่าวด้วยรึเปล่าครับ” ชายร่างเล็กใบหน้าซูบซีดที่ชื่อว่าอีริคจดอะไรขยุกขยิกลงในสมุดโน้ตเล่มเล็กๆ ของเขา มือซ้ายที่มีนิ้วแค่สี่ของเขาขยับอย่างคล่องแคล่ว เส้นผมสีดำเสยเรียบติดศีรษะเริ่มมีสีเทาปะปนขึ้นมาบ้างแล้ว สูทสีน้ำตาลตุ่นๆ ที่ดูใหญ่โคร่งไม่เข้ากับรูปร่างทำให้เขาดูคล้ายตัวตลก แต่สำหรับคนที่รู้จักเขาดีจะรู้ว่าเขาไม่ใช่คนตลกเลย “พวกสถานีอิสระอาจจะไม่ยอม”

 

                “ไม่ยอมก็ต้องยอม ผมให้อำนาจคุณจัดการได้ตามความเหมาะสม” ตามความเหมาะสมในสถานการณ์แบบนี้คงจะไม่ใช่ความเหมาะสมในมาตรฐานปกติเท่าไหร่ “คุณเข้าใจใช่มั้ย นับจากนี้ไปหนึ่งสัปดาห์ สื่อทุกชนิดจะไม่มีการนำเสนอข่าวอื่นๆ นอกจากเรื่องของท่านผู้นำเท่านั้น”

 

                สุญญากาศทางข่าวสารในครั้งนี้ย่อมไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อเชิดชูคนที่ตายไปแล้วแน่ๆ ถ้อยคำสุดท้ายนั้นผู้อาวุโสได้ส่งสารบางอย่างไปถึงทุกคนที่อยู่ในห้องแล้วเรียบร้อย ดวงตาสีเทาเงินของเขาเป็นประกายคมกล้า หนึ่งสัปดาห์นี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ประชาชนก็จะไม่มีโอกาสได้รับรู้ทั้งนั้น

 

                “ถ้าอย่างนั้น อาเดรียเน่....เรื่องสหภาพแรงงานที่เกรย์เลเวล ผมอยากให้คุณจบมันให้ได้ในสัปดาห์นี้เลย” อีริคหันไปกล่าวกับสุภาพสตรีสูงวัยที่กำลังนั่งซับน้ำตาอยู่ที่อีกมุมหนึ่งของห้อง มือของเธอเหี่ยวย่นราวกับกระดาษที่ยับยู่ยี่ในขณะที่ใบหน้ายังคงเต่งตึงอย่างผิดธรรมชาติ แม้เธอจะส่งเสียงสะอึกสะอื้นออกมาตลอดเวลา แต่ไม่ว่าใครในห้องนี้ก็ล้วนแต่รู้ว่าเธอแค่เพียงแสดงไปอย่างนั้นเอง “จะปล่อยให้ลากยาวกว่านี้ไม่ได้แล้ว พวกเขาต้องอาศัยจังหวะนี้ติดต่อกับพวกนอกกำแพงแน่”

 

                “ชั้นไม่มีกำลังพอจะจบมันได้เร็วขนาดนั้นหรอก ตอนนี้ชั้นคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่อยู่แล้วด้วยซ้ำ” ถ้อยคำของเธอเจือไปด้วยก้อนสะอื้นแทบทุกคำ “ก็ก่อนหน้านี้พวกคุณเล่นโยกย้ายคนแบบไม่เห็นหัวชั้นเลยนี่”

 

                “คุณก็ไม่เคยคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ได้อยู่แล้วนี่ วันๆ เอาแต่ซุกก้นอยู่ในเกรย์ฮอลล์ ผมว่าพวกแรงงานข้างนอกไม่รู้จักหน้าคุณด้วยซ้ำ” นายทหารร่างใหญ่เหน็บ ซึ่งเขาได้รับคำตอบกลับมาเป็นสายตาดูหมิ่นของหญิงชรา

 

                “เรื่องกำลังคน เคิร์ทน่าจะช่วยคุณได้” ชายผมขาวกระแอม ก่อนจะเบือนสายตาไปทางนายทหารปากร้าย “เคิร์ท ผมอยากให้คุณควบคุมพรมแดนของเราให้ดี พวกกบฏนอกกำแพงอาจจะฉวยโอกาสนี้ก่อความวุ่นวายได้ คุณกับโรเวอร์ต้องเหนื่อยหน่อยล่ะช่วงนี้”

 

                “พูดถึงโรเวอร์ หมอนั่นก็ส่งข้อความมาพอดีเลย” นายทหารใหญ่ขยับเครื่องมือส่งสัญญาณขนาดพกพาที่อยู่ตรงเข็มขัดขึ้นดู แถบหน้าจอบนอุปกรณ์ชิ้นเล็กๆ เปล่งแสงอ่อนๆ ออกมาเพียงวูบหนึ่ง แค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้คิ้วของนายทหารอาวุโสต้องขมวดเข้าหากัน “พวกกบฏนอกกำแพงมีความเคลื่อนไหวแปลกๆ นี่เพราะว่าพวกเราเพิ่งจะเสียผู้นำไปรึเปล่า ข่าวรั่วไปเร็วขนาดนี้เชียวเหรอ”

 

                “ไม่น่าเป็นไปได้ คนที่รู้เรื่องการเสียชีวิตของท่านผู้นำในตอนนี้ก็มีแต่พวกเรา” นิ้วมือยับย่นลากคลอเคลียผ่านหัวหมาป่าสีเงินเบาๆ “แต่ความเคลื่อนไหวของฝ่ายนั้น ไม่ว่าจะมีอะไรเป็นแรงจูงใจก็ไม่ใช่เรื่องที่จะมองข้ามได้อยู่ดี”

 

                “ผมน่าจะอาศัยจังหวะนี้ถล่มพื้นที่เขตสิบเอ็ดที่พวกเอลริชกับพวกเจนซิสแฝงตัวอยู่ได้ ถ้าทำแบบนั้นเส้นทางลักลอบข้ามกำแพงของพวกกบฏก็จะขาดตอน พวกสหภาพแรงงานก็จะขาดท่อน้ำเลี้ยงไปด้วย” พลเอกเคิร์ท ฟอน คลิฟฟอร์ดชำเลืองมองทุกคนรอบๆ ห้องด้วยสายตาหยั่งเชิง ถล่มพื้นที่ที่ถูกแทรกซึมงั้นเหรอ เขตสิบเอ็ดมีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น ขืนทำแบบนั้นคงมีประชาชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องรับเคราะห์ไปด้วยจำนวนมหาศาล มันจะกลายเป็นการสังหารหมู่ที่น่าอัปยศอย่างแน่นอน “แต่ก็อย่างที่รู้ๆ กัน ขืนทำงั้น สภาปกครองเล่นงานผมไม่ได้ผุดได้เกิดชัวร์”

 

