Essential Kiss

Story : Re-Peat Again

Illust : Bytomtypl

                ฉันไม่ค่อยเหมาะกับกระโปรงน่ารักๆ แบบนี้เลย ระบายเป็นชั้นๆ กับลูกไม้ตรงขอบทำให้ต้นขาของฉันคันยุบยิบไปหมด สีหวานๆ แบบนี้ก็ไม่เข้ากับฉันสักนิด แต่เรื่องหยุมหยิมพวกนั้นฉันพอจะทนได้ แค่เพียงเพื่อให้ได้อยู่ใกล้ชิดกับเขาแบบนี้ ฉันยอมทำได้ทุกอย่างเพื่อให้เขาสนใจ ยอมเสียเวลาเป็นชั่วโมงกับการเลือกเสื้อผ้าในแต่ละวัน แต่งหน้าอ่อนๆ แบบที่เขาชอบ ยิ้มแบบที่เขาชอบ พูดจาแบบที่เขาชอบ เป็นตุ๊กตาหน้าโง่แบบที่เขาชอบ ไม่มีปัญหา ฉันทนได้สบายมาก โลกใบนี้ถูกห่อหุ้มเอาไว้ด้วยเรื่องโกหก ต่อให้ต้องทนดูภาพสะท้อนอันน่าขันของตัวเองกรีดร้องอยู่ในกระจกทุกค่ำคืน มันก็คุ้มค่าที่ได้อยู่ใกล้กับเขาแบบนี้ในท้ายที่สุด มันคุ้มค่ามากจริงๆ

 

                “คุณดูอารมณ์ดีจังนะวันนี้” รอยยิ้มเอ็นดูระคนขบขันปรายมาทางฉัน รอยยิ้มของฉันคนเดียวเท่านั้น ฉันยิ้มตอบเขินๆ ต้องระวังให้ดี อย่าดีใจออกนอกหน้าไป เขารู้ใจคนใกล้ตัวเสมอ นั่นทำให้เขาเป็นที่รักของทุกคนมาตลอด “เพราะเรื่องใบตอบรับของมหาวิทยาลัยเซเลสเทียรึเปล่าครับ”

 

                “ก็ส่วนหนึ่งค่ะ” ใครจะไม่ดีใจล่ะ ถ้าคนสถานะอย่างฉัน เด็กกำพร้าไร้หัวนอนปลายเท้า ได้รับการตอบรับเป็นนักศึกษาทุนเล่าเรียนพิเศษจากมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของทวีปแบบนั้น ลำพังปกติค่าเทอมของที่นั่นก็เลี้ยงตัวฉันได้เกือบทั้งปีแล้ว

 

                “ก็ส่วนหนึ่ง....แสดงว่ายังมีส่วนอื่นอีก” เขาหั่นชิ้นเนื้อในจานตรงกลางส่งมาให้ แสงเทียบวูบไหวบนโต๊ะอาหารหรูหราอาบไล้ใบหน้าของเขาอย่างอ่อนโยน ดวงตาฉายแววสดใส มันเป็นสีแดงตัดกับเส้นผมยาวสลวยสีดำที่อ่อนนุ่มราวกับเส้นไหมของเขา ใบหน้างดงามเยี่ยงอิสตรี ขาวซีดเสียจนดูเปราะบาง ผุดผ่องราวกับไม่เคยถูกกาลเวลาแตะต้อง ที่เหนือสิ่งอื่นใดคือร่องรอยความเฉลียวฉลาดในรอยยิ้มและดวงตาคู่นั้น ทั้งหยอกล้อและรุกเร้าอย่างใจเย็น “นี่ผมจะถือวิสาสะคิดว่าเป็นเพราะผมได้มั้ยนะ”

 

                ฉันได้แต่ก้มหน้าหลบสายตาเขา ถามอะไรอย่างนั้น เขาต้องรู้อยู่แล้วล่ะว่าฉันดีใจเพราะเรื่องนี้มากกว่าเรื่องมหาวิทยาลัยเสียอีก มันออกจะฟ้องอยู่บนสีหน้าของฉันขนาดนี้ หอคอยสูงงดงามที่ตั้งตระหง่านท้าทายดวงจันทร์เบื้องบน สายลมอ่อนๆ อันน่าหลงใหล ระเบียงดาดฟ้าวิจิตรตระการตาด้วยสวนดอกไม้ เปลวเทียบวูบไหว อบอวลด้วยกลิ่นหอมจางๆ ที่ถูกจัดวางอย่างพอเหมาะ อาหารค่ำที่มีเพียงแค่เราสองคนเท่านั้น ทุกอย่างดูดีเสียจนอย่างกับไม่ใช่เรื่องจริง สำหรับผู้ชายที่ยิ่งใหญ่และเพียบพร้อมอย่างเขา ผู้ชายที่เป็นเจ้าของหอคอยที่งดงามที่สุดในเมืองที่งดงามที่สุดของอวาลอน เขาให้เกียรติฉันมากเหลือเกิน

 

                “เอ๋ วันนี้คุณคุทเชอร์เคี่ยวน้ำเกรวี่เข้มข้นเป็นพิเศษเลยนะคะ” ทันทีที่ชิ้นเนื้อถูกส่งเข้าปาก ฉันก็รู้สึกได้ถึงความล้ำลึกของรสชาติที่ผ่านการปรุงมาอย่างพิถีพิถัน “ไม่ใช่ว่าปกติไม่อร่อยนะ แต่นี่มันสุดยอดไปเลยค่ะ”

 

                “นั่นไม่ใช่ฝีมือของคุทเชอร์หรอกครับ” ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้ามเกาแก้มเขินๆ “ผมเป็นคนทำอาหารวันนี้เอง ดีใจนะที่คุณชอบ ผมว่าเนื้อแกะนี่เข้ากับไวน์ที่คุณเอามาได้พอดีเลยเนอะ”

 

                เขาเป็นคนทำอาหารด้วยตัวเอง เขาไม่ได้พาพ่อครัวประจำตัวมาที่หอคอยนี้ด้วย ไม่มีใครอื่น ไม่มีแม้แต่คนรับใช้ร่างใหญ่ที่คอยเดินตามอยู่เสมอ ช่วงเวลาแสนหวานที่มีเพียงแค่เราสองคนเท่านั้น นี่ถ้าพวกผู้หญิงในเมืองรู้เข้าฉันต้องถูกฆ่าแน่ๆ

 

                ถ้าคืนนี้จบลงอย่างที่ฉันหวังไว้ ฉันคงเดินอยู่ในนครแฟนตาเซียนี่ไม่ได้อีกแล้วเลยล่ะมั้ง

 

                “ไม่ยักรู้นะคะ ว่าท่านเอิร์ลทำอาหารเป็นด้วย” เอิร์ลแห่งชีพพีค นอกจากทำอาหารแล้วเขายังเชี่ยวชาญด้านบทกวีและดนตรี เก่งกาจในเรื่องการเงิน เป็นสุภาพบุรุษที่สมบูรณ์แบบในแทบทุกด้าน เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ห่างจากฉันไปคนละโลก “แถมยังอร่อยมากเลย”

 

                “ผมก็ครูพักลักจำเอามาจากคุทเชอร์นั่นแหละครับ ยังห่างชั้นกับเชฟตัวจริงอีกเยอะ” เขาหัวเราะถ่อมตน ถ้าเป็นคนอื่น ฉันคงรู้สึกว่าเขาแค่กำลังถ่อมตัวอย่างโอหัง ทำเป็นว่าไม่ได้พยายามอะไรแต่ก็ทำทุกอย่างได้ดีไปหมด แต่กับท่านเอิร์ล ฉันรู้ว่าเขาคิดอย่างนั้นจริง ภายใต้เปลือกนอกอันไร้ที่ติ ภายในนั้นเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจ ความอ่อนไหว ท่าทางเงอะงะทำอะไรไม่ถูกตอนที่ถูกชมตรงๆ กับรอยยิ้มซื่อๆ ของเขา มันเป็นสิ่งที่ฉันชอบจริงๆ “ยังไม่รู้เลยว่านี่จะเหมาะสมพอกับความสำเร็จของคุณในวันนี้รึเปล่า”

 

                “ท่านเอิร์ล ชั้นแค่ได้ทุนเล่าเรียนนะคะ ไม่ใช่ว่าได้รับปริญญาแล้วเสียหน่อย” เขาออกจะฉลองให้ฉันเวอร์เกินไปเสียด้วยซ้ำ ถึงกับปิดหอคอยส่วนตัวเพื่อเชิญฉันมาทานอาหารค่ำเลยเชียวนะ

 

                “คนเก่งอย่างคุณ อีกไม่นานต้องได้เป็นนักประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่แน่” นักประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ นั่นก็เป็นสิ่งที่ฉันต้องเป็นเพื่อให้เขาสนใจ เขาชอบผู้หญิงฉลาด เขาชอบเรื่องของประวัติศาสตร์ กว่าจะอ่านตำรายากๆ พวกนั้นจบ กว่าจะท่องจำเรื่องทั้งหลายได้หมดพอที่จะคุยกับเขาได้รู้เรื่อง เล่นเอาแทบแย่ไปเลยเหมือนกัน “ผมเชื่อในตัวคนที่มีความสามารถเสมอ คนที่มีความสามารถอย่างคุณได้ไปอยู่ในมหาวิทยาลัยชั้นนำแบบนั้นต้องไปได้ไกลกว่าใครแน่ เหมือนกับที่ลอร์ดดาร์เรน ฮอลล์ ผู้ที่สร้างหอคอยนี้ขึ้นมาได้เคยกล่าวเอาไว้....”

