Prologue

Story : Re-Peat Again

Illust : Bytomtypl

              มีคนทรยศอยู่ในหมู่พวกเรา

 

              สองเท้าปวดล้าจนแทบก้าวต่อไปไม่ไหว ลมหายใจปั่นป่วนทำเอาปอดแทบจะระเบิดออกมา แต่ต่อให้ขาจะหลุดออกมาเป็นชิ้นๆ หรือต้องหายใจออกมาเป็นโลหิตตอนนี้ ชายหนุ่มก็ไม่อาจปล่อยให้ฝีเท้าตัวเองชะลอลงไปได้ ทั้งริมฝีปากและลำคอล้วนแห้งผากไปหมด กลิ่นของกำมะถันและน้ำมันบอกให้เขารู้ว่าที่หมายอยู่อีกไม่ไกลแล้ว ดวงจันทร์ลอยสูงขึ้นทุกที เหลือเวลาอีกไม่มากนักก่อนที่เรือเหาะเที่ยวสุดท้ายของวันจะออกจากพอร์ทเซอร์รัส เขาต้องจับเที่ยวบินนี้กลับให้ได้ ดาวน์อันเดอร์นั้นไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว ไม่สิ ทั้งเกาะซานทอเรียม หรืออาจจะป็นทั้งเลมิวเรียนี้เลยก็เป็นได้ เขาต้องรีบกลับไปแจ้งข่าวเกี่ยวกับเรื่องที่เขาเพิ่งสืบทราบมาให้เร็วที่สุด มีบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น บางอย่างที่ร้ายแรงมากๆ

 

             มีคนทรยศอยู่ในหมู่พวกเรา ไม่อยากจะเชื่อเลย ในฐานะสายลับของศาสนจักรลูมินอส ตัวเขาเองก็คงไม่สามารถกล่าวโทษใครเกี่ยวกับเรื่องการทรยศหักหลังได้เต็มปากนัก แต่นี่มันบ้าชัดๆ หากเป็นคนของโซลาเรียสอย่างเขาหรือพวกเซเลสทีนที่ไว้ใจไม่ได้นั่นก็ว่าไปอย่าง แต่นี่มันคนของดิไวนัสเลยนะ อัศวินศักดิ์สิทธิ์ผู้ปกป้องดวงวิญญาณบริสุทธิ์จากบรรดาปีศาจร้ายทั้งหลาย พวกเขาควรจะเป็นโล่แห่งแสงสว่างที่คอยกั้นขวางพวกเราออกจากความมืดไม่ใช่เหรอ ถ้าหากว่าแม้แต่เหล่าผู้ที่สว่างไสวและมั่นคงที่สุดในหมู่พวกเรายังถูกแทรกซึมได้แบบนี้ แล้วพวกที่เหลือล่ะ

 

             สายลมวูบหนึ่งหอบเอาเสียงคำรามของเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ลอยมาด้วย เหลืออีกกี่ชั้นกันนะ ไอ้บันไดวนบ้าๆ พวกนี้ สองข้างทางเรียงรายด้วยกลุ่มอาคารสีซีดทึมมืดหม่น ดาวน์อันเดอร์นั้นเป็นเขตพื้นที่ใช้สอยที่ถูกสร้างห้อยเอาไว้ใต้เกาะซานทอเรียมลึกลงไปหลายชั้น แต่ละชั้นเชื่อมต่อกันด้วยทางเดินและบันไดที่ซับซ้อน ชาวอวาลอนอย่างชายหนุ่ม แม้จะมาแฝงตัวอยู่ที่เกาะซานทอเรียมแห่งนี้นานแล้ว แต่ก็ยังไม่อาจทำใจให้คุ้นชินกับบรรยากาศกึ่งจักรกลกึ่งเวทมนตร์ที่มีกลิ่นอายของทั้งเลมิวเรียและไฮเซ็นเบิร์กปนกันหึ่งแบบนี้ได้เสียที นาฬิกาที่เสาข้างทางชี้บอกเวลาเกือบสี่ทุ่มแล้ว หากเป็นที่นครบอสเธียข้างบนนั่นแสงไฟ
คงยังสว่างไสว ผู้คนก็น่าจะยังเดินกันขวักไขว่บนท้องถนน แต่ที่ดาวน์อันเดอร์นี่ นอกจากแถวๆ พอร์ทเซอร์รัสและร้านเหล้าตามตรอกแคบๆ แล้ว ถนนหนทางก็ดูจะรกร้างไปเสียหมด