                “เรื่องนั้นผบ.คลิฟฟอร์ดกล่าวได้ถูกต้องเลยครับ โจมตีตรงๆ ไม่ได้เด็ดขาด ขืนเอากองทหารเข้าไปกวาดล้างในเขตชุมชน ต่อให้ผมใช้อำนาจทั้งหมดก็ไม่มีทางปิดข่าวได้หรอก” วอร์เรนกลับมาแล้ว แม้เขาจะมีอายุน้อยที่สุดท่ามกลางบรรดาผู้มีอำนาจทั้งหลายในห้องนี้ แต่ฐานะผู้อำนวยการกรมข่าวสารและประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลก็ทำให้คำพูดของเขาเป็นสิ่งที่ไม่มีใครมองข้ามได้เลย “เต็มที่เราก็คงทำได้แค่ตัดตอนพวกบุคคลสำคัญของฝ่ายนั้น งานนี้ใช้พวกเสปคเตอร์จะเหมาะกว่า”

 

                “น่าเศร้าที่พวกกบฏสามารถหาคนมาแทนตำแหน่งสำคัญที่ว่างไปได้เสมอ เรื่องเขตสิบเอ็ดเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เดี๋ยวเราต้องมาหารือกันโดยละเอียดอีกที ตอนนี้เอาเรื่องตรงหน้าให้เรียบร้อยก่อน” ดวงตาสีเทาเหลือบเงินจ้องเขม็งไปยังวอร์เรนที่เพิ่งจะกลับเข้ามาในห้อง “ได้คุยกับพวกผู้อำนวยการสถานีข่าวรึยัง”

 

                “เมื่อกี้ประชุมสายคุยกันแล้ว พวกเขาขอให้เราแถลงข่าวภายในสามชั่วโมงครับ” สามชั่วโมง มีเวลาพักหายใจอีกสามชั่วโมงสินะ “อย่ามองอย่างนั้นสิครับท่าน นี่ผมก็งัดทุกกระบวนท่าไปต่อรองแล้วนะ”

 

                “ช่วยไม่ได้หรอกนะ เดี๋ยวนี้พวกสื่อไม่ต้องง้อเรามากเหมือนเมื่อก่อนแล้ว มีอะไรพวกนั้นก็วิ่งโร่ไปขอให้สภาปกครองช่วยได้ตลอดนี่นา” ผบ.เคิร์ทแห่งกองทัพบกแค่นหัวเราะ แต่ไม่มีใครขำด้วย อีริคมองเขาด้วยแววตาที่คมกริบเหมือนใบมีดโกน วอร์เรนเพียงยิ้มเจื่อนๆ อย่างที่เขาชอบทำเสมอ ส่วนอาเดรียเน่ก็ยังคงหลบเลี่ยงจากปัญหาอยู่ภายใต้น้ำตาปลอมๆ ของเธอต่อไป นายทหารปากกล้าจึงหันไปกล่าวกับชายผมขาวโดยตรง “ที่เป็นแบบนี้ก็ต้องขอบคุณพี่ชายของท่านนั่นแหละ”

 

                “ท่านผู้นำผู้ล่วงลับของเรามีอุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่ เขาปรารถนาในสิ่งที่ไฮเซ็นเบิร์กยังไม่พร้อมรับมัน” น้ำเสียงแหบพร่าเจือด้วยความรู้สึกดำมืดบางอย่างเมื่อเอ่ยถึงชายผู้จากไปแล้ว มือเหี่ยวย่นที่ประสานกันอยู่บนหัวไม้เท้าสีเงินขมวดเข้าหากันแน่นโดยไม่ได้ตั้งใจ ในฐานะน้องชายของผู้นำสูงสุด เขากลับดูจะไม่ภาคภูมิใจกับพี่ชายของเขาเอาเสียเลย “ตอนนี้เหลือแต่พวกเราแล้ว ที่ต้องเก็บกวาดสิ่งที่เขาทิ้งเอาไว้ ผมยังหวังพึ่งกองทัพของเราได้อยู่ใช่มั้ยเคิร์ท”

 

                “ฝ่ายปกครองน่าเป็นห่วงกว่าทางผมเยอะนะ จังหวะเปลี่ยนถ่ายอำนาจแบบนี้ ไม่คุมดีๆ มีหวังพังกันเป็นแถบแน่” นายทหารใหญ่จุดซิก้าขึ้นสูบโดยไม่เกรงใจสายตาตำหนิของคนอื่นๆ เขาไม่สนใจด้วยซ้ำว่าตัวเองยังอยู่ในห้องที่ถูกควบคุมสภาพแวดล้อมอย่างเข้มงวด “ทำไมล่ะ ยังไงท่านผู้นำก็ม่องไปแล้ว คงไม่ลุกขึ้นมาดุผมหรอกน่า”

 

                “พูดถึงเรื่องเปลี่ยนถ่ายอำนาจ เราจะเอายังไงกับเรื่องนี้ดีครับ” ในฐานะที่เป็นผู้บัญชากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน อีริค ฟอน บาร์ธมีเหตุผลที่ดีที่จะให้ความสำคัญกับเรื่องนั้นมากกว่าใคร “ผมหมายถึง ท่านคิดว่าคุณหนู....พร้อมรึยัง”

 

                “นั่นสินะ” ดวงตาสีเทาคมกริบฉายวาบมายังฉัน เขาหันมามองฉันแล้ว เดเมียน ฟอน ริทเธิร์น นายกรัฐมนตรีแห่งแองกริฟฟ์ บุรุษหมายเลขสองของไฮเซ็นเบิร์กกำลังประเมินทุกสิ่งที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นตัวฉันอย่างรวดเร็ว พร้อมกันกับสายตาของคนที่เหลือที่ถูกดึงดูดตามมาในไม่นาน มือของฉันยังคงกุมอยู่บนมือของผู้ที่จากไป เก้าอี้ตัวเล็กที่ฉันนั่งอยู่ดูคล้ายจะยิ่งหดเล็กลงไปอีกเมื่อเผชิญเข้ากับสายตาของคนพวกนั้น พวกเขากำลังมองมาที่ฉันแล้ว ฉันที่นั่งอยู่ตรงนี้มาตลอดตั้งแต่แรก “เธอคิดว่าตัวเองพร้อมสำหรับหน้าที่นั้นรึยังล่ะ นาตาลี”

                ฉันพร้อมรึยัง นี่ไม่ใช่คำถามที่ฉันจะตอบตามใจตัวเองได้ ถ้าบอกว่าพร้อมแล้วก็คงจะดูโอหังมากทีเดียว แต่ถ้าบอกว่ายัง ฉันก็จะกลายเป็นคนไร้ค่า ต่อหน้าเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ที่กุมชะตาของแผ่นดินนี้เอาไว้ ฉันจะเป็นคนไร้ค่าไม่ได้เด็ดขาด และฉันก็ต้องไม่ทำให้พวกเขารู้สึกว่าฉันทะเยอทะยานเกินไปด้วย

 

