Teasing with the Devil

Story : Re-Peat Again

Illust : Bytomtypl

                นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันนะ ไหงฉันถึงมาอยู่ตรงนี้ได้ล่ะเนี่ย ว่าแต่ไอ้ตรงนี้ที่ว่านี่มันเป็นที่ไหนกัน ทุกอย่างเป็นสีขาวโพลนไปหมด ไม่มีแม้กระทั่งเส้นแบ่งของพื้นดินและท้องฟ้า ถึงจะรู้สึกได้ว่ายืนอยู่บนพื้นราบ แต่มันก็ว่างเปล่าเสียจนไม่รู้เลยว่าตรงไหนคือพื้น ตรงไหนคืออากาศ น่าเวียนหัวชะมัด ไม่มีแม้กระทั่งเสียงอะไรเลย นอกจากเสียงติ๊กๆ ของเข็มนาฬิกาซึ่งแขวนอยู่บนแผ่นไม้โดดๆ ตรงนั้น ถ้าไม่มีเจ้าพวกที่กำลังยืนเคว้งคว้างด้วยความงุนงงเหมือนกับฉันในตอนนี้ กับเครื่องเรือนที่กระจัดกระจายอยู่ไม่กี่ชิ้น แค่จะแบ่งระยะใกล้ไกลคงยังไม่สามารถทำได้เลยด้วยซ้ำ

 

                เจ้านั่นเป็นพวกผู้คืบคลานในความมืดแน่นอน เกลียวเขาคู่เหนือศีรษะ รูปลักษณ์ไม่ธรรมดา ความกดดันที่น่าขนลุก อาจเป็นปีศาจชั้นสูง อาจร้ายกาจกว่าความมืดมิดใดๆ ที่ฉันเคยเจอมา พอมายืนอยู่ต่อหน้าเข้าจริงๆ แล้วก็ทำให้ขาสั่นจนขยับแทบไม่ออก น่าอับอายจริงๆ จะมาสำออยอะไรเอาตอนนี้กันล่ะ จ้องตาของมันแล้วบอกสิว่าเธอไม่กลัวมันหรอกยัยบ้า อุตส่าห์ไล่ตามมาจนเจอหน้าแล้วนะ กลิ่นเฉพาะตัวของมันโดดเด่นชัดเจนเสียจนฉันที่อยู่อีกฟากของเมืองยังรู้สึกได้ไม่ยากเลย มันเป็นกลิ่นที่ไร้รสสัมผัส แต่ให้ความรู้สึกโศกเศร้าจมดิ่ง แค่เพียงยืนจ้องหน้ากันอยู่ตรงนี้ก็ทำให้หัวใจหนักอึ้งไปหมดแล้ว

 

                “กลิ่น? พูดอะไรของเธอน่ะ” นักกายกรรมใบมีดทำหน้าเหมือนฉันไม่สบายที่ไหนสักแห่ง ตอนที่ฉันบอกกับเขาเมื่อคืนนี้ ว่าจู่ๆ ฉันก็ได้กลิ่นประหลาดขึ้นมารอบตัว

 

                ใช่แล้ว มันเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อคืนนี้นั่นแหละ ตอนที่ฉันกับเจ้าหงอกตัวภาระกำลังหาทางเล็ดลอดผ่านกำแพงเมืองแฟนตาเซียที่มีใบประกาศจับของฉันแปะอยู่หราเต็มไปหมด จู่ๆ ฉันก็รู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่แปลกประหลาดขึ้นมา ท่ามกลางความมืดมิดที่อับชื้นหนาวเย็น บนถนนที่เต็มไปด้วยผู้คน ฉันรู้สึกวิงเวียนศีรษะขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ ตอนแรกคิดว่าอาจเป็นเพราะขี่ม้าติดต่อกันมาเป็นเวลานาน แต่ฉันเคยอยู่บนหลังม้าเป็นสัปดาห์ได้โดยที่มันก็ไม่ได้สร้างปัญหาอะไรให้กับร่างกายมาแล้ว มันเหมือนกับว่ามีอะไรบางอย่างในตัวของฉันกำลังถูกเผาไหม้ เหมือนกับว่ามีบางส่วนของฉันกำลังสลายไป ฉันต้องฝืนตัวเองอย่างมากเพื่อจะประคองร่างกายเอาไว้บนหลังม้าให้ได้ ซึ่งชูลท์ก็คงจะสังเกตได้ถึงความผิดปกติจึงเสนอให้เราหยุดพัก และนั่นก็เป็นตอนที่ฉันเริ่มได้กลิ่นอะไรบางอย่าง

 

                ความจริงจะเรียกว่ากลิ่นก็ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว มันไม่ได้หอมหรือเหม็น ไม่ได้ให้สัมผัสอะไรทั้งนั้น ไม่เหมือนการก้มหน้าลงไปดมดอกไม้ที่ขึ้นอยู่ข้างทาง หรือการสำรวจศพที่ตายมานานแล้ว มันเป็นเพียงสัญญาณความรู้สึกบางอย่างที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ เมื่อสูดลมหายใจเข้าไปมันก็จะวิ่งเข้าสู่ก้นบึ้งของจิตวิญญาณ ปั่นป่วนอารมณ์ความรู้สึกของฉันจนแทบคลั่ง กลิ่นที่ฉันได้รับเมื่อคืนนี้มีมากมายและแตกต่างกันไป ทำให้อารมณ์ของฉันพลุ่งพล่านขึ้นลงอย่างกับพายุ จนฉันต้องตะโกนร้องบอกให้มันหยุดนั่นแหละ ถึงชูลท์จะไม่เข้าใจว่าฉันหมายความว่ายังไง แต่น่าแปลกจริงๆ ที่พอฉันระเบิดอารมณ์ออกมาเพียงครั้งเดียว ความรู้สึกที่รุนแรงพวกนั้นก็จางหายไปทันที เหลือเพียงกลิ่นบางๆ ที่สับสนวุ่นวายล่องลอยอยู่เท่านั้น

