Lots of White

Story : Re-Peat Again

Illust : Bytomtypl

               สำเนียงของโน้ตตัวสุดท้ายค่อยๆ จางหายไปในอากาศ ร่องรอยอันอ่อนหวานยังคงอ้อยอิ่งอยู่ในห้วงคำนึงของเด็กสาว บทเพลงอันแสนโหยหา สองมือของเธอประคองกล่องไม้ใบเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยชิ้นส่วนกลไกอันแปลกตา ดวงตากลมโตเบื้องหลังกรอบแว่นจ้องมองฟันเฟืองทองเหลืองตัวจิ๋วที่เพิ่งจะหยุดเคลื่อนไหว จ้องมองมันด้วยสายตาอันว่างเปล่าเฉกเช่นเดียวกับความว่างเปล่าที่โอบล้อมตัวเธออยู่ในตอนนี้ ว่างเปล่าเหมือนกับคำโกหกที่ห่อหุ้มโลกใบนี้อยู่ หากไม่นับตัวเด็กสาวและม้านั่งตัวยาวที่เธอกำลังนั่งอยู่นี้ ทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวไปจนสุดระยะสายตาก็มีเพียงสีขาวโพลนอันไร้ที่สิ้นสุดและหยาดฝนที่กำลังโปรยปรายลงมาจากเบื้องบนเท่านั้น

 

               เงียบเหลือเกิน พอเสียงของกล่องดนตรีจางหายไปก็แทบไม่เหลือสำเนียงของสิ่งอื่นใดอีกเลย มีเพียงสายฝนซึ่งกำลังพร่างพรมอยู่ทั่วร่างที่ยังคงกล่าววาจาอันเย็นชาแทรกผ่านความเงียบงันพอให้ได้ยินบ้าง หยาดฝนชโลมให้ปอยผมเปียยาวของเธอเปียกชุ่มจนหนักอึ้ง ภาพพร่าเลือนของฉากสีขาวอันไร้ขอบเขตนั้นราวกับว่ามีม่านโปร่งแสงสีขุ่นที่กั้นขวางระหว่างเธอกับโลกทั้งใบอยู่ ไม่มีอะไรอยู่ข้างนอกนั่น และไม่มีอะไรอยู่ข้างในเช่นกัน ไม่มีอะไรเลย แม้แต่ตัวตนของเด็กสาวก็ยังเป็นเพียงความว่างเปล่าอันน่าเศร้า เธอเป็นใคร มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่ในความทรงจำของเธอเลยแม้แต่อย่างเดียว ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่เป็นเรื่องจริง ก่อนที่ความอ้างว้างจะทันได้เกาะกุมหัวใจ ข้อมือบอบบางของเธอก็ได้ขยับเอื้อมไปยังแท่งโลหะที่ซ่อนอยู่ด้านหลังกล่องดนตรีนั้น ถ้าหากหมุนลานนี้อีกครั้ง ถ้าเพียงแค่หมุนลานนี้เบาๆ เสียงเพลงเมื่อครู่ก็จะดังขึ้นอีก บทเพลงที่ทำให้รู้สึกคิดถึงขึ้นมาอย่างน่าประหลาด แม้ไม่อาจจดจำได้ว่าเคยได้ยินมาจากที่ใด แต่ก็ทำให้รู้สึกเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เหมือนได้เจอเพื่อนที่จากกันไปแสนนาน พอจะทำให้หายเหงาลงไปได้บ้าง

 

               “ชอบมากเลยเหรอ เพลงนั้นน่ะ” น้ำเสียงอ่อนโยนดังแทรกผ่านความเงียบงันขึ้นมา เด็กสาวเลื่อนสายตาขึ้นมองชายแปลกหน้าที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวออกมาจากพื้นที่ว่างสีขาวนั่น ผู้ชายที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าเธอเป็นกลุ่มก้อนของสีสันเพียงหนึ่งเดียวในโลกขาวโพลนอันไร้ขอบเขตนี้ ผิวขาวจัด ดวงตาของเขาเป็นสีทองสดใส เช่นเดียวกับเส้นผมที่ดูยุ่งๆ พวกนั้น เช่นเดียวกับดวงอาทิตย์ สีทองเป็นสีแห่งความเที่ยงแท้ สีแห่งความหวัง ริมฝีปากของเขาเผยรอยยิ้มที่ทำให้รู้สึกใจสงบออกมา ชายหนุ่มโน้มตัวลงมาใกล้เด็กสาว และเธอก็คงจะขยับถอยหนีไปตามสัญชาตญาณ เขาจึงหยุดและเพียงแค่หัวเราะออกมาเก้อๆ เท่านั้น “นึกว่าเราเป็นเพื่อนกันแล้วซะอีกมอลลี่”

               มอลลี่ นั่นคือชื่อของฉัน เด็กสาวระลึกขึ้นมาได้ ก่อนจะระลึกอะไรขึ้นมาได้พร้อมกันอีกอย่าง เธอยกมือขึ้นแตะศีรษะเบาๆ หยดน้ำที่พร่างพรมลงมาจากท้องฟ้าไม่อาจแตะต้องเส้นผมของเธอได้อีกแล้ว ใบบัวขนาดใหญ่แผ่ขยายปกคลุมอยู่เหนือศีรษะของเธอ ก้านของมันยืนหยัดต้านแรงลมอยู่บนพื้น ปกป้องเธอจากความเหน็บหนาวที่เสียดแทงลงมาจากฟากฟ้า

               “ขอบคุณค่ะ” เด็กสาวพึมพำ แม้เขาจะพูดเหมือนกับว่าเคยรู้จักกับเธอมาก่อนแล้ว แต่เด็กสาวกลับจดจำเขาไม่ได้เลยสักนิด สีทองนั้นเป็นสีแห่งความหวัง แต่ธรรมชาติของความหวังนั้นมาพร้อมกับความเจ็บปวดเสมอ ฉันต้องระวังคำโกหกที่จะนำมาซึ่งความหวังเอาไว้ให้ดี “เราเคยเจอกันมาก่อนเหรอคะ”

               เราเคยเจอกันมาก่อนรึเปล่า คำถามนั้นสะท้อนภาพอันแปลกประหลาดเข้าสู่ความทรงจำของเด็กสาว ภาพสะท้อนอันบิดเบี้ยวแตกกระจาย ราวกับกระจกบานใหญ่ที่ถูกทุบจนแหลกละเอียด ถามอะไรอย่างนั้นนะเรา นี่โรคเก่ากำเริบอีกแล้วสิเนี่ย เด็กสาวหลับตาลงพลางพยายามรวบรวมสมาธิที่กระจัดกระจายให้เข้าที่ ชายแปลกหน้ากับร่มใบไม้ สายฝนที่โปรยปราย กล่องดนตรี ที่นี่ที่ไหน เรามานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้นะ

               ทันทีที่ปลายนิ้วของมอลลี่เลื่อนออกจากเส้นผม เด็กสาวก็รู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่ผิดแปลกไปจากความทรงจำ มีอะไรบางอย่างหายไป สายฝนไม่เคยสัมผัสเธอได้อย่างง่ายดาย เพราะเธอมักจะมีเขาคนนั้นคอยปกป้องอยู่เสมอ หมวกของฉัน แม็ทไม่ได้อยู่ที่นี่ หายไปไหนกันนะ เขาแทบไม่เคยหายไปไหนเลยนี่นา ร่องรอยความกังวลผุดพรายขึ้นมาในดวงตาของเด็กสาวราวกับฟองอากาศจากใต้ทะเล ทำให้ชายแปลกหน้าที่ยืนอยู่ตรงนั้นต้องเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ แค่เพียงเมื่อสักวินาทีที่แล้วนี่เองที่เธอยังคงนั่งนิ่งเหมือนกับตุ๊กตาที่ไร้ชีวิต แต่ตอนนี้กลับมีอารมณ์มากมายผุดขึ้นมาบนสีหน้า เหมือนมีใครไปกดสวิตช์อะไรเข้าอย่างนั้นแหละ

 

               “นี่แสดงว่าจมลงไปลึกมากเลยนะเนี่ย” ชายแปลกหน้าขมวดคิ้ว “ตั้งสติหน่อยมอลลี่ เธอไม่ได้อยู่ที่นั่นจริงๆ หรอก”