                “การขึ้นเป็นผู้นำของจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่อย่างไฮเซ็นเบิร์ก ไม่ใช่เรื่องที่จะตัดสินได้ด้วยความเห็นของคนไม่กี่คนหรอกนะคะ” ถ้อยคำของฉันดูคลายใบมีดที่แทรกผ่าท่ามกลางความเงียบ ฉันสะกดสายตาประสานนิ่งกับดวงตาสีเทาเหลือบเงินที่น่ากลัวคู่นั้น “ไม่ใช่เราที่จะเป็นคนตอบว่าพร้อมหรือไม่ แต่มันต้องเป็นประชาชนทุกคนข้างนอกนั่น ที่จะต้องบอกว่าพวกเขาพร้อมจะให้เราขึ้นมาเป็นผู้นำของพวกเขาแล้ว”

 

                “เธอคิดจะมาเล็คเชอร์เรื่องการเมืองกับพวกเรารึไง” นายพลเคิร์ทระบายควันยาสูบออกมาเป็นทางยาว คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันด้วยความไม่พอใจ “อยากให้ไอ้พวกงี่เง่าข้างนอกนั่นเรียกหาเธองั้นเหรอ ฝันหวานไปรึเปล่า พ้นเขตสิบไปก็แทบจะกลายเป็นสวรรค์ของไอ้พวกกบฏนั่นแล้ว”

 

                “ถ้าอย่างนั้น เพื่อความมั่นคงของรัฐบาล ก่อนจะห่วงเรื่องใครจะได้เป็นผู้นำคนใหม่ เราก็ควรจะห่วงเรื่องการกำจัดพวกกบฏออกไปจากกำแพงของพวกเราก่อนนะคะท่านนายพล” เขาไม่ค่อยชอบฉันเท่าไหร่ บอกได้เลยว่าเขาคงจะยิงฉันจากข้างหลังทันทีที่มีโอกาส นายทหารอกสามศอกอย่างเขาคงไม่ชอบที่จะต้องมาคอยฟังเด็กผู้หญิงยศต่ำกว่าอย่างฉันเถียงใส่เอาแบบนี้ “ช่วงเวลาที่สื่อต่างๆ โดนปิดกั้นแบบนี้ เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่เราจะจัดการเรื่องนี้ได้”

 

                “นี่เธอไม่ได้ฟังที่เราคุยกันเมื่อกี้เลยรึไง” พลเอกแห่งกองทัพบกไม่รอช้าที่จะส่งแววตาหยามหยันมาให้ “ทุกคนเค้าก็รู้กันหมดนั่นแหละว่าควรจะทำ ปัญหามันอยู่ที่จะทำยังไงต่างหาก หรือว่าเธอมีวิธีดีๆ จะเสนอมั้ยล่ะ”

 

                ประโยคต่อไปนั้นสำคัญมาก สายตาที่ร้ายกาจพวกนั้นกำลังเฝ้ารอดูว่าฉันจะเป็นแค่ของไร้ค่าหรือไม่ มันไม่ใช่บททดสอบแต่เป็นหลักประหาร ค่อยๆ คิดให้ดีก่อน จะรีบร้อนไม่ได้ ในเวลาแบบนี้ฉันมักจะเรียบเรียงเรื่องต่างๆ ให้เป็นตัวเลขอยู่ในหัว รหัสแบบง่ายๆ ที่สามารถถอดออกมาเป็นข้อความได้ รหัสที่ฉันกับใครอีกคนเคยสร้างเอาไว้ด้วยกัน ฉันมักจะแปลงข้อมูลในหัวของตัวเองเป็นตัวเลขพวกนั้นก่อนจะสรุปเรื่องราวที่อยู่ในหัว เพื่อช่วยให้ฉันมีเวลาสำรวจความคิดของตัวเองมากขึ้นก่อนจะตัดสินใจพูดอะไรออกมา ฉันต้องแก้โจทย์ที่แม้แต่พวกมันสมองชั้นเลิศของจักรวรรดิยังไม่อาจแก้ได้ ต้องไม่คิดในมุมมองของพวกเรา ฉันต้องคิดผ่านมุมมองของเป้าหมายดูบ้าง

 

                “พวกนั้นชอบใช้ระเบิด.....” เพราะว่ามันเสียงดังและสะเทือนขวัญ สามารถกลายเป็นโฆษณาชวนเชื่อชั้นดี “งั้นเราก็ปล่อยให้พวกเขาได้ระเบิดสมใจไปเลยสิคะ”

 

                “โอเค คุณเดเมียน ผมว่าเด็กคุณสติแตกไปแล้วล่ะ” ผบ.เคิร์ทส่ายหน้าด้วยความระอา “เรายังมีตัวเลือกที่ดีกว่าอยู่นะ อย่างคนที่อยู่กลางทะเลนั่นไง”

 

                “แต่ผมว่า....ฟังเธอให้จบก่อนดีกว่ามั้ยเคิร์ท” ดวงตาสีเทาเหลือบเงินยังคงจ้องมองฉันอย่างสงบนิ่งมาตลอด แม้ถ้อยคำของผู้บัญชาการทหารบกจะดูร้ายกาจ แต่ไอ้ที่รบกวนจิตใจฉันจริงๆ กลับเป็นดวงตาคู่นี้มากกว่า “ว่ายังไงล่ะนาตาลี เธอมีแผนอะไรงั้นเหรอ”

 

                “ท่ามกลางช่วงเวลาแห่งความวุ่นวาย ความปลอดภัยของจักรวรรดิได้เปราะบางลงเนื่องจากการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุด เหล่ากบฏได้อาศัยจังหวะนี้โจมตีเส้นเลือดของจักรวรรดิอย่างขี้ขลาด สร้างความโกรธแค้นให้กับประชาชนเป็นอย่างยิ่ง” แม้ประชาชนส่วนใหญ่จะรู้สึกอึดอัดกับรัฐบาล แต่พวกเขาก็ยังไม่แน่ใจกับท่าทีของพวกกบฏนัก นับเป็นโชคดีของฝ่ายเราที่พวกนั้นชอบใช้วิธีที่รุนแรง ทำให้ไม่สามารถแย่งชิงเสียงของประชาชนได้ ขอเพียงแค่มีเชื้อไฟสักนิด กับโฆษณาชวนเชื่อที่ชาญฉลาดของฝ่ายประชาสัมพันธ์ เราก็จะสามารถผลักคนพวกนั้นลงเหวไปได้เลย เราต้องทำงานผ่านมุมมองของเป้าหมาย เพียงแต่เป้าหมายของเราไม่ใช่พวกกบฏ แต่เป็นความเห็นชอบจากประชาชน “เราจะให้พวกเขาระเบิดเกรย์เลเวลค่ะ”

 

                “แล้วพวกมันจะโจมตีเกรย์เลเวลไปทำไม พวกสหภาพแรงงานแทบจะเอาเขตนั้นใส่พานถวายให้พวกมันอยู่แล้ว” นายพลใหญ่ส่งเสียงฟึดฟัด เขาไม่ชอบเป็นฝ่ายถูกโจมตีก่อน ถ้าให้เลือก เขาจะเลือกให้ฝ่ายเราออกไปไล่ขยี้ฐานที่มั่นของพวกเอลริชที่นอกกำแพงนั่นเลยมากกว่า “เธอจะใช้วิธีไหนทำให้พวกมันลงมือฮะ ส่งจดหมายไปขอร้องรึไง”

