Truth Seeker

Story : Re-Peat Again

Illust : Bytomtypl

                ควันกำยานลอยอ้อยอิ่งในอากาศ เคล้ากับกลิ่นหวานเอียนๆ ของเครื่องหอมราคาถูกที่พร่างพรมอยู่ทั่วเรือนร่างของเหล่าสาวๆ หน้าตาหม่นหมองในชุดที่บางจนเรียกได้ว่ากึ่งเปลือยพวกนั้น เสียงดนตรีกระซิบถ้อยคำอ่อนหวานออกมาจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงตรงมุมห้อง โซฟากำมะหยี่สีแดงเข้มนั้นนุ่มสบายเสียจนน่าสงสัยว่าถ้าเทียบกับผิวอ่อนนุ่มของเด็กสาวพวกนั้นแล้ว อะไรจะน่าสัมผัสไปกว่ากัน ทั่วทั้งห้องเล็กๆ นี้ล้วนถูกตกแต่งอย่างอวดโอ่ด้วยสีแดงและทองอันระยิบระยับ สีของราชันย์ เพื่อกระตุ้นสัญชาติญาณความทระนงให้แก่ลูกค้าที่หลงเข้ามา เพื่อให้เงินทองไหลออกจากกระเป๋าของพวกเขาได้ง่ายขึ้น

 

                “เป็นไงบ้างล่ะท่าน มีคนไหนถูกใจบ้างมั้ย” เสียงแหบห้าวดังขึ้นจากร่างผอมสูงที่นั่งอยู่ตรงโซฟาอีกฟากหนึ่ง แม้จะผอมแห้งแต่ก็ดูแกร่งไปทั้งร่างด้วยกล้ามเนื้อ แววตาเล็กแหลมเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังราวกับใบมีดที่พร้อมจะกรีดเชือดเอาเหรียญเงินออกจากเส้นเลือดของผู้อื่นได้ทุกเมื่อ ต่างหูแบบห่วงมากมายที่หูทั้งสองข้างนั้นส่งเสียงกระทบกันดังกริ๊กทุกครั้งที่เขาขยับตัว รอยแผลเป็นสองสามจุดบนใบหน้าช่วยย้ำเตือนให้ทุกคนที่อยู่รอบๆ ระลึกไว้เสมอว่าเขาเป็นคนที่พร้อมจะแลกได้ทุกอย่าง เพื่อความรุ่งโรจน์ ริมฝีปากบางเหยียดยาวด้วยความมั่นใจ แย่หน่อยที่คืนนี้ความมั่นใจนั้นจะไม่ได้รับการตอบสนอง

 

                “ก็งั้นๆ” ผมตอบพลางเลื่อนสายตากลับมาที่หนังสือในมือ ทั้งที่ความจริงแล้ว ต้องยอมรับว่าสาวน้อยพวกนั้นดึงดูดสายตาไม่น้อยเลยทีเดียว

 

                “พูดเป็นเล่น นี่ดีที่สุดที่ผมมีเลยนะครับ” น้ำเสียงของชายร่างผอมเจือความหงุดหงิดพอให้สังเกตได้ “หรือว่าจริงๆ แล้วมีรสนิยมอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า บอกผมมาได้เลยนะ”

 

                “ผู้หญิงพวกนี้....” ผมลากเสียงโดยไม่เงยหน้าขึ้นจากหนังสือ “อายุมากไปหน่อย”

 

                “อ้อ....” ไอ้โรคจิต นั่นเป็นคำที่เขาไม่ได้พูดออกมา แต่สีหน้าหฤโหดนั่นดูมีความสบายใจผุดขึ้นมาทันที “แล้วก็ไม่บอกแต่แรก เจอริโคคนนี้มีทุกอย่างให้เลือกสรรอยู่แล้ว”

                พอเจ้าหมอนั่นตบมือสองสามครั้ง ชายร่างใหญ่กลุ่มหนึ่งก็เข้ามาในห้องและพาพวกเด็กสาวในโซ่ตรวนกลุ่มแรกออกไป เจอริโค พ่อค้าทาสชื่อดังแห่งแบล็คคลาร์ก ส่งรอยยิ้มที่แสดงความมั่นอกมั่นใจเกินพอดีมาอีกครั้ง เขาเป็นคนที่ถูกออกหมายจับในแทบทุกอาณาจักรใหญ่ๆ ทั่วเซ็นเทอร์รา แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นที่ต้อนรับจากบรรดาชนชั้นสูงในแทบทุกอาราจักรใหญ่ทั่วเซ็นเทอร์ราเช่นกัน ตัวเลขค่าหัวนั้นไม่สำคัญหรอก ไม่มีใครคิดจะเอาเจ้าหมอนี่ไปขึ้นเงินอยู่แล้ว

 

                เด็กสาวชุดใหม่ถูกส่งเข้ามาแทนที่ จะเรียกว่าเด็กสาวก็คงไม่ถูกนัก เพราะว่าพวกเธอเป็นเพียงแค่เด็กหญิงตัวเล็กๆ อายุไม่น่าจะเกินสิบห้าสิบหกเท่านั้น คนที่เด็กที่สุดน่าจะอายุแค่สิบสองเอง ปอยผมสีทองปรกลงมาเหนือดวงตากลมโตสีฟ้าเหมือนตุ๊กตาเก่าๆ นางฟ้าตัวน้อยๆ ที่บอบช้ำ ผมลอบส่งยิ้มให้กำลังใจเธออย่างยากลำบาก ซึ่งเธอเพียงหลบสายตาด้วยความหวาดกลัว หน้าตาเลื่อนลอยของพวกเธอทั้งสี่ทำให้รู้สึกปวดหน่วงๆ ในหัวใจ นี่มันจะต้องต่ำช้ากันถึงขนาดไหนนะ ดวงตาพวกนั้นทั้งอิดโรยและแห้งผาก แขนขาผอมบางเต็มไปด้วยบาดแผล พ่อค้าทาสผู้ยิ่งใหญ่ไม่ทะนุถนอมสินค้าของตัวเองเลย

 

                “นี่คิดจะขายของมีตำหนิแบบนี้จริงๆ เหรอเนี่ย” ผมวางหนังสือในมือลงบนตักพลางส่งสายตาตำหนิไปยังเจอริโค เจ้านั่นคงผิดคาด ไม่คิดว่าจะได้เจอลูกค้าที่จู้จี้ขนาดนี้ ทั้งที่เป็นลูกค้าหน้าใหม่แท้ๆ “งั้นก็ช่างเถอะ ผมคงผิดเองที่คาดหวังอะไรมากไป”

 

                “ใจเย็นก่อนสิครับ ถ้าท่านยังไม่พอใจนังเด็กพวกนี้ ผมยังพอจะมีคนอื่นๆ เก็บไว้อีกนิดหน่อยนะ” ถึงปากจะพูดอย่างนั้น แต่แววตาลังเลของเขาบ่งชัดเลยว่าไม่มีเด็กอายุเท่านี้ในสต็อคหลังร้านแล้ว อย่างน้อยก็ไม่มีที่สามารถเอามายืนในห้องนี้ได้แน่นอน

 

                “ไม่เป็นไรหรอกเจอริโค ผมจะไปแล้ว เดิมที คนของตระกูลซาเล็นก็ไม่สมควรจะมาอยู่ในที่สกปรกแบบนี้อยู่แล้วด้วยซ้ำ” ประโยคสุดท้ายช่วยย้ำให้เจอริโคมั่นใจว่าเขาไม่ควรจะเสียลูกค้าคนนี้ไป ต่อให้เรื่องมากแค่ไหน แต่การได้ค้าขายกับญาติของผบ.รูบิซาล ฟอน ซาเล็น ก็จะช่วยให้ฮันติ้งกราวนด์สาขาดัสท์ฟอร์ดนี่ยังคงเริงร่าต่อไปได้อีกนานโขเลย ดังนั้นเมื่อผมลุกขึ้นจากโซฟานุ่มนิ่มด้วยสีหน้าไม่พอใจ มันก็เหมือนจะพาเอาอนาคตของเขาหลุดติดมือกลับไปด้วยเลยทีเดียว “ชื่อเสียงของคุณออกจะเกินจริงเสียแล้วล่ะ คุณเจอริโค”

 