               ตั้งสติ ตั้งสติ ใช่แล้ว อาจารย์เฟรย์มักจะพูดแบบนั้นเสมอ มอลลี่ไล่นิ้วไปตามขอบโค้งมนของกล่องดนตรีเบาๆ แล้วหลับตาลง พอลองสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ เธอก็เริ่มได้ยินเสียงอื่นๆ ที่แอบซ่อนอยู่เบื้องหลังเสียงของสายลมและสายฝน เสียงหวูดไอน้ำที่ร้องเตือนอยู่ไม่ไกล เสียงของฟันเฟืองเครื่องกลที่กำลังเดินหน้าไปเรื่อยๆ ตามทิศทางที่มันถูกกำหนดเอาไว้ เสียงฝีเท้า เสียงตะโกนพูดคุยกันของผู้คน ทุกสรรพสำเนียงกำลังค่อยๆ แจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ พร้อมๆ ราวกับว่ามันอยู่รอบๆ ตัวเธอเพียงแค่เอื้อมมือเท่านั้น จมูกของเด็กสาวสัมผัสได้ถึงกลิ่นชื้นของสายฝนกับกลิ่นเหม็นอับของน้ำมันเครื่อง เข็มนาฬิกากำลังขยับอยู่ใกล้ๆ รองเท้าบูทที่กำลังย่ำน้ำผ่านไปส่งสะเก็ดน้ำกระเซ็นมาโดนขาของเธอให้ความรู้สึกเย็นเฉียบ ทุกอย่างกำลังเกิดขึ้นรอบตัวเธอนี่เอง และเมื่อมอลลี่ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เธอก็ไม่ได้อยู่ในพื้นที่สีขาวอันกว้างใหญ่ไพศาลอีกต่อไป

 

               “พอร์ทเวเปอร์....อาคาเดีย....” เด็กสาวทวนชื่อที่ผุดขึ้นมาในความทรงจำ เธอกำลังนั่งอยู่บนม้านั่งข้างทางเดินขนาดใหญ่ซึ่งคับคั่งไปด้วยผู้คน เสียงของใบพัดจักรกลดังกระหึ่มอยู่ไม่ไกล สีขาวที่เคยห้อมล้อมตัวเธออยู่นั้นกลับกลายเป็นสีสันมากมายมหาศาล สวนเขียวขจีที่ขนานสองฟากของทางเดินนั้นกำลังชุ่มฉ่ำเบ่งบานเต็มที่ด้วยสายฝน ม้านั่งแบบเดียวกันกับที่เธอนั่งอยู่ปรากฏให้เห็นประปรายตลอดทาง แต่ก็แทบจะปราศจากคนเหลียวแล ยามฝนพรำเช่นนี้คงไม่มีใครมีแก่ใจจะมานั่งพักที่กลางแจ้งแบบนี้หรอก อาคารขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงสุดทางเดินนั้นเปิดโล่ง แออัดไปด้วยฝูงชนมากมาย ทั้งเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบและเหล่าผู้มาเยือนต่างก็กำลังแข่งตะเบ็งเสียงใส่กันฟังไม่ได้ศัพท์มาถึงตรงนี้ ถัดออกไปคือท่าเทียบเรือขนาดกลางซึ่งแบ่งออกเป็นสี่ส่วน หากแต่ท่าเรือแห่งนี้หาได้เชื่อมต่อกับผืนน้ำไม่ มหาสมุทรที่ทอดยาวออกไปนั้นคือท้องฟ้ากว้างใหญ่ไพศาล ปราศจากคลื่นแปรปรวนมีเพียงก้อนเมฆไร้รูปสีคล้ำ ยานเหาะสามลำกำลังจอดนิ่งสนิทอยู่ที่ท่าต่างๆ ส่วนอีกลำหนึ่งเพิ่งจะติดเครื่องเพื่อจากไป เปิดโอกาสให้ยานลำอื่นที่รอคิวอยู่ได้เข้ามาเทียบท่าบ้าง ที่นี่คือพอร์ทเวเปอร์ ท่าอากาศยานอันสำคัญยิ่งแห่งเกาะอาคาเดีย หนึ่งในเกาะหลักทั้งสิบสองแห่งหมู่เกาะลอยฟ้าเลมิวเรีย

 

               ฉันมาทำอะไรที่นี่

               ถึงตอนนี้ทั้งภาพทั้งเสียง สัมผัสทั้งหมดของโลกที่อยู่รอบตัวจะกลับคืนมาเป็นปกติแล้ว แต่ดูเหมือนความทรงจำช่วงก่อนหน้านี้จะยังกระท่อนกระแท่น ผลพวงจากโศกนาฏกรรมในวัยเยาว์ทำให้บางสิ่งในตัวของฉันเสียหายจนเกินเยียวยา บางครั้ง จู่ๆ ทุกอย่างก็จะกลายเป็นสีขาวโพลนอันเดียวดายสุดลูกหูลูกตา เหมือนกับความทรงจำที่ขาดหายไปในวัยเด็ก ทุกสิ่งรอบตัวหายไปเหมือนกับเป็นเพียงเรื่องโกหก นั่นคือสภาพหลุดโลกที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ ตอนที่ฉันยังอ่อนแอกว่านี้

               จะว่าไป นี่มันก็แปลกเหมือนกันนะ ถึงหลังๆ มาจะยังมีหลุดๆ อยู่บ้างก็เถอะ แต่ก็ไม่ได้เป็นหนักขนาดนี้มาตั้งนานแล้วนี่นา ตั้งแต่ได้ลูคอยช่วยนั่นแหละ

               “ลู....ลูเซียน่า.....” ในที่สุด ภาพที่กระจัดกระจายอยู่ในหัวก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นแจ่มชัด วันนี้เป็นวันที่ลูเซียน่าจะต้องออกเดินทาง วันเข้าประจำการวันแรกของเหล่าอัศวินอาร์เคนคลอว์รุ่นใหม่ เหล่าอัศวินที่ผ่านการคัดเลือกทั้งหลายจะต้องไปฝึกฝนและอบรมเรื่องต่างๆ ที่ปราการดิไวนัสเป็นเวลาสามเดือน และลูเซียน่าก็เป็นหนึ่งในเด็กพวกนั้น กรงเล็บผู้พิทักษ์ที่ทรงเกียรติแห่งเลมิวเรีย การได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเหล่าอัศวินอาร์เคนคลอว์นับเป็นความฝันอันสูงสุดของบรรดานักศึกษาเวทมนตร์แห่งอาคาเดีย แม็ทพูดอยู่เสมอว่าลูเซียน่าจะต้องไปด้วยสวยกับเส้นทางนั้นแน่ๆ ไม่มีใครกังขาเรื่องนั้นแม้แต่น้อย ก็ลูเซียน่าเก่งออกขนาดนั้น เธอเป็นศิษย์คนโปรดของอาจารย์ซามูรัน ผู้บัญชาการกองอัศวินอาร์เคนคลอว์เลยด้วยซ้ำ ลูเซียน่าจะต้องภูมิใจมากแน่ๆ ฉันเองก็ภูมิใจในตัวเธอเหมือนกัน แต่จะว่าไปก็อดเหงาไม่ได้แฮะ “สามเดือนเลยสินะ นานเหมือนกันนะเนี่ย”

               “สามเดือน....” ชายแปลกหน้าทวนคำอย่างงุนงง ว้า แย่จริง ไอ้นิสัยที่ชอบพูดกับตัวเองนี่ก็แก้ไม่หายสักที ว่าแต่ผู้ชายคนนี้เป็นใครกันนะ รู้สึกความทรงจำช่วงก่อนหน้านี้จะยังไม่ค่อยเข้าที่เข้าทางเท่าไหร่ จะให้เขารู้ไม่ได้ว่าฉันมีปัญหาเรื่องความทรงจำ แม็ทบอกว่าถ้าคนแปลกหน้ารู้เข้าอาจมีอันตรายได้ ว่าแต่นี่แม็ทไปไหนเนี่ย ถ้าจะมาส่งลู เราก็น่าจะมาด้วยกันไม่ใช่เหรอ

               “ขอโทษนะคะ พอดีชั้นเพิ่งนึกได้ว่ามีธุระ....” มือไม้ที่เงอะงะของฉันกระวีกระวาดเก็บกล่องดนตรีลงในกระเป๋าเดินทาง หาเรื่องชิ่งเลยดีกว่าแฮะ ถึงจะรู้สึกผิดอยู่หน่อยๆ ก็เถอะ “พอดีว่าเพื่อนของชั้นกำลังจะออกเดินทาง...”