 

              พอร์ทเซอร์รัสนั้นเป็นท่าอากาศยานที่ใหญ่โตที่สุดของทวีปเลมิวเรีย อากาศยานขนส่งจากไฮเซ็นเบิร์กที่พานักท่องเที่ยวและพ่อค้าจากดินแดนเบื้องล่างมายังหมู่เกาะลอยฟ้า ถึงแม้จะใช้เวลานานกว่า แต่ก็สะดวกและราคาถูกกว่าการใช้ประตูมิติที่สามารถขนย้ายผู้คนได้ครั้งละแค่ไม่กี่คนมาก เดี๋ยวนี้คนส่วนใหญ่มักไม่นิยมใช้ประตูมิติกันอีกแล้ว นับตั้งแต่ปรากฏการณ์บิดผันของเวลาที่ทำให้มีคนหายไปในประตูมิติหลายสิบคนนั่นแหละ อากาศยานขนส่งของไฮเซ็นเบิร์กนับเป็นชัยชนะของเครื่องจักรที่มีต่อเวทมนตร์ครั้งใหญ่เลยทีเดียว กิจการอากาศยานขนส่งนั้นถูกดำเนินการโดยรัฐบาลของไฮเซ็นเบิร์ก พวกเขาได้ไปสร้างท่าอากาศยานแบบเดียวกันนี้เอาไว้หลายแห่งตามเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก ภายใต้ข้อตกลงร่วมกันกับผู้ปกครองท้องถิ่นนั้นๆ หลายคนมองว่านี่เป็นการรุกรานอย่างเงียบๆ แต่สำหรับบางคนกลับเห็นว่าท่าอากาศยานพวกนี้คือประตูที่เชื่อมโลกเข้าด้วยกัน ให้ตายห่าเถอะ ไม่มีทางที่พวกไฮเซ็นเบิร์กจะทำแบบนี้โดยไม่หวังผลประโยชน์หรอก ไม่มีทางที่ไอ้พวกเลือดเย็นนั่นจะยอมทุ่มเทไปมากมายขนาดนั้นเพียงเพื่อแค่การค้าขายแน่

 

               อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เรื่องของไฮเซ็นเบิร์กดูจะเป็นเรื่องรองลงไปเลย หากเทียบกับสิ่งที่ชายหนุ่มเพิ่งได้สืบทราบมา
 

               เดิมทีมันก็เป็นการลอบติดตามความเคลื่อนไหวของบุคคลที่อยู่ในรายชื่อต้องระวัง มาตรการปกติ ภารกิจที่คุ้นเคย เจ้าหมอนั่นเป็นจอมเวทสายเครื่องกลที่ถูกขับออกจากหอนกร้องเพราะมีแนวคิดทางการเมืองที่รุนแรงเกินไป พวกโปรไฮเซ็นเบิร์กอย่างเขาอาจจะมีที่ทางสุขสบายในแฟงคลินอีสเตท แต่ไม่ใช่ที่หอนกร้อง ศาสนจักรลูมินอสไม่เคยไว้ใจมิตรของไฮเซ็นเบิร์กอยู่แล้ว ชายหนุ่มเคยได้รับภารกิจให้คอยสอดแนมจอมเวทนอกคอกผู้นี้มาแล้วหลายครั้ง งานง่าย ทุกครั้งจบลงที่กระดาษรายงานไม่กี่หน้า และเขาคิดว่าครั้งนี้มันก็น่าจะไม่ต่างกัน แต่ว่าชายหนุ่มคิดผิด