 

                “พรสวรรค์ยิ่งอยู่สูงก็ยิ่งเปล่งประกาย สงครามสามทัพ ปี 1251” ฉันจำถ้อยคำนี้ได้ดี มันแทบจะเป็นคำขวัญประจำตระกูลของเขาเลย พรสวรรค์ยิ่งอยู่สูงก็ยิ่งเปล่งประกาย เพราะงั้นลอร์ดดาร์เรนอะไรนั่นก็เลยสร้างหอคอยสูงเสียดฟ้านี่ซะเลย เขาอาจจะพูดถูกก็ได้นะ เพราะหลังจากนั้นเขาก็สามารถสยบตระกูลใหญ่อีกสองตระกูลและก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำแห่งนครแฟนตาเซียได้ “นี่ชั้นคงต้องลอยอยู่สูงมากแน่ๆ ตอนนี้ ก็ท่านเล่นยกยอฉันเสียเกินจริงไปเยอะเลย”

                “เกินจริงตรงไหนกัน ใบตอบรับของมหาวิทยาลัยนั่นก็เป็นเครื่องพิสูจน์ความสามารถของคุณอยู่แล้ว” ดูจากรอยยิ้มของเขาแล้ว ท่าทางเขาจะภูมิใจในเรื่องนั้นมากกว่าตัวฉันเองที่ได้ทุนเสียอีก

 

                “นี่....ท่านเอิร์ล....” บางครั้งรอยยิ้มจริงใจของเขาก็ทำให้ฉันรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาเสียเฉยๆ เวลาเป็นแบบนั้น ฉันก็ได้แต่หลบตาเขา ฉันน่ะแค่ของปลอมเท่านั้นแหละ แค่เรื่องโกหกอีกเรื่องหนึ่งของโลกใบนี้ ถ้าเขารู้ เขาจะเกลียดฉันไหมนะ “ชั้นรู้นะคะ....เรื่องทุนมหาวิทยาลัยน่ะ....ท่านเป็นคน.....”

 

                “ใช่....ผมเป็นคนสนับสนุนทุนนั่น” ผิดคาดแฮะ เขารับออกมาตรงๆ เลย “แต่บอกไว้ก่อนเลยนะ ต่อให้เป็นคุณ ถ้าไม่สมควรได้ ผมก็ไม่มีทางยอมปล่อยทุนให้หรอก เพราะงั้นเลิกสงสัยในความสามารถของตัวเองไปได้เลย”

 

                เขาเป็นคนดีจริงๆ นะ เขารู้เสมอว่าควรต้องพูดอะไรตอนไหน เขารู้เสมอว่าควรจะโอบกอดหัวใจของผู้หญิงยังไง

                “เพราะอย่างนั้นผมถึงดีใจมากยังไงล่ะ ที่ผมมองคนไม่ผิด” แต่เขามองผิดไป ผิดไปไกลมากเลย “อย่าหลบตาผมเลยนะ เงยหน้าขึ้นมาเถอะ ต่อไปจะไม่มีใครในโลกใบนี้ที่คุณจะต้องก้มหน้าหนีอีกแล้ว”

 

                เขาลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วเดินอ้อมผ่านโต๊ะอาหารมาคุกเข่าลงตรงหน้าฉัน ท่วงท่าที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น นี่เขากำลังทำอะไรน่ะ เจ้าสิ่งน่ารังเกียจที่กำลังเต้นเร่าอยู่ในอกข้างซ้ายของฉันกำลังกรีดร้อง เขาคงไม่ได้กำลังจะทำอะไรแปลกๆ ใช่ไหม ฉันกำลังคาดหวังอะไรอยู่รึเปล่านะ

 

                “ผมรู้ว่ามันอาจจะเร็วเกินไป แต่คุณเป็นคนเดียวที่ทำให้ผมลืมเรื่องร้ายๆ ในทุกวันได้....” กล่องกำมะหยี่ใบเล็กในมือของเขาถูกเปิดอ้าออก เผยให้เห็นแหวนทองฝังเพชรเม็ดงามที่กำลังนอนสงบนิ่งอยู่ภายใน เหมือนกับทารกแสนบริสุทธิ์ เหมือนกับแสงจันทร์อันอ่อนโยนที่กำลังอิงแอบสายลมอยู่เบื้องบน สัญลักษณ์แห่งการผูกพันสัญญาชั่วนิรันดร์ ฉันจ้องมองแหวนวงนั้นสลับกับใบหน้าที่แดงระเรื่อขึ้นมาด้วยโลหิตสูบฉีดของเขา เราอาจจะเคยอยู่ใกล้ชิดกันมากกว่านี้มาแล้ว แต่นี้เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ยินเสียงหัวใจของเขาเต้นชัดเจนขนาดนี้ หรือว่านี่เป็นเสียงของหัวใจฉันเองกันแน่นะ “รับแหวนนี้ไปนะครับ ผมจะไม่บังคับหรือเร่งเร้าอะไรทั้งนั้น คุณยังอายุน้อย ยังมีอนาคตอีกไกล ถ้าคุณปรารถนาชีวิตแบบอื่น คุณก็แค่เก็บแหวนวงนี้เอาไว้เฉยๆ หรือจะขายทิ้งไปก็ได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณพร้อม.....เมื่อไหร่ที่คุณเติมเต็มความปรารถนาอื่นๆ ของคุณจนหมดสิ้นแล้ว.....”

 

                อย่านะ อย่าพูดมันออกมานะ

 

                “ผมจะรอคุณเสมอ” ครั้งนี้เขาไม่ได้ยินถ้อยคำที่ร่ำร้องอยู่ในจิตใจของฉัน “แต่งงานกับผมนะครับ”

                นี่มันเกินกว่าที่ฉันคิดเอาไว้มาก เร็วเกินไป ไกลเกินไป ฉันรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่บนขอบเหวที่ทำจากแก้ว เปราะบางและแตกร้าว ถ้าก้าวไม่ระวังเพียงนิดเดียว ฉันต้องร่วงหล่นลงไปตายแน่ๆ ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้นะ ทำไมมือของฉันถึงสั่นแบบนี้ล่ะ ท่านเอิร์ลสูดลมหายใจเข้าไปลึก ก่อนจะยิ้มออกมาเพื่อให้กำลังใจตัวเอง แปลกคนจริงๆ แต่เขาเป็นคนแบบนี้แหละ เมื่อตัดสินใจอะไรแล้วเขาจะทุ่มสุดตัวเสมอ ส่วนที่ยากที่สุดของเขาได้ผ่านไปแล้ว ท่าทางของเขาจึงดูผ่อนคลายขึ้น ลมหายใจสงบลงกว่าเมื่อครู่ สงบลงมากแล้ว แต่หัวใจยังคงเต้นแรง มันยิ่งเต้นแรงกว่าเก่า เขากำลังดื่มด่ำความจริง คำพูดนั้นไม่อาจเรียกคืนได้ และเขากำลังรอคำตอบ

 

                อย่าได้พลาดโอกาสนี้สิ เธอรอสิ่งนี้มาตลอดไม่ใช่เหรอ

 