 

                “พวกเขาไม่จำเป็นต้องลงมือเองนี่คะ ยังไงมันก็เป็นช่วงเวลาที่สื่อถูกจำกัดข้อมูลอยู่แล้ว” ไม่จำเป็นต้องอธิบายมากไปกว่านี้ พวกเขาทุกคนฉลาดพอที่จะเข้าใจความหมายที่ฉันอยากจะบอกได้ทันที โลกนี้ถูกห่อหุ้มไปด้วยเรื่องโกหก เราก็แค่ต้องใช้ประโยชน์จากเรื่องโกหกพวกนั้นให้ถูกเวลา สายตาพรั่นพรึงและชื่นชมผุดพรายขึ้นรอบตัวฉัน ทำไมต้องเป็นฝ่ายรอให้พวกนั้นลงมือ ในเมื่อเราสามารถชิงลงมือเองก่อนได้ อย่างที่คุณชอบไงผบ.คลิฟฟอร์ด “รัฐบาลมีหน้าที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชน ถึงจะเป็นกบฏก็ถือว่าเป็นประชาชนของเราเหมือนกัน”

 

                “อำนวยความสะดวกงั้นเรอะ....” แม้เขาจะไม่ชอบฉัน แต่เคิร์ท ฟอน คลิฟฟอร์ดก็เป็นลูกผู้ชายมากพอที่จะยอมรับความเห็นของเด็กผู้หญิงได้ ถ้ามันเข้าท่าพอ ถ้าอย่างนั้นแผนของฉันคงฟังดูเข้าท่าอยู่บ้างล่ะมั้ง เขาถึงยิ้มออกมาได้แบบนั้น “นี่ผมชักเริ่มจะเอนเอียงไปทางนี้แล้วแฮะ คนอื่นว่าไง”

 

                “ถ้าเป็นฝีมือของฝ่ายเราเองก็จะสามารถจำกัดขอบเขตความเสียหายได้ งานแบบนี้เราใช้พวกแบล็คแฟงก์คัมปะนีลงมือได้ ผมว่าไม่เลว” ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายความมั่นคง อีริคไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธแผนนี้เลย “อาเดรียเน่คุณคิดว่าพื้นที่ไหนจะเหมาะสมที่สุด”

 

                “พวกสหภาพแรงงานมีอิทธิพลสูงมากในเขตท่าเรือและนิคมอุตสาหกรรมหนักของเวสท์แบงค์ ถ้าเป็นแถวๆ นั้น.....” หญิงชราผู้มีใบหน้าไม่สอดคล้องกับอายุกล่าวได้เพียงแค่นั้นก่อนที่เสียงของเธอจะเหือดหายไป “โธ่ พวกคนที่น่าสงสารพวกนั้น ชั้นคงต้องทนดูเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้แน่ๆ เลย”

 

                “อาเดรียเน่ ผมอยากให้คุณไปทำรายงานมาว่ามีพื้นที่ไหนบ้างที่เหมาะสมกับปฏิบัติการนี้” บุรุษอันดับสองแห่งไฮเซ็นเบิร์กตวัดสายตาไปทางท่านผู้อำนวยการกระทรวงแรงงานและทรัพยากร “ผมอยากให้คุณเป็นคนดูแลเรื่องนี้เอง ผมต้องการรายงานนั่นหกโมงเช้าของวันพรุ่งนี้ รีบไปจัดการมาด้วย”

 

                สุภาพสตรีสูงวัยไม่ชอบทำงานล่วงเวลา ยิ่งไม่ชอบเลยที่ถูกไล่ออกจากวงสนทนาที่สำคัญยิ่งแบบนี้ เธอรู้ดีว่าการได้มีส่วนร่วมอยู่ในห้องนี้จะทำให้อนาคตของเธอสดใสมากกว่าการกลับไปนั่งทำรายงานน่าเบื่อพวกนั้นหลายเท่า แต่เมื่อเป็นคำสั่งของผู้มีอำนาจสูงสุดของตระกูลฟอน ริทเธิร์น เธอก็ไม่สามารถขัดขืนอะไรได้

 

                “หลังการระเบิด ผมจะให้สำนักข่าวทำเบรคกิ้งนิวส์แทรกรายการพิเศษของเรา” วอร์เรนไม่มีทางพลาดเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว เขาสามารถควบคุมชักใยข้อมูลข่าวสารกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของจักรวรรดิได้ราวกับอุปรากรชั้นเลิศ “แต่ยังไงก็ต้องมีคนพยายามขุดคุ้ยเรื่องนี้แน่”

 

                “พวกนั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผมเถอะ” พวกช่างขุด คนที่รู้มากเกินไปแต่ขาดความสามารถในการยับยั้งชั่งใจ คนที่คิดว่าตัวเองสามารถท้าทายอำนาจของรัฐบาลได้ หน่วยเสป็คเตอร์ของตระกูลบาร์ธเชี่ยวชาญในการจัดการกับคนพวกนั้นเป็นพิเศษ

 

                “เคิร์ท ผมอยากให้คุณเตรียมกำลังไว้ให้พร้อม หลังการระเบิดเราจะอ้างเหตุนี้ถล่มพวกกบฏในเขตสิบเอ็ดไปด้วยเลย” ฉันคิดมาเสมอว่าน้องชายของท่านผู้นำนั้นสามารถล่วงรู้ความคิดของฉันได้ แม้ฉันจะคิดเรื่องทั้งหมดเป็นรหัสตัวเลขก็ตาม ก็คงไม่แปลกอะไรล่ะมั้ง เพราะว่าเขาเป็นคนที่คอยดูแลสอนสั่งเรื่องต่างๆ แก่ฉันมาตลอดนับตั้งแต่เข้ามาอยู่ในตระกูลริทเธิร์นนี่นา “ผมอยากให้ผู้บัญชาการกองกำลังปราบกบฏเป็นนาตาลี”

 

                “อันตรายเกินไป เธอเป็นผู้สืบทอดทางการเมืองของท่านผู้นำ ส่งไปลงพื้นที่เสี่ยงแบบนั้นผมว่าไม่เหมาะเท่าไหร่” เขาเป็นห่วงความปลอดภัยของฉันด้วยหรือนี่ ไม่ใช่หรอก เขาแค่กลัวว่าจะรับผิดชอบไม่ไหวมากกว่า “อย่าลืมนะครับ อันซีนเดธยังอยู่ในพื้นที่ของเรา ที่ผ่านมาเขายังไม่เคยพลาดเป้าเลย”

 