               “แต่เพื่อนของเธอเพิ่งจะออกเดินทางไปเมื่อสักครึ่งชั่วโมงที่แล้วนี่เองนะ” อ้าว แย่แล้วไง พอเขาพูดขึ้นมาภาพมันก็ชัดแจ้งขึ้นมาทันทีเลย จริงด้วย เรือเหาะของลูเซียน่าออกเดินทางไปแล้วนี่นา ฉันยังกอดลาเธออยู่ตั้งนานสองนานเลย ว่าแต่แค่มาบอกลาลูเซียน่า ทำไมชั้นถึงเอากระเป๋าเดินทางมาด้วยล่ะเนี่ย “หรือว่าเธอจะมีเพื่อนคนอื่นเดินทางในวันนี้อีก”

 

               “ชั้นหมายถึง....ชั้นต้องรีบกลับไปที่โรงเรียนค่ะ” เอ... จะว่าไป ภาพในหัวตอนที่บอกลาลูเซียน่า แม็ทก็ไม่อยู่ด้วยเหมือนกันแฮะ หมอนั่นหายตัวไปไหนกันนะ

               “ชั้นเองก็ต้องไปที่นั่นเหมือนกัน” คำตอบของชายแปลกหน้าทำเอาฉันเผลอขยับถอยห่างออกจากเขาไปอีกหลายก้าว นี่เขาจะตามไปจนถึงที่โรงเรียนเลยงั้นเหรอ ตายล่ะ หรือจะเป็นพวกโรคจิตนะ ช่วงนี้ยิ่งมีข่าวเรื่องการลักพาตัวพวกจอมเวทอยู่ด้วยสิ “อะไรกัน ทำหน้าแบบนั้น จำชั้นไม่ได้จริงๆ ด้วยสินะ  มอลลี่”

               “ยังไงก็ขอบคุณที่อุตส่าห์มาถึงนี่นะเซกัล” น้ำเสียงของอาจารย์เฟรย์ดูมีแววประหลาดใจนิดๆ หลังจากที่ได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นตรงท่าเรือทั้งหมด “อาจารย์ดีมิเทอร์สบายดีใช่มั้ย”

               “อาจารย์ยังแข็งแรงเหมือนเคยครับ ท่านฝากความคิดถึงมาถึงอาจารย์เฟรย์ด้วย” ท่าทางสุภาพของชายหนุ่มบ่งบอกถึงมารยาทที่ถูกฝึกฝนมาเป็นอย่างดี เล่นเอาฉันที่นั่งอยู่ข้างๆ ดูเป็นคนไร้การศึกษาไปเลย เอาล่ะ เขาชื่อว่าเซกัล เป็นชื่อที่คุ้นหูอยู่ไม่น้อย แน่ล่ะ เขาเป็นศิษย์เก่าที่โด่งดังของสถาบันอาคาเดียนี่นา ฉันจำได้แล้ว เซกัล เร็กซ์เกริท เขาเป็นรุ่นพี่ของฉันอยู่สี่ปี นั่นหมายความว่าผู้ชายคนนี้เรียนจบไปก่อนที่ฉันจะเข้ารับการศึกษาแค่ปีเดียวเท่านั้น หน้าตาเด็กกว่าที่คิดแฮะ ที่เขาว่าพวกจอมเวทแห่งโบทาเนียส่วนใหญ่ไม่ค่อยยอมแก่นี่เป็นเรื่องจริงงั้นสิ ผู้ชายคนนี้เป็นนักเรียนที่จบการศึกษาด้วยคะแนนอันดับหนึ่งของรุ่น มาจากตระกูลที่ร่ำรวยในเบลดิเนียม หน้าตาก็หล่อเหลาทีเดียว แถมยังเป็นศิษย์รักของท่านดีมิเทอร์แห่งเกาะโบทาเนียอีกด้วย ฉันยังจำได้ว่าตอนที่เข้าปีหนึ่งใหม่ๆ พวกรุ่นพี่ปีอื่นหลายๆ คนยังพร่ำเพ้อถึงเขากันอยู่เลย ก็เป็นพวกคนดังล่ะนะ

               เอ๊ะ แบบนี้ก็หมายความว่า เขาเป็นเด็กรุ่นเดียวกับผู้ชายที่เอเลมัสคนนั้นด้วยน่ะสิ

               “นี่ต้องขอบคุณเจ้าหนูต้นหญ้านี่ด้วยนะ ที่ช่วยพายัยตัวปัญหาของเรากลับมาน่ะ” มันมีสำเนียงของการเหน็บแหนมจากคำพูดของแม็ทเสียบฉึกลงมาที่ฉันอย่างไม่ปราณี หมวกลอยได้หน้าตาประหลาดที่มีใบหน้ากลับหัวกำลังส่งเสียงหัวเราะเย้ยหยันดังลั่น ขอบคุณที่ช่วยตอกย้ำกันนะตาบ้า “ถ้านายไม่ไปเจอเข้า ป่านนี้ยัยนั่นอาจจะยังนั่งเป็นรูปปั้นอยู่ที่เดิมเลยก็ได้”

               ที่น่าหนักใจกว่าคำพูดของแม็ทนั่นก็คือสายตาที่แหลมคมของอาจารย์เฟรย์ ดวงตาเยือกเย็นเฉียบขาดคู่นั้นมีร่องรอยของความกังวลผุดพรายขึ้นมาอย่างชัดเจน เคล็ดลับของการประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย นั่นก็คือการไม่ปล่อยให้เรื่องอะไรเล็ดรอดหูตาไปได้เด็ดขาด อาจารย์เฟรย์เป็นคนสวย เป็นผู้หญิงแบบที่ทำให้พวกเด็กนักเรียนชายในอาคาเดียมองตามกันจนเหลียวหลังได้ไม่ยาก ทั้งใบหน้าคมคาย ผมยาวสลวยและทรวดทรงแบบผู้ใหญ่นั่น ไม่มีอะไรที่มอลลี่เทียบได้เลยแม้แต่นิดเดียว แต่ด้วยความเข้มงวดจริงจังตลอดเวลาของเธอ ทำให้ยากต่อการเข้าหา ดวงตาคู่งามของอาจารย์เฟรย์มีไว้เพื่อมองหาความผิดพลาดเท่านั้น และเธอก็ไม่เคยปล่อยให้ความผิดพลาดคงอยู่โดยไม่ได้รับการแก้ไข นั่นทำให้พวกเด็กๆ ส่วนใหญ่ทั้งเคารพทั้งกลัวเธออยู่ลึกๆ ด้วยตำแหน่งสูงส่งเป็นถึงอาจารย์ใหญ่ของสถาบัน ซึ่งหมายถึงความรับผิดชอบอันหนักอึ้งในฐานะผู้ดูแลเกาะอาคาเดีย บังคับให้อาจารย์เฟรย์ต้องเป็นคนที่ละเอียดรอบคอบกับทุกๆ เรื่องเสมอ เพราะอย่างนั้นอาการผิดปกติของฉันคงจะต้องรบกวนจิตใจของเธออยู่ไม่น้อยแน่ๆ

               “ขอโทษค่ะอาจารย์เฟรย์ ขอโทษนะแม็ท” ถึงจะน่าเจ็บใจ แต่แม็ทก็พูดถูกไอ้อาการหลุดโลกของฉันแบบนั้นมันเป็นปัญหาจริงๆ นั่นแหละ แต่ฉันก็คิดว่าสามารถจัดการกับมันไปได้ในระดับหนึ่งแล้วแท้ๆ เชียวนะ ทำไมมันถึงได้กลับมาเกิดขึ้นอีกก็ไม่รู้ หรือจะเป็นเพราะว่าลูเซียน่าไม่อยู่ใกล้ๆ ด้วยแล้วรึเปล่านะ