 

                แต่ว่าเมื่อสักพักหนึ่งมานี้ฉันได้กลิ่นที่รุนแรงมากๆ ขึ้นมาอีกครั้ง มันเป็นตอนที่ฉันกำลังรอให้ชูลท์ช่วยจัดการเรื่องเอกสารการเดินทางให้ เอกสารของฉันมีปัญหาแน่นอน เพราะใบประกาศจับพวกนั้นดันร่อนมาถึงดรีมเกทนี่ด้วย ถ้าเป็นอย่างนี้เราอาจต้องเปลี่ยนแผนการเดินทางใหม่ อาจต้องย้อนกลับไปถึงเซเลสทีนเพื่อใช้บริการยานเหาะ นั่นมันน่ารำคาญจริงๆ ยิ่งพอเทียบกับปริมาณผู้คนมหาศาลที่เฮโลกันเข้ามาติดต่อขอทำเอกสารการเดินทางจนล้นสำนักงานเกทคีปเปอร์ไปหมด ต่อให้ไม่มีเรื่องใบประกาศจับ กว่าเอกสารจะได้รับการอนุมัติก็อาจต้องรอไปอีกเป็นสัปดาห์ ทุกอย่างดูจะเชื่องช้าอย่างกับเวลากำลังหยุดนิ่ง แถมเราก็ยังไม่มีหวังที่จะหาห้องพักได้เลยด้วย

 

                ความจริงฉันก็รู้สึกหงุดหงิดแปลกๆ มาตั้งแต่เช้าแล้ว ทั้งเรื่องที่มีคนมากมายแห่กันเข้ามาในเมืองจนถนนแน่นขนัด ทั้งข่าวลือเกี่ยวกับความวุ่นวายโกลาหลข้างนอกนั่น แต่อย่างกับนั่นจะยังไม่หนำใจอย่างนั้นแหละ โดยไม่มีสัญญาณบอกเหตุล่วงหน้า ความทุกข์ระทมอันไร้ที่มาก็จู่โจมฉันอย่างรุนแรง มันเป็นความรู้สึกที่เฉียบพลันเสียจนไม่อาจทนยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนได้อีกต่อไป ฉันผละถอยออกไปจากแถวยาวเหยียดที่กำลังต่อคิวอยู่ ชูลท์พยายามตะโกนเรียก แต่ฉันไม่ได้ยินแล้ว ความรู้สึกที่รุนแรงถาโถมเข้าใส่เหมือนระลอกคลื่นอันบ้าคลั่ง ฉันออกวิ่ง ต้องหนีไปจากตรงนั้น แม้ไม่รู้ว่าจะหนีไปที่ไหน ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ราวกับว่าความโศกเศร้าเจ็บปวดทั้งหมดที่เคยผ่านพบได้ฉีกผ่านกำแพงที่ฉันสร้างขึ้นมาเพื่อปิดกั้นพวกมันเอาไว้ ราวกับสายน้ำสีดำข้นคลั่กกำลังทะลักออกมาจากก้นบึ้งของความทรงจำที่ฉันอยากจะลืมไป เจ็บปวดจนไม่อยากทนอยู่ต่อไปอีกแม้แต่วินาทีเดียว เพื่อไม่ให้ฉันเหนี่ยวไกดับชีพตัวเองเสียตอนนั้น ฉันจึงตัดสินใจค้นหามัน ค้นหาว่าต้นตอของกลิ่นแห่งความทุกข์ระทมที่รุนแรงนี้มันมาจากที่ไหนกันแน่

 

                และฉันก็หามันเจอ ปีศาจร้ายที่กำลังพูดคุยอะไรบางอย่างกับเด็กผู้หญิงคนนั้น ปีศาจที่ร้ายกาจ ความเกรี้ยวกราดปะทุล้นปรี่อยู่ในจิตใจ กลบกลืนความโศกเศร้าเมื่อครู่จนหมดสิ้น พวกสิ่งมีชีวิตในความมืดที่น่าขยะแขยง หมู่บ้านของฉันหายไปในชั่วข้ามคืนก็เพราะสิ่งที่ไม่สมควรมีอยู่แบบพวกมัน เรื่องเศร้าของฉันเริ่มต้นขึ้นมาจากคืนนั้นเอง

 

                ตอนที่ฉันพุ่งผ่านหน้าต่างห้องเข้าไป ทุกสิ่งทุกอย่างก็กลายเป็นสีขาวโพลนไปหมดในทันที

 