 

              ความจริงเขาควรจะรู้สึกตัวว่ามีบางอย่างผิดปกติตั้งแต่ตอนที่เจ้าจอมเวทนักประดิษฐ์นั่นออกนอกเส้นทางที่ใช้เป็นประจำแล้ว บอสเธียอาจไม่ใช่เมืองใหญ่นัก แต่ตรอกซอกซอยที่คดเคี้ยวของเมืองนั้นกลับเต็มไปด้วยทางเดินลับอันน่าพิศวง สามปีแล้วที่ชายหนุ่มแฝงตัวเข้ามาอยู่บนเกาะซานทอเรียมแห่งนี้ กระนั้นเขาก็ยังไม่อาจจดจำเส้นทางทั้งหมดในเมืองบอสเธียได้เสียที ทางเดินเล็กๆ ที่ไร้คนสัญจรนั้นพาเขาไปพบกับอาคารสองชั้นที่ดูเรียบๆ ไม่สะดุดตาอะไร เหมือนกับโกดังเก็บของเก่าๆ ที่ไม่ค่อยมีคนใช้งาน ซึ่งมีให้เห็นอยู่ทั่วไปในบอสเธีย ไม่มียามเฝ้าประตู ไม่มีเวทมนตร์คุ้มกันที่ภายนอก ดูธรรมดาจนน่าสงสัยว่าไอ้เจ้านักประดิษฐ์นอกคอกนั่นจะดั้นด้นมาถึงที่นี่ทำไม ความสงสัยเป็นคุณสมบัติที่ดีของสายลับ และมันก็พาชายหนุ่มให้ปีนป่ายขึ้นไปบนราวระเบียงของโกดังนั่น ปีนป่ายขึ้นไปสู่ความลับที่เขาไม่คาดฝันว่าจะได้ยินเข้า

 

              พวกนั้นมีกันอยู่สี่คน จอมเวทนักประดิษฐ์นั่น คนแปลกหน้าอีกสอง หนึ่งเด็ก หนึ่งผู้ใหญ่ แม้แต่ตอนที่เห็นจากที่ไกลๆ ก็ยังสังเกตได้ถึงผิวที่ซีดเกินปกติของพวกเขา สีผิวของคนตาย พวกผีดิบงั้นหรือ ผู้คืบคลานในความมืด มันก็ดูเหมาะสมกันดีอยู่ จอมเวทนอกรีตกับพวกโกงความตายที่ไม่พึงปรารถนา แต่แล้วชายหนุ่มก็สังเกตเห็นคนที่สี่ คนที่ไม่สมควรจะยืนอยู่ที่ตรงนั้น
อัศวินแห่งดิไวนัส  เขาจำใบหน้านั้นได้ดี แม้จะไม่ได้อยู่ในชุดเกราะอันทรงเกียรติแต่เขาก็ไม่มีทางลืมบุคคลที่โดดเด่นเช่นนี้แน่

 

              สัญญาณไม่ชอบมาพากลปะทุออกมาทีละน้อย ตอนแรกเขาสงสัยว่าบางทีปราการดิไวนัสอาจจะมาเจรจาขอซื้อสิ่งประดิษฐ์อันตรายบางอย่าง ไม่น่าแปลกใจหรอก ก็ตอนนี้ชายแดนตะวันออกมันตึงเครียดเสียขนาดนั้น แต่ว่าเปล่าเลย ไม่ใช่เลยสักนิด ไม่มีชายแดนตะวันออก ไม่มีพวกนักรบทะเลทรายแห่งคุชาร์ดอยู่ในหัวข้อสนทนาแม้แต่คำเดียว พวกนั้นพูดถึงอะไรบางอย่างที่อันตรายเอามากๆ ใครบางคนที่กำลังกลับมา เด็กผู้หญิงห้าคนที่พวกเขากำลังตามหาอยู่ แล้วก็ความตายของพระสันตะปาปาองค์ก่อน