               “ดูเหมือนคราวนี้จะจมลงไปลึกมากเลยนี่ เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ” ฉันได้แต่ส่ายหน้า ฉันเองก็อยากรู้คำตอบของเรื่องที่อาจารย์เฟรย์ถามเหมือนกัน ถ้าต้องกลับไปเป็นแบบนี้บ่อยๆ ไอ้เรื่องที่จะได้ออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกตามใจชอบอีกคงเลิกคิดไปได้เลย “ว่าแต่พวกที่หอนกร้องเป็นยังไงบ้าง เดือนนี้ไม่มีปัญหาอะไรใช่มั้ยมอลลี่”

               “ค่ะ ทุกอย่างเรียบร้อยดี หนูเขียนรายงานไว้แล้ว” ซองเอกสารในมือถูกยื่นส่งต่อไปให้อาจารย์ใหญ่แห่งสถาบันเวทมนตร์อาคาเดีย หอนกร้องแห่งเกาะซานทอเรียม หนึ่งในหน้าที่ไม่กี่อย่างที่อาจารย์เฟรย์ไว้ใจมอบหมายให้ฉันคอยไปดูแล ฉันจำได้แล้วว่าทำไมฉันถึงมีกระเป๋าเดินทางติดตัวมาด้วย ในทุกสิ้นเดือนฉันต้องเดินทางไปที่เกาะเครื่องกลแห่งนั้น มุ่งหน้าไปยังหอคอยของเหล่าจอมเวทนักประดิษฐ์ เพื่อตรวจสอบรายงานการวิจัยโครงการต่างๆ ว่าไม่มีอะไรนอกลู่นอกทางเกิดขึ้น งานง่ายๆ พวกนักประดิษฐ์ของหอนกร้องเป็นมิตรและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีเสมอ ฉันแทบไม่ต้องทำอะไรเองด้วยซ้ำ แค่ฟังบรรยาย ตรวจสอบและแยกประเภทเวทมนตร์ที่ถูกประทับลงในสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ จากนั้นก็ทำรายงานสรุปมาให้อาจารย์อ่าน

 

               ส่วนที่ดีที่สุดของงานนั่นก็คือการได้เดินทางไปที่ซานทอเรียม มันเป็นเกาะที่แปลกประหลาด ในขณะที่บรรดาเกาะหลักทั้งหลายของเลมิวเรียให้ความสำคัญกับศาสตร์เวทมนตร์ต่างๆ เกาะซานทอเรียมกลับเป็นส่วนผสมตรงกลางระหว่างเวทมนตร์และเครื่องกลอันล้ำหน้า ต้องยอมรับเลยว่าฉันหลงรักมัน การผสมผสานที่น่าหลงใหลของเกาะจักรกลแห่งนั้น มันดูราวกับโลกอีกใบที่ฉันไม่มีโอกาสได้สัมผัสบ่อยนัก อาคาเดียที่ฉันเติบโตขึ้นมานั้นเป็นศูนย์กลางแห่งศาสตร์เวทมนตร์ทั้งปวง ดังนั้นเมื่อตอนที่ฉันได้เห็นยานเหาะจากไฮเซ็นเบิร์กที่มาเทียบท่ายังพอร์ทเวเปอร์เป็นครั้งแรก หัวใจของฉันจึงได้สั่นสะท้านไปกับภาพความยิ่งใหญ่ทรงพลังของเจ้าเครื่องมือขนส่งขนาดมหึมาซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยฝีมือของมนุษย์พวกนั้นเป็นอย่างยิ่ง การไปตรวจสอบความเรียบร้อยที่หอนกร้องในแต่ละเดือนทำให้ฉันได้มีโอกาสใช้เวลาว่างหนึ่งคืนในนครบอสเธียอันแสนมหัศจรรย์ โดยไม่มีแม้กระทั่งแม็ทมาคอยจู้จี้ ไม่ใช่ที่ซานทอเรียม แม็ทไม่ชอบที่นั่นเพราะมันมีกลิ่นอายของไฮเซ็นเบิร์กมากเกินไป

 

               น่าเสียดายที่ครั้งนี้ฉันต้องรีบกลับ เพราะว่าต้องรีบมาให้ทันเที่ยวบินของลูเซียน่า ก็เลยไม่มีโอกาสได้แวะไปนั่งอ่านหนังสือในบาร์เล็กๆ นั่น ทั้งๆ ที่ตั้งใจจะเอาหนังสือเล่มใหม่ของวีเดอร์โฮเล็นไปอวดคุณนักเขียนกำมะลอคนนั้นด้วยแท้ๆ หวังว่าเขาจะยังไม่มีโอกาสได้ซื้อหนังสือเล่มนี้ไปจนถึงเดือนหน้านะ

               “ใจลอยอีกแล้วนะยัยสี่ตา” โดยไม่ทันตั้งตัว แม็ทก็ลอยมาทิ้งตัวลงบนศีรษะของฉันอย่างรุนแรง แม้เขาจะมีน้ำหนักไม่มากนัก แต่อยู่ๆ หล่นตุ้บลงมาแบบนี้ก็ทำเอาตกใจอยู่เหมือนกัน “กลับมาทันเจอลูเซียน่ารึเปล่า”

               “ทันสิ ลูบอกว่าแวะไปหาคุณแล้ว แต่คุณหลับอยู่ ไม่ดีเลยนะ” นิสัยกระด้างๆ แบบนี้ของแม็ททำให้เขาเข้ากับคนอื่นไม่ค่อยได้เท่าไหร่ ซึ่งเขาเองก็คงไม่ใส่ใจนักอยู่แล้ว

 

               “ไม่เห็นต้องบอกลากันให้วุ่นวายเลย แค่สามเดือนยัยนั่นก็กลับมาแล้ว” หมวกพูดได้แค่นหัวเราะก่อนจะหันไปหาผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างๆ “จะว่าไป นายกับลูเซียน่าเป็นอันดับหนึ่งของรุ่นทั้งคู่ คงจะเคยเจอกันในงานเลี้ยงของสโมสรบ้างแล้วใช่มั้ย”

               “ครับ ตอนเห็นลูเซียน่ากำลังขึ้นยานเหาะก็แปลกใจอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่ผิดจากที่คิดไว้เลย เธอเป็นคนเก่ง ยังไงก็ต้องได้เป็นพวกอาร์เคนคลอว์แน่” พอเห็นคนดังอย่างเขาออกปากมาเองแบบนี้แล้ว ยิ่งรู้สึกเลยว่าพวกเด็กสโมสรปีกกานี่อย่างกับมีโลกอีกใบที่ไม่อาจเข้าไปถึงได้อย่างนั้นแหละ ลูกับเส้นทางของอัศวินอาร์เคนคลอว์ เขาคนนี้กับการเป็นผู้ช่วยคนสนิทของอาจารย์ดีมิเทอร์ ต่างคนต่างก็มีเส้นทางที่ยิ่งใหญ่ทอดยาวรออยู่ตรงหน้าด้วยกันทั้งสิ้น