                อันซีนเดธ มือลอบสังหารที่อันตรายที่สุดของพวกกบฏ ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใคร มีเพียงคำเล่าขานและผลงานอันน่าพรั่นพรึงเท่านั้นที่เป็นเครื่องยืนยันการมีตัวตนของเขา กระสุนนัดเดียวที่ไม่เคยพลาดเป้า นับตั้งแต่ครั้งแรกที่ชื่อของเขาปรากฏขึ้นบนหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อหนึ่งปีก่อน บุคคลสำคัญของฝ่ายรัฐบาลก็ล้มตายไปด้วยฝีมือของเขากว่าสิบคนแล้ว หลายคนเชื่อว่าอันซีนเดธนั้นไม่ได้หมายถึงคนแค่เพียงคนเดียว แต่น่าจะเป็นหน่วยแม่นปืนที่ทำงานให้พวกกบฏมากกว่า ฉันไม่คิดว่าอย่างนั้น มันมีบางอย่างที่เป็นเอกลักษณ์อยู่ในวิถีการยิงอันหมดจดของเขา เป็นเจตจำนงการฆ่าที่เรียบง่ายและว่างเปล่าอย่างที่ไม่มีใครเสมอเหมือน

 

                “เรื่องนั้นเป็นหน้าที่ของพวกคุณที่จะต้องดูแลเธอให้ดี” ผู้มีอำนาจสูงสุดแห่งฟอน ริทเธิร์นไม่อ่อนข้อให้คำอุทธรณ์ใดๆ ทั้งสิ้น “พันโทนาตาลี ฟอน ริทเธิร์น แม้จะอยู่ในระหว่างการไว้อาลัย แต่ก็ยังสามารถสร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ในปฏิบัติการครั้งนี้ จึงได้รับการเลื่อนยศเป็นพิเศษขึ้นมาสองขั้น นั่นจะเป็นบันไดที่สำคัญสู่การก้าวขึ้นรับตำแหน่งผู้นำคนต่อไป”

 

                เพื่อให้เส้นทางในอนาคตของฉันราบรื่นที่สุด การปกครองจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่นั้นจำเป็นต้องได้รับแรงสนับสนุนจากประชาชน และพวกเราก็จะทำทุกอย่างเพื่อให้มั่นใจได้ว่าประชาชนพวกนั้นจะสนับสนุนเรา วีรสตรีที่กำเนิดขึ้นมาจากเถ้าถ่านของความสูญเสียนั้นเป็นเรื่องราวที่ยอดเยี่ยม ประชาชนหลงรักเรื่องสะเทือนใจ และฉันก็จะต้องทำให้พวกเขาทั้งรักและกลัวฉันในเวลาเดียวกัน

 

                “ถ้าอย่างนั้นก็เหลือปัญหาอีกข้อนึงครับท่าน” วอร์เรนกระแอมขึ้นมาเบาๆ “ต่อให้เราจัดการเรื่องระเบิดได้แล้ว การจะยกกองกำลังเข้าไปถล่มเขตสิบเอ็ดก็จะยังดูเป็นเรื่องเกินกว่าเหตุอยู่ดี นอกเสียจากว่าเราจะประกาศกฎอัยการศึก ซึ่งถ้าทำแบบนั้นในช่วงที่เราเพิ่งจะสูญเสียผู้นำไป รัฐบาลจะถูกมองว่าอ่อนแอและตื่นตูมเกินเหตุ อาจมีคนลากไปว่าทหารพยายามทำรัฐประหารเลยก็ได้นะครับ”

 

                “แรงจูงใจยังไม่หนักแน่นพอสินะ” พลเอกแห่งกองทัพบกนวดหว่างคิ้วตัวเองเบาๆ “เราใช้เรื่องความมั่นคงของจักรวรรดิมาประกาศกฎอัยการศึกไม่ได้เหรอ”

 

                “ถ้าจะไม่ให้ดูเกินกว่าเหตุ ก็คงต้องให้มีบุคคลสำคัญของรัฐบาลโดนลูกหลงจากเหตุระเบิดไปด้วยนั่นแหละ” สมกับที่เป็นอีริค เขาแค่พูดออกมาลอยๆ เหมือนไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ฉันรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ เหมือนกับที่คุณเดเมียนก็คงจะรู้เหมือนกัน ทั้งเขาและคุณเดเมียนหันมาสบตาฉันแทบจะพร้อมกันเลยทีเดียว ใช่ พวกเขาต้องรู้อยู่แล้วล่ะว่าฉันคิดจะทำอะไร พวกเขาแค่อยากให้ฉันเป็นคนพูดมันออกมาเท่านั้น รหัสตัวเลขทั้งหลายในหัวของฉันถูกจัดเรียงกันเป็นชุดอย่างลงตัว แผนการที่ไร้ช่องโหว่ พวกเขาต้องรู้อยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นคุณเดเมียนคงไม่ส่งอาเดรียเน่ออกไปจากห้องนี้กะทันหันหรอก

 

                “ซึ่งมันก็จะเป็นเช่นนั้น” เพราะว่าฉันคือบุคคลที่ถูกคาดหวังเอาไว้ ฉันจึงต้องเป็นคนที่ร้ายกาจพอจะทำในสิ่งที่พวกเขาไม่กล้าทำได้ “การระเบิดจะไม่เกิดขึ้นในบริเวณที่พวกสหภาพแรงงานควบคุมอยู่ ไม่ใช่ที่เวสท์แบงค์ แบบนั้นมันไม่มีประโยชน์ มันดูจงใจเกินไป พวกกบฏจะระเบิดฝ่ายที่สนับสนุนตัวเองไปทำไม”

 

                “ถ้าอย่างนั้น....” ดูเหมือนผบ.คลิฟฟอร์ดจะเข้าใจแล้วว่าฉันกำลังจะพูดอะไร แต่เขาแค่ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง

 

                “การระเบิดจะเกิดขึ้นในพื้นที่ของรัฐบาล พื้นที่ที่ยังไม่โดนอิทธิพลของพวกสหภาพแรงงานครอบงำและมีผู้คนอยู่รวมกันหนาแน่น” ยิ่งหนาแน่นก็ยิ่งสะเทือนใจ ยิ่งสร้างอารมณ์ร่วมให้กับประชาชนที่เหลือได้มาก “การระเบิดจะเกิดขึ้นที่เกรย์ฮอลล์”

 

                เกรย์ฮอลล์เป็นพื้นที่ครอบครองของรัฐบาล เป็นทั้งศูนย์อำนวยการปกครองของเขตที่สิบ และยังเป็นเขตชุมชนที่รวมสาธารณูปโภคส่วนใหญ่เอาไว้ ย่านการค้า โรงพยาบาล โรงเรียน อาคารทรงประหลาดที่เชื่อมต่อกันเป็นส่วนๆ เหมือนอุโมงค์ตัวตุ่นนั้นคือหัวใจสำคัญของเกรย์เลเวลเลย ที่สำคัญเกรย์ฮอลล์ไม่ใช่พื้นที่สร้างผลผลิต ถ้าหากว่าเกิดความสูญเสียขึ้นที่นั่น ภาคอุตสาหกรรมของจักรวรรดิจะไม่ได้รับผลกระทบอันใด อันที่จริงเราเสี่ยงให้เส้นเลือดใหญ่ของเราเสียหายไม่ได้หรอก ไม่ใช่หลังจากที่คู่ค้ารายใหญ่ของเราในนครแฟนตาเซียเพิ่งจะโดนลอบสังหารไปแบบนี้แน่ เกรย์ฮอลล์นั้นคือเป้าหมายที่สมบูรณ์แบบ ผู้สูญเสียจะมีตั้งแต่พลเรือนไปจนถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล ความเสียหายจะมากมายจนไม่อาจประเมินค่าได้ และนั่นจะทำให้กฎอัยการศึกไม่ใช่การแสดงความอ่อนแออีกต่อไป