 

             พระสันตะปาปายูริอุสที่สอง ผู้นำทางศาสนาของลูมินัส บุคคลที่มิอิทธิพลสูงที่สุดในทวีปอวาลอน และอาจจะมีอิทธิพล
เป็นลำดับต้นๆ ของทั่วทั้งเซ็นเทอร์ราเลยก็ว่าได้ ศาสนาลูมินัสมีผู้นับถืออยู่ทุกแห่ง โดยเฉพาะอวาลอนและเลมิวเรีย
จริงอยู่ว่าความตายของบุคคลระดับนั้นย่อมก่อให้เกิดผลกระทบตามมามากมาย แต่ด้วยวัยอันล่วงเลยของท่านผู้นั้นก็นับว่าไม่ได้เป็นเรื่องเหนือคาดแต่อย่างใด แน่นอนว่าตอนนี้ทั่วทั้งศาสนจักรลูมินอสกำลังวุ่นวายอยู่กับการคัดเลือกพระสันตะปาปาองค์ใหม่ ทุกสิ่งก็ดูเหมือนจะเป็นไปตามธรรมเนียมปกติ หากแต่สิ่งที่สายลับหนุ่มได้ยินเข้านั้นมันไม่ใช่เรื่องปกติสามัญเลย พระสันตะปาปายูริอุสที่สองไม่ได้ถึงแก่มรณกรรมด้วยโรคภัยตามธรรมชาติ มีใครบางคนดำเนินการเร่งรัดให้ความตายของท่านมาเยือนเร็วขึ้น เพื่อหวังผลบางอย่าง

 

              ให้ตายห่าเถอะ ฆ่านักบวชแก่ๆ ไปคนนึงแล้วจะได้อะไรขึ้นมา ถ้าไม่ใช่ว่าอยากให้ตำแหน่งของเขาว่างลง หากเรื่องที่ได้ยินเป็นคำพูดของคนทั่วไปชายหนุ่มคงคิดว่าเป็นแค่เรื่องเพ้อเจ้อ แต่เมื่อมันออกมาจากปากของอัศวินระดับสูงแห่งปราการดิไวนัส โดยมีพวกผู้ใช้ชีวิตในความมืดอยู่ในวงสนทนาด้วย บางอย่างในคำพูดนั้นก็ทำให้ชายหนุ่มต้องรีบหลบออกมาและวิ่งห้อไม่หยุดจนมาถึงที่นี่ มีใครบางคนต้องการตำแหน่งผู้นำของศาสนจักรลูมินัส พวกเขาเลือกวิธีที่สกปรกทั้งที่รออีกไม่นานท่านยูริอุสที่สองก็คงจะจากไปตามสภาพอยู่แล้ว คนกลุ่มนั้นกำลังรีบร้อน ถึงกับต้องลงมืออย่างอุกอาจ มันต้องมีเหตุผลที่ไม่ดีอยู่เบื้องหลังแน่ๆ ชายหนุ่มค่อนข้างมั่นใจว่าคนกลุ่มนี้จะไม่ได้มีแค่สี่คนเท่าที่เห็น บางสิ่งที่ใหญ่โตและดำมืดเกินกว่าใครจะคาดคิดกำลังดำเนินไปอย่างเงียบเชียบ สังหรณ์อันตรายของสายลับกระตุกเต้นยิบๆ อยู่ในสมอง นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถส่งเศษกระดาษไม่กี่แผ่นไปรายงานได้ เขาต้องรีบไปพบกับผู้บัญชาการวิคตอเรียด้วยตัวเอง และที่สำคัญ เขาต้องรีบหนีออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด

 