               เมื่อหันมามองตัวเองแล้วช่างต่างกันอย่างกับฟ้ากับเหวแน่ะ นี่ก็ผ่านพิธีจบการศึกษามาได้ร่วมสองเดือนแล้ว ฉันยังไม่รู้จะเอายังไงต่อไปกับชีวิตเลย ก็รู้หรอกนะว่าจะมัวแต่ลอยไปลอยมาไม่ได้ หลังจากสำเร็จการศึกษาจากสถาบันอาคาเดีย บรรดาจอมเวทรุ่นใหม่ทั้งหลายต่างก็แยกย้ายกันไปตามทางที่ตัวเองมุ่งหมาย หลายคนเลือกศึกษาต่อเพื่อลงลึกในสาขาเวทมนตร์ที่ตนสนใจ เกาะทั้งสิบสองของเลมิวเรียล้วนมีสถาบันชั้นสูงของเวทมนตร์แต่ละสาขาเอาไว้รองรับผู้ที่มุ่งหวังจะแตกฉานในศาสตร์เฉพาะทางอยู่แล้ว ทั้งยังมีจอมเวทจบใหม่จำนวนไม่น้อยที่เลือกออกเดินทางสู่โลกกว้าง หางานที่เหมาะกับตัวเอง หรือออกผจญภัยเพื่อเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับชีวิต ไม่ว่าจะเป็นทางไหนก็ล้วนแต่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์อันน่าดึงดูด ทั้งแม็ทและลูต่างก็พยายามกระตุ้นให้ฉันเลือกเส้นทางที่เหมาะกับตัวเองอยู่เสมอ กระนั้นฉันก็ยังไม่อาจเลือกเส้นทางของตนได้ ยังคงวิ่งเป็นเด็กส่งของให้อาจารย์เฟรย์อยู่ทุกวัน ยังคงใช้เวลาส่วนใหญ่ขลุกอยู่ในหอพักของเมนอาร์ติเคิลซึ่งเงียบเหงาลงทุกที อีกไม่นานภาคเรียนใหม่ก็จะเปิดขึ้นแล้ว และหอพักนั่นก็คงจะเต็มไปด้วยเด็กๆ รุ่นใหม่ที่ฉันไม่รู้จัก

 

               แต่ก็ช่างปะไร อย่างกับว่าก่อนหน้านี้ฉันจะรู้จักใครมากมายอย่างนั้นแหละ อุตส่าห์จบมาด้วยคะแนนอันดับสองเลยนะ เดี๋ยวก็คงหาอะไรดีๆ ทำได้เองล่ะมั้ง

               “เอาล่ะ ก็ถือว่าพวกที่ซานทอเรียมเสมอต้นเสมอปลายดีล่ะนะ ขอบคุณมาก เธอไปพักผ่อนได้แล้วล่ะมอลลี่” อาจารย์เฟรย์ถอดแว่นสายตาออก ก่อนจะวางเอกสารรายงานของฉันลงบนโต๊ะ เธอพยักหน้าเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าฉันควรจะออกไปจากห้องทำงานของเธอได้แล้ว “ขอโทษที่ให้ต้องรอนะเซกัล มาเข้าเรื่องของเรากันเลยดีกว่า.....”

 

               บางส่วนในใจของกระซิบบอกให้รั้งรออยู่ ไม่ใช่ว่าฉันอยากจะเข้าไปยุ่งเรื่องของอาจารย์หรอกนะ แต่มันมีบางอย่างในตัวของเซกัลที่ฉันยังไม่เข้าใจเท่าไหร่ อย่างเรื่องที่เขาดูเหมือนจะรู้จักฉันอยู่พอสมควรเลย อย่างน้อยๆ เขาก็รู้วิธีรับมือกับอาการหลุดของฉัน ซึ่งน้อยคนนักที่จะรู้จักมันจริงๆ แถมยังรู้ว่าฉันกับลูเซียน่าเป็นเพื่อนกันด้วย อย่างไรก็ตาม การเสนอหน้านั่งอยู่ตรงนั้นทั้งที่อาจารย์เฟรย์ออกปากไล่แล้วก็คงไม่ใช่เรื่องฉลาดนัก อีกอย่าง พอแม็ทเห็นว่าฉันไม่ยอมลุกจากเก้าอี้เสียที เขาก็เริ่มกระตุกผมเปียของฉันเบาๆ เพราะนึกว่าฉันสติหลุดไปอีกแล้ว ขืนยังนั่งเฉยอยู่ต่อไป แม็ทคงต้องกระชากผมฉันจนเละแน่ๆ เพราะงั้นมันก็คงจะดีกว่าถ้าฉันจะกลับไปที่ห้องของตัวเอง แล้วอ่านหนังสือที่ค้างไว้ให้จบเสียที

               เสียงของอีกาที่ทำรังอยู่เหนือหลังคาของหอพักบอกให้รู้ว่าพระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้ว ฝนหยุดไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้แต่ท้องฟ้ายังคงมืดครึ้มเหมือนจะมีพายุ ฉันพลิกหนังสือกลับไปมาอยู่ที่หน้าเดิมเป็นครั้งที่ร้อยได้แล้วมั้ง ดูเหมือนเนื้อหาบนแผ่นกระดาษแทบจะไม่คืบหน้าไปไหนเลยตลอดทั้งวัน สมาธิของเธอไปอยู่ที่ไหนหมดนะมอลลี่ ทั้งที่ปกติแล้วหนังสือเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของฉันเอาไว้ได้มากที่สุดแท้ๆ คงเพราะมีบางสิ่งที่กำลังรบกวนจิตใจอยู่ อาการหลุดเมื่อตอนเช้าเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน จนแล้วจนรอดฉันก็จำเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้าจะไปนั่งอยู่ตรงนั้นไม่ได้ ความทรงจำคล้ายจะขาดหายไปแค่ตอนที่บอกลาลูเซียน่า ฉันต้องรีบวิ่งเต็มเหยียดจากสถานีรถกระเช้าข้ามเกาะเพื่อไปถึงพอร์ทเวเปอร์ให้ทันเวลา ซึ่งก็นับว่าทันอย่างฉิวเฉียดเลยทีเดียว ลูเซียน่าอยู่ในชุดเสื้อคลุมสีดำเหมือนขนอีกา เสื้อคลุมของพวกอาร์เคนคลอว์ มันเหมาะกับเธอมากจริงๆ เธอกอดฉันที่กำลังหอบหายใจเอาไว้แน่น บอกว่าจะรีบกลับมาพร้อมของฝาก บอกว่าให้ฉันรีบหาเส้นทางของชีวิตตัวเองได้แล้ว จากนั้นภาพก็ตัดไปเลย

 

               เส้นทางชีวิตงั้นเหรอ เอายังไงดีนะ ไม่มีเรื่องที่อยากทำอยู่บ้างเลยรึไงนะเรา แม็ทเคยบอกว่าฉันชอบอ่านหนังสือ แล้วก็สื่อสารด้วยการเขียนเก่งกว่าการพูด บางทีอาจจะเป็นนักเขียนได้ มันก็น่าสนใจจริงๆ นะ แต่บอกตรงๆ ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะมีประสบการณ์อะไรมากพอที่จะนำมาถ่ายทอดเป็นเรื่องราวให้คนอ่านได้เลย ลูเซียน่าบอกว่าฉันน่าจะหาสถาบันชั้นสูงของเกาะอื่นเพื่อศึกษาต่อ จากนั้นก็อาจจะกลับมาเป็นอาจารย์ที่อาคาเดียแห่งนี้ แต่ฉันก็ยิ่งนึกภาพตัวเองตอนออกไปยืนหน้าชั้นเรียนแล้วพูดให้คนเป็นสิบฟังไม่ได้ด้วยซ้ำ อาจารย์เฟรย์นั้นไม่ได้แนะนำอะไรเป็นพิเศษ ฉันคิดว่าต่อให้ตัวฉันไม่คิดจะทำอะไรเลย คอยอยู่เป็นเด็กรับใช้อาจารย์อย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ เธอก็คงจะไม่ว่าอะไรอยู่แล้ว เงินเบี้ยเลี้ยงที่อาจารย์ให้ก็พอใช้ในแต่ละเดือนโดยไม่ขัดสนอะไร บางทีนี่อาจจะเป็นชีวิตแบบที่เหมาะกับฉันดีอยู่แล้วก็ได้นะ อยู่ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องมีอะไรเป็นพิเศษ เลือนหายไปเงียบๆ เมื่อถึงเวลา

​               “เป็นอะไรไป วันนี้ดูเธอลุกลี้ลุกลนจังเลยนะ” นี่ฉันคงจะออกอาการอย่างเห็นได้ชัดเลยล่ะมั้ง ขนาดแม็ทที่กำลังใจจดใจจ่ออยู่กับการต่อจิ๊กซอว์ของเขาอยู่ยังสังเกตได้แบบนี้

 

               “แม็ท นี่ชั้นกำลังทำตัวไร้ค่าอยู่รึเปล่านะ” นั่นเป็นคำถามที่รบกวนฉันมาตลอดจริงๆ

               “เป็นเพราะไปเห็นลูเซียน่ากำลังไปได้สวยในทางของตัวเองมาล่ะสิท่า” ไม่ใช่แค่เพราะลูเซียน่าหรอก นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่รุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จอย่างเซกัลก็เป็นหลักฐานมีชีวิตชิ้นใหญ่อีกอันหนึ่งที่เข้ามาตอกย้ำให้ฉันรู้สึกถึงความอ่อนแอของตัวเองในตอนนี้