                “เดี๋ยวก่อนครับท่าน” ในที่สุดเขาก็ร้องออกมา น้ำเสียงของคนที่เพิ่งจะตัดสินใจเดิมพันหมดหน้าตัก ปลากินเหยื่อแล้ว “ต้องขออภัยจริงๆ ที่เอาสินค้าไม่ได้คุณภาพมารบกวนสายตา ถ้ายังไง ลองให้โอกาสพวกเราอีกสักครั้งจะได้มั้ยครับ”

 

                “โอกาสเป็นสิ่งที่หาได้ยากในทุกวันนี้นะคุณเจอริโค” และนี่ก็เป็นโอกาสที่ยอดเยี่ยม “ว่ามา”

 

                “ปกติแล้ว ทางเราจะไม่ให้คนที่ไม่ใช่สมาชิกเข้าร่วม แต่สำหรับคนของตระกูลฟอน ซาเล็นแล้ว บางทีเราอาจจะพอหาช่องทางได้นิดหน่อย” ช่องทางย่อมเกิดขึ้นได้เสมอถ้ามีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง เจอริโคเองก็คงมีน้ำหนักในองค์กรมากพอที่จะตัดสินใจอะไรได้ประมาณหนึ่ง “บางทีท่านอาจจะเคยได้ยินเรื่องของการประมูลในฮันติ้งกราวนด์มาบ้างแล้ว”

 

                “แน่นอน” ที่ผมมาอยู่ที่นี่ในวันนี้ก็เพราะเรื่องนั้นนั่นแหละ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอกที่คุณชายฟอน ซาเล็นจะมาอยู่ที่ฮันติ้งกราวนด์ในวันที่มีการประมูลพอดี มันเป็นเรื่องที่ถูกคาดการณ์เอาไว้แล้ว

 

                 “สินค้าระดับสูงของเราจะถูกส่งเข้าร่วมการประมูลที่ว่าเสมอ ถ้าสนใจ ผมสามารถรับรองสิทธิ์ให้ท่านเข้าร่วมได้” แน่นอนว่านั่นไม่ใช่น้ำใจที่ให้เปล่า เจอริโคแห่งฮันติ้งกราวนด์ไม่ใช่คนเอื้อเฟื้อขนาดนั้น “ยังไงพวกเราเองก็รบกวนผบ.รูบิซาลไว้มาก”

 

                “เวลาเพื่อนช่วยเหลือกัน เค้าไม่เรียกว่ารบกวนหรอก” ผมลูบสันปกหนังสือในมือ ผู้บัญชาการแห่งดีพไลน์มีทัศนคติที่ไม่ดีเกี่ยวกับการค้าทาสมาตลอด หากไม่ใช่เพราะเส้นสายที่เข้มแข็ง ที่ฮันติ้งกราวนด์มาเฉิดฉายอยู่ใต้จมูกเขานี่คงเป็นได้แค่ความฝันเท่านั้น “หนังสือเขาเขียนเอาไว้อย่างนั้นน่ะ วีเดอร์โฮเล็น นักเขียนใหญ่เชียวนะ รู้จักมั้ย”

 

                “ขอโทษที ผมไม่ค่อยมีเวลาอ่านอะไรยาวๆ เท่าไหร่” พ่อค้าทาสยักไหล่ “งั้นผมต้องขออนุญาตตรวจสอบสิ่งของที่ท่านพกพามาด้วยก่อน มาตรการปกติน่ะครับ เพื่อความปลอดภัยของแขกทุกคน”

 

                “ตามสะดวกเลย คุณเจอริโค” ผมตอบ ในใจผ่อนคลายลงไปเปลาะหนึ่งแล้ว

                ทางเดินยาวที่ถูกซ่อนเอาไว้ด้านหลังทางเดินหลักของฮันติ้งกราวนด์นั้นถูกออกแบบเอาไว้ดีมากจริงๆ นี่ถ้าให้มาค้นหาเองก็อาจต้องใช้เวลาเป็นวันเลย มันทั้งยาวเหยียดและซับซ้อนจนน่าแปลกใจว่าอาคารหลังเดียวจะซ่อนทางเดินแบบนี้เอาไว้ได้ยังไง หลังจากการค้นตัวอย่างละเอียด อุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์และเครื่องมือสื่อสารทุกชนิดก็ถูกริบออกไปทั้งหมด แน่นอนว่าคงจะรวมไปถึงอุปกรณ์เวทมนตร์ด้วยถ้าหากว่ามี เจอริโคแจ้งว่าการประมูลในวันนี้เริ่มไปแล้วเกือบยี่สิบนาที แต่ไม่ต้องห่วง เพราะสินค้าเกรดยิ่งสูงก็มักจะยิ่งถูกปล่อยออกมาเป็นลำดับท้ายๆ ส่วนมากสินค้าชิ้นแรกๆ จะเป็นของที่คนนอกนำมาร่วมประมูล แต่เรื่องนั้นไม่ได้อยู่ในหัวผมเลยสักนิด เป้าหมายที่แท้จริงมันไม่ใช่เรื่องสินค้าอะไรพวกนั้นอยู่แล้ว จุดประสงค์หลักในการเหยียบถ้ำเสือครั้งนี้คือผู้ร่วมประมูลต่างหาก

 

                โถงใหญ่ของโรงละครเก่าได้ถูกดัดแปลงเป็นเวทีประมูลสุดแสนอลังการ ผ้าม่านกำมะหยี่และแสงไฟสปอตไลท์ช่วยขับเน้นมูลค่าของสินค้าที่ยืนตัวสั่นงันงกอยู่บนเวทีให้มากยิ่งขึ้นไปอีก ตอนที่ผมเข้ามาถึง เด็กสาวตาสีดำคนหนึ่งกำลังถูกจับหมุนตัวพลิกหน้าพลิกหลัง เผยเรือนร่างขาวผ่องให้พวกผู้ร่วมประมูลได้ชมกันอยู่ มีหน่อเนื้อรูปเขาเล็กๆ สองอันที่ดูน่ารักยื่นออกมาจากหน้าผากของเด็กคนนั้น พวกอสูร ชาวแชงกรีลา น่าจะมาจากตะวันออกไกลเลยด้วยซ้ำ ถูกกระชากลากถูมาไกลบ้านขนาดนี้ โดนห้อมล้อมด้วยสำเนียงที่ไม่คุ้นเคยแบบนี้ โทษเธอไม่ได้เลยที่จะต้องมีน้ำตา ผมกวาดสายตามองเหล่าผู้คนจิตใจต่ำช้าที่ซ่อนตัวอยู่ตามคอกผู้ชม ไม่มีเสียงตะโกนต่อรองราคา ไม่มีเสียงเป่าปากตบมือเหมือนที่มักจะได้เห็นในตลาดค้าทาสทั่วๆ ไป หอประมูลของฮันติ้งกราวนด์เป็นสถานที่มีระดับกว่านั้น หรูหราจนไม่น่าเชื่อว่าจะตั้งอยู่ในเมืองที่มีแต่ฝุ่นควันแบบนี้ เสียงแทบทั้งหมดที่ดังก้องอยู่ในหอประมูลตอนนี้ก็มีแต่เสียงขานราคาของพิธีกรบนเวทีกับเสียงกระซิบกระซาบจากมุมต่างๆ ของความมืด ที่น่าสนใจคือแม้จะดูโอ่โถงกว้างใหญ่ แต่ไม่เคยมีใครระบุตำแหน่งที่แท้จริงของหอประมูลได้เลย ดัสท์ฟอร์ดใช่ว่าจะเป็นเมืองใหญ่นัก ก็แค่ชุมชนนอกด่าน ไม่มีทางเลยที่อาคารใหญ่โตแบบนี้จะเล็ดรอดสายตาใครไปได้ อย่างกับว่าทั้งหมดที่เห็นอยู่ตอนนี้เป็นแค่ภาพลวงตาอย่างนั้นแหละ

 