 

                “ถ้าอย่างนั้น....อาเดรียเน่ก็จะ.....” เป็นเช่นที่นายทหารใหญ่จินตนาการเอาไว้ อาเดรียเน่ แกลโลเวย์ ผู้อำนวยการกระทรวงแรงงานและทรัพยากร บุคคลสำคัญระดับอาวุโสของรัฐบาลจะต้องเสียชีวิตในการโจมตีครั้งนี้ เธอจะเป็นใบเบิกทางสู่เขตสิบเอ็ดของกองทัพเรา ผู้หญิงคนนั้นอาจจะภักดีต่อรัฐบาล ภักดีต่อตระกูลริทเธิร์น แต่เธอเป็นคนไร้ความสามารถ ไม่ว่าเธอจะเคยใช้วิธีไหนเพื่อไต่เต้ามาให้ถึงจุดนี้ ไม่ว่าเส้นสายของเธอจะแข็งแรงเพียงใด แต่ทั้งหมดนั้นเป็นอดีตไปแล้ว การที่เธอปล่อยให้เขตในปกครองถูกแทรกซึมจนสร้างปัญหาได้มากมายขนาดนี้ก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่ารัฐบาลใหม่ไม่จำเป็นต้องมีเธออีกต่อไป “แหม คุณเดเมียน ผมต้องขอถอนคำพูดที่ว่าเด็กคุณสติแตกไปซะแล้ว แม่นี่น่ะไม่ได้สติแตกหรอก แต่ว่าชั่วร้ายถึงรากเลยล่ะ นี่มันอย่างกับว่ามีเลือดของริทเธิร์นไหลอยู่ในร่างของเธอจริงๆ เลยอย่างนั้นแหละ”

                เตียงของฉันทั้งแข็งและกระด้าง พอแนบแก้มลงไปแบบนี้มันจะจะรู้สึกระคายเคืองขึ้นมาทันที ถึงอย่างนั้นมันก็ให้ความรู้สึกคุ้นเคย ทั้งกลิ่นและสัมผัส เป็นพื้นที่เล็กๆ ที่ฉันจะหลับตาลงได้อย่างสบายใจ ปล่อยให้พวกคนรับใช้เดินขวักไขว่วุ่นวายอยู่รอบๆ ห้องของฉันอยู่ถัดลงมาจากห้องของท่านผู้นำสองชั้น คฤหาสน์ของตระกูลริทเธิร์นอาจจะใหญ่โตและเพียบพร้อม แต่ห้องของฉันนั้นไม่ได้กว้างใหญ่อะไรเลย มันทั้งว่างเปล่าและเคร่งขรึม ไม่ใช่ห้องสำหรับให้คนอยู่อาศัย ให้ความรู้สึกเหมือนกับห้องขังเสียมากกว่า

                สาวใช้สามคนกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมชุดสำหรับงานแถลงข่าวให้ฉัน ไม่เอาผ้าคลุมหน้า ไม่เอาชุดกระโปรงพวกนั้น คนที่อาวุโสที่สุดพูดขึ้นมา พวกเบื้องบนอยากให้ฉันปรากฏตัวในชุดเครื่องแบบนายทหาร พวกเขาอยากให้ภาพของฉันออกมาในรูปแบบของผู้สืบทอดทางการเมืองมากกว่าลูกสาวที่เพิ่งจะสูญเสียบิดาไป ทหารติดตามของฉันนั่งอยู่ที่โซฟาตัวยาวอีกฟากหนึ่งของห้อง กำลังอ่านหมายกำหนดการต่างๆ ของฉัน ใบหน้ายับย่นของเขายิ่งยู่ยี่มากขึ้นทุกทีเมื่อเห็นกำหนดการยาวเหยียดในช่วงสองสามวันหลังจากนี้ พวกเขาส่งเสียงโต้เถียงกันตลอดเวลา คำพูดที่ไหลผ่านหัวฉันไปเหมือนหยาดฝนที่นอกหน้าต่าง เวลาส่วนตัวเป็นสิ่งที่หาได้ยากสำหรับคนที่อยู่ในสถานะอย่างฉัน แต่อย่างน้อยพวกเขาก็เอื้อเฟื้อพอจะไม่เข้ามาแตะต้องฉันหากไม่จำเป็นจริงๆ

 

                “นาตาลี ลุกขึ้น” น้ำเสียงเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง ฉันลืมตาและลุกขึ้นโดยไม่อิดออด เดเมียน ฟอน ริทเธิร์นยืนอยู่ตรงประตูห้อง เมื่อเขาปรากฏตัว เสียงของพวกสาวใช้ก็เงียบลงราวกับไม่เคยมีอยู่เลย “เรามีเวลาอีกไม่ถึงสามชั่วโมง อย่าปล่อยให้ตัวเองเฉื่อยแฉะแบบนั้น คิดไว้รึยังว่าเธอจะทำสีหน้ายังไงตอนที่อยู่ต่อหน้ากล้อง”

 

                คิดเอาไว้หรือยัง ฉันควรจะวางตัวยังไงดีนะ ตัวเอกของช่วงแถลงข่าวคือวอร์เรน เขาเก่งกว่าใครในเรื่องแบบนี้ ในขณะที่ฉันไม่มีบทพูดแม้แต่คำเดียวและถูกห้ามตอบคำถามของสื่อด้วยซ้ำ แต่ว่าฉันต้องไปปรากฏตัวที่นั่น นั่งอยู่ข้างๆ คุณเดเมียนในฐานะคนของตระกูลริทเธิร์น ฉันควรจะดูโศกเศร้าหรือเปล่านะ ท่านผู้นำ....ท่านพ่อบุญธรรม เขาเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ แม้ประชาชนส่วนมากจะไม่ชอบรัฐบาล แต่พวกเขากลับรักในตัวผู้นำคนนี้ พวกเขาจะรู้สึกดีมากกว่ารึเปล่าถ้าฉันร้องไห้ตอนที่วอร์เรนพูดถึงเขา หรือฉันควรจะวางตัวให้ดูเข้มแข็ง ดูพึ่งพาได้ ทุกคนรู้ว่าฉันคือผู้สืบทอดอันดับหนึ่ง พวกเขาจะคาดหวังให้ฉันแข็งแกร่งมั่นคงเหมือนกำแพงเหล็กที่ปกป้องพวกเขาอยู่ เป็นกำแพงเหล็กที่แข็งแกร่งและเย็นชาอย่างนั้นใช่ไหม

 

                จริงๆ แล้ว ฉันรู้สึกยังไงกันแน่นะ ฉันควรจะต้องเสียใจรึเปล่า ถึงยังไงคนที่จากไปก็คือผู้มีพระคุณที่ดึงฉันขึ้นมาจากขุมนรก เป็นคนที่คอยแนะนำและสอนอะไรฉันในหลายๆ เรื่อง และเขาก็ให้เกียรติฉันดีพอสมควรเลยทีเดียว จริงๆ แล้วฉันควรจะรู้สึกเสียใจมากกว่านี้รึเปล่านะ