                ตอนที่ผละออกมา ด้วยความรีบร้อนทำให้เขาพลาดท่าอย่างไม่น่าให้อภัย คนพวกนั้นมีเหตุผลที่ดีในการเลือกโกดังเก่าๆ แห่งนี้เป็นที่พบปะเจรจา โครงสร้างผุพังของมันทำให้การเคลื่อนไหวอย่างไม่ระมัดระวังแม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถก่อให้เกิดเสียงดังขึ้นมาได้ สัญญาณเตือนภัยที่ไม่อาจปลดออก ไม่จำเป็นต้องใช้เวทมนตร์ให้ดูน่าสงสัยสักนิด แม้จะเป็นเพียงเสียงพื้นไม้ลั่นแค่ครั้งเดียว แต่นั่นก็อาจจะเพียงพอแล้วสำหรับผู้ถูกสอดแนมที่จะรู้สึกตัว ชายหนุ่มไม่ได้อยู่รอดูว่าจะมีใครตามมาหรือไม่ เสี้ยววินาทีที่ตัดสินใจหันกลับไปมองอาจจะต้องแลกมาด้วยชีวิต เขาไม่รู้หรอกว่าพวกนั้นรู้ตัวจริงๆ หรือเปล่า ที่ทำได้มีเพียงรีบก้าวให้เร็วขึ้น ภาวนาให้คนพวกนั้นไม่ทันสังเกตและก้าวต่อไปเหมือนกับไม่มีอะไรผิดปกติเท่านั้น  

 

             ทันทีที่เลี้ยวพ้นหัวมุมทางเดินที่สุดปลายถนน พอร์ทเซอร์รัสก็ปรากฏให้เห็นตรงหน้า ห่างออกไปเพียงแค่ไม่กี่ช่วงอาคาร เสียงครางกระหึ่มของเครื่องยนต์ขนาดยักษ์และแสงไฟสว่างไสวในตัวท่าอากาศยานทำให้รู้สึกใจชื้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เขามาทันเวลา ยานเหาะลำสุดท้ายยังคงเทียบท่าอยู่ตรงนั้น ขนาดอันใหญ่โตของมันทำเอาอาคารแถวนี้ดูเล็กจ้อยไปเสียหมด แม้ถนนหนทางที่ส่วนอื่นของดาวน์อันเดอร์จะเงียบเหงาไปหมดแล้ว แต่บริเวณนี้ยังคงคึกคักไปด้วยผู้คน ปลอดภัยแล้ว ท่าอากาศยานเป็นเขตของไฮเซ็นเบิร์ก ต่อให้เป็นอัศวินของดิไวนัสก็ไม่กล้าลงมือแน่ น่าเสียดายที่เรือเหาะลำนี้ไม่ได้เดินทางไปอวาลอนโดยตรง เขาต้องไปลงที่พอร์ทซิร็อคโคในนครคันธราสของแชงกรีลา แล้วจึงค่อยต่อเรือเหาะอีกลำเพื่อไปยังเซเลสทีน จากนั้นจึงค่อยหาม้าสักตัวมุ่งหน้ากลับไปที่โซลาเรียส นั่นต้องใช้เวลาสัปดาห์กว่าๆ ได้ คงต้องยอมควักกระเป๋าค่าเดินทางจนหมดตัวแน่ แต่ถ้าเขาสามารถส่งข่าวนี้ถึงโซลาเรียสได้ แค่นี้ต้องถือว่าคุ้มมากทีเดียว

 

              กว่าจะต่อรองกับนายท่าเพื่อขอซื้อตั๋วช่วงนาทีสุดท้ายได้ หวูดสัญญาณเตือนให้ขึ้นเรือเหาะก็ดังขึ้นพอดี โชคดีที่เขามีใบอนุญาตเดินทางสำหรับหลายๆ นครเตรียมเอาไว้อยู่แล้ว เพื่อความปลอดภัยที่มากขึ้น ชายหนุ่มเลือกจ่ายแพงขึ้นอีกนิดเพื่อขอที่พักในส่วนของผู้โดยสารชั้นสอง ซึ่งอย่างน้อยก็มีห้องส่วนตัวเอาไว้กบดาน เมื่อเครื่องยนต์เรือเหาะส่งเสียงคำรามแหบต่ำ และตัวยานค่อยๆ ขยับอย่างอืดอาดออกจากท่า ท้องฟ้าและสายลมอันปลอดโปร่งก็ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกหายใจทั่วท้องได้ในที่สุด ความปวดล้าในกล้ามเนื้อพลันคลายตัวลงเป็นปลิดทิ้ง เขาเกาะราวระเบียงทางเดินผู้โดยสารพลางจุดบุหรี่มวนขึ้นสูบ ปล่อยให้สายลมราตรีเย็นฉ่ำอาบไล้ใบหน้า ปล่อยให้หัวใจค่อยๆ สงบลงอย่างช้าๆ