                “นี่คือ....โลกสีขาว” ชายหนุ่มที่ยืนอยู่เยื้องออกมาทางด้านหน้าของปีศาจเหลียวมองไปรอบๆ ด้วยแววตาสีทองคมกริบ เขาหันมามองฉันแวบหนึ่งก่อนจะไล่สายตากลับไปที่คนอื่น วงเวทของเขายังคงลอยคว้างอยู่กลางอากาศ กำแพงและพื้นไม้จำนวนน้อยนิดที่วางระเกะระกะอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่าสีขาวพยายามม้วนตัวรวมกันอย่างอย่างลำบาก ฉันจำได้ว่าก่อนที่ทุกอย่างจะหายไป เวทมนตร์ของเขาเปลี่ยนพื้นไม้ทั้งหมดเป็นคมหอก มันดูยิ่งใหญ่กว่านี้มาก “เป็นไปได้เหรอเนี่ย นี่เรา....มอลลี่ เธอเป็นอะไรรึเปล่า”

 

                “นี่...ชั้น....” เด็กผู้หญิงคนนั้นเงยหน้าขึ้น มีความหวาดหวั่นฉาบเคลือบอยู่ในสายตา “ทำไมพวกคุณถึงได้เข้ามาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ”

 

                “ชั้นต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายถาม เธอทำอะไรลงไปกันเนี่ย” เสียงแหลมบาดหูโวยวายขึ้นมาจากอีกด้านหนึ่ง ตอนแรกฉันคิดว่ามันเป็นแค่ข้าวของอีกชิ้นที่หลุดติดมาด้วย เหมือนเก้าอี้และผนังไม้พวกนั้น แต่หมวกนั่นกำลังบินอยู วงเวทมากมายยังคงหมุนวนอยู่รอบตัวของมัน บนผืนผ้านั้นคือใบหน้ากลับหัวที่ดูน่าเกลียด และมันก็กำลังพูดอยู่จริงๆ นั่นก็ปีศาจงั้นเหรอ จะว่าไป นอกจากกลิ่นที่ทำให้รู้สึกโศกเศร้าแล้ว ในที่นี้ฉันยังได้กลิ่นจางๆ ที่ให้ความรู้สึกน่าอึดอัดอีกเล็กน้อย คงจะมาจากเจ้านั่นสินะ “นี่มันโลกสีขาวจริงๆ งั้นเหรอ หมายความว่าตอนนี้ที่ข้างนอกนั่น พวกเรากำลังนอนนิ่งเป็นผักอยู่งั้นเหรอ”

 

                “อาณาเขตมิติส่วนตัวสินะ” ผู้ชายตัวเล็กที่สวมหมวกรูปกะโหลกอีกาขยับแว่นด้วยท่าทางเหมือนกำลังพยายามวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้น “นี่เธอสร้างของแบบนี้ขึ้นมาได้ยังไงกันเนี่ย ชั้นไม่เห็นกรอบวงเวทเลย ขอบเขตมันสิ้นสุดที่ไหนกัน”

 

                “เธอไม่ได้ร่ายมันขึ้นมาเป็นวงเวท งั้นก็เป็นเวทเชี่ยวชาญพิเศษ” ชายหนุ่มผมทองสลายวงเวทของเขาลง หลังจากเห็นว่ามันเป็นความพยายามที่ไร้ค่าในการจะสร้างอาวุธขึ้นมาจากเศษไม้พวกนั้น “ที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือการลากตัวปัญหาแบบหมอนั่นเข้ามาด้วยได้นี่แหละ”

 

                ปีศาจร้ายยิ้มน้อยๆ ครั้งหนึ่ง มันมองฉันสลับกับเด็กผู้หญิงสวมแว่นคนนั้น ก่อนจะเดินผ่านคนอื่นๆ ไปลากเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่ง น่าหมั่นไส้ไปทุกท่วงท่าเลย มันไม่ได้เกรงกลัวอะไรกับท่าทางเป็นศัตรูอย่างเปิดเผยของฉันแม้แต่นิดเดียว ยิงเสียเลยดีไหมนะ แต่นี่เป็นพื้นที่เปิดโล่ง และฉันก็ยังไม่รู้จุดประสงค์ของคนอื่นๆ ในที่นี้ด้วย

 

                “เป็นมิติที่วิเศษจริงๆ นะ” ในที่สุดมันก็เอ่ยปากพูดขึ้น หลังจากก้มลงเก็บกาน้ำชากับถ้วยใบหนึ่งที่ตกอยู่ใกล้ๆ ขึ้นมา แค่เพียงเอ่ยปากคำเดียวก็ทำเอาทุกคนในที่นี้เกร็งกันไปหมด นี่มันตัวบ้าอะไรกันเนี่ย “ต้องขอบคุณมอลลี่จริงๆ ที่อุตส่าห์เอากาน้ำชาเข้ามาให้ด้วย ถึงมันจะหกไปเกือบหมดแล้วก็เถอะ”

 

                เด็กผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ตอบอะไร ถ้าจะพูดให้ถูกคงต้องบอกว่าไม่รู้จะตอบอะไรเลยดีกว่า แม้ใครต่อใครจะบอกว่าโลกสีขาวโพลนนี่จะเป็นฝีมือของเธอ แต่ตัวเด็กนั่นเองก็ดูจะไม่เข้าใจอะไรเลยเท่าๆ กับคนอื่นๆ นั่นแหละ เธอเป็นเด็กสาวที่หน้าตาน่ารักทีเดียว ดูบอบบางและอ่อนหวาน ผิดกับฉันไปคนละเรื่องเลย แต่ดวงตาคู่นั้น ตอนที่เราสบตากัน ฉันรู้สึกอบอุ่นใจกับดวงตาคู่นั้นขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ฉันไม่ชอบเลยที่เธอเอาแต่จ้องมาทางฉันด้วยสีหน้ากริ่งเกรง เหมือนกำลังกลัวฉันอยู่อย่างนั้นแหละ