                เมื่อรู้ตัวอีกทีแขนของฉันก็โอบรอบคอของเขาแล้ว ริมฝีปากของฉันประทับลงบนริมฝีปากอ่อนนุ่มของเขา บางเบาแต่ร้อนรุ่ม นี่คือคำตอบของฉัน จุมพิตที่หอมหวาน มันมีรสชาติอันขมปร่าอยู่ในนั้น เพียงชั่วอึดใจเดียวก่อนที่ฉันจะถอนริมฝีปากออกมา ปล่อยให้เยื่อใยเสน่หายังคงรั้งรอติดค้างอยู่ตรงกลางระหว่างเรา ดวงตาของเขาฉายแววประหลาดใจ ฉันเองก็เช่นกัน ต้องยอมรับว่านี่มันไม่ง่ายเอาเสียเลย

 

                “ถ้าหากว่าชั้น....ไม่ใช่ผู้หญิงแบบที่ท่านคิดว่าชั้นเป็น.....” ฉันจะยังเป็นเงาสะท้อนในดวงตาของเขาอยู่อีกรึเปล่านะ “ถ้าทั้งหมดนี้เป็นแค่เรื่องโกหกล่ะ”

 

                “ผมเชื่อในตัวคุณที่ผมรู้จัก ไม่ใช่ในตัวตนที่คุณพยายามจะให้ผมรู้จักสักหน่อย” เขาเป็นคนฉลาด ก็คงจะรู้อยู่บ้างว่าฉันมีเรื่องที่ต้องปิดบังอยู่ไม่น้อย “สิ่งที่ผมรัก มันก็รวมไปถึงเรื่องโกหกพวกนั้นด้วยนั่นแหละ”

 

                “ความจริงนั้นเป็นสิ่งที่ไม่จีรัง เรื่องโกหกจึงน่าหลงใหล” ฉันซบแก้มลงบนหน้าอกของเขา ฟังเสียงของสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ภายใน ยังเจ็บอยู่มั้ยนะหัวใจ พอทำลงไปแล้วก็เริ่มไม่รู้สึกเจ็บเท่าไหร่แล้วแฮะ “เซนต์โลทัน การขับไล่สีน้ำเงิน ปี798”

 

                “ผมดีใจนะที่คุณตอบรับคำขอของผม” สัมผัสของอ้อมแขนโอบล้อมอยู่รอบตัวฉัน ทั้งอาวรณ์และห่วงหา จะว่าไปเขาก็แทบไม่เคยแตะต้องตัวฉันโดยพลการเลย เป็นสุภาพบุรุษขนานแท้ แม้แต่ครั้งนี้ฉันก็เป็นฝ่ายเริ่มก่อน รอยยิ้มที่เก้อเขิน สัมผัสที่อ่อนโยน ฉันชอบท่าทางของเขาแบบนี้จริงๆ นะ

 

                เพราะอย่างนั้นมันก็เลยยากยังไงล่ะ

 

                “ชั้นยังไม่ได้ตอบรับอะไรสักหน่อย” ฉันกล่าวก่อนจะผละออกมาจากอ้อมแขนของเขา เสียงหัวใจของเขาบอกว่าเวลากำลังเหมาะแล้ว น้ำเสียงของฉันคงจะกระด้างไปเล็กน้อยล่ะมั้ง เขาถึงได้มีสีหน้าประหลาดใจแบบนั้น หรือไม่ก็อาจไม่ใช่แค่เพราะน้ำเสียงของฉัน

 

                “แต่ว่า....นี่....” เสียงหัวใจของเขาเต้นแรงขึ้น และแรงขึ้น ใบหน้าของเขาเริ่มปรากฏเส้นเลือดสีเขียวขึ้นมาเป็นริ้วๆ เช่นเดียวกับตามลำคอและมือเรียวยาวคู่นั้น “ยาพิษ....ตอนไหนกัน.....”

 

                “ส่วนหนึ่งอยู่ในไวน์” เข้ากับเนื้อแกะได้ดีไปเลยใช่ไหม ฉันสาวชายกระโปรงข้างหนึ่งขึ้นมาจนถึงต้นขา ที่คาดอยู่ตรงนั้นคือปืนกระบอกหนึ่ง มันเป็นสีแดงเหมือนโลหิต ตรงส่วนปลายของกระบอกสลักสัญลักษณ์เลขแปดเอาไว้ เขาจ้องมองอย่างไม่เชื่อสายตา กระโปรงลูกไม้ทำให้ฉันคันยิบๆ อยู่ตลอดเวลา ฉันต้องสวมไอ้กระโปรงฟูฟ่องพวกนี้ เหตุผลหนึ่งคือเพื่อให้เขาชอบ และอีกเหตุผลหนึ่งก็เพื่อให้ฉันสามารถซ่อนของแบบนี้เอาไว้ได้ “อีกส่วนอยู่ในจูบเมื่อครู่ ท่านไม่มีทางจับได้หรอก”

                “คุณเตรียมตัวมาดีมากนะ คนของคอนซอร์เทียมงั้นเหรอ” เขารู้ ดวงตาของเขาหรี่ลงด้วยพยายามจะอ่านสิ่งที่อยู่ในหัวของฉัน ใช่แล้ว เขาสามารถล่วงรู้จิตใจของคนที่อยู่ใกล้ตัวได้เสมอ นั่นทำให้ฉันต้องโกหกแม้กระทั่งตัวเองมานานหลายเดือน “รู้ใช่ไหมว่ายาพิษน่ะฆ่าผมไม่ได้หรอก”

 

                “รู้สิ เพราะว่าท่านสามารถควบคุมการไหลเวียนของเลือดได้ ถ้าเป็นยาพิษ ท่านก็คงจะขับมันออกมาได้ไม่ยาก” ปืนในมือจรดนิ่งไปยังเป้าหมายที่กำลังคุกเข่าอยู่ตรงหน้า ร่างขาวซีดของเขาพยายามฝืนออกแรงลุกขึ้นยืน แต่เปล่าประโยชน์ เขาขยับไม่ได้หรอก ถึงตอนนี้แค่จะพูดก็คงลำบากแย่แล้วมั้ง  ทั้งร่างของเขาถูกทาบทาด้วยเส้นเลือดสีคล้ำราวกับภาพวาดอันแปลกประหลาดบนผืนผ้าใบ หัวใจที่เต้นรัวทำให้พิษร้ายแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายได้อย่างรวดเร็ว ต่อให้เขารู้ตัวเร็วกว่านี้ก็ไม่มีทางขับพิษออกมาได้ทันหรอก “ยานั่นน่ะ มีไว้เพื่อทำให้เลือดแข็งตัว แค่ทำให้เป็นอัมพาต ปีศาจอย่างท่านน่ะ ต้องเอาเหล็กแหลมตอกหัวใจเท่านั้นใช่มั้ยล่ะ”

 

                “นี่เพราะ....ผมต่างจากคุณอย่างนั้นเหรอ” น้ำเสียงนุ่มนวลของเขาฟังดูกระท่อนกระแท่นและอ่อนแรง อย่าสำออยไปหน่อยเลย ฉันรู้ดีว่าปีศาจชั้นสูงอย่างเขาน่ากลัวขนาดไหน ฉันจึงต้องวางแผนทุกอย่างให้รัดกุม แม้แต่ตอนนี้ฉันก็ควรจะทิ้งระยะให้ห่างจากเขาเอาไว้ ฉันต้องรักษาระยะห่างระหว่างเขากับตัวตนของฉันมาโดยตลอด ทำทุกอย่างที่เขาชอบเพื่อจะได้อยู่ใกล้ชิดกับเขา เก็บซ่อนความคิดของตัวเองเอาไว้ เป็นตุ๊กตาหน้าโง่ที่ยิ้มและหัวเราะอย่างน่าสมเพช ฉันทนได้ทุกอย่าง เพราะท้ายที่สุดแล้วมันคุ้มค่ามากจริงๆ “ที่เป็นแบบนี้....เพียงเพราะว่าเลือดของผมมันต้องสาปแค่นั้นเหรอ....”