               บางที ที่ฉันหลุดเข้าไปในโลกสีขาวนั่น ก็อาจจะเป็นเพราะว่าฉันกำลังรู้สึกว่าตัวตนของฉันกำลังจะหายไปก็ได้ล่ะมั้ง กลายเป็นความว่างเปล่าเหมือนกับโลกใบนั้น ไม่มีอะไรให้ยึดจับ ไม่มีอะไรให้จดจำ

               “ชั้นจะทำยังไงต่อไปดีนะแม็ท” ที่ทำได้ตอนนี้ก็มีเพียงแค่ทิ้งตัวลงกับที่นอน ปล่อยให้ความคิดหนักอึ้งกดทับตัวฉันจนแบนราบลงไปเท่านั้น

               “ไม่รู้สิ ชั้นเป็นพี่เลี้ยงเธอมาตั้งนานแล้ว ตอนที่เธอเรียนจบ ชั้นก็บอกแล้วใช่มั้ยว่าจะเลิกคอยจูงมือเธอข้ามถนนสักที” เขาพูดอย่างนั้นจริงๆ แม้จะยังคอยวนเวียนอยู่ใกล้ๆ และไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด แต่เขาก็เริ่มที่จะปล่อยให้ฉันไปทำอะไรๆ ด้วยตัวเองมากขึ้นแล้ว อย่างซานทอเรียมนั่นไง “เธอโตแล้วนะมอลลี่ จะรอให้คนอื่นเอาอะไรๆ มาป้อนใส่ปากเธอไม่ได้แล้ว ถ้าเธอไม่อยากเป็นคนไร้ค่า เธอก็ต้องลุกขึ้นมาด้วยตัวเองนั่นแหละ”

 

               “นี่คุณกำลังเหน็บอาจารย์เฟรย์อยู่ใช่มั้ยเนี่ย” รอให้คนอื่นเอาอะไรๆ มาป้อนใส่ปาก แม็ทมักจะพูดแบบนี้บ่อยๆ เขาไม่เห็นด้วยกับการที่อาจารย์เฟรย์คอยป้อนสิ่งต่างๆ ให้ฉันตลอดเวลาแบบนี้ แม้จะไม่มีการเอาอกเอาใจหรือความอบอุ่นของครอบครัวให้ได้สัมผัส แต่อาจารย์เฟรย์ก็คอยมอบทุกสิ่งที่ฉันควรจะได้โดยไม่เคยขาด แม็ทเคยคัดค้านเรื่องที่อาจารย์ยังคงให้เบี้ยเลี้ยงกับฉันต่อหลังเรียนจบ ฉันเป็นผู้ใหญ่แล้ว ควรจะหาเลี้ยงตัวเองได้แล้ว แต่สุดท้ายเขาก็ไม่สามารถเถียงชนะอาจารย์ได้ ไม่ใช่ว่าอาจรย์เฟรย์จะโอ๋ฉันอะไรขนาดนั้นหรอก เธอก็แค่ไม่อยากให้มีอะไรผิดพลาดเท่านั้น

               ก่อนที่ฉันจะทันได้คิดฟุ้งซ่านอะไรต่อไป ก็มีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบของห้องพักอันแสนจะอบอุ่นของฉัน เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นมาอย่างกะทันหันทำให้ฉันต้องลุกขึ้นจากเตียงด้วยความประหลาดใจ แปลกจัง พอลูเซียน่าไม่อยู่แล้วฉันก็ไม่คิดว่าจะมีใครแวะมาเคาะประตูห้องนี้เลยนะเนี่ย

 

               “มอลลี่ อยู่ในนั้นรึเปล่า” เสียงที่คุ้นหูดังอู้อี้ลอดผ่านบานประตูไม้เข้ามา ใครกันล่ะเนี่ย ฉันเองก็จำเสียงคนไม่เก่งเสียด้วย “นี่ชั้นเองนะเซกัล”

               เซกัล คุณรุ่นพี่คนนั้นเนี่ยนะ แล้วเขาจะมาหาฉันทำไมล่ะเนี่ย หรือว่าจะเป็นพวกโรคจิตจริงๆ เขาอาจจะเห็นว่าฉันดูป้ำๆ เป๋อๆ ไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านก็เลยจะมาหาประโยชน์จากฉันรึเปล่านะ ฉันควรจะทำยังไงดีล่ะทีนี้

               “เธอควรจะไปเปิดประตูให้เขาไม่ใช่เรอะ” แม็ทเอ่ยเตือน มันก็.....จริงของแม็ทแฮะ ฉันนี่ชักจะจินตนาการเลยเถิดไปกันใหญ่แล้ว ยังไงเขาก็เป็นแขกของอาจารย์เฟรย์นะ

               เมื่อบานประตูเปิดอ้าออก สิ่งแรกที่ฉันได้เห็นก็คือรอยยิ้มของเซกัล ดวงตาสีทองเฉลียวฉลาดของเขาเปี่ยมไปด้วยพลังด้านบวกล้นเหลืออย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นจากคนอื่นนัก เขาจ้องหน้าฉันนิ่งอยู่อึดใจหนึ่ง ราวกับกำลังชั่งใจว่าจะเริ่มยังไงดี ไอ้การโดนคนแปลกหน้ามายืนจ้องแบบนี้มันทำให้ฉันอึดอัดจนอยากจะปิดประตูหนีไปให้รู้แล้วรู้รอดเลย แต่เขาก็อ้าปากออกมาเสียก่อน

               “ขอโทษที่มารบกวนนะมอลลี่ พอดีว่าชั้นมีเรื่องอยากจะขอร้องให้เธอช่วยล่ะ” นั่นไง เขากำลังจะหาประโยชน์อะไรบางอย่างจากฉันจริงๆ ด้วย ปฏิเสธไปเลยดีกว่าแฮะ “อย่าเพิ่งทำหน้าแบบนั้นสิ เธอยังไม่ได้ฟังว่าเป็นเรื่องอะไรเลยไม่ใช่เหรอ”

               “ไม่รู้สิคะ พอดีช่วงนี้ชั้น....” ไม่ค่อยว่าง ไม่ว่างอะไรกันล่ะ เธอว่างจะตายอยู่แล้วไม่ใช่รึไงมอลลี่

               “เธอเคยได้ยินชื่อของนักเขียนที่ใช้นามปากกาว่าวีเดอร์โฮเล็นรึเปล่า พอดีว่าชั้นต้องไปพบกับนักเขียนคนนั้น” เซกัลเอ่ยขึ้นโดยไม่รอให้ฉันทันปฏิเสธได้จบประโยค วีเดอร์โฮเล็น ชื่อนี้ทำให้ฉันตาโตเลยทีเดียว เคยได้ยินงั้นเหรอ อย่าว่าแต่เคยได้ยินเลย ฉันเป็นแฟนพันธุ์แท้ของผลงานเขาเลยล่ะ เขาเป็นนักเขียนแนวเหนือจริงที่กำลังมาแรงมากๆ ในช่วงหลายปีมานี้ ผลงานของเขาเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายที่เหลือเชื่อ ซึ่งจะค่อยๆ ดึงดูดให้ผู้อ่านตกลงไปในหลุมพรางแห่งความสับสนอลหม่านและความพิลึกพิลั่นอันน่าหลงใหล เรื่องราวที่เขาเขียนนั้นแอบแฝงความบ้าคลั่งอันไร้ขอบเขตเอาไว้ แต่ถึงอย่างนั้น มันกลับดูเป็นจริงมากเสียจนน่าขนลุกเสมอ คนที่ไม่ชอบงานของเขามักจะบอกว่าวีเดอร์โฮเล็นนี่เป็นคนบ้าดีๆ นี่เอง “ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก พอดีว่าทางสำนักพิมพ์ของเขากังวลเกี่ยวกับผลงานชิ้นใหม่ที่ยังไม่ได้ตีพิมพ์เรื่องหนึ่ง เห็นว่ามีเนื้อหาที่เกี่ยวกับพวกเวทมนตร์นอกรีตน่ะ ก็เลยส่งต้นฉบับมาให้อาคาเดียตรวจสอบ”