 

              เที่ยวบินรอบดึกมีผู้โดยสารไม่มากเท่าไหร่ ยานบินไต่ระดับความเร็วเพิ่มขึ้นทีละน้อย ถอยห่างออกจากอ้อมกอดของซานทอเรียมอย่างช้าๆ น่าเสียดายที่ต้องบอกลาบ้านที่อยู่มาสามปีในลักษณะนี้ น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสล่ำลาพวกสาวๆ ในบาร์ของแบนโจ บอกลาเด็กผู้หญิงคนนั้นที่มักจะมาที่ร้านทุกวันสุดท้ายของเดือน นั่งอ่านหนังสืออยู่คนเดียวที่โต๊ะตรงมุมที่เงียบที่สุด สั่งม็อคเทลสูตรพิเศษแบบบุฟเฟต์ ซ่อนใบหน้าและหัวใจเอาไว้หลังแว่นตาหนาเตอะนั่น สาวน้อยที่แปลกประหลาดไม่เข้ากับสถานที่ สำหรับชายหนุ่มที่มีชีวิตสองด้าน เธอเป็นเพื่อนที่ให้ความรู้สึกสนิทใจได้อย่างไม่น่าเชื่อ พวกเขามักจะนั่งอ่านหนังสืออยู่ด้วยกันไปจนเช้าเสมอ อยากมีโอกาสได้ดื่มด้วยกันอีกสักแก้วจังเลยนะ บางทีถ้าทุกอย่างไปได้สวย เขาอาจมีโอกาสได้กลับมาเยี่ยมที่นี่บ้างในอนาคต ถึงตอนนั้นจะยังมีคนคิดถึงเขาอยู่ไหมหนอ

 

               “ท้องฟ้าสวยนะครับ” ชายหนุ่มในชุดสูทและเสื้อคลุมที่ตัดเย็บอย่างประณีตเอ่ยทักทายขณะกำลังเดินผ่านมา
สำเนียงเลมิวเรีย ดูจากท่าทางสุภาพและเป็นมิตรแล้วน่าจะเป็นพวกเจ้าหน้าที่ราชการ หรืออาจจะเป็นอาจารย์ของอาคาเดียล่ะมั้ง 
“เดินทางกลับบ้านเหรอครับ”

 

               “ครับ พอดีมีธุระด่วน” สายลับหนุ่มตอบส่งๆ ตอนนี้เขาไม่ต้องการสุงสิงกับใครทั้งนั้น

 

              “อวาลอนช่วงนี้กำลังอากาศดีเลย ถ้ามีโอกาสผมก็อยากแวะไปบ้างเหมือนกันนะ” ชายแปลกหน้ายิ้มแย้มอย่างเป็นกันเอง พอดูดีๆ แล้วดูเหมือนเขาจะอายุน้อยกว่าที่คิด เส้นผมเสยเสยยุ่งๆ แบบไม่ตั้งใจนัก ใบหน้าคมคายหล่อเหลา หรือบางทีอาจจะเป็นพวกลูกหลานตระกูลผู้ดีในเบลดิเนียม ไม่หรอก ถ้าเป็นพวกนั้นคงไม่มีทางมาอยู่ที่ทางเดินผู้โดยสารชั้นสองแน่ “คุณพอจะมีไฟบ้างมั้ย ผมเองก็อยากสูบเหมือนกัน”