                ที่นั่งของผู้ร่วมประมูลแต่ละคนล้วนถูกแบ่งแยกออกจากกันอย่างเป็นสัดส่วนด้วยคอกไม้ขัดเงา แสงไฟแทบทั้งหมดในโรงละครพุ่งเป้าไปรวมตัวกันอยู่บนเวที ส่วนที่นั่งผู้ชมจึงมืดมิด มีเพียงโคมไฟตัวเล็กๆ ที่สามารถเปิดปิดได้ตามใจชอบตรงโต๊ะข้างๆ ที่นั่งแต่ละที่เท่านั้นที่พอจะสว่างให้เห็นขึ้นมาตามจุดต่างๆ เป็นระยะ เพื่อความเป็นส่วนตัวของผู้ร่วมประมูลทั้งหลาย ที่ข้างโคมไฟของทุกที่นั่งนั้นมีโทรศัพท์เครื่องเล็กๆ เอาไว้ต่อสายถึงภายนอกได้เผื่อกรณีฉุกเฉิน ซึ่งมักเกิดขึ้นบ่อยๆ เมื่อราคาสินค้าพุ่งทะยานเกินเพดานปกติ

 

                “ถ้าสนใจอยากร่วมประมูลสินค้าชิ้นไหนก็แค่...” เจอริโคหยิบแท่งโลหะเย็นเยียบที่มีปุ่มกดห้าอันอยู่ด้านข้าง แต่ละปุ่มแทนมูลค่าต่างๆ ที่ผู้ร่วมประมูลต้องการเสนอเพิ่มเข้าไป “หวังว่านายท่านจะได้ของเล่นที่ถูกใจนะครับ”

 

                ในที่สุดก็ได้แยกจากไอ้หมอนั่นสักที เจอริโคเองก็คงจะคิดแบบนี้เหมือนกัน เราต่างก็เสียเวลาไปกับความมากเรื่องของกันและกันไปนานโขอยู่ นี่ถ้าไม่ใช่เพราะนามสกุลฟอน ซาเล็น เจอริโคไม่มีทางวิ่งโร่ออกจากการควบคุมความเรียบร้อยในหอประมูลไปต้อนรับผมที่ข้างนอกแน่ๆ การประมูลเริ่มไปแล้วยี่สิบนาที นั่นแหละหัวใจสำคัญ มันต้องเริ่มไปแล้วนานพอให้พ่อค้าทาสรู้สึกว่าทุกอย่างจะราบรื่นไปตลอด เพื่อให้เขาสามารถวางใจละสายตาจากมันไปได้ครู่ใหญ่ และมันก็ต้องยังไม่นานพอให้การประมูลเข้าใกล้ช่วงสุดท้าย เพื่อที่เจอริโคจะกล้าตัดสินใจพาลูกค้ารายใหม่เข้ามาร่วม การประวิงเวลาในห้องรับรองแขกนั่นก็สำคัญ คนที่เห็นเวลาเป็นเงินเป็นทองอย่างหมอนั่น ถูกรั้งเอาไว้นานขนาดนั้นย่อมไม่อยากกลับบ้านมือเปล่าอยู่แล้ว การประมูลเริ่มไปแล้วยี่สิบนาที สินค้าเกรดสูงจะถูกปล่อยในช่วงหลังๆ ก็จริง แต่ทุกๆ ช่วงระยะหนึ่ง เมื่อเวทีต้องการแรงกระตุ้น ก็อาจมีการเอาสินค้าเกรดสูงมาคั่นรายการเพื่อดึงความสนใจจากลูกค้า เจอริโคจึงต้องรีบตัดสินใจ เขาจะไม่อยากพลาดเวลาที่สินค้าระดับนั้นถูกนำขึ้นมาบนเวที

 

                เวลาเป็นสิ่งที่ต่างฝ่ายต่างก็มีใช้จำกัด หลังจากเจอริโคหายไปแล้ว ผมจึงรีบยกหูโทรศัพท์ขึ้นหมุนทันที แน่นอนว่าโทรศัพท์ทุกสายในหอประมูลนี้ย่อมถูกดักฟังสัญญาณ ซึ่งไม่มีใครสนใจอยู่แล้ว เมื่อโทรศัพท์พวกนี้จะถูกต่อสายเพื่อกิจกรรมเกี่ยวกับการประมูลเท่านั้น ที่ผมต้องทำก็แค่โทรไปบอกคนที่รออยู่ปลายสายว่าขอขยายวงเงินเพิ่ม นั่นเป็นรหัสลับ แปลว่าผมเข้ามาข้างในได้เรียบร้อยแล้ว ให้แจ้งความคืบหน้าไปยังนายจ้างในคราวนี้ของเราได้เลย

 

                ถ้าพ่อค้าทาสมหาโหดอย่างเจอริโครู้เข้าว่าที่จริงแล้วผมไม่ได้เป็นคุณชายจากตระกูลฟอน ซาเล็น มีหวังต้องโดนเชือดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแหง ปกติแล้วผมไม่ค่อยรับงานจากเจ้าหน้าที่ราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคนของรัฐบาลแองกริฟฟ์ แต่ในเมื่อผบ.รูบิซาลเป็นคนขอร้องมาทั้งที และผมเองก็มีหนี้ที่ต้องชดใช้ให้เขาด้วยเหมือนกัน งานนี้ก็เลยไม่รับไม่ได้ ความจริงมันก็ไม่ใช่งานยากนัก แค่ลอบเข้ามาในงานประมูลทาสครั้งใหญ่ หาตัวนายทหารระดับสูงของรัฐบาลคนหนึ่ง หาทางบีบให้เขายอมคุยกับผบ.รูบิซาลให้ได้ แน่นอนว่าข้อหาพัวพันการค้าทาสจะเป็นหัวข้อโน้มน้าวที่ดี ผบ.รูบิซาลไม่ได้บอกว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของการเจรจาคืออะไร แต่คงเป็นเรื่องแบล็คเมลล์เพื่อหวังผลทางการเมืองแน่ นับเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในช่วงเวลาที่เสถียรภาพทางการปกครองของไฮเซ็นเบิร์กง่อนแง่นแบบนี้

 

                ไม่มีสัญญาณเลยแฮะ แปลกจัง โทรศัพท์แบบพ่วงสายไม่น่าจะดับสัญญาณแบบนี้สิ บางทีห้องดูแลชุมสายอาจจะมีปัญหา หวังว่าคงไม่ใช่ฝีมือแจสเปอร์แอบไปทำอะไรแปลกๆ เข้าล่ะ เอาเถอะ ถ้าอย่างนั้นเอาไว้แจ้งข่าวในขั้นตอนเจรจาเลยก็ได้ ผมเอื้อมมือไปยังโคมไฟตัวเล็กที่โต๊ะข้างที่นั่ง ที่นั่งของแขกนั้นถูกแยกห่างจากกันด้วยคอกกั้น มืดและเป็นส่วนตัว จะหาใครคนหนึ่งจากบนนี้คงเป็นเรื่องยาก งั้นก็เรียกเขาออกไปเจอกันข้างนอกเลยดีกว่า

 

                ดวงไฟสีส้มถูกกดเปิดและปิดสลับกันเป็นจังหวะสั้นๆ มันคือรหัสมอร์สที่ถูกแทนค่าด้วยตัวเลขไม่กี่ชุด มีเพียงนายทหารระดับสูงของไฮเซ็นเบิร์กที่รู้จักรหัสตัวเลขพวกนี้ นี่เป็นวิธีที่พวกนายทหารแตกแถวของไฮเซ็นเบิร์กใช้คุยกันเวลามาเข้าร่วมงานประมูล ท่ามกลางดวงไฟที่กระพริบติดๆ ดับๆ สี่ห้าจุดตามที่นั่งต่างๆ พวกเขากำลังปั่นราคาทาสที่ตัวเองนำมาร่วมประมูลด้วย แม้แต่ในแวดวงธุรกิจใต้ดินพวกเขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะคอร์รัปชั่น แต่ก็ดีแล้ว เพราะเราจะได้เจอหน้ากันง่ายขึ้น ผมส่งสัญญาณเรียกเขาออกไปพบกันที่ห้องสูบบุหรี่ด้านนอก นายทหารที่เป็นเป้าหมายของเรา เขาอยู่ที่นี่จริงๆ และเห็นข้อความของผมในเวลาไม่นานเลย เงาร่างสูงใหญ่กำลังลุกออกจากที่นั่งไปแล้ว