 

               “คงจะนอกรีตเต็มๆ เลยสินะคะ” ถ้าเขาเลือกจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับเวทมนตร์ ฉันก็ไม่แปลกใจเลยที่มันจะเป็นเวทมนตร์ประเภทนั้น

               “สุดๆ เลยล่ะ” เซกัลพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มที่ดูพึงพอใจ ตายล่ะ ตอบไปแบบนั้นก็เหมือนยอมรับไปแล้วว่าฉันเป็นแฟนผลงานของวีเดอร์โฮเล็นนี่นา “แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรมาก มีเนื้อหาแค่บางส่วนที่ไม่สมควรถูกเผยแพร่ แต่พอทางอาคาเดียแจ้งกลับไปทางนั้น ตัววีเดอร์โฮเล็นกลับปฏิเสธที่จะแก้ไขต้นฉบับ”

               “ก็เลยต้องให้ดีมิเทอร์ผู้ยิ่งใหญ่ออกหน้าสินะ” แม็ทลอยลงมาครอบบนศีรษะของฉันโดยไม่ส่งสัญญาณเตือนก่อนอีกแล้ว

 

               “ใช่ครับ เพราะว่าเขาเป็นนักเขียนที่มีสถานะค่อนข้างสำคัญ สำนักพิมพ์ก็เลยไม่กล้าบีบเขามาก แต่โชคดีที่ดูเหมือนอาจารย์ดีมิเทอร์พอจะรู้จักกับเขาเป็นการส่วนตัวอยู่บ้าง” โอ้โห รู้จักกับอาจารย์ดีมิเทอร์เป็นการส่วนตัวด้วย ไม่เบานะเนี่ย ว่าแต่กว่าจะออกมาเป็นหนังสือสักเล่มนี่ก็ต้องผ่านอะไรไปไม่น้อยเลยเหมือนกันแฮะ อย่างฉันคงทำไม่ได้แหงเลย “อาจารย์ดีมิเทอร์วานให้ชั้นเป็นคนไปเจรจากับนักเขียนคนนั้น แล้วพอดีอาจารย์เฟรย์ก็เสนอขึ้นมาว่าเธอเองก็เป็นแฟนผลงานของเขาด้วย บางทีถ้าพาเธอไปด้วยอาจจะคุยกันง่ายขึ้น”

               “ก็เหมาะเลยนะมอลลี่ เธอเองก็ชอบนักเขียนนั่นอยู่แล้วนี่ มีโอกาสได้เจอตัวจริง ดีจะตายไป” ได้เจอกับวีเดอร์โฮเล็นผู้ไม่เคยยอมเปิดเผยตัวต่อสาธารณชน ถือเป็นความฝันของแฟนผลงานเขาเลยนะ ว่าแต่...ปกติแม็ทไม่ค่อยจะเชียร์ให้ฉันออกไปเตร่นอกอาคาเดียเท่าไหร่เลยนะเนี่ย นี่คงเป็นเพราะฉันไปบ่นเรื่องที่ตัวเองดูไม่ค่อยจะมีความหมายเมื่อกี้แน่ๆ เลย “แล้วต้องไปที่ไหนกันล่ะ”

               “ดรีมเกทครับ” ดรีมเกท เกาะแห่งประตูมิติที่อยู่บนพื้นโลกเบื้องล่างเนี่ยนะ “วีเดอร์โฮเล็นมีบ้านพักอยู่ในดรีมเกท พวกเราต้องไปที่นั่น”

               โลกเบื้องล่าง ฉันยังไม่เคยมีโอกาสได้ลองไปสัมผัสมันดูจริงๆ เลยสักครั้ง ลำพังแค่ความกว้างใหญ่ไพศาลของเลมิวเรียก็เกินกว่าที่ฉันจะจินตนาการไหวแล้ว แต่ว่าโลกเบื้องล่างนี่มันคนละเรื่องเลยไม่ใช่เหรอ โลกที่ไร้ขอบเขต ทั้งแผ่นดินและมหาสมุทรล้วนทอดยาวสุดสายตา โลกที่ลูเซียน่ากำลังใช้ชีวิตอยู่ในตอนนี้ ความกว้างใหญ่ที่คนเค้าว่ากันนั่นมันจะเป็นยังไงกันนะ เลมิวเรียเป็นทวีปที่เล็กที่สุดในบรรดาทวีปทั้งสี่ หมายความว่าอย่างน้อยๆ ข้างล่างนั่นต้องใหญ่โตมากกว่าเลมิวเรียเกินกว่าสามเท่า ลองคิดดูสิ บนพื้นที่ขนาดนั้นจะมีความเป็นไปได้มากมายขนาดไหนกัน

 

               “แต่ชั้น.....” เดินทางกับคนแปลกหน้า ไปยังที่ที่ไม่คุ้นเคย ฉันจะทำได้จริงๆ เหรอ

               “อืม ยากเหมือนกันแฮะ ยัยนี่น่ะไม่ค่อยคุ้นกับคนแปลกหน้าเท่าไหร่” แม็ทเข้าใจในข้อนั้นดีทีเดียว “ยิ่งต้องลงไปข้างล่างที่ไม่เคยไปมาก่อนด้วยแล้ว พอดีว่ามอลลี่มีปัญหาบางอย่างที่ทำให้ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด ชั้นว่าเดินทางไปที่ไกลๆ กับคนไม่รู้จักมันออกจะเป็นก้าวกระโดดที่ใหญ่ไปหน่อยนะสำหรับตอนนี้”

               “ความจริง ผมกับมอลลี่ก็ไม่ได้เป็นคนแปลกหน้ากันขนาดนั้นหรอกนะครับ” เอ๋ หมายความว่ายังไงกัน “ผมเคยเจอกับมอลลี่มาก่อนแล้วสามครั้ง เพราะอย่างนี้ผมถึงได้รู้วิธีที่จะรับมือกับอาการของเธอไงครับ”

 

               ฉัน...กับเขา เราเคยเจอกันมาแล้ว ตั้งสามครั้งเลยเหรอ แย่จริงๆ แฮะ ฉันจำหน้าเขาไม่ได้เลย ฉันไม่เก่งเรื่องการจำหน้าคนมาแต่ไหนแต่ไร ยิ่งใบหน้าที่เพิ่งเห็นครั้งแรก แค่ลับหลังไปไม่กี่สิบนาทีก็ลืมหมดแล้ว แถมไอ้อาการหลุดๆ ลอยๆ ของฉันยังทำให้การผูกมิตรกับคนอื่นเป็นไปได้ลำบาก เพราะอย่างนี้ไง คนอื่นๆ ถึงได้ไม่ค่อยชอบฉัน แต่ถ้าเจอกันมาแล้วสามครั้ง ตอนที่เห็นเขาเมื่อเช้านี้ฉันก็น่าจะสะกิดใจอะไรบ้างสิ

               “เรา....เคยเจอกันยังไงเหรอคะ” หวังว่าฉันคงไม่ได้ไปทำเรื่องอะไรแย่ๆ เข้านะ

               “ตอนแรกชั้นก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าเธอน่าจะจำไม่ได้ แต่ก็พอจะเข้าใจได้ล่ะนะ” เขาไม่ยอมเล่าออกมาตรงๆ ดวงตาสีทองคู่นั้นบอกว่ามีบางอย่างที่ทำให้เขายังไม่ค่อยอยากจะพูดถึงเรื่องนี้เท่าไหร่ และเขาก็ดูจะเป็นคนประเภทที่ไม่ยอมให้โดนไล่ต้อนง่ายๆ เสียด้วย “ว่าไงล่ะมอลลี่ เธอจะไปกับชั้นมั้ย”

 