 

               “เชิญครับ” ชายหนุ่มจุดไม้ขีดยื่นให้ชายแปลกหน้า สายลมแรงทำให้ชายในชุดสูทต้องก้มหน้าลงมาจนใกล้ แม้แต่บุหรี่ที่เขาสูบก็เป็นของแพง หรือว่าจะเป็นพวกผู้ดีตกยาก หรือพวกลูกเศรษฐีขี้เห่ออยากออกผจญภัยแบบชาวบ้านๆ ขณะที่ชายหนุ่มกำลังไตร่ตรองดูคนแปลกหน้าอยู่นั้น ฉับพลันเขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “คุณรู้ได้ยังไงว่าผมจะไปที่อวาลอน”

 

               ด้วยการฝึกฝนอย่างหนักและการมาลงสนามจริงอีกสามปี เขามั่นใจว่าสำเนียงเลมิวเรียของเขานั้นไม่มีทางผิดเพี้ยนอย่างแน่นอน และยานเหาะลำนี้ก็ไม่ได้มีเป้าหมายไปที่อวาลอน แต่เป็นที่แชงกรีลาต่างหาก ต่อให้หน้าตาของเขาจะไม่เหมือนชาวแชงกรีลา แต่มันก็ไม่ควรจะมีข้อมูลอะไรเชื่อมโยงระหว่างเขากับอวาลอนได้เลยนี่นา ดวงตาสีดำของชายแปลกหน้าช้อนขึ้นมองสายลับหนุ่มสงบนิ่ง แววไหวระริกที่เกิดจากแสงไฟของไม้ขีดสะท้อนวิบวับอยู่ในดวงตาของเขา คงเป็นเพราะคำถามว่ากำลังกลับบ้านใช่ไหมแน่ๆ เลย ต้องใช่แน่ๆ เพราะอย่างนั้นเขาก็เลยเดาไปถึงเรื่องอวาลอนได้ยังไงล่ะ

 

               “ก็เดาไปเรื่อยน่ะครับ” ชายในชุดสูทเงยหน้าขึ้นระบายควันยาสูบออกมาเป็นทางยาว เขาก็แค่เดาไปเรื่อย จริงด้วย ไม่เห็นมีอะไรน่าเป็นห่วงเลย ยังไงพวกนั้นก็ไม่มีทางตามมาทันอยู่แล้ว “นักประดิษฐ์นั่นเป็นพวกสนับสนุนไฮเซ็นเบิร์ก ก็เลยคิดว่าคนที่แอบตามมาน่าจะเป็นพวกอวาลอนน่ะ”
 

                แม่งเอ๊ย สายลับสบถในใจพลางส่งรอยยิ้มขมขื่นออกมา ตอนที่ชายแปลกหน้ายื่นมือมาดับไฟที่ก้านไม้ขีด
 

               “อย่าโกรธกันเลยนะครับ ผมเป็นหนาม มีหน้าที่ต้องปกป้องต้นแอปเปิลของผมอยู่แล้ว” เสียงนั้นคล้ายกับเสียงกระซิบ
เบามากเสียจนแทบไม่ได้ยิน สายลมพัดแรงขึ้นทุกที ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่งดงามกว่าที่เคยจำได้มากนัก

 

              ให้ตายห่าเถอะ นี่มันก็วันสุดท้ายของเดือนแล้วด้วย รู้งี้น่าจะแวะไปบอกลาเด็กผู้หญิงคนนั้นเสียก่อน เผื่อจะได้ดื่มด้วยกัน
อีกสักแก้วก็ยังดี

  • Google+ - White Circle
  • Twitter - White Circle
  • Facebook - White Circle

© 2017 by Commandeer TCG                                                                                                                                   
E-mail: commandeertcg@gmail.com
Tel: (66)85-1520522 , (66)813016679
148/4 Sukhumvit 22 Sukhumvit Road Klongtoey Bangkok 10110, Thailand