 

                “ก็ใช่” แต่มันไม่ใช่เรื่องแค่นั้นหรอกนะ มันไม่ใช่แค่ความแตกต่างระหว่างเผ่าพันธุ์ มันคือเรื่องของสิ่งที่ไม่มีวันเข้ากันได้ เป็นเรื่องของกรรมเวรที่ถูกลิขิตเอาไว้ตั้งแต่เมื่อนานแสนนานมาแล้ว เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ห่างกันคนละโลก นั่นคือเหตุผลหลัก แล้วก็มีค่าหัวจำนวนมหาศาลเป็นส่วนช่วยประกอบการตัดสินใจ “ที่เราต้องมาลงเอยกันแบบนี้....ก็เป็นเพราะว่าเราแตกต่างกันนั่นแหละ”

 

                “ทั้งหมดที่ผ่านมา.....เป็นแค่เรื่องโกหกเท่านั้นจริงๆ เหรอ” ดวงตาของเขาเศร้าสร้อยลงอย่างน่าประหลาด น่าแปลกจริงๆ เขาแทบไม่พยายามขัดขืนเลย นึกว่าจะต้องเจอกับโทสะช่วงวินาทีสุดท้ายของปีศาจชั้นสูงเสียอีก

                “ผิดหวังรึไง” สิ่งที่ท่านรัก มันก็รวมไปถึงเรื่องโกหกด้วยไม่ใช่เหรอ

 

                “รวมไปถึงจูบเมื่อกี้ด้วยงั้นเหรอ” เขายิ้มออกมาอย่างอ่อนแรง แต่ดวงตาสีดำคู่นั้นกลับปราศจากซึ่งร่องรอยของความเกลียดชังอย่างที่ฉันคาดเอาไว้ว่าจะได้เจอ มันเป็นดวงตาของคนที่ยอมพ่ายแพ้ บ้าชะมัด เกลียดกันซะเลยยังจะดีเสียกว่า “ถ้าอย่างนั้น....ช่วยบอกหน่อยได้มั้ยว่าผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมตอนนี้เป็นใครกันแน่”

 

                “เกรเทล” นักล่าปีศาจเกรเทล นั่นคือชื่อที่ใครๆ เรียกฉัน “ยินดีที่ได้รู้จักค่ะท่านเอิร์ล”

                “น้ำตาปีศาจไม่เคยนำพาสิ่งใดมานอกจากความโศกเศร้า” เดรกอน หัวหน้ากลุ่มมนุษย์หมาป่าที่อาละวาดอยู่ทางเหนือเคยกล่าวเอาไว้เมื่อปีก่อน ก่อนที่ฉันจะยัดลูกกระสุนเงินเข้าไปในหัวใจของมัน ฉันกำลังจะทำแบบเดียวกันกับผู้ชายตรงหน้า ต่างกันแค่เพียงตอนนั้นเดรกอนขู่คำรามใส่ฉันอย่างโกรธแค้น แต่เจ้าปีศาจตัวนี้เพียงแค่คุกเข่ารอรับชะตากรรมด้วยรอยยิ้มน่าขยะแขยงบนใบหน้า “เกรเทล.....คุณเคยรักผมจริงๆ บ้างมั้ย”

 

                “ชั้นยังรักอยู่จนถึงตอนนี้เลยล่ะ” นั่นคือคำโกหก โลกนี้ถูกห่อหุ้มเอาไว้ด้วยเรื่องโกหกมากมาย และฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

 

                กระสุนสีเงินพุ่งเข้าเสียบหัวใจสีดำของปีศาจร้ายอย่างแม่นยำ มันคือเหล็กแหลมอันศักดิ์สิทธิ์ คือการลงทัณฑ์สำหรับเจ้าสิ่งต้องสาปชั่วช้าที่บังอาจชูคออยู่ในสวนของพระเจ้า

 

                 ไม่ว่าจะพยายามทำตัวดีแค่ไหน พวกมันก็จะไม่มีวันดีพอหรอก

                “โห เกรเทลนี่สุดยอดไปเลยนะ ล่าปีศาจระดับสูงขนาดนั้นได้อีกแล้ว” เสียงเจื้อยแจ้วแบบเด็กๆ ของเชเนียสะกดให้จังหวะก้าวเดินของฉันหยุดชะงักลง ทั้งที่เพิ่งจะเข้าไปรายงานผลเมื่อสักครู่นี้เอง ข่าวไปถึงหูยาวๆ ของแม่นี่เร็วชะมัด “ยินดีด้วยนะ แบบนี้อีกไม่นานเธอต้องได้ขึ้นเป็นท็อปเท็นขององค์กรแน่ๆ”

 

                “เชเนีย....นี่ส่วนของเธอ” ฉันหันกลับไปพลางโยนถุงเงินที่แบ่งออกมาให้กับเอลฟ์สาวที่อยู่ทางด้านหลัง แม่สาวร่างเล็กเจ้าของผมสีน้ำตาลดกหนาและดวงตาร่าเริงรับถุงเงินไปด้วยความประหลาดใจ “สำหรับคำแนะนำเรื่องยาที่ใช้ทำให้เลือดของแวมไพร์แข็งตัวน่ะ”

 

                “อ๋อ จริงๆ เรื่องแค่นั้นเอง ไม่เห็นต้องเกรงใจเลย” ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่เชเนียก็เก็บถุงเงินลงในกระเป๋าที่คาดเอวทันที นี่เป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่จำเป็น แต่ว่าผูกมิตรกับเชเนียเอาไว้หน่อยก็ไม่เลว ยังไงเธอก็เป็นถึงนักปรุงยาชั้นสูงจากเกาะวาเลนเซแห่งเลมิวเรีย แถมยังเป็นแหล่งข้อมูลชั้นเยี่ยมอีกด้วย “ต้องยอมรับเลยนะว่าเธอนี่ใจเด็ดเป็นบ้าเลยจริงๆ ไปแฝงตัวอยู่ใต้จมูกไอ้ปีศาจนั่นได้ตั้งนานสองนาน พลาดขึ้นมามีหวังจบไม่สวยแหง แล้วไปทำอีท่าไหน เจ้านั่นถึงได้ยอมออกห่างจากพวกคนคุ้มกันได้ล่ะ”

 

                “ก็....ใช้ไวน์กับ....เอ้อ.....หนังสือประวัติศาสตร์มั้ง” มันคงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเด็ดหัวเอิร์ลแห่งชีพพีค ถ้าหากว่าเขายังคงอยู่ท่ามกลางพวกแวมไพร์บริวารและคนคุ้มกันที่เข้มแข็งของเขา

 

                “ยังไงคราวนี้ต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่แน่ ก็เธอเล่นเก็บทายาทคนโปรดของตระกูลฮอลล์ที่ปกครองนครแฟนตาเซียอยู่เลยนี่นา พอไม่มีเจ้านั่นแล้ว พี่น้องฮอลล์ที่เหลือต้องฆ่ากันเองแย่งชิงอาณาเขตแหงๆ” นั่นสินะ ผลที่ตามมาคงจะเลวร้าย ถึงแม้เอิร์ลแห่งชีพพีคจะร่วงหล่นลงสู่ด้านมืดและรับเลือดต้องสาปมาจากที่ไหนสักแห่ง แต่พวกตระกูลฮออลล์คนอื่นๆ ที่เหลืออยู่นั้นอาจจะร้ายกาจกว่าท่านเอิร์ลแวมไพร์เสียอีก ทั้งที่เป็นมนุษย์แท้ๆ แบบนี้ทางศาสนจักรต้องเอามาตั้งแง่หาเรื่องกับคอนซอร์เทียมอีกแน่เลย “ว่าแต่....เกรเทลแต่งตัวอย่างนี้ก็น่ารักดีเหมือนกันนี่นา”

 

                อ้อ จริงด้วย เพราะว่าพอสังหารท่านเอิร์ลแวมไพร์นั่นเสร็จก็ต้องรีบหนีออกมาจากเมือง แล้วก็ตรงดิ่งกลับมาที่นี่เลย ก็เลยยังไม่มีเวลาเปลี่ยนชุดอะไรทั้งนั้น เกรเทลกระชับเสื้อคลุมให้แน่นขึ้นเพื่อปิดชุดของตัวเอง ไม่ใช่เพราะว่าเขินหรืออะไรหรอกนะ ก็แค่ไม่ชอบให้ใครเห็นสารรูปแบบนี้เท่านั้น ยิ่งโดยเฉพาะพวกคนของคอนซอร์เทียมด้วยแล้ว

 