               “โลกเบื้องล่าง....วีเดอร์โฮเล็น.....” ถ้าหากจะมีอะไรที่เย้ายวนใจมากไปกว่านี้ล่ะก็ คงจะมีแค่เรื่องของความทรงจำในวัยเด็กที่ขาดหายไปเท่านั้นล่ะมั้ง บางทีมันอาจจะไม่ใช่การตัดสินใจที่ดีก็ได้ ถึงเขาจะบอกว่าเราเคยเจอกันมาแล้ว แต่สำหรับฉัน นี่คือครั้งแรกที่เราได้พบกัน ถึงอย่างนั้นอาจารย์เฟรย์ก็ไว้ใจเขา ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่แนะนำเรื่องของฉันออกไปหรอก “เข้าใจแล้วค่ะ ชั้นไปด้วยก็แล้วกัน”

               เขาจะไปที่นั่นในฐานะศิษย์เอกของอาจารย์ดีมิเทอร์ ฉันก็ควรจะไปอยู่ที่นั่นในฐานะศิษย์เอกของอาจารย์เฟรย์เช่นกัน จะปล่อยให้ใครต่อใครคิดว่าอาคาเดียไม่มีน้ำยา ต้องพึ่งพาโบทาเนียฝ่ายเดียวไม่ได้เด็ดขาด

               “โอเค งั้นชั้นไปด้วยก็แล้วกัน” แม็ทโพล่งออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

               “เอ๊ะ คุณไม่ชอบออกไปนอกอาคาเดียไม่ใช่เหรอคะ” อย่าว่าแต่ไปถึงซานทอเรียม แค่ออกไปที่พอร์ทเวเปอร์เขายังขี้เกียจเลย “นี่เราต้องลงไปข้างล่างเลยนะ”

               “ก็เพราะมันเป็นการลงไปข้างล่างครั้งแรกของเธอไงล่ะยัยเบ๊อะ ชั้นก็เลยต้องลงไปดูนี่แหละ” เขาโวยวายเสียงดังก่อนจะลอยออกไปที่กระเป๋าเดินทางของฉันตรงข้างๆ เตียง ไหนว่าจะเลิกเป็นพี่เลี้ยงแล้วไง แต่การมีเขาอยู่ด้วยนั้นช่วยให้ฉันอุ่นใจขึ้นมากเลยจริงๆ “ถ้าอย่างนั้นก็ต้องจัดกระเป๋าใหม่ ไปถึงดรีมเกท อย่างน้อยๆ ก็คงต้องเตรียมเสื้อผ้าสำหรับสามวัน....อ๊ะ นี่อะไรน่ะ”

               นี่อะไร ฉันชะโงกหน้าเข้าไปดูสิ่งที่แม็ทเพิ่งจะล้วงออกมาจากกระเป๋าเดินทางอย่างงุนงง มันเป็นกล่องไม้สีน้ำตาลเข้มใบหนึ่งซึ่งถูกสลักลวดลายเอาไว้อย่างงดงามด้วยสีทอง ดูไม่คุ้นตาเอาเสียเลย บอบบางทว่าหนักแน่น ลานเล็กๆ ที่ด้านหลังของมันทำด้วยทองเหลือง แม้จะมีริ้วรอยขีดข่วนปรากฏให้เห็นอยู่ประปรายบนผิวเนื้อ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความงามของมันถูกลดทอนลงแม้แต่น้อย

               “กล่องดนตรีงั้นเหรอ ไปเอาของแบบนี้มาจากที่ไหนกันล่ะ” แม็ทวางมันลงบนเตียงอย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะกลับไปรื้อของในกระเป๋าต่อ กล่องดนตรี นั่นสิ ฉันไปได้มันมาจากที่ไหนกันนะ ความจริงฉันก็เพิ่งกลับมาจากซานทอเรียม ที่นั่นมีของแบบนี้เต็มไปหมด แต่มีบางสิ่งที่เกี่ยวกับกล่องดนตรีใบนั้นที่ทำให้ฉันรู้สึกแปลกประหลาด ทั้งโหยหา ทั้งเจ็บปวด มือคู่นั้นซีดขาวและเย็นเฉียบจนเหมือนไร้ชีวิต ดวงตาของเธอเป็นสีน้ำเงินลึกล้ำดุจมหาสมุทร และแดงชาดดั่งโลหิต

 

               “ขอบคุณนะมอลลี่”

 

               ใคร เธอเป็นใครกัน

               “มอลลี่” สัมผัสอบอุ่นที่ตรงไหล่ดึงฉันออกมาจากภาพฉากสีขาวโพลนซึ่งกำลังโอบล้อมเข้ามาเบื้องหน้า เมื่อฉันหันกลับไป เขาก็ยืนอยู่ตรงนั้น เหมือนเมื่อเช้าไม่มีผิด ดวงตาสีทองของเขาปรากฏความกังวลขึ้นมาอย่างปิดไม่มิด แต่ว่ารอยยิ้มของเขายังคงพร่ำบอกกับฉันว่ามันจะไม่เป็นอะไร “เช็ดน้ำตาเถอะ ไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้นหรอก”

               น้ำตา.....เอ๊ะ ฉันยกมือขึ้นปาดหยดน้ำใสๆ ที่เอ่อท้นขึ้นมาเหนือขอบตาอย่างไม่รู้ตัว เกิดอะไรขึ้นกันนะ ทำไมมันถึงได้ไหลออกมากันล่ะ

               “มอลลี่....เป็นอะไรรึเปล่า” แม้แต่แม็ทยังต้องถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดูเป็นห่วงเป็นใยมากกว่าปกติ ฉันนี่มันแย่จริงๆ แฮะ “ถ้าเธอไม่อยากไป เรายกเลิกทริปนี้ก็ได้นะ”

               “เปล่านะแม็ท ไม่มีอะไรหรอก ชั้นก็แค่....” ก็แค่อะไรเหรอ ให้ตายเถอะ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับฉันกันนะ “ชั้นไม่ได้เป็นอะไรหรอกแม็ท แค่รู้สึกคิดถึงลูขึ้นมาน่ะ แต่เดี๋ยวเราก็จะได้ลงไปข้างล่างกันแล้วนี่ บางทีอาจจะได้เจอกับลูด้วยก็ได้นะ”

               ข้ออ้างชัดๆ คำแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้น สีหน้าของแม็ทบอกชัดเลยว่าเขาไม่เชื่อ แต่แม็ทก็ไม่ได้ถามอะไรอีก เช่นกันกับเซกัล เขาไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนั้นอีกเลย แม้แววตาของเขาจะเปี่ยมไปด้วยความสงสัย เอาล่ะ ฉันจะต้องออกเดินทางไปที่ดรีมเกท ครั้งแรกกับโลกเบื้องล่าง ไปพบกับนักเขียนที่ฉันชื่นชอบ เดินทางไปกับรุ่นพี่ที่เก่งกาจ และพี่เลี้ยงที่แสนดีของฉัน นี่อาจจะเป็นโอกาสที่ฉันจะได้พิสูจน์คุณค่าของตัวเองก็ได้ มันก็ดูจะมีแต่เรื่องดีๆ ไม่ใช่เหรอ

               โลกใบนี้ถูกห่อหุ้มเอาไว้ด้วยเรื่องโกหก ฉันไม่ไว้ใจเรื่องดีๆ พวกนี้เลยจริงๆ

Card Cast

Frey de Charldria "Grandmaster of Acadia"

Seikal Rexgerit

Cover Up

       อาคาเดีย เกาะลอยฟ้าแห่งการเรียนรู้ เที่ยวชมสถาบันการศึกษาทางเวทมนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แวะจิบเครื่องดื่มสุดพิเศษท่ามกลางเหล่าจอมเวทตัวน้อย ช้อปปิ้งอุปกรณ์เวทมนตร์และเพลิดเพลินไปกับถนนสายแฟชั่นที่เร็วและแรงที่สุดในเซ็นเทอร์ราบนจตุรัสอ็อคนีย์ ดินแดนแตะปลายเมฆที่คุณจะหลงรัก

After Match

Molly will keep going on

  • Google+ - White Circle
  • Twitter - White Circle
  • Facebook - White Circle

© 2017 by Commandeer TCG                                                                                                                                   
E-mail: commandeertcg@gmail.com
Tel: (66)85-1520522 , (66)813016679
148/4 Sukhumvit 22 Sukhumvit Road Klongtoey Bangkok 10110, Thailand