                “หนูคิดว่า.....เราควรจะย้ำให้ประชาชนมั่นใจไปเลยตั้งแต่แรก ว่าทุกอย่างจะยังเหมือนเดิม” ฉันจะนั่งอยู่ตรงนั้น ครุ่นคิดถึงอนาคตของจักรวรรดิ ทำสีหน้าเป็นปกติที่สุด พยายามปกปิดความเจ็บปวดเอาไว้ภายใน ซ่อนดวงตาที่บอบช้ำจากกล้องให้มากที่สุด ซ่อนมันเอาไว้อย่างเปิดเผย ความเจ็บปวดที่ไม่มีจริง ดวงตาที่บอบช้ำเพียงเพราะแค่อดนอน ฉันจะเข้มแข็งและปวดร้าวอยู่ข้างในไปพร้อมๆ กัน โดยที่ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรเลย

 

                “ใช้ได้” บุรุษอันดับสองแห่งจักรวรรดิพยักหน้าเงียบๆ นั่นเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับคำชมมากที่สุดแล้วสำหรับเขา “จำไว้นะว่าจากนี้ไป อย่าให้คนอื่นเห็นตอนที่เธอกำลังเอนหัวอีก”

 

                ผู้นำสูงสุดแห่งไฮเซ็นเบิร์กไม่ต้องการการพักผ่อน ไม่มีที่ว่างสำหรับความอ่อนแอให้แก่คนที่อยู่บนจุดสูงสุด ผู้อาวุโสแห่งตระกูลก้าวออกจากห้องไปแล้ว ห้องของฉันกลับมาถูกปกคลุมด้วยเสียงพูดคุยของพวกสาวใช้อีกครั้ง ไม่มีที่ว่างสำหรับความอ่อนแอ คนไร้ค่าจะต้องถูกกำจัดเหมือนกับอาเดรียเน่ ต่อให้ต้องออกไปยืนเปลือยเปล่าเป็นเป้ากระสุนสังหาร ฉันก็จะแสดงความกลัวออกมาไม่ได้เด็ดขาด

 

                อันซีนเดธ ฉายาที่น่ากลัว เขาจะรู้สึกยังไงบ้างนะกับชื่อที่ถูกคนอื่นถือวิสาสะตั้งให้แบบนี้ ฉันเองก็เคยถูกพวกสื่อพยายามจะตั้งฉายาให้เหมือนกัน ตอนที่ได้สร้างผลงานครั้งแรกในฐานะคนของตระกูลริทเธิร์น มันเป็นการนำกองกำลังเล็กๆ เข้าโจมตีฝ่ายกบฏที่จนตรอก ภารกิจง่ายๆ ที่ถูกจัดฉากมาเป็นอย่างดี พวกเขาอยากเรียกฉันว่าองค์หญิงน้อยหรือลูกหมาป่าอะไรประมาณนั้น แต่พวกเบื้องบนปัดเรื่องนี้ตกไปอย่างรวดเร็ว พวกเขาไม่อยากให้ประชาชนมีภาพจำอะไรที่ไม่จำเป็นเกี่ยวกับฉัน ฉายาจะสร้างความใกล้ชิดที่เกินพอดี มันเป็นเรื่องง่ายสำหรับฉันที่จะปฏิเสธชื่อที่สื่อหยิบยื่นให้ แต่สำหรับเขาที่ไม่อาจเผยตัวมาโต้แย้งอะไรได้ เขาไม่มีโอกาสเลือกชื่อของตัวเองด้วยซ้ำ

 

                การสังหารใครสักคนไม่ว่าจะด้วยกระสุนหรือด้วยคำพูดมันก็คงไม่ต่างกัน นับตั้งแต่วันที่ฉันถูกเลี้ยงดูขึ้นมาในฐานะคนของฟอน ริทเธิร์น มีคนมากมายมหาศาลต้องถูกลบหายไปด้วยคำพูดของฉัน มากกว่าคนที่หายไปเพราะกระสุนของอันซีนเดธหลายเท่า เขาคิดอะไรอยู่ตอนที่ลั่นไกปลิดชีพใครสักคน มันจะเป็นความรู้สึกแบบเดียวกับตอนที่ฉันออกคำสั่งส่งคนไปตายรึเปล่านะ อาจจะเหมือนกันก็ได้ ว่างเปล่าและเงียบงัน ฉันไม่รู้สึกอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นพวกกบฏหรือพวกเดียวกัน ไม่ได้ชอบ ไม่ได้เกลียด ไม่ได้รู้สึกแย่อะไรแต่ก็ไม่ได้รู้สึกฮึกเหิมในชัยชนะเช่นกัน ฉันก็แค่ทำไปตามบทบาทของตัวเอง เล่นไปตามบทที่พวกเขาส่งมาให้ เป็นหุ่นเชิดที่ว่านอนสอนง่าย โลกนี้ถูกห่อหุ้มไปด้วยเรื่องโกหก ความรู้สึกเองก็เป็นเรื่องโกหกด้วยเหมือนกัน

 

                ถ้าฉันเป็นคนที่หายไป จะมีใครรู้สึกอะไรบ้างรึเปล่านะ

 

                “จ่าฮาร์เก้นช่วยติดต่อไปที่แร็คนาร็อคให้หน่อยสิ” ฉันเอ่ยขึ้นกับทหารคนสนิท คำนั้นของฉันสร้างร่องรอยของความลำบากใจขึ้นบนใบหน้าของเขา แต่ถึงแม้เขาจะลำบากใจมากกว่านี้ก็ไม่อาจขัดคำสั่งของฉันได้ จ่าสิบเอกร่างใหญ่จึงหันไปหมุนโทรศัพท์ในที่สุด

 

                “เรือธงแร็คนาร็อค นี่รังหมาป่า ขอสายผู้บัญชาการนาตาชาด้วย” แม้จะลอยอยู่ห่างไกลออกไปที่ใดสักแห่งกลางมหาสมุทรอันเวิ้งว้าง แต่การสื่อสารของแร็คนาร็อครวดเร็วฉับไวเสมอ “ท่านครับ ผู้พันอยากจะเรียนสายด้วยครับผม”

                หูโทรศัพท์ในมือของทหารคนสนิทถูกยื่นส่งออกมาตรงหน้า ฉันจ้องมองมันนิ่งค้างอยู่อย่างนั้นครู่ใหญ่ ทำไมฉันถึงอยากคุยกับผู้หญิงคนนี้กันนะ เพราะว่าคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยก็เลยอยากคุยกับใครสักคนงั้นเหรอ ไม่หรอก นี่เป็นมาตรการปกติในครอบครัวต่างหาก ผู้บัญชาการนาตาชามีสิทธิ์ทุกประการที่จะได้รู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับท่านผู้นำ บิดาของพวกเราสองคน

 