                “คนของสเป็คเตอร์งั้นเหรอ” เขาอัดซิการ์เข้าปอดคำใหญ่ ผมยาวถูกมัดรวบไว้ด้านหลัง รูปร่างสูงใหญ่กำยำเผยให้เห็นมัดกล้ามแข็งแกร่งแม้จะอยู่ภายใต้เสื้อโค้ทหนา ที่รบกวนจิตใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือดวงตาของเขา มันเป็นจุดสีเหลืองวูบไหวบนพื้นสีดำโลหะ พวกไซบอร์ก มนุษย์ดัดแปลงที่ผสมผสานร่างกายเข้ากับจักรกลเพื่อเพิ่มสมรรถภาพ เทคโนโลยีชั้นสูงที่มีใช้กันเฉพาะในรัฐบาลแองกริฟฟ์เท่านั้น ตอนที่อ่านโปรไฟล์ของเขามาล่วงหน้าก็เตรียมใจมาบ้างแล้วนะ แต่มายืนอยู่ต่อหน้าเครื่องจักรสังหารแห่งทะเลสาบขี้เถ้าของจริงนี่ แรงกดดันคนละเรื่องกับพวกทหารทั่วไปเยอะเลย “หรือว่าพวกหมาของฟอน ริทเธิร์น”

 

                “ถ้าผมเป็นหนึ่งในสองอย่างนั่น คำสุดท้ายเมื่อกี้น่าจะทำให้คุณเดือดร้อนแล้วล่ะครับ” ฟังจากน้ำเสียงแล้ว เขาคงไม่แคร์เท่าไหร่หรอกมั้ง “ผมเป็นแค่คนส่งข่าวครับ พันเอกเรย์โนลต์ มุลเลอร์ มีคนอยากคุยกับคุณ”

 

                “แกไม่ใช่ทหารนี่ ถึงกับส่งคนเข้ามาในฮันติ้งกราวนด์ กะจะแบล็คเมลล์กัน แต่ดันไม่กล้าส่งลูกน้องตัวเองเข้ามา งั้นก็คงเป็นหมอปรุงยาสินะ” หมอปรุงยาเป็นฉายาของผบ.รูบิซาล เห็นห้าวๆ แบบนี้ หัวไวเหมือนกันแฮะ ท่าทางจะเคี้ยวยากน่าดู “ถึงขนาดบอกรหัสทางการทหารให้พลเรือน เจ้าหมอนั่นออกจะใจร้อนไปหน่อยแล้ว อย่าคิดว่าแค่เรื่องกฎหมายค้าทาสจะเอามาขู่กันได้นะ”

 

                ว่าแล้วเชียว ลองใช้น้ำเสียงกระด้างแบบนั้นกับตระกูลฟอน ริทเธิร์นได้ เขาคงไม่กลัวกับอีแค่กฎหมายที่คนส่วนใหญ่เมินอยู่แล้ว ในบรรดานายทหารตัวปัญหาทั้งหลายที่ข้างนอกกำแพงนี่ ชื่อเสียงของผู้พันเรย์โนลต์นั้นจัดว่าอยู่ในระดับหัวแถวเลยทีเดียว ถึงตอนนี้ทำไมจู่ๆ ก็นึกสีหน้าเจ้าเล่ห์ของผบ.รูบิซาลออกเลยแฮะ เขาเองก็คงรู้อยู่แล้วเหมือนกันว่าผู้พันเรย์โนลต์ย่อมไม่ยี่หระกับเรื่องแบล็คเมลล์แบบนี้ เพราะอย่างนั้นเขาก็เลยเลือกส่งผมมาเป็นคนเจรจา

 

                “ผู้พันอยู่นอกกำแพงมานาน บางทีอาจไม่ทราบ....” ไม่ทราบว่าอะไร นึกสิ เร็วเข้า “ความนิยมของรัฐบาลแองกริฟฟ์ในกำแพงนั้นเสื่อมลงมากแล้ว”

 

                นั่นเป็นเรื่องจริง นับตั้งแต่บัลลังก์ของโฮเซ็นไฮม์ว่างลง มาจนถึงการจัดตั้งสภาท้องถิ่น อำนาจของรัฐบาลก็ค่อยๆ เล็ดลอดออกจากมือไปทุกขณะ

 

                “ในช่วงการเปลี่ยนตัวผู้นำนั้นถือเป็นโอกาสอันดีที่จะมีการปรับภาพลักษณ์ของรัฐบาลใหม่ เพื่อซื้อใจประชาชน จึงอาจต้องมีการพิจารณาตัดเนื้อร้ายบางส่วนทิ้ง” และตลาดค้าทาสก็เป็นวงจรอุบาทว์ที่ฉาวโฉ่เต็มที แต่เดิมมันก็ไม่ได้ให้ผลประโยชน์อะไรกับแองกริฟฟ์มากมายอยู่แล้ว มันจึงน่าจะเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่จะถูกตัดทิ้งได้ไม่ยาก “ลองนึกภาพท่านผู้นำคนใหม่ที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งด้วยการกวาดล้างขบวนการค้าชีวิตซึ่งบ่อนทำลายเกียรติภูมิอันเกรียงไกรของไฮเซ็นเบิร์กดูสิ”

 

                “เหลวไหล พวกมันไม่กล้าหรอก” กล้าหรือไม่ นั่นก็ยังน่ากังขา แต่ที่แน่ๆ น้ำเสียงของผู้พันเรย์โนลต์อ่อนลงกว่าเมื่อครู่นิดหน่อย เขากำลังไตร่ตรอง

 

                “เรื่องนั้นผมคงไม่อาจรู้ดีไปกว่าคนที่รับใช้รัฐบาลแองกริฟฟ์อย่างซื่อสัตย์มาตลอดแบบคุณหรอกครับ” เมื่อมีคำสั่งให้กวาดล้างชุมชนเก่าที่ทะเลสาบขี้เถ้า นั่นหมายถึงต้องไม่มีใครเหลือรอดแม้แต่เด็กตัวเล็กๆ ถ้อยคำนั้นจะช่วยสะกิดเตือนความทรงจำของผู้พันให้ระลึกขึ้นมาได้ว่าฟอน ริทเธิร์นโหดเหี้ยมเด็ดขาดเพียงใด เขาอยู่ที่ทะเลสาบขี้เถ้า เป็นคนรับคำสั่งด้วยตัวเองเลยด้วยซ้ำ

 

                “วิธีพูดของแกทำให้ชั้นนึกถึงเจ้าหนุ่มวอร์เรนขึ้นมาเลย” คงจะหมายถึงวอร์เรน เอเวอรี ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลล่ะมั้ง การใช้ชีวิตเทียวไปเทียวมาระหว่างไฮเซ็นเบิร์กกับอวาลอนตลอดปีที่ผ่านมาช่วยให้ผมได้ยินรายชื่อสำคัญๆ ผ่านหูมาไม่น้อย “นึกถึงมันขึ้นมาทีไรก็หงุดหงิดทุกที”

 

                “ผมก็แค่พูดไปตามความเป็นจริงเท่านั้น” ทุกอย่างที่พูดไปไม่มีคำไหนที่เป็นคำลวงเลย ก็แค่เอาความจริงมาตีให้ฟุ้งมากขึ้นนิดหน่อยเท่านั้น “บางทีคุณน่าจะลองคุยโทรศัพท์สายนี้ดูสักหน่อยนะครับ”

 

                “ไอ้ที่พูดแบบนั้นก็ยิ่งเหมือน” ควันซิการ์ถูกระบายออกมาเป็นทางยาว ดูท่าผู้พันของเราคงมีความหลังกับผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์มาพอสมควร  

 

                ดวงตาเซ็นเซอร์ของเขาไม่อาจแสดงความรู้สึกได้เหมือนตามนุษย์ แต่อย่างน้อยสีหน้าของเขายังคงสื่อสารออกมาได้อยู่ เขายังไม่ได้ยินยอมเสียทีเดียว แค่พร้อมจะรับฟังมากขึ้นนิดหน่อย เมื่อผมยกหูโทรศัพท์ตั้งโต๊ะของห้องสูบบุหรี่ และหมุนหมายเลขตามที่เตรียมไว้ ผู้พันเรย์โนลต์ก็ก้าวเข้ามาฉวยหูโทรศัพท์ไปจากมือผมด้วยอารมณ์ที่น่าจะเรียกได้ว่าขุ่นมัวเอาการ

 

                “ไม่มีสัญญาณนี่” เขาส่งหูโทรศัพท์คืนมาหลังจากที่รับไปเพียงครู่หนึ่ง “ลองต่อใหม่ซิ”

 