                “ดูเหมือนเราจะมีแขกมาเพิ่มนะ” ปีศาจเอ่ยทักฉันเป็นคนแรก ไม่ใช่ว่าคนอื่นไม่ได้สังเกตเห็นฉันหรอก แต่พวกเขาคงยังสับสนจนจับต้นชนปลายอะไรไม่ถูกมากกว่า “เก็บของอันตรายนั่นไปซะเถอะ สลักหมายเลขแปดไว้ ฮัตเซียใช่ไหมนั่น”

 

                “ฮัตเซีย...” หมายเลขแปด ฉันพลิกปืนในมือขึ้นด้วยสัญลักษณ์ที่สลักเอาไว้บนกระบอกโลหะ นี่มันมีชื่อด้วยงั้นเหรอ แล้วทำไมไอ้ปีศาจนี่ถึงได้รู้จักกันล่ะ ช่างเถอะ ฉันค่อยๆ ยกอาวุธร้ายในมือขึ้นเล็งไปทางปีศาจ “จูบทักทายฮัตเซียซักหน่อยมั้ยล่ะ”

 

                “เฮ้ย! อย่านะว้อยยัยหัวขาว แกพูดกับใครอยู่ รู้ตัวบ้างรึเปล่าฮะ” นายแว่นหมวกนกกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ อ้อ คงจะใหญ่โตมากเลยสินะเจ้าปีศาจนี่ “เอ๊ะ แย่ล่ะ ผ้าพันคอสีแดง คนของลักซ์ยูดิซีรึเปล่าวะเนี่ย”

 

                “ไม่ใช่หรอกโฮเมอร์ ไม่ต้องกลัว พวกอัศวินแขวนคอไม่ทำอะไรบุ่มบ่ามอย่างพุ่งทะลุหน้าต่างเข้ามาแน่” ชายหนุ่มผมทองในชุดเสื้อคลุมสีเขียวคนนั้นกวาดสายตามามองฉันแวบหนึ่ง ก่อนจะเลื่อนสายตากลับไปยังปีศาจที่นั่งอยู่ใกล้ๆ เขาไม่กล้าละสายตาจากมัน แสดงว่าไม่ใช่พวกเดียวกันแน่ “นักล่าปีศาจเหรอ คอนซอร์เทียมใช่มั้ย”

 

                “ประมาณนั้น” ฉันตอบ หมอนี่หัวไวทีเดียว เขาเป็นจอมเวท ดูจากที่พยายามควบคุมแผ่นไม้พวกนั้น อาจจะมาจากโบทาเนีย เจ้าหมวกนกท่าทางไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่ตอนที่พูดถึงลักซ์ยูดิซี อาจเป็นพวกนอกรีต อาจเป็นพวกเดียวกับปีศาจ ส่วนเด็กผู้หญิงคนนั้น ดูจากสายตาและตำแหน่งที่พวกเขาทุกคนยืนอยู่ เธอคงจะเป็นคนสำคัญ นายคนผมทองนั่นดูจะเป็นห่วงเธอมากเลยล่ะ ไอ้หมวกพูดได้นั่นก็เหมือนกัน หมวกนั่นอาจเป็นวัตถุเวทมนตร์ของเลมิวเรีย ถ้าอย่างนั้นก็อาจจะขอความร่วมมือได้ “ปีศาจนั่น เราจะเอาไงดี”

 

                “ปีศาจ พูดเป็นเล่น....นี่ไม่ใช่สิ่งที่พวกคอนซอร์เทียมอย่างแกจะมาวุ่นวายได้เลยนะ” เจ้าหมวกนกหัวเราะเหยียด “นี่ไม่ใช่ปีศาจแบบที่พวกแกรู้จักหรอก นี่น่ะมารของแท้เลยล่ะ”

 

                อ้อ มิน่าล่ะ ถึงได้ทำให้รู้สึกตัวสั่นขึ้นมาทุกครั้งที่ถูกสายตาคู่นั้นจ้องมองมา

 

                ถ้าเทียบด้วยการจัดอันดับของคอนซอร์เทียม พวกผู้คืบคลานในความมืดที่ร้ายกาจมากๆ อย่างเดกอนหรือเอิร์ลแห่งชีพพีคอาจจะจัดอยู่ในระดับ SS สูงที่สุดในบรรดาปีศาจร้ายทั้งหลาย แต่ว่าสำหรับผู้ที่เล็ดลอดผ่านประตูนรกมาได้อย่างพวกมารนั้น ถือเป็นคนละเรื่องกันเลย พวกมารถูกจัดอยู่ในระดับ S พิเศษ มีจำนวนเพียงน้อยนิดในโลกใบนี้ พวกมันส่วนใหญ่ยอมทำสัญญากับพวกดิไวน์เนอร์ เพื่ออยู่อย่างสงบ แต่ก็มีอยู่บ้างที่เลือกจะหลบหนีการไล่ล่าของเหล่าจัสติคาร์แล้วออกอาละวาดอยู่ในความมืด มารนั้นมืดมิดเท่ากับที่พวกดิไวน์เนอร์สว่างไสว ก็คงจะอย่างที่เจ้าหมวกนกนั่นบอก นี่ไม่ใช่ปัญหาที่ฉันจะจัดการด้วยตัวเองได้ การล่ามารนั้นเป็นงานใหญ่ แม้แต่พวกดิไวน์เนอร์เองยังไม่กล้าลงมืออย่างผลีผลาม