                เดอะคอนซอร์เทียมคือองค์กรนักล่าปีศาจใต้ดินขนาดใหญ่ มีสมาชิกอยู่ทั่วทุกมุมโลก ซึ่งมักจะติดต่อกันผ่านทางศูนย์ลับที่ซุกซ่อนตัวอยู่ตามสถานที่ต่างๆ เช่นชั้นใต้ดินของบาร์เหล้าเล็กๆ ที่เกรเทลกำลังยืนอยู่นี้ คอนซอร์เทียมเป็นเครือข่ายนอกกฎหมายที่รับงานล่าปีศาจทั้งแบบที่มีคนจ้างและแบบที่ทำเพื่อชื่อเสียง ด้วยความที่ตัวองค์กรไม่จำกัดขอบเขตของความรุนแรงในวิธีการล่า ทำให้หลายครั้งผลลัพธ์ที่ออกมาก็ออกจะเลยเถิดไปสักหน่อย จึงมักเป็นไม้เบื่อไม้เมากับทางศาสนจักรแห่งลูมินอสเสมอ โดยเฉพาะกับพวกอัศวินแห่งปราการดิไวนัส ต้องเรียกว่าเป็นคู่ปรับตัวฉกาจกันเลยทีเดียว

 

                ที่สุดปลายทางเดินคือบันไดแคบๆ ซึ่งทอดสูงขึ้นสู่เบื้องบน บันไดหินอับทึบนำพาฉันกับเชเนียขึ้นมายังห้องเก็บพัสดุของบาร์เหล้า กลิ่นของเครื่องดื่มและควันยาสูบเจือจางเย้ายวนอยู่ในอากาศ ข้างบนนี้หายใจคล่องมากกว่าข้างล่างไม่รู้กี่เท่า ฉันก้าวออกจากห้องเก็บพัสดุผ่านโต๊ะเล็กๆ ที่ตั้งเป็นแถวโดยมีฉากกั้นเพื่อความเป็นส่วนตัว มุ่งหน้าตรงไปยังเคาท์เตอร์ตัวยาวที่สะอาดสะอ้าน บาร์เท็นเดอร์ร่างใหญ่ชำเลืองมองมาแวบหนึ่ง ก่อนจะเบือนสายตากลับไปยังเครื่องเล่นแผ่นเสียงของเขา รอยสักที่ปรากฏอยู่ทั่วร่างเป็นส่วนผสมของบทกวีและสูตรเครื่องดื่มนานาชนิด เชเนียส่งเสียงทักทายอย่างเป็นกันเองซึ่งได้รับคำตอบมาเพียงเสียงพึมพำในลำคอ ที่ด้านหลังของเขาคือชั้นวางของขนาดใหญ่ซึ่งเรียงรายด้วยขวดแก้วหลากหลายรูปแบบและสีสัน ปกติแถวของเก้าอี้ตัวเล็กตรงหน้าเคาท์เตอร์มักจะว่างเปล่า แต่ตอนนี้มีใครอีกคนนั่งอยู่ก่อนแล้ว ฉันจึงเลือกขยับมานั่งห่างออกไปที่อีกด้านหนึ่ง

 

                “เหมือนเดิมนะดิวอี้” ฉันพูดเหมือนเดิมทุกครั้ง ก่อนจะวางเหรียญเงินสามเหรียญลงบนพื้นโต๊ะขัดมัน บาร์เท็นเดอร์รับไปโดยไม่พูดไม่จา ก่อนจะพลิกแขนซ้ายล่ำหนาเพื่อดูว่าเครื่องดื่มประจำตัวของฉันคืออะไร ฉันเองก็ไม่รู้หรอกว่ามันทำมาจากอะไรบ้าง เชเนียเป็นคนแนะนำมันให้กับฉัน ถึงจะได้เห็นและได้ดื่มมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยสนใจจริงจัง คงเป็นพวกยินระดับกลางๆ น้ำส้มอีกนิดหน่อย แล้วก็ขิงล่ะมั้ง แน่นอนว่าชั้นเชิงของรสชาติมันก็ต่างกับไวน์ที่ได้ดื่มไปเมื่อคืนก่อนคนละเรื่อง แต่ฉันชอบแบบนี้มากกว่าเยอะเลย

 

                “แล้วหลังจากนี้เธอจะเอายังไงต่อล่ะนี่ก็เล่นจัดพวกระดับ SS ไปตั้งสามตัวแล้ว คงไม่หยุดแค่นี้แน่ใช่มั้ย” เชเนียนั่งลงที่เก้าอี้ตัวข้างๆ โดยไม่ได้สั่งอะไร เธอไม่ชอบดื่มอะไรที่คนอื่นทำให้อยู่แล้ว ศักดิ์ศรีของนักปรุงยา หรือไม่ก็แค่ข้ออ้างที่เธอจะไม่ต้องเสียเงิน ดิวอี้ไม่เคยไล่แขก โดยเฉพาะแขกที่เป็นคนของคอนซอร์เทียม ต่อให้แขกที่ว่าจะมานั่งแช่อยู่ในร้านโดยไม่สั่งอะไรเลยแม้แต่อย่างเดียวก็ตาม

 

                “มีข้อมูลในสมาคมนักล่าระดับสูงที่ชั้นอยากได้อยู่ ก็คงต้องไปให้ถึงตรงนั้นให้ได้ก่อนนั่นแหละ” ความจริงเล่นงานปีศาจระดับสูงไปตั้งสามตัวแล้ว เส้นทางที่ตำแหน่งของฉันจะได้รับการอนุมัติก็ควรจะราบรื่น ถ้าไม่ติดว่าช่วงนี้มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นหลายๆ ที่ ทำให้งานเอกสารมันดำเนินไปอย่างยืดยาด คอนซอร์เทียมนั้นเป็นองค์กรที่มีขนาดใหญ่ แม้แต่ละส่วนจะแยกขาดจากกัน และสมาชิกส่วนใหญ่ก็แทบจะไม่รู้จักหน้ากัน แต่ว่าที่ใดที่หนึ่งบนโลกใบนี้ จะต้องมีศูนย์บัญชาการหลักขององค์กรอยู่แน่ๆ ทั้งนโยบายและข้อมูลต่างๆ รวมไปถึงเกณฑ์การจัดระดับพวกสิ่งมีชีวิตจากโลกมืดและค่าตอบแทนทั้งหลาย ศูนย์บัญชาการใหญ่ที่ว่านั่นก็เป็นผู้ตัดสินใจทั้งสิ้น รวมถึงข้อมูลของภัยจากโลกมืดระดับ S พิเศษซึ่งไม่เปิดเผยต่อสมาชิกองค์กรคนอื่นๆ ว่ากันว่ามีแต่พวกระดับผู้บริหารและนักล่าระดับท็อปขององค์กรเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าไปยังศูนย์บัญชาการนั่นได้

 

                ถ้าเป็นที่นั่น ควรจะต้องมีข้อมูลเรื่องการอาละวาดครั้งใหญ่ของพวกปีศาจที่รูนสโตนเมื่อสิบปีก่อนอยู่บ้างแน่นอน

 

                “ยังไงก็ระวังๆ ตัวไว้ด้วยนะเกรเทล ชื่อเสียงของเธอก็เริ่มเป็นที่รู้จักในโลกมืดแล้ว ต่อไปไอ้เรื่องปลอมตัวเข้าไปตีสนิทกับพวกที่อยู่ในโลกมืดแบบนี้คงจะยากแล้วล่ะ” แทบจะมีร่องรอยของความห่วงใยในน้ำเสียงของเชเนียเลยจริงๆ เกรเทลยิ้มรับคำเตือนเงียบๆ ปกติแล้วนักล่าของคอนซอร์เทียมมักจะไม่ค่อยผูกพันกันเท่าไหร่ ต่างคนต่างทำงานของตัวเอง ไม่มีใครสนใจใคร อย่างน้อยการที่เชเนียแกล้งทำเหมือนว่าเป็นห่วงเธออยู่บ้างนั้นก็ทำให้รู้สึกดีไม่น้อยเลย “เลือกเป้าหมายเอาไว้บ้างรึยังล่ะ ว่าจะล่าใครเป็นตัวต่อไป”

 

                นั่นสินะ พวกปีศาจที่แฝงตัวอยู่ในสังคมปกติอย่างเอิร์ลแห่งชีพพีคนั้นคงจะยากแล้วล่ะช่วงนี้ แต่ปีศาจระดับ SS ที่ถูกองค์กรตั้งค่าหัวก็ไม่ได้มีมากมายขนาดนั้น ไม่ใช่เวลาที่จะมาเลือกกินนี่นะ ขออีกแค่สักตัวหรือสองตัว ฉันต้องได้เข้าไปอยู่ในตารางนักล่ากลุ่มท็อปแน่นอน

 