                แปลกจัง สัญญาณยังไม่เป็นปกติอีกเหรอ อุตส่าห์กล่อมได้แล้วเชียว คนแข็งกร้าวอย่างเขา ขืนปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปมากกว่านี้อาจจะเปลี่ยนใจได้

 

                “รอเดี๋ยวนะครับ” แม้จะลองหมุนโทรศัพท์ใหม่อีกกี่ครั้ง สัญญาณที่ได้รับกลับมาก็มีเพียงความว่างเปล่า นี่มันชักจะมีอะไรไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว “ชุมสายอาจจะมีปัญหา ผมจะลองไปถามพวกพนักงานดูก็แล้วกัน”

 

                “ไม่ต้องหรอก ชั้นว่าจะออกไปสูดอากาศข้างนอกสักหน่อย งั้นก็ใช้วิทยุคลื่นสั้นที่รถของชั้นก็แล้วกัน” นี่คงไม่ใช่จะหลอกไปยิงทิ้งในที่ลับตาใช่มั้ยเนี่ย แต่จะว่าไป ถ้าเขาคิดจะเล่นงานกันขึ้นมาจริงๆ คงไม่มีที่ไหนลับตาคนมากไปกว่าในห้องสูบบุหรี่นี่อีกแล้วล่ะ

 

                ตอนที่พวกเราเดินผ่านทางเดินยาวกลับไปที่ส่วนหน้าร้าน มันก็มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังยืนคุยกันอยู่ตรงนั้นพอดี การประมูลบนเวทีคงอยู่ในช่วงซบเซา พวกผู้ร่วมประมูลถึงได้ผละออกมายืดเส้นยืดสายแบบนี้ สายตาสี่คู่จ้องมองมาทางพวกเราทันทีที่เดินเข้าไปใกล้ พวกเขามีด้วยกันสี่คน หญิงหนึ่งชายสาม เกือบทั้งหมดท่าทางไม่เหมือนชาวไฮเซ็นเบิร์กเลย ผู้ชายร่างเล็กคนที่ยืนอยู่ด้านในสุดดูลุกลี้ลุกลนตลอดเวลา เขาเป็นชาวเลมิวเรียแน่นอน ถ้าจะระบุให้ละเอียดลงไปอีกก็คงจะมาจากเกาะซานทอเรียมล่ะมั้ง สังเกตได้จากนิ้วมือที่ขยับไปมาเหมือนกำลังร่ายวงเวทเวลาที่รู้สึกไม่สบายใจ เป็นอาการที่พวกคนของหมู่เกาะลอยฟ้ามักจะทำกัน ปลายนิ้วของเขามีรอยดำคล้ำจากคราบน้ำมันและไฟลวก พวกจอมเวทนักประดิษฐ์ขนานแท้ ส่วนอีกสามคนที่เหลือ ดูยากจริงๆ ผู้ชายคนหนึ่งน่าจะมาจากอวาลอน อีกคนนั้นสวมเสื้อคลุมแบบมีหมวกฮู้ดที่ทำให้มองหน้าไม่ชัดนัก ส่วนผู้หญิงคนสุดท้ายมีใบหูแหลมชี้แบบพวกภูต คงเป็นคนท้องถิ่น มันมีความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างในสายตาของคนพวกนั้น เป็นความรู้สึกที่ทำให้เย็นสันหลังวาบขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกตอนที่กำลังเดินผ่านพวกเขา มันมีอะไรบางอย่างที่ทำให้สัญชาตญาณอันตรายกระตุกเต้นยิบๆ เหมือนแมลงแตกออกจากรัง อาจเป็นเพราะบรรยากาศอึมครึมที่แผ่ออกมาจากตัวของผู้พันเรย์โนลต์ด้วยล่ะมั้ง

 

                “ผู้พัน คุณชาย จะไปไหนกันเหรอครับ” เจอริโคที่เพิ่งจะเดินเข้ามาตรงสุดปลายทางเดินร้องทักด้วยความแปลกใจ เขาน่าจะกำลังรีบร้อนมากทีเดียว ขนาดทักกันแล้วยังไม่ยอมหยุดเดินเลย “อีกสักครู่เราจะเริ่มปล่อยหมัดเด็ดกันแล้วนะ”

 

                “พอดีเจอคนรู้จัก ก็เลยว่าจะออกไปสูดอากาศคุยกันสักหน่อยน่ะ” ผู้พันเรย์โนลต์เมินคำว่าคุณชายที่เจอริโคใช้เรียกผมอย่างจงใจ “ท่าทางยุ่งๆ นะ มีอะไรรึเปล่า”

 

                “คลื่นวิทยุน่ะครับ ล่มหมดทั้งเขตเลย ไม่รู้พวกที่ดีพไลน์เล่นอะไรกันรึเปล่า” ไม่เพียงแค่ชุมสายโทรศัพท์ แต่คลื่นวิทยุก็ดับไปด้วยงั้นเหรอ ผมหันไปมองหน้ากับผู้พันเรย์โนลต์พร้อมกัน ดวงตาสีเหลืองไม่แสดงอารมณ์ แต่ไม่ว่าใครก็คงดูออกว่าแม้แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่ผิดปกติเช่นกัน

 

                ที่ลานจอดรถด้านหลังฮันติ้งกราวนด์ รถตู้นอกราชการของผู้พันเรย์โนลต์จอดสงบนิ่งรออยู่ตรงนั้น ผลขับที่กำลังยืนอัดบุหรี่ด้วยความเบื่อหน่ายกุลีกุจอหันมาทำความเคารพทันทีที่เห็นนายทหารผู้บังคับบัญชาก้าวเข้ามาด้วยอาการรีบร้อน แต่ก็ต้องหน้าเจื่อนลงเมื่อผู้พันส่งสายตาตำหนิให้เขา มันไม่ควรจะมีทหารหรือการทำความเคารพแบบทหารแถวๆ ฮันติ้งกราวนด์ ยิ่งโดยเฉพาะตอนที่มีคนแปลกหน้าเดินตามมาด้วยแบบนี้ ผมหยุดยืนพักเหนื่อยตรงข้างๆ รถตู้ สงสัยต้องออกกำลังกายให้มากกว่านี้แล้วแฮะ ถึงทางเดินนั่นมันจะยาวมากก็เถอะ แต่แค่นี้ก็เริ่มหายใจผิดจังหวะแล้ว ไม่ดีเลยจริงๆ

 

                “วิทยุปกติดีรึเปล่า” ตอนที่ผู้พันเอ่ยขึ้นนั้น พลขับหนุ่มทำหน้าเหรอหราเหมือนไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไรไปครู่หนึ่ง “ลองต่อสัญญาณดูซิ มันยังใช้ได้อยู่มั้ย”

 

                “ลองเช็คช่องสัญญาณพิเศษของกองทัพดูก่อนเลยดีกว่าครับ” ช่องสัญญาณที่ถูกสงวนไว้เฉพาะสำหรับใช้ในราชการเท่านั้น ผู้พันเรย์โนลต์ดูมีท่าทางไม่พอใจนิดหน่อยที่พลเรือนรู้เรื่องช่องสัญญาณพิเศษด้วย แต่สุดท้ายเขาก็พยักหน้าให้คนของเขาลองตรวจสอบดู สังหรณ์ประหลาดอบอวลอยู่ในอากาศ มันเป็นคืนที่สงบเงียบเหมือนทุกคืนที่ผ่านมา แต่มีบางอย่างกำลังเกิดขึ้น และน่าจะเป็นบางอย่างที่ไม่ธรรมดาเลย

 

                นึกออกแล้วว่าทำไมผมถึงรู้สึกแปลกๆ ตอนที่เดินผ่านกลุ่มคนที่ทางเดินยาวเมื่อสักครู่ ผู้ชายคนที่สวมหมวกฮู้ดนั่น แม้จะมีการแต่งหน้าเพื่อให้ดูปกติ แต่ข้อมือที่โผล่พ้นชายแขนเสื้อออกมากลับซีดขาวราวกับคนตาย เด็กผู้หญิงคนนั้นเคยบอกเอาไว้ว่าไงนะ พวกผู้คืบคลานในความมืดนั้นเป็นพวกที่อันตราย และจะนำพามาซึ่งความโศกเศร้าเท่านั้น

 

                ส่วนเธอเองก็คือความโศกเศร้าของพวกมัน เกือบสองปีแล้วตั้งแต่จากกันคราวนั้น ผมยังจำดวงตางดงามเกรี้ยวกราดคู่นั้นได้ไม่ลืมเลย