 

                แต่ถ้าฉันเก็บมันได้ที่นี่ตอนนี้ ฐานะของฉันในคอนซอร์เทียมคงจะไม่มีใครกังขาอีกต่อไป และการค้นหาความจริงของคืนวิปโยคที่ทำลายชีวิตฉันก็คงจะง่ายขึ้นด้วย พวกมันคือต้นตอของบาปทั้งปวง สิ่งน่ารังเกียจที่ไม่สมควรมีอยู่ในโลกใบนี้ รอยยิ้มน่าขยะแขยงนั่นราวกับจะยิ้มเยาะให้กับดวงวิญญาณนับพันที่ต้องทุกข์ทรมานเพราะพวกมัน ฉันอยากจะทำให้สีหน้าไม่ยี่หระต่อสิ่งใดนั่นต้องบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัว ฉันอยากจะฉาบโลหิตลงบนรอยยิ้มของมัน

 

                เย็นไว้ก่อนยัยโง่ เธอยังไม่รู้จักศัตรูรายนี้ดีพอ อุตส่าห์ทนนั่งหลังขดหลังแข็งในห้องเรียนที่ดิไวนัสตั้งกี่ปี ไม่ได้อะไรเข้าหัวบ้างเลยรึไง จงรู้จักศัตรูก่อนลงมือ การผลีผลามเดินหมากจะนำไปสู่ความตาย ฉันทำพลาดไปแล้วที่ปล่อยให้อารมณ์ที่ร้อนแรงพาฉันพุ่งผ่านหน้าต่างเข้ามาโดยไม่วางแผนอะไรแม้แต่นิดเดียว อ่อนหัดชะมัด คิดว่าจะเล่นงานมันทีเผลอได้รึไง ฉันเฝ้ากระซิบบอกตัวเองให้ระงับความรู้สึกที่กำลังพลุ่งพล่านลงไปทีละน้อย ยังก่อน ยังไม่ใช่ตอนนี้ มารส่วนใหญ่ที่เดินเพ่นพ่านอยู่ในเซ็นเทอร์ราทำสัญญากับดิไวน์เนอร์เอาไว้แล้ว พวกมันจะเป็นเด็กดี มันจะไม่ทำอันตรายพวกเรา ถ้าเราไม่ไปยั่วยุให้พวกมันจำเป็นต้องป้องกันตัว นั่นคือกฎ หลังจากนี้ฉันยังมีเวลาเฝ้าติดตามศึกษาพฤติกรรมของมัน ยังมีเวลาวางแผนเพื่อที่จะรุกฆาต

 

                “ตกลงว่า....” ดวงตาสีน้ำเงินแกมม่วงของมารปรายมาทางฉัน มันยิ้มออกมาด้วยท่าทีอ่อนใจ “นี่เธอจะถือปืนค้างเอาไว้อย่างนั้นใช่มั้ย ไม่เมื่อยเหรอ”

 

                ฉันอยากจะฝังกระสุนสีเงินเข้าไปตรงหว่างคิ้วของมันจริงๆ

 

                “ลดปืนลงเถอะน่า ที่ชั้นบอกว่าเขาไม่ใช่คนที่พวกคอนซอร์เทียมจะมาวุ่นวายได้นั่นเรื่องจริงนะ” เจ้าหัวนกพยายามเกลี้ยกล่อมอีกครั้ง “เชื่อเถอะว่าถ้าเขาไม่ใช่ศัตรูของแกหรอก”

 

                “รู้จักกันงั้นเหรอ” ฉันต้องการข้อมูล ฉันต้องรู้ว่ามารนี่คือใคร

 

                “เออ ไม่ว่าใครที่เคยอยู่ในอาร์เวนฟอลล์ก็ต้องเคยได้ยินเรื่องของเขาทั้งนั้นแหละ” เจ้านี่เป็นพวกสาวกผู้ไร้ชีพ ปกติแล้วไม่ใช่เป้าหมายของคอนซอร์เทียม ถ้าไม่ก่อคดีอะไรขึ้นมา แต่ฉันยังต้องระวังเขาเอาไว้อยู่ดี “นามของเขาคือเบลเฟกอร์ผู้ระทมทุกข์ จอมมารผู้คิดค้นเวทมนตร์สายบงการวิญญาณ เจ้าเกาะรุ่นแรกของอาเครอนแห่งเลมิวเรีย เข้าใจมั้ยว่าหมายถึงอะไร เขายอมทิ้งฐานะดั้งเดิมที่อาเครอนไปแล้ว ถึงจะเป็นมาร แต่ก็เป็นผู้ที่ยอมสละตัวตนไปใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดาแล้ว เขาได้รับการคุ้มครองจากทวยเทพอยู่นะ”

 