                “พลเรือเอกนาตาชาแห่งศูนย์บัญชาการแร็คนาร็อคพูด มีธุระอะไร” เสียงที่ปลายสายนั้นสั้นห้วน ทั้งเย็นชาและกระด้าง เหินห่างเหมือนกับระยะทางจากที่นี่ไปจนถึงฐานทัพกลางมหาสมุทรนั่น

 

                “พี่คะ....เอ้อ ผู้บัญชาการ ไม่รู้ว่ามีใครแจ้งข่าวรึยัง....” ไม่รู้ว่ามีใครแจ้งหรือยัง แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็อยากเป็นคนแรกที่ได้บอกเธอ เพราะอย่างน้อยเราก็ได้ชื่อว่าเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน “ท่านพ่อ....เสียแล้วนะคะ”

 

                “ท่านผู้นำสูงสุด....” เสียงที่ตอบกลับมาเย็นชายิ่งกว่าก้อนน้ำแข็ง “ไม่ใช่ท่านพ่อ ผู้พันต้องเรียกว่าท่านผู้นำสูงสุด เข้าใจมั้ย”

 

                “ค่ะ....” ถ้าหากว่าจะมีใครสักคนในตระกูลนี้ที่เหมาะสมกับตำแหน่งผู้นำคนต่อไป ฉันสงสัยมาตลอดว่าทำไมถึงไม่ใช่เธอ “ท่านผู้นำสูงสุดเสียชีวิตแล้ว”

 

                “เข้าใจแล้ว ขอบคุณที่โทรมาแจ้ง” น้ำเสียงของเธอไม่เปลี่ยนสักนิด เทียบกับฉันที่เป็นเพียงลูกบุญธรรม เป็นเด็กที่ถูกรับมาอุปการะ นาตาชาที่เป็นลูกสาวแท้ๆ ของเขาคนนั้นกลับยิ่งดูเหินห่าง สายเลือดของตระกูลฟอน ริทเธิร์นนั้นกระด้างไร้น้ำใจ ฉันรู้ดีว่านั่นไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริงเลย “มีอะไรอีกมั้ยผู้พัน”

 

                “หนูคิดว่าพี่....อาจจะอยากมาร่วมพิธีศพ” กลับมาจากผืนน้ำที่กว้างใหญ่ไพศาลจนไม่อาจระบุตำแหน่งได้ กลับมายืนบนแผ่นดินเดียวกันอีกครั้ง

 

                “เรื่องนั้นคงเป็นไปไม่ได้” นาตาชาตอบโดยที่ไม่ต้องหยุดคิดเลยแม้แต่นิดเดียว เธอจะไม่กลับมา ตราบใดที่ภารกิจของเธอยังไม่เสร็จสมบูรณ์ และภารกิจของเธอก็ไม่มีทีท่าว่าจะจบสิ้นลงได้เลย “ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็ขอตัวก่อนนะผู้พัน”

 

                สายการสนทนาถูกตัดขาดไปดื้อๆ ระหว่างเรามันไม่มีเยื่อใยระหว่างพี่น้องอะไรทั้งนั้น น้ำเสียงของนาตาชาบ่งชัดว่าอย่าโทรไปอีกถ้าไม่มีเรื่องคอขาดบาดตายอะไร เธอคงจะไม่ค่อยชอบฉันล่ะมั้ง เพราะว่าฉันมาแย่งทุกอย่างที่ควรเป็นของเธอไปรึเปล่านะ ตำแหน่งผู้สืบทอด มรดกทางการเมือง ความใกล้ชิดของผู้เป็นบิดา ทุกๆ อย่างที่ฉันไม่เคยร้องขอ ที่นาตาชาเลือกออกไปอยู่กับความเวิ้งว้างของมหาสมุทรนั่นก็คงเป็นเพราะว่าฉันได้แย่งที่ยืนของเธอบนแผ่นดินแห่งนี้ไปแล้วกระมัง

 

                 แรงสั่นสะเทือนเบาๆ ที่ตรงสะโพกทำให้ฉันต้องหยิบเครื่องส่งสัญญาณสื่อสารประจำตัวขึ้นมาดู มันเป็นเครื่องมือชิ้นเล็กๆ ที่พวกเจ้าหน้าที่ระดับสูงมักเอาไว้ส่งข้อมูลถึงกัน ข้อความเข้ารหัสที่ปลอดภัยและไม่มีวันถูกตรวจจับ สามารถอำพรางต้นทางหรือปลายทางได้อย่างหมดจด ข้อเสียคือมันสามารถรับส่งข้อมูลได้ในรูปแบบตัวเลขรหัสสั้นๆ เท่านั้น

 

                “มีอะไรงั้นเหรอครับผู้พัน” จ่าฮาร์เก้นคงจะสังเกตได้ว่าสีหน้าของฉันเปลี่ยนไป แม้จะเพียงแค่เล็กน้อยก็ตาม

 

                “ไม่มีอะไรหรอก” ไม่มีอะไร ก็แค่ข้อความไร้สาระ รหัสตัวเลขที่ถอดความไม่ได้ ไม่ว่าใครก็จะไม่มีทางเข้าใจความหมายของมัน ก็แค่ของเล่นที่เราสองคนช่วยกันสร้างขึ้นมาตอนที่ว่างเท่านั้น แค่ของเด็กเล่นที่ไม่มีใครสนใจ

 

                “เข้มแข็งไว้” ตัวเลขพวกนั้นแปลออกมาได้ว่าอย่างนี้ เข้มแข็งไว้นาตาลี ฉันยังมีบทบาทอีกมากมายที่ต้องเล่น ฉันคือหุ่นเชิดที่สมบูรณ์แบบ ฉันคือว่าที่ผู้นำของจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกนี้

 

                ฉันจะต้องเข้มแข็งกว่าใคร เพราะเธอบอกให้ฉันเป็นแบบนั้นมาตลอด ใช่มั้ยนาตาชา

Card Cast

Eric von Bartz

Sergeant Major 1st Class Hargenn Cormack

Cover Up

       นอกกำแพงอันแข็งแกร่งของจักรวรรดิไฮเซ็นเบิร์ก มีคมเขี้ยวที่รอจู่โจมพวกเขาจากในกองเถ้าถ่าน เหล่ากบฏผู้สืบสายเลือดภูตพรายอันเก่าแก่ยังคงเดินหน้าต่อสู้กับรัฐบาลแองกริฟฟ์ เพื่อทวงคืนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา เพลฮาร์ทที่ทรงเกียรติ เอลริชที่เก่งกาจ หรือเจนซิสที่โหดเหี้ยม คุณเป็นคนของกองกำลังกบฏกลุ่มไหนในจักรวรรดิไฮเซ็นเบิร์กกันแน่

After Match

Natalie will keep going on

  • Google+ - White Circle
  • Twitter - White Circle
  • Facebook - White Circle

© 2017 by Commandeer TCG                                                                                                                                   
E-mail: commandeertcg@gmail.com
Tel: (66)85-1520522 , (66)813016679
148/4 Sukhumvit 22 Sukhumvit Road Klongtoey Bangkok 10110, Thailand