 

                “ผู้พัน ผมว่าเรา....” น่าจะตรวจสอบคนกลุ่มนั้นดูสักหน่อยดีกว่า แม้ไฮเซ็นเบิร์กจะไม่ได้มีมาตรการที่เข้มงวดต่อผู้คืบคลานในความมืดเหมือนที่อวาลอน แต่พวกเขาก็ยังถือเป็นภัยคุกคามอยู่ดี

 

                “นั่นอะไร” คำพูดของผมถูกกลบกลืนด้วยบางสิ่งที่ดึงดูดความสนใจมากกว่า มันเป็นแสงเรืองรองที่ถักทอขึ้นเป็นวงกลมสามชั้น ลอยอยู่ตรงหน้าทางเข้าของฮันติ้งกราวนด์นั่นเลย ลายอักขระมากมายซึ่งกำลังหมุนวนสลักเสลาตัวเองอยู่ในวงกลมนั้นดูงดงามประหลาดตา แต่ว่าอันตรายอย่างยิ่ง นี่มันวงเวท ใครเป็นคนร่ายกัน แม้ชาวไฮเซ็นเบิร์กอาจจะไม่คุ้นกับมันนัก แต่ผมพอจะอ่านออกว่ามันเป็นเวทเกี่ยวกับอะไร วงเวทต้นร่างเป็นลายกังหัน อักขระที่ปรากฏอยู่มีหลายตัวที่เกี่ยวกับอากาศ ไฟ แล้วก็....

 

                “ระเบิด!” สิ้นเสียงร้องเตือนของผม แสงสว่างเจิดจ้าก็สาดวาบไปทั่วบริเวณ เสียงกึกก้องคงจะปลุกทุกชีวิตในดัสท์ฟอร์ดให้ตื่นจากหลับใหลกันหมดแล้ว ผู้พันเรย์โนลต์เร็วกว่าใคร เขาขยับเข้ามาขวาง เอาแผ่นหลังช่วยกำบังแรงระเบิดให้กับผมและลูกน้อง อันที่จริงเขาคงแค่จะปกป้องผู้ใต้บังคับบัญชาของตัวเอง แต่ว่าผมดันไปยืนอยู่ในมุมที่ได้ผลประโยชน์ไปด้วยพอดี แรงอัดอากาศฉีกกระชากส่วนหน้าของอาคารจนแหลกเหลว พวกเราเพิ่งจะยืนอยู่ตรงนั้นเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้วนี่เอง เปลวเพลิงพวยพุ่งโหมกระหน่ำ คลื่นความร้อนแผ่กระจายอาบไล้จนแสบผิว ร้อนแรงจนปอดแทบลุกเป็นไฟ ถ้าไม่ได้ร่างไซบอร์กอันแข็งแกร่งของผู้พันช่วยรับแรงปะทะ ระเบิดเกิดขึ้นใกล้ขนาดนี้ พวกเราน่าจะมีบาดเจ็บกันไปบ้างแล้ว

 

                “สตาร์ทรถเดี๋ยวนี้” นายทหารนอกแถวร้องสั่งลูกน้องทันที เกิดเรื่องขึ้นแล้วและเขาไม่ควรจะมาอยู่แถวนี้ แม้จะมีเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังแว่วมา เขาก็ไม่คิดที่จะยื่นมือเข้าไป ไม่อาจรั้งรออยู่ได้ ถ้ามีใครมาเห็นเข้า มันจะนำมาซึ่งคำถามมากมายที่น่าปวดหัว

 

                 สะเก็ดขี้เถ้าและฝุ่นไม้ฟุ้งกระจายในอากาศ ที่โหมกระหน่ำเข้ามาพร้อมๆ กันคือความตกตะลึงและความสับสน เปลวเพลิงส่งเสียงคำรามอย่างโหดร้าย ระคนไปด้วยเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด คะเนจากความเสียหาย คงจะมีตายเจ็บกันไม่น้อยแน่ แต่มันน่าสงสัยจริงๆ ทำไมถึงเป็นฮันติ้งกราวนด์นะ ฐานดีพไลน์อยู่ไม่ไกลจากตรงนี้เท่าไหร่ ย่านการค้าก็ห่างออกไปเพียงสองถนน การวางระเบิดแหล่งเงินทุนของกลุ่มธุรกิจนอกกฎหมายไม่ช่วยทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลเสียหายอะไรสักหน่อย นี่ไม่ใช่ฝีมือของกลุ่มต่อต้านรัฐบาล นี่ไม่ใช่เป้าหมายที่คนพวกนั้นจะเลือก

 

                เสียงระเบิดดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ห่างออกไปเล็กน้อย หลังเสียงระเบิดจางลง ผมพยายามเพ่งมองผ่านกลุ่มควันว่ามันดังมาจากที่ไหน ตั้งสติเอาไว้ อย่าตื่นตระหนก ผู้คนวิ่งกันขวักไขว่เต็มท้องถนน เสียงตะโกนโหวกเหวกสับสนอลหม่าน ค่ำคืนเงียบสงบกลายเป็นนรกเสียแล้ว แจสเปอร์ยังอยู่ในห้องพักรึเปล่านะ ผมยกนิ้วโป้งขึ้นแตะริมฝีปากแล้วกัดเข้าไปแรงๆ คำหนึ่ง ปล่อยให้โลหิตไหลผุดซึมขึ้นมาเป็นวง หวังว่าเธอจะยังปลอดภัย

 

                “แกรีบไปหลบในดีพไลน์จะดีกว่านะ ดูท่ามันคงยังไม่จบแค่นี้แน่” ผู้พันเรย์โนลต์ร้องเตือน ยังไม่ทันขาดคำ เสียงระเบิดก็ดังขึ้นอีกครั้ง และอีกครั้ง ระยะห่างไม่สม่ำเสมอ เป็นการโจมตีแบบมีเป้าหมาย “ฝากบอกหมอปรุงยาด้วยว่า แล้วชั้นจะติดต่อไปเอง”

 

                แบบนี้จะเรียกว่างานสำเร็จเรียบร้อยดีได้ไหมนะ การระเบิดของฮันติ้งกราวนด์อาจจะทำให้ผู้พันยิ่งมั่นใจเรื่องที่ว่าจะมีการกวาดล้างการค้าทาสเกิดขึ้นก็ได้ รถตู้ของเขาพุ่งทะยานออกไปบนถนน ฝ่าฝูงชนที่วิ่งหนีตายกันอยู่อย่างน่าหวาดเสียว เสียงระเบิดดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ขยับใกล้เข้ามาอีก คะเนจากทิศทางแล้วตรงนั้นน่าจะเป็นสำนักงานปล่อยเงินกู้ของพวกมาเฟียท้องถิ่น สถานที่นอกกฎหมายอีกแล้ว มันต้องมีความหมายอะไรแน่ๆ

 

                ถึงแม้ว่าคำเตือนของผู้พันเรย์โนลต์จะฟังดูเข้าท่ามาก แต่เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดลากผมวิ่งกลับเข้าไปยังฮันติ้งกราวนด์ที่กำลังลุกไหม้ อาคารส่วนใหญ่ถล่มลงมาจนกลายเป็นซากกองอิฐกับโครงสร้างไม้เปลือยเปล่า ไอร้อนปะทะวูบจนแสบผิวไปหมด คนที่ยังพอขยับได้หนีตายกันอลหม่าน ร่างที่แหว่งวิ่นกระจายอยู่ตรงนู้นตรงนี้เต็มไปหมด ทุกอย่างตกอยู่ในความโกลาหล ผมยืนหมุนคว้างพยายามมองหาใครที่ต้องการความช่วยเหลือ แต่ทุกคนก็ดูต้องการความช่วยเหลือเท่าๆ กับที่ตายไปแล้วทั้งนั้น

 

                “พี่คะ....พี่....” เสียงเล็กๆ ที่โหยแผ่วแว่วออกมาจากซากบันได ซึ่งพังลงมาหมดแล้ว ผมรีบคุกเข่าลงคุ้ยกองซากอิฐตรงนั้นออก ก่อนจะพบกับดวงตาสีฟ้าเลื่อนลอยที่เต็มไปด้วยบาดแผล เธอคือเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ผมพยายามยิ้มให้ในห้องรับรองแขก เด็กหญิงคนหนึ่งซึ่งน่าจะมีชีวิตที่สวยงามอยู่กับครอบครัวที่อบอุ่น ผมกัดริมฝีปากตัวเองแน่นก่อนจะใช้สองมือตะกุยกองอิฐที่ทับร่างส่วนที่เหลือของเธอออกด้วยความยากลำบาก “พี่คะ...”