                ตลกสิ้นดี มารร้ายที่เป็นต้นกำเนิดของลัทธินอกรีตอันดับหนึ่งของหมู่เกาะลอยฟ้า กลับได้รับการคุ้มครองจากทวยเทพ ล้างมือในอ่างทองคำงั้นเหรอ หันหลังให้กับบาปที่ตัวเองก่อเอาไว้ง่ายดายขนาดนั้นเชียวเหรอ

 

                ฉันลดปืนในมือลงช้าๆ ท่ามกลางสายตาโล่งอกของเจ้าหัวนกนอกรีตกับรอยยิ้มพึงพอใจของเบลเฟกอร์ผู้ระทมทุกข์ ฉายาใหญ่โตเหลือเกิน ไม่ว่าใครก็ตามที่เคยอยู่ในอาเครอนย่อมเคยได้ยินชื่อเจ้าเกาะดั้งเดิมของพวกเขา และไม่ว่าใครก็ตามที่เคยอยู่ที่ดิไวนัส ย่อมเคยได้ยินนามอันขับขานของบาปปฐมทั้งเก้า เมื่อครั้งสงครามแห่งทวยเทพได้อุบัติขึ้น กล่าวกันว่าพวกมารได้ขโมยบางสิ่งที่ชั่วร้ายมากๆ มาจากการดูแลของเหล่าทวยเทพ บาปปฐมทั้งเก้า สิ่งดำมืดที่พระเจ้าปิดผนึกเอาไว้อย่างแน่นหนา สิ่งที่เหล่าอัศวินแห่งดิไวนัสพรั่นพรึงที่สุด มารร้ายเก้าตนได้นำบาปแต่ละส่วนไปครอบครอง และใช้มันเป็นอาวุธเข้าต่อกรกับแสงสว่างของพระเจ้า ฉาบย้อมดวงวิญญาณมากมายจนกลายเป็นสีดำ เชื้อร้ายของบาปได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งแผ่นดิน เมื่อสงครามแห่งทวยเทพจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของพวกมาร พวกดิไวน์เนอร์จึงพยายามที่จะปิดผนึกผู้ครองบาปปฐมเหล่านั้นเอาไว้ในนรกให้ได้มากที่สุด ส่วนที่เหลือรอดอยู่นั้น ก็ไม่แปลกใจเลยที่พวกเขาจะเลือกทางประนีประนอม เพื่อให้มารพวกนี้ยอมเป็นเด็กดีบ้าง

 

                เบลเฟกอร์ผู้นี้คือผู้ถือครองบาปปฐมอันดับสี่ ทริสติเทีย ความทุกข์ระทมหมองหม่นอันดำดิ่ง หนึ่งในพญามารที่ปรากฏนามว่าร้ายกาจอย่างที่สุดในยุคสงครามแห่งทวยเทพ ตัวตนระดับตำนาน มาดดูธรรมดากว่าที่คิด แต่ความกดดันยามที่ถูกจ้องมองมานั้นก็พอจะบอกได้ว่าสิ่งที่เป็นศัตรูกับทวยเทพนั้นร้ายกาจขนาดไหน

 

                “ชั้นเข้าใจนะว่าเธอคงต้องกำลังนึกถึงตำนานความชั่วร้ายต่างๆ นาๆ และก็คงจะยิ่งรู้สึกต่อต้านไปกันใหญ่” มารร้ายรินน้ำชาที่เหลืออยู่น้อยนิดลงในถ้วย “แต่นั่นเป็นเรื่องที่ผ่านมายาวนานมากๆ แล้ว ตอนนี้ชั้นเป็นแค่นักเขียนธรรมดาๆ ไม่ได้ข้องเกี่ยวกับเรื่องพวกนั้นอีกแล้ว”

 

                “แต่เมื่อกี้นี้ วิญญาณที่คุณใช้สวมร่าง...” เด็กผู้หญิงใส่แว่นคนนั้นเอ่ยขึ้นบ้าง เธอเองก็ยังดูลังเลกับเจตนาของเบลเฟกอร์เช่นกัน

 

                “เป็นคนรู้จักที่เพิ่งเสียชีวิตไปน่ะ ไม่ต้องห่วง ชั้นไม่ได้บังคับหักหาญเอาวิญญาณของเขามาใช้หรอก เราตกลงกันไว้ล่วงหน้าแล้ว” คำตอบของมารร้ายนั้นช่างฟังดูง่ายดายผิดกับความหมายที่แท้จริงของมัน

 

                “ทำสัญญา หมายถึงขายวิญญาณสินะ” การขายวิญญาณเป็นเรื่องนอกรีต ทำให้กระแสธารวิญญาณเสียหาย “พวกดิไวน์เนอร์รู้เรื่องนี้เข้าจะว่ายังไงล่ะ”

 

                “มันจะไปสะกิดพวกเขาก็ต่อเมื่อชั้นกลืนกินดวงวิญญาณที่ได้มาเท่านั้นแหละ แต่ชั้นก็แค่ขอยืมมาชั่วครู่เท่านั้น เห็นมั้ยว่าสุดท้ายชั้นก็ไม่ได้กินวิญญาณของเขาเข้าไปนะ” เพื่อแสดงให้เห็นว่าพูดจิรง เขาขยับมือเบาๆ ปล่อยให้คลื่นพลังงานสีขาวล่องลอยขึ้นมาเหนือฝ่ามือ นั่นวิญญาณมนุษย์งั้นเหรอ ฉันเคยเจอกับพวกวิญญาณหลงทางมาแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นวิญญาณที่ถูกกักไว้ด้วยฝีมือของมาร น่ารังเกียจจริงๆ “พอหมดธุระแล้ว ชั้นก็จะส่งเขาไปสู่ธารวิญญาณด้วยตัวเอง ไม่ต้องห่วงหรอก”