                “ถ้าดูจากสถานการณ์ตอนนี้ก็......น่าจะแปดหาง” จิ้งจอกแปดหาง โยโคแห่งป่าแสงอัสดง อันที่จริงก็ยังลังเลอยู่เหมือนกัน แต่ฉันเก็บพวกปีศาจชั้นสูงที่อยู่ในอวาลอนไปสองตัวติดๆ กันแล้ว ตอนนี้คงลงมือแถวนี้ไม่ง่ายนัก และฉันก็ไม่อยากเสียเวลาไปกับการกบดานเฉยๆ ด้วย การย้ายพื้นที่การล่าน่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด ต้องกลับไปที่แชงกรีลาอีกแล้วสิเนี่ย “อยู่ที่อวาลอนตอนนี้ก็คงทำงานลำบาก พวกที่อยู่ในระดับ SS นอกอวาลอนตอนนี้ก็เหลืออยู่ไม่มาก คงถึงเวลาต้องไปปิดบัญชีจิ้งจอกนั่นสักทีแล้วมั้ง” 

                “ไม่ใช่งานง่ายเลยนะ” แม้เชเนียจะไม่พูด ฉันก็รู้ดีอยู่แก่ใจ ปีศาจระดับ SS ไม่เคยมีงานง่าย แต่โยโคนั้นอาจจะต่างไปจากเอิร์ลแห่งชีพพีคอยู่พอสมควร เท่าที่รู้เขาเป็นปีศาจที่คงอยู่มายาวนาน มีพลังอำนาจที่กล้าแข็ง เป็นศัตรูกับเผ่าพันธุ์อื่นอย่างเปิดเผย ความจริงควรจะอยู่ในระดับพิเศษด้วยซ้ำ นี่จะเป็นงานที่ท้าทายกว่าครั้งไหนๆ เลย “ไม่มีนักล่าของเรากล้าแตะต้องเขามานานมากแล้วนะรู้มั้ย”

 

                “ถ้าอย่างนั้นก็ดี เขาจะได้ไม่ทันระวังตัว” การล่าปีศาจระดับสูงนั้นอาจหมายรวมไปถึงการไล่กำจัดบริวารที่แวดล้อมเขาอยู่ด้วย งานแบบนี้ยิ่งเงียบเชียบก็ยิ่งมีประสิทธิภาพ คงต้องใช้เวลานานพอดู เอิร์ลแห่งชีพพีคนั้นกินเวลาชีวิตฉันไปหลายเดือน แต่แปดหางอาจจะนานกว่านั้น 

 

                “ชั้นชอบแนวคิดของเธอจริงๆ สาวน้อย” เสียงแหบต่ำดังขึ้นจากร่างที่นั่งอยู่ตรงอีกด้านหนึ่งของเคาท์เตอร์ ชายแปลกหน้าในชุดหนังด้านๆ ผมชี้ตั้งสีเทา หน้าตากวนประสาท รูปร่างค่อนข้างบอบบางกว่านักล่าส่วนใหญ่ อืม ไม่ถูกชะตาเลยแฮะ “ตอนที่ได้ยินชื่อน้ำตาปีศาจครั้งแรก บอกตามตรง นึกว่าจะเป็นไอ้บ้าหน้าตาผิดมนุษย์ซะอีก อารมณ์ประมาณแค่เห็นก็ฉี่ราดแล้วอะไรแบบนั้น”

 

                “ขอบคุณสำหรับเครื่องดื่ม ไว้เจอกันใหม่นะดิวอี้” พวกปากมากมักอายุไม่ยืน ไม่มีความจำเป็นต้องรู้จัก เมินเลยดีกว่า

 

                “เดี๋ยวเซ่ เสียมารยาทที่สุด คนอุตส่าห์ทัก เธอจะมาเดินหนีไปเฉยๆ แบบนี้ไม่ได้นะ” ชายแปลกหน้าโวยวาย เป็นคนประเภทที่ฉันไมชอบเอาเสียเลย “ชั้นเป็นรุ่นพี่เธอนะ ให้ความเคารพกันหน่อยสิ”

 

                “จำได้ว่าที่นี่ไม่มีระบบรุ่นพี่รุ่นน้องไม่ใช่เหรอ” หรือถ้ามีฉันก็ไม่สนใจมันสักนิด

 

                “เอ๊ะ นายคือชูลท์ นักกายกรรมใบมีดนี่นา” นักกายกรรมใบมีด ฉันเคยได้ยินชื่อนี้ นักล่าระดับสูงของสมาคม สมเป็นเชเนียจริงๆ รู้จักคนเค้าไปทั่วเลย แต่นักล่าระดับสูงเหรอเนี่ย หมอนี่หน้าตาไม่ให้เลยแฮะ “ได้ยินว่านายไปร่วมภารกิจค้นหาซากโบราณสถานในทะเลทรายนี่ เป็นไงบ้างล่ะ”

 

                “มีแต่ฝุ่นกับทราย น่าเบื่อสุดๆ แถมลงท้ายก็ไม่ได้เจออะไรเป็นชิ้นเป็นอันอีก” ชายแปลกหน้ายักไหล่ ภารกิจติดตามและค้นหา ไม่ใช่งานที่ฉันสนใจ ฉันน้อมศีรษะให้เขานิดนึงเป็นเชิงกล่าวลาก่อนจะก้าวเท้าต่อไป แต่เขากลับคว้าแขนฉันเอาไว้เสียก่อน มือไวเกินไป คิดผิดนะที่ทำแบบนี้ คิดผิดเอามากๆ เลยด้วย “นี่เดี๋ยวสิ ฟังก่อน เดินหนีไปแบบนี้ ไม่มีมารยาทเลยจริงๆ นะ”

 

                สิ้นคำนั้น หมัดลุ่นๆ ของฉันก็หวดเปรี้ยงเข้าไปเต็มเบ้าตาขวาของเขาแล้ว ร่างสูงโย่งของเขาล้มพับลงทั้งยืน ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของแขกคนอื่นในร้าน ดิวอี้ส่งสายตาตำหนิฉันเล็กน้อย พลางเลื่อนแก้วบนเคาท์เตอร์ออกจากแถวนั้น ส่วนเชเนียนั้นปิดปากกลั้นหัวเราะแทบไม่อยู่

 

                “อย่ามาแตะตัวชั้น” นักล่าระดับสูง กระจอกกว่าที่คิด โดนซัดร่วงเอาง่ายๆ เนี่ยนะ

 

                “โอ้โห ซัดเข้าไปเต็มข้อเลยแฮะ กับท่านเอิร์ลนั่น เธอร้ายอย่างนี้มั้ยเนี่ย” เชเนียโน้มตัวลงไปดูเจ้าหมอนั่นที่กำลังดิ้นพล่านอยู่บนพื้น “ยังมีชีวิตอยู่มั้ยชูลท์”

 

                “โอ๊ย!! อะไรกันเนี่ย เธอนี่มันไม่น่ารักเอาซะเลย” เขาลุกขึ้นมานั่งคุดคู้อยู่ข้างๆ เคาท์เตอร์ เบ้าตาข้างที่โดนต่อยปรากฏรอยช้ำเป็นจ้ำสีม่วงน่าเกลียด เปลือกตาบวมจนแทบจะปิดเลยทีเดียว อืม ทำเกินไปมั้งเนี่ยเรา “ชั้นแค่จะบอกว่าชั้นมีภารกิจที่อาจจะเหมาะกับเธออยู่มาเสนอ ก็แค่นั้นเองนะ”

 

                “ไม่เอา ไม่สน” ทำงานคนเดียวสบายกว่า และชั้นก็ไม่ชอบให้มีคนมาเกาะแกะแบบนี้ด้วย เชเนียคนเดียวก็เกินพอแล้ว

 