 

                “ไม่เป็นไรนะ แข็งใจไว้ พี่จะพาเธอออกไปจากที่นี่เอง” ผมให้คำมั่น แต่ยิ่งตะกุยลึกเข้าไปในกองอิฐ คำสัญญาของผมก็ยิ่งวิ่งเข้าใกล้คำโกหก ข้างล่างนั่นมีแต่เลือดและเศษเนื้อเละๆ ไม่เป็นรูปทรงเท่านั้น ผมพยายามประคองร่างของเธอเอาไว้ให้ดีที่สุด แต่มันแทบไม่เหลืออะไรให้จับต้องได้เลย “แข็งใจไว้นะ...พี่....”

 

                “พี่ชายมารับหนูแล้วใช่มั้ย....หนูรอพี่มาตลอดเลยนะ...หนูขอโทษ....พี่คะ...” เสียงเล็กๆ นั้นค่อยๆ แผ่วลงและเลือนหายไป พร้อมกับประกายแสงสุดท้ายในดวงตาสีฟ้าคู่นั้น ความทรงจำน้อยๆ กระจัดกระจายหายไปกับเถ้าถ่าน เธอไปแล้ว ไปสู่ที่ที่ดีกว่า ถ้าหากพวกดิไวน์เนอร์พวกนั้นไม่ได้โกหก ผมกำก้อนอิฐชุ่มเลือดในมือแน่น ก่อนจะเลื่อนมือไปปิดตาของเด็กหญิงลง ตั้งสติไว้ อย่าเพิ่งโทษความไร้ค่าของตัวเอง สภาพนี้ไม่มีใครช่วยอะไรได้ทั้งนั้น

 

                เปลวเพลิงลามไล่ขึ้นมาตามพื้นไม้ ใครคนหนึ่งร้องบอกให้ผมรีบหนีออกมาจากตรงนั้น หนีไปให้ไกล ที่นี่ไม่ปลอดภัยแล้ว มีใครบางคนกำลังทำลายค่ำคืนอันเงียบสงบด้วยระเบิดสะเทือนขวัญ ไม่ว่าเหตุผลของพวกเขาจะเป็นอะไรก็ตาม แต่มีคนที่ไม่เกี่ยวข้องมากมายต้องตายเพื่อสิ่งนั้น สัญชาติญาณของผมเต้นพล่านอยากจะรู้ให้ได้ว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

 

                “เที่ยวได้ไปสอดเรื่องของคนอื่นไปทั่ว นายนี่อดใจปล่อยเรื่องที่ไม่รู้ไปบ้างไม่ได้เลยใช่มั้ย”

 

                ใช่ มันเป็นอย่างที่เธอพูดจริงๆ คงเป็นเพราะว่าผมไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับตัวเองเลยนั่นแหละ เมื่อราวๆ เกือบสองปีก่อน ผมลืมตาขึ้นมาที่ชายป่าทางเหนืออันเหน็บหนาวของทวีปอวาลอนโดยไม่มีความทรงจำใดๆ เหลืออยู่เลย มีเพียงความรู้พื้นฐานในการใช้ชีวิตเท่านั้น เพราะอย่างนี้ก็เลยอดไม่ได้ที่จะสนใจเรื่องรอบตัวไปหมด งานของผมส่วนใหญ่จะวุ่นอยู่กับการค้นหาความจริงของเรื่องต่างๆ และครั้งนี้ ผมก็ได้แต่กล่าวคำสัญญากับร่างเล็กๆ ที่แหลกสลายอย่างเงียบๆ ว่าผมจะค้นหาความจริงให้ได้ มันมีเหตุผลบ้าบออะไรกันที่ทำให้เธอต้องมาจบชีวิตลงแบบนี้

 

                ตอนที่ผมเดินกลับออกมาด้านหลังอาคาร พวกคนงานของฮันติ้งกราวนด์กำลังพยายามอย่างสิ้นหวังเพื่อที่จะดับไฟ นั่นคงจะยากหน่อย ไฟลุกแรงเกินไป และไม่รู้ว่าเวทมนตร์ที่สร้างระเบิดเพลิงขึ้นมานั้นมีส่วนผสมของอะไรแปลกๆ อยู่ด้วยหรือไม่ สมน้ำหน้าแล้วสำหรับสถานที่สกปรกแบบนั้น ชาวไฮเซ็นเบิร์กส่วนใหญ่ไม่คุ้นเคยกับวิธีรับมือเวทมนตร์นัก ว่าแต่หอประมูลที่ซ่อนอยู่ด้านในจะปลอดภัยรึเปล่านะ ยิ่งพอออกมามองจากข้างนอกแบบนี้ยิ่งรู้สึกได้เลยว่าหอประมูลไม่มีทางซ่อนอยู่ภายในอาคารหลังนี้ได้แน่ๆ คำนวณระยะทางดูคร่าวๆ ตัวหอน่าจะอยู่ห่างจากอาคารทางเข้าพอสมควรเลย หวังว่าพวกเด็กๆ ที่ถูกจับมาจะปลอดภัยและอาศัยจังหวะนี้หลบหนีกันไปได้ หวังว่าจะไม่มีชีวิตน้อยๆ อันใดต้องจบสิ้นอีกแล้วในค่ำคืนนี้

 

                ตรอกที่ผมยืนอยู่นั้นยังมีทางเดินที่ทอดยาวลึกเข้าไปในความมืด คงจะสามารถลัดไปออกที่ถนนอีกฝั่งได้ เสียงระเบิดไล่มาตามถนนด้านนั้น ระเบิดถูกสร้างขึ้นจากวงเวท มันไม่ใช่ระเบิดแบบจุดชนวนเพราะบนวงเวทนั้นไม่มีลายเวทแบบน้ำวนหรือจตุรัสกากบาทอยู่เลย มีคนวิ่งไปตามจุดต่างๆ แล้วร่ายเวทขึ้นมา ท่ามกลางความวุ่นวายแบบนี้พวกเขาทำได้ขนาดนั้นเชียวหรือ ผมนึกถึงกลุ่มคนที่เจอกันตรงทางเดินของหอประมูล พวกเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่ ตอนนี้พวกเขาน่าจะอยู่ที่ไหน ทางเดินลับที่ทอดยาวนั้นแม้จะเหมือนทางเดินบนพื้นราบธรรมดา แต่มันทอดลงต่ำทีละน้อยไม่ผิดแน่ ทางเดินที่ว่านั้นซ่อนอยู่ใต้ดิน หอประมูลทาสเป็นอาณาจักรกว้างใหญ่หลบซ่อนตัวอยู่ใต้ดัสท์ฟอร์ดนี่เอง เพราะอย่างนี้ตอนเดินกลับออกมาข้างนอกถึงได้เหนื่อยกว่าตอนเข้าไป ถ้าอย่างนั้นพวกเขาก็คงจะจุดชนวนเวทมนตร์ระเบิดพวกนั้นจากใต้ดิน นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงสามารถเล็ดรอดไปตามจุดต่างๆ ได้เร็วนัก อย่างไรก็ตามมันจะต้องมีทางออกอื่นอยู่อีกแน่ เพราะพวกเขาคงไม่สามารถหนีออกมาจากทางเข้าปกติได้แล้ว

 

                ผมวิ่งไปตามทางเดินเล็กๆ ที่เหม็นอับพลางคอยเงี่ยหูฟังเสียงระเบิด ถ้าแรงระเบิดไม่ทำให้ประสาทสัมผัสเพี้ยนไป ผมควรจะกำลังวิ่งอยู่เหนือทางเดินใต้ดินนั่นแบบก้าวต่อก้าว เสียงไซเรนเตือนภัยจากดีพไลน์ดังโหยหวนเสียดอากาศ ไม่มีการจู่โจมเป้าหมายทางการทหาร คนร้ายต้องการอะไรกันแน่ ความคิดทั้งหมดสะดุดลงชั่วครู่ตอนที่ผมกำลังผ่านตรอกแคบๆ ออกมาสู่ถนนใหญ่ สายตาพลันปะทะเข้ากับคนกลุ่มหนึ่งที่เพิ่งจะก้าวออกมาจากอาคารฝั่งตรงข้ามของถนน แม้จะสวมเสื้อคลุมหน้าตาประหลาดปิดทับชุดเดิม แต่ผมก็จำลักษณะเด่นๆ ของพวกเขาได้ ผีดิบคนนั้นไม่พยายามที่จะปิดบังสีผิวซีดเซียวของตัวเองแล้วด้วยซ้ำ