 

                “ทำไมคุณถึงต้องสวมวิญญาณคนอื่นมาพบกับพวกเราด้วยล่ะคะ” เด็กสาวคนนั้นเริ่มที่จะขับไล่ความหวาดหวั่นออกไป เธอกล้ามองหน้ามารร้ายตรงๆ แล้ว คงเพราะว่าท่าทางที่ดูไม่เป็นภัยของมันล่ะมั้ง

               

                “เพราะฉันไม่คิดว่าการพบกับคนอื่นในสภาพของมารมันไม่น่าจะเป็นเรื่องดีเท่าไหร่ ถึงจะเป็นศิษย์ของท่านดีมิเทอร์ก็เถอะ” มารถอนใจเบาๆ ก่อนจะหันมามองฉันอีกครั้ง “ซึ่งก็อย่างที่เห็นนี่แหละ ดูเหมือนชั้นจะคิดถูกนะ”

 

                “ถ้าอย่างนั้น ทำไมคุณถึงตัดสินใจถอดวิญญาณที่สวมไว้ออกล่ะ คุณจะปล่อยให้เรื่องจบไปเฉยๆ โดยไม่เผยตัวออกมาก็ได้นี่” นี่ฉันรู้สึกไปเองรึเปล่านะ ช่วงเวลาเพียงไม่กี่ประโยค ยัยเด็กนั่นอย่างกับว่าจะเริ่มเป็นมิตรกับมารร้ายแล้วอย่างนั้นแหละ

 

                “ก็เพราะว่าชั้นอยากให้รางวัลเธอ ที่สามารถมองตัวตนของชั้นได้ขาดขนาดนั้นไงล่ะ” นี่สินะที่เรียกว่าการล่อลวงของความมืด น่ากลัวจริงๆ “อีกอย่าง ชั้นเองก็อยากคุยกับแฟนหนังสือชั้นยอดอย่างเธอในฐานะของวีเดอร์โฮเล็นจริงๆ ด้วย”

 

                “ขอโทษนะคะ ชั้นอาจจะทำให้คุณเดือดร้อนเสียแล้ว” เฮ้ย น้ำเสียงแบบนั้นมันอะไรกัน ถ้ายัยนั่นลดท่าทีลงแบบนี้ ชั้นก็โดดเดี่ยวแล้วสิ ฉันหันไปสบตากับชายหนุ่มผมทองเพื่อหยั่งความเห็นของเขา เมื่อสักครู่เบลเฟกอร์พูดถึงศิษย์ของดีมิเทอร์ ดิไวน์เนอร์ที่เป็นเจ้าของเกาะโบทาเนีย ถ้าในที่นี้จะมีใครสักคนเป็นศิษย์ของดีมิเทอร์ล่ะก็ คงต้องเป็นหมอนี่แหละ

 

                “พูดได้ดีนี่เบล แต่คำพูดของแกมันเชื่อถือได้ยากว่ะ” ผิดคาดแฮะ พันธมิตรที่หนักแน่นที่สุดของฉันกลับเป็นหมวกพูดได้ที่ลอยอยู่ตรงนั้น “พวกที่ชอบล้อเล่นกับวิญญาณของคนอื่น ไว้ใจไม่ได้หรอก”

 

                “แล้วอย่างนายนี่ไว้ใจได้งั้นสิมอร์ล็อค” เบลเฟกอร์หัวเราะเบาๆ เจ้าหมวกนั่นไม่ธรรมดาแฮะ ดูจากวิธีที่คุยกัน พวกเขาน่าจะมีอดีตร่วมกันมาก่อน มอร์ล็อคงั้นหรือ ชื่อนี้ไม่เคยได้ยินเลย “ชั้นออกจะแปลกใจนะ ที่คนของอาคาเดียไว้ยังใจให้นายมาเป็น คนดูแลเด็ก น่ะ”

 

                “ชั้นไม่เคยคิดร้ายกับมอลลี่เลยแม้แต่นิดเดียว” ใบหน้ากลับหัวบนหมวกจับจ้องมารร้ายด้วยสีหน้าถมึงทึง

 

                “ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่” เบลเฟกอร์ยักไหล่เหมือนไม่ได้ใส่ใจหัวข้อสนทนานี้เท่าไหร่นัก “แต่ชั้นพูดจริงนะ เรื่องที่ประทับใจในตัวมอลลี่น่ะ”

 