                “เอ แต่ชั้นว่าเข้าท่าดีออกนะ ยังไงเกรเทลก็กะจะเข้าไปร่วมสมาคมกับพวกนักล่าระดับท็อปอยู่แล้วนี่ ชูลท์นี่ก็เป็นหนึ่งในคนที่เก็งๆ กันว่ามิสิทธิ์ขึ้นเป็นพวกระดับท็อปด้วยนะ งั้นก็เริ่มสนิทสนมกันไว้เลยน่าจะดีกว่าไม่ใช่เหรอ” สายตาของเชเนียเป็นประกายเหมือนเด็กๆ เวลาเห็นเรื่องสนุก ยัยเอลฟ์เพี้ยนนี่ ชั้นนึกว่าเธอจะช่วยกันเสียอีก “อีกอย่างถ้าเธอตั้งใจจะล่าแปดหางจริงๆ เธอก็ต้องพึ่งพาข้อมูลของพวกที่อยู่ทางนั้น เกรเทลน่ะไม่มีเส้นสายทางนั้นเลยไม่ใช่เหรอ ตอนล่ามังกรทองก็ไปสร้างศัตรูเอาไว้แถวนั้นด้วย แต่ชูลท์ไปๆ มาๆ อวาลอนกับแชงกรีล่าบ่อยๆ น่าจะช่วยได้เยอะเลยนะ คิดซะว่าทำภารกิจคั่นเวลาเพื่อผลลัพธ์ที่ดีกว่าไง”

 

                “เฮอะ ถ้าจะมาขอให้ช่วยตอนนี้ ออกจะสายไปหน่อยแล้วรึเปล่าน้ำตาปีศาจ” นักกายกรรมใบมีดสะบัดหน้าหนี อะไรกัน มีงอนด้วย นี่นายเป็นเด็กรึไงนะ “แต่ถ้าก้มหัวขอร้องกันดีๆ ชั้นจะลองคิดดูใหม่ก็ได้นะ”

 

                “ไร้สาระ การที่นายเอาเรื่องนี้มาพูดกับชั้นก็แสดงว่านายคิดว่าชั้นมีประโยชน์กับงานนี้ คนที่ต้องขอร้องกันคือนายต่างหาก” แม้สิ่งที่เชเนียพูดมาจะมีเหตุผลที่น่าสนใจ แต่ฉันก็ยังไม่อยากวิ่งออกนอกเส้นทางมากนัก ฉันต้องชั่งน้ำหนักความคุ้มค่าของการเสียเวลาให้ดี พวกปีศาจที่ชั่วช้ายังคงลอยหน้าลอยตาอยู่ข้างนอกนั่น ทุกวินาทีที่ผ่านไปก็จะต้องมีคนที่ทุกข์ทรมานเพราะพวกมันเพิ่มขึ้นอีกไม่รู้เท่าไหร่ และก็ยังไม่รู้แน่ด้วยว่าถ้าฉันร่วมมือกับนักกายกรรมใบมีดอะไรนี่แล้ว เขาจะช่วยอะไรฉันเกี่ยวกับเรื่องแปดหางได้ “ภารกิจคืออะไร แล้วนายจะตอบแทนอะไรชั้นบ้าง”

 

                “นั่นน้ำเสียงที่ใช้กับคนที่เอางานมาให้งั้นเหรอ” เขาประท้วง แต่เมื่อเห็นว่าฉันกำลังทำท่าจะเดินจากไป เขาก็ยอมเอ่ยออกมาในที่สุด “งานติดตามหาคนหาย สถานที่คือเกาะซานทอเรียมในเลมิวเรีย ผู้ว่าจ้างคือภรรยาผู้โศกเศร้าคนหนึ่ง ไม่เลวใช่มั้ยล่ะ งานง่ายๆ ใช้เวลาไม่นาน ที่สำคัญเธอจะได้ย้ายพื้นที่ปฏิบัติการออกไปนอกอวาลอนด้วย”

 

                “เอ ก็ฟังดูดีนะ แต่ว่าเกรเทลรับแต่งานล่านี่สิ” เชเนียดูสีหน้าของฉันแล้วก็คงจะรู้ได้ทันทีว่าฉันไม่สนใจงานนี้เลยสักนิด “สงสัยนายจะต้องลุยเดี่ยวแล้วล่ะ”

 

                “ไม่เอาน่า ลองฟังข้อเสนอของชั้นดูก่อนสิ” ตื๊อไม่เบาแฮะหมอนี่ เขาเป็นผู้ชายคนละประเภทกับเอิร์ลแห่งชีพพีคเลย “อย่างที่แม่เอลฟ์สาวนั่นว่ามานั่นแหละ หลังจากเสร็จงานนี้ ชั้นจะแนะนำเธอให้รู้จักกับคนที่น่าจะช่วยเธอเกี่ยวกับเรื่องของแปดหางได้”

 

                “ใคร...” ฉันจะเชื่อเขาได้มากแค่ไหนกันนะ

 

                “เคยได้ยินชื่อของสำนักหยุนชานมั้ยล่ะ” แน่นอน ฉันเคยไปที่แชงกรีลามาก่อน ย่อมต้องเคยได้ยินชื่อนั้นผ่านหูมาบ้างอยู่แล้ว อารามลึกลับที่ฝึกฝนวิชาแปลกๆ ซึ่งเรียกว่าพลังปราณ ฉันเคยเห็นคนที่ใช้วิชาแบบนั้นมาสองสามครั้ง พวกปาหี่ “ชั้นรู้จักกับคนสำคัญของที่นั่น พวกหยุนชานน่ะมีเส้นสายทางฝั่งตะวันออกอยู่เยอะมากนะ”

 

                “ก็อาจจะอย่างนั้น” แม้จะเป็นพวกปาหี่ แต่ทุกนครในแชงกรีลาตั้งแต่สามนครทองคำไปจนถึงเอ็นเก็ทสึ ล้วนปรากฏชื่อของสำนักวิทยายุทธนี้ให้ได้ยินอยู่เสมอ อย่างน้อยชื่อเสียงของพวกเขาก็พอมีอยู่บ้าง อาจจะใช้งานได้จริง ถ้าเป็นแบบนั้นก็น่าสนใจ แต่ยังมีเรื่องที่ฉันข้องใจอยู่อีกอย่าง “นายบอกเองว่างานตามหาคนเป็นงานง่าย แล้วทำไมนายถึงต้องการคนช่วยล่ะ ทำไมต้องเป็นชั้น”

 

                “เพราะว่ามีบางคนในเกาะซานทอเรียมที่ไม่ค่อยชอบขี้หน้าชั้นสักเท่าไหร่ ให้ไปซอกแซกอยู่แถวนั้นคนเดียวคงไม่ปลอดภัยนัก” เขาอยากได้คนคุ้มกัน งานตามหาคนประเภทไหนกันที่ค่าตอบแทนสูงถึงขนาดจ้างคนคุ้มกันได้เลย “แล้วเธอเองก็กำลังอยากจะหายตัวไปจากอวาลอนอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”

 

                “ค่าตอบแทนเท่าไหร่” นี่เป็นคำถามที่สำคัญมาก

 

                “ชั้นมีนัดคุยรายละเอียดกับผู้ว่าจ้างรอบสุดท้ายวันพรุ่งนี้ที่โซลาเรียส สนใจจะไปด้วยกันมั้ยล่ะ” เขากล้ามาว่าจ้างคนคุ้มกันล่วงหน้า แสดงว่าต้องรู้ตัวเลขค่าตอบแทนอยู่แล้ว ที่กล้าชวนฉันไปพบผู้ว่าจ้างด้วยก็ถือว่าแฟร์พอตัว สำหรับเรื่องนี้ถือว่าใช้ได้ “แต่ว่าไม่รู้สิ ชั้นเองก็มีเล็งๆ คนอื่นไว้เหมือนกันนะ ตอนนี้ก็ยังลังเลอยู่ว่าจะไปกับใครดี ถ้าเธออยากได้งานนี้ เธอก็ลองเสนอส่วนแบ่งมาสิ”

 

                พอเห็นว่าฉันเริ่มจะสนใจ เขาก็เริ่มจะเล่นตัว นิสัยเสียจริงๆ ที่รู้สึกดีขึ้นมาหน่อยนึงเมื่อกี้ถือเป็นโมฆะก็แล้วกัน

 

                “คนละครึ่ง ไม่มีการต่อรองทั้งนั้น ไม่งั้นนายไปกับคนอื่นได้เลย” ความจริงฉันก็ยังไม่ค่อยอยากมีเพื่อนร่วมทางอยู่ดี แต่ที่เชเนียพูดมาตอนแรกก็น่าคิด ถ้าต้องไปนั่งงมหาทางเอาเองคงจะเสียเวลามากแน่ๆ งานหาคนน่าจะกินเวลาไม่มาก หลังจากนั้นเจ้าหงอกนี่น่าจะช่วยย่นระยะระหว่างฉันกับแปดหางไปได้พอสมควรเลย

 