 

                และพวกเขาก็จำผมได้เช่นกัน เมื่อชายหนุ่มอีกคนหนึ่งหันมาจ้องตากับผม เขาก็ยกมือขึ้นขยับนิ้วร่ายเวทโดยไม่ลังเล วงเวทลายกังหันแบบเดียวกันกับที่ระเบิดฮันติ้งกราวนด์เป็นผุยผงปรากฏขึ้นกลางอากาศ ใช่พวกเขาจริงๆ พอถูกจับหางได้ก็เลยติดจะฆ่าปิดปากสินะ ไอ้ฆาตกร ภาพดวงตาสีฟ้าที่ค่อยๆ ดับแสงปรากฏขึ้นมาในเสี้ยวอึดใจ วงเวทเสร็จสมบูรณ์ในอึดใจนั้นเช่นกัน เขาเป็นจอมเวทอัคคีที่เชี่ยวชาญมาก ผมเลื่อนมือไปใต้เสื้อโค้ทเพื่อควานหาบางสิ่ง ก่อนจะฉุกคิดขึ้นได้ว่าไม่ได้นำติดตัวมาด้วย เพราะตอนตรวจค้นตัวมันจะต้องโดนเจอริโคยึดไปแน่ๆ ก็เลยฝากไว้ที่แจสเปอร์ แย่แล้ว ระยะประมาณนี้ถึงจะหันหลังกลับและวิ่งสุดฝีเท้าก็คงหนีไม่พ้น ประกายแสงสว่างวาบคล้ายกำลังปริแตกออกมาจากรอยแยกของอากาศ ทำยังไงดี ท่อระบายน้ำ ข้างหลังรถที่จอดอยู่ตรงนั้น หน้าต่างของตึกข้างๆ มีทางไหนพอจะหลบแรงระเบิดได้บ้างมั้ยนะ

 

                ทว่าแสงสว่างจากวงเวทกลับไม่ขยายตัวมากไปกว่านั้น มันหยุดชะงักและค่อยๆ หดตัวลงคล้ายถูกบีบอัดด้วยมือที่มองไม่เห็น ท่ามกลางสีหน้างุนงงของจอมเวทอัคคีและเพื่อนของเขา ไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม มันได้สะกัดกั้นการระเบิดลงอย่างหมดจดทีเดียว ผีดิบร่างสูงคนนั้นขยับทำท่าจะพุ่งตรงข้ามถนนมาหา แต่เขาก็ต้องยั้งฝีเท้าเมื่อผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างๆ แตะแขนเขาเอาไว้ รถหุ้มเกราะคันหนึ่งวิ่งผ่านถนนตรงหน้าไปอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยรถฮัมวี่อีกคัน และอีกคัน ความเร็วไม่น้อยหน้ารถของผู้พันเรย์โนลต์เลย เวลาฉุกเฉินแบบนี้ถนนไม่ปลอดภัยสำหรับคนเดินเท้าเสียแล้ว ผมจ้องมองสายตาของสี่คนนั้นทีละคน จดจำใบหน้า จดจำรูปลักษณ์ของพวกเขาทั้งหมดเอาไว้ ดวงตาที่ขุ่นข้อง ดวงตาที่หวาดหวั่น ดวงตาสี่คู่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อคลุมที่มีดวงตามากมายอวดลวดลายอยู่บนนั้น พวกเขาเป็นใครกัน

 

                “ฆ่าเลยมั้ยคุณจ่าฝูง” น้ำเสียงเล็กๆ ที่ห้าวหาญดังขึ้นจากด้านหลังของผม เธอมาถึงแล้ว ตามกลิ่นเลือดมาเยี่ยงนักล่าชั้นเลิศ แจสเปอร์ตัวน้อยที่แกร่งกล้า ผมหันไปลูบศีรษะเด็กสาวตัวเล็กๆ ที่เพิ่งจะปรากฏตัวขึ้น ปล่อยให้เธอคลอเคลียกับมือของผมครู่หนึ่ง

 

                “อย่าดีกว่า” อันตรายเกินไป คนพวกนั้นไม่เหมือนพวกนักเลงตามาท้องถนนหรือโจรภูเขาที่เราเคยเจอ ผมอาศัยจังวะที่รถคันสุดท้ายกำลังวิ่งผ่านไปดึงแจสเปอร์ให้ถอยหลังกลับเข้ามาในตรอก “ไปกันเถอะ”

 

                “กลับไปหาเจ้าแว่นนั่นเหรอ” กลับไปหาผบ.รูบิซาล ใช่ นั่นคือสิ่งแรกที่ควรจะทำ ยังไงเราก็ต้องกลับไปรับค่าตอบแทน งานที่ได้รับมอบหมายถือว่าสำเร็จตามเป้า ถึงจะมีอะไรขลุกขลักนิดหน่อย แล้วหลังจากนั้นล่ะ “ขอโทษที่มาช้านะ มีกลิ่นเลือดของคนอื่นกลบอยู่ เลยหาลำบากนิดหน่อย นี่เลือดของใครเหรอ”

 

                “เลือด....” ผมยกมือที่โชกไปด้วยคราบเลือดสีคล้ำขึ้นมาดู ร่างนั้นยังอุ่นอยู่เลยตอนที่ผมเข้าไปถึง ดวงตาสีฟ้าหม่นแสงลงอย่างเศร้าสร้อย “....นางฟ้าน่ะ”

 

                พวกนั้นไม่ได้ตามมา พวกเขาเสียจังหวะที่ดีที่สุดไปแล้ว ดวงตามากมายบนเสื้อคลุมราวกับกำลังจับจ้องมาอย่างชั่งใจ เสียงไซเรนดังเสียดอากาศ พวกทหารกำลังจะออกมาควานหาผู้ก่อเหตุ พวกเขาจะรื้อทุกซอกทุกมุมของเมืองนี้ หากดวงตาพวกนั้นเลือกที่จะไล่ตามมาก็อาจจะพลาดโอกาสหนีรอดไปได้ และพวกเขาก็เลือกจะยอมถอยกลับไปก่อน ต่างฝ่ายต่างก็ต้องถอยไปตั้งหลัก มีโอกาสสูงที่เราอาจจะถูกตามล่า ผมเห็นหน้าพวกเขาทุกคนแล้ว ไม่ว่าคนพวกนี้จะเป็นใครก็ตาม กล้าก่อเรื่องท้าทายอำนาจของรัฐบาลแองกริฟฟ์ได้คงมีจุดประสงค์ที่ไม่ธรรมดา คนแบบนั้นไม่มีทางปล่อยให้ความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ หลุดรอดไปได้นานหรอก

 

                ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใครก็ตาม เราคงได้เจอกันอีกแน่ๆ มีรอยร้าวบางอย่างปรากฏขึ้นบนโลกใบนี้ มีบางสิ่งกำลังจะพังทลายลงมา ร่างเล็กๆ ที่แหว่งวิ่นใต้กองอิฐไม่เคลื่อนไหวอีกแล้ว ไม่ว่าจะมีความจริงอันใดถูกซุกซ่อนเอาไว้เบื้องหลังดวงตาพวกนั้น ผมจะลากมันออกมาให้หมดให้ได้

Card Cast

Jericho

Colonel Reinout Muller

Cover Up

       พื้นที่โฆษณา สนใจติดต่อกองบรรณาธิการนิตยสาร Zenterra Chronicle เลขที่ 86 เลตาลูนาร์ เขตควาร์ตัส

ดรีมเกทส์

The man will keep going on

After Match

  • Google+ - White Circle
  • Twitter - White Circle
  • Facebook - White Circle

© 2017 by Commandeer TCG                                                                                                                                   
E-mail: commandeertcg@gmail.com
Tel: (66)85-1520522 , (66)813016679
148/4 Sukhumvit 22 Sukhumvit Road Klongtoey Bangkok 10110, Thailand