                “ตกลงตามนั้น” เขารับข้อเสนอง่ายกว่าที่คิดเอาไว้ นึกว่าจะมีอิดออดสักนิด แต่ก็ไม่เลย นั่นก็ทำให้ฉันแปลกใจอยู่เหมือนกัน ตกลงว่าค่าตอบแทนงานนี้มันเท่าไหร่กันแน่เนี่ย มันต้องสูงพอที่แบ่งครึ่งแล้วก็ยังน่าพอใจอยู่ดีสินะ “ยินดีที่ได้ร่วมงานกันนะ น้ำตาปีศาจ”

 

                งานนี้ฉันคงต้องหายตัวไปยาวเลย เพราะฉะนั้นคงจะต้องเตรียมข้าวของไปให้พร้อม สัมภาระทั้งหมดรวมถึงคลังแสงของฉันถูกเก็บเอาไว้ในห้องพักที่ฉันเปิดเอาไว้ถาวรที่ชั้นบนนี้ พวกนักล่าของคอนซอร์เทียมมักจะเปิดห้องของตัวเองเอาไว้ในเขตที่ตัวเองใช้เป็นศูนย์ติดต่อกับองค์กร ห้องพักที่เงียบเหงา ส่วนใหญ่แล้วเจ้าของห้องมักจะหายสาบสูญไปในเวลาอันสั้น กลายเป็นเหยื่อของผู้ที่ตัวเองต้องการจะล่า หรือไม่ก็ร่วงหล่นลงสู่ความมืด กลายเป็นอีกสิ่งที่พวกเราต้องล่ากันต่อไป นักล่าปีศาจอย่างพวกเราใช้ชีวิตอยู่บนเส้นทางที่มืดมิดเช่นนี้ตลอดเวลา พวกเราคือมีดดาบในความมืด ไม่ใช่โล่แห่งแสงสว่างเหมือนอัศวินพวกนั้น

 

                “เลมิวเรีย แล้วจากนั้นก็แชงกรีลา เฮ้อ คราวนี้เราคงไม่ได้เจอกันอีกนานแน่เลย ยังไงก็ดูแลตัวเองดีๆ นะเกรเทล” เชเนียบีบมือของฉันเบาๆ เพื่อบอกลา จะว่าไปฉันยังไม่เคยเห็นเชเนียออกล่าเลย มันก็มีพวกแบบนี้อยู่ในองค์กรด้วยเหมือนกัน พวกที่ทำงานด้านข้อมูลข่าวสารล้วนๆ คอยสืบข่าวและค้าขายข้อมูลให้กับองค์กรเพียงอย่างเดียว ค่าตอบแทนน้อยกว่า แต่ว่าก็ปลอดภัยกว่าเช่นกัน “อ๊ะ แหวนนี่สวยดีนะ ท่าทางแพงน่าดูเลยไม่ใช่เหรอ”

 

                แหวน ฉันปรายสายตาไปยังวัตถุแวววาวที่กำลังส่องประกายอยู่บนนิ้วนางข้างขวาของเธอ อัญมณีล้ำค่าหยอกล้อกับแสงเทียนราวกับมีชีวิต ทำไมถึงเอาติดมือมาด้วยนะ ฉันควรจะทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลังแท้ๆ รอยยิ้มในวินาทีสุดท้ายนั่นบอกว่าเขาอยากให้ฉันเก็บมันไว้ ถ้ารู้สึกว่าความปรารถนาของฉันได้ถูกเติมเต็มแล้วเมื่อไหร่ เขาจะยังรอฉันอยู่เสมอ

 

                รอฉันอยู่ในนรกก็แล้วกันนะ โลกหลังความตายสำหรับเราสองคนคงไม่อาจเป็นที่อื่นไปได้

 

                “บอกตรงๆ ชั้นว่าอย่างเธอก็คงมีโอกาสได้เป็นนักล่าระดับท็อปอยู่หรอก ถ้าไม่ตายไปซะก่อนน่ะ” เพื่อนร่วมงานคนใหม่ส่งเสียงอู้อี้ขณะกำลังคัดเลือดออกมาจากรอยช้ำที่เปลือกตา หนักมือไปหน่อยจริงๆ ด้วยแฮะ เขาชื่อว่าอะไรนะ ชูลท์ใช่ไหม นักล่าระดับสูงขององค์กร บันไดที่ฉันจะใช้เพื่อเหยียบข้ามไปสู่ระดับที่สูงกว่า “แต่เธอจำเป็นต้องปีนขึ้นที่สูงเร็วขนาดนั้นเลยเหรอ ชั้นหมายถึง....เธอเองก็อายุยังน้อย เอาแต่รับงานเสี่ยงๆ แบบนี้เดี๋ยวก็ได้ลงหลุมก่อนแจ้งเกิดหรอก”

 

                “พรสวรรค์ยิ่งอยู่สูงก็ยิ่งเปล่งประกาย” คำขวัญของตระกูลฮอลล์ คำขวัญของเขา

 

                “อะไรน่ะ บทกวีของพวกเร่ร่อนรึไง” ใช่ บทกวีของพวกเร่ร่อน บทกวีของพวกเราที่เร่ร่อนอยู่ตรงกลางระหว่างกลางวันและกลางคืน นักล่าแห่งสนธยา คมดาบในความมืด พวกเราไม่มีสิ่งใดให้พึ่งพิงนอกจากตัวเอง เพราะฉะนั้นจึงต้องเปล่งประกายให้มากที่สุด เพื่อที่ใครต่อใครจะได้เห็นว่าเรายังมีตัวตนอยู่ตรงนี้ เพื่อที่จะได้ยินคำขอของพวกเรา ยิ่งเปล่งประกาย เราก็จะยิ่งได้ในสิ่งที่ต้องการมาง่ายขึ้น “ระวังเอาไว้เถอะ สวมแหวนแบบนั้นคงจะมีผู้ชายในใจแล้วสินะ อย่างน้อยก็นึกถึงคนที่เค้ารักและเป็นห่วงเธอบ้างก็แล้วกัน”

 

                คนที่รักและเป็นห่วงฉัน แหวนวงนั้นคล้ายจะบีบรัดผิวเนื้อจนปวดแปลบขึ้นมา ถึงตอนนี้ฉันได้เสียคนแบบนั้นไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว

 

                “ไม่มีหรอก คนแบบนั้นน่ะ” ฉันถอดแหวนล้ำค่าออกจากนิ้ว ปล่อยให้สัมผัสเย็นเฉียบของมันครูดผิวจนถลอก ไม่มีหรอกคนที่รักและเป็นห่วงฉัน ไม่มีอีกแล้วและไม่จำเป็นต้องมีด้วย ฉันไม่ต้องการ ความสัมพันธ์เป็นบ่อเกิดของความอ่อนไหว มีแต่จะสร้างปัญหาเท่านั้น แหวนเพชรเม็ดงามถูกหย่อนลงไปในกระเป๋าเสื้อคลุม มันก็แค่ของที่ระลึกจากการล่า ไม่มีความหมายอื่นใดทั้งสิ้น “แต่ถ้าเป็นคนที่เกลียดแบบจะฆ่ากัน มีเพียบเลยล่ะ”

 

                ฉันคือเกรเทล น้ำตาปีศาจผู้ไม่เคยนำพาสิ่งใดมานอกจากความโศกเศร้า โลกใบนี้เต็มไปด้วยสิ่งชั่วช้าที่คืบคลานอยู่ในความมืด และฉันก็คือช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุดของพวกมัน

Card Cast

Shaenia

Shult "Dagger Juggler"

Cover Up

       พบกับดาบที่เปล่งประกายที่สุดในยุคสมัยแห่งความวุ่นวาย เจาะลึกทุกความเห็น อัศวินแห่งดิไวนัสขาลงแล้วจริงหรือไม่ ศาสนจักรลูมินอสรู้เห็นเป็นใจกับพวกที่อยู่ในโลกมืดจริงหรือเปล่า หรือจะมาถึงยุคที่เราต้องหันหน้าไปหาพวกนอกฏหมายแล้วจริงๆ กาเฮรีส พาแลนทีน ในวันที่แสงสว่างหม่นหมองกว่าครั้งใด

After Match

Gretel will keep going on

  • Google+ - White Circle
  • Twitter - White Circle
  • Facebook - White Circle

© 2017 by Commandeer TCG                                                                                                                                   
E-mail: commandeertcg@gmail.com
Tel: (66)85-1520522 , (66)813016679
148/4 Sukhumvit 22 Sukhumvit Road Klongtoey Bangkok 10110, Thailand