                “เมื่อคืนนี้ พวกสัตว์ปีศาจทั่วโลกเกิดคลั่งขึ้นมา ฝีมือแกรึเปล่า” คำถามของหมวกเวทมนตร์ทำให้คิ้วของฉันขมวดเข้าหากันอีกครั้ง ตั้งแต่เดินทางมาถึงที่ดรีมเกท ไม่สิ ตั้งแต่เมื่อคืนและตอนที่กำลังผ่านแฟนตาเซียมา ฉันได้ยินเสียงระฆังเตือนภัยดังไม่หยุด และตลอดทั้งเช้านี้ฉันก็เห็นคนมากมายอพยพเข้ามาในตัวเมืองพร้อมกับบาดแผล ข่าวลือถูกเล่าขานไปต่างๆ นาๆ สัตว์ร้ายคลุ้มคลั่งเข้าทำร้ายผู้คนและหมู่บ้าน นี่มันอย่างกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนั้นเลย แถวนี้ก็อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านเดิมของฉันมากนัก ความจริงข่าวการบุกเข้าทำร้ายผู้คนของพวกสัตว์ปีศาจนั้นรบกวนจิตใจของฉันอยู่มากทีเดียว มันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อารมณ์ของฉันไม่ค่อยนิ่งมาตลอดตั้งแต่เช้า ใจหนึ่งก็อยากออกไปตรวจสอบดูให้รู้เรื่องไปเลย ถ้ามันจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยกับคืนนั้นอีก ฉันจะอาจจะหาเบาะแสได้ว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไรกันแน่ ตอนที่ฉันกำลังรวบรวมข่าวสารและรอให้ชูลท์ทำธุระเสร็จนั่นเอง กลิ่นของเบลเฟกอร์ก็เข้ามาดึงดูดความสนใจฉันไปเสียก่อน

 

                “ไม่เอาน่า เจ้าสามแสบนั่นถึงกับตื่นขึ้นมาแป๊บนึงเลยนะ นายก็รู้ว่าชั้นทำแบบนั้นไม่ได้หรอก” ไม่ใช่มัน ใจนึงก็เสียดาย แต่อีกใจก็โล่งอก ถ้ามันมีส่วนเกี่ยวข้อง ฉันคงอดไม่ได้ที่ต้องหาทางคาดคั้นถึงเรื่องในคืนวิปโยคของฉันด้วย และมันอาจจบลงด้วยการนองเลือด แต่ฉันยังไม่มั่นใจว่าจะทำให้มันเป็นฝ่ายที่ต้องนองเลือดได้ “ชั้นเองก็อยากรู้เหมือนกันนะว่าฝีมือใคร ป่านนี้พวกมิกกี้คงเต้นพล่านไปกันหมดแล้ว”

 

                “และเป้าหมายแรกๆ ที่พวกนั้นจะวิ่งมาหาก็ต้องเป็นแกนี่แหละ” หมวกเวทมนตร์แค่นหัวเราะหยามหยัน ก่อนจะหันไปทางเด็กสาวที่ยืนเหม่ออยู่ใกล้ๆ “เพราะฉะนั้นพวกเรารีบชิ่งไปไกลๆ จากไอ้หมอนี่กันเถอะ เธอต้องไม่อยากให้พวกจัสติคาร์มาเห็นตอนที่เรากำลังพูดคุยกับไอ้หมอนี่แน่ๆ”

 

                “จัสติคาร์เองเหรอ ให้เกียรติกันหน่อย ชั้นเตรียมใจไว้ระดับพวกเซราฟิมเลยนะ” เบลเฟกอร์ยกน้ำชาที่เหลืออยู่น้อยนิดขึ้นดื่มจนหมด “ความจริงที่ชั้นต้องสวมวิญญาณของคนอื่นเวลาไปไหนมาไหน ก็เพื่อหลบสายตาพวกจัสติคาร์ด้วยนี่แหละ แต่เธอเล่นไล่ต้อนชั้นซะจนต้องเผยตัวจริงออกมาเลยนะมอลลี่”

 

                “อย่ามาโทษกันดีกว่า แกจะเลือกจบเรื่องไปเฉยๆ ก็ได้ มอลลี่ก็แค่คาดเดาไปตามเรื่อง” ตอนแรกฉันคิดว่าคนที่ดูเป็นห่วงเป็นใยเด็กสาวคนนั้นมากที่สุดจะเป็นนายคนผมทองนั่นเสียอีก แต่ดูเหมือนเจ้าหมวกนี่จะโอ๋เด็กที่ชื่อมอลลี่นั่นกว่าใครเลย ในขณะที่นายผมทองดูจะสงวนท่าทีไปเสียเฉยๆ หมอนั่นเป็นพวกที่ต้องคิดอย่างละเอียดทุกครั้งก่อนจะเดินหมากสินะ เห็นได้ชัดเลยว่าพอสถานการณ์เริ่มจะเปลี่ยนแปลง เขาก็เริ่มคำนวณแล้วว่าจะปรับท่าทียังไงให้เหมาะสม “ชั้นไม่รู้หรอกนะว่าทำไมแกถึงเลือกเผยตัวตนต่อหน้ามอลลี่ และก็ไม่สนด้วย แต่อย่ามายุ่มย่ามกับพวกเราอีกเชียวล่ะ”

 

                “อย่าใจร้ายแบบนั้นสิมอร์ล็อค มอลลี่เป็นแฟนหนังสือของชั้นนะ” มารร้ายตัดพ้อด้วยท่าทางทีเล่นทีจริง ก่อนจะหันหลับมาหาฉันอีกครั้ง “เอาล่ะ ชั้นคิดว่าทางนั้นคงจบเรื่องแล้ว เธอจะเอาไงล่ะ ยังอยากจะลองล่าชั้นดูอยู่รึเปล่า”

 

                “ยังไม่ใช่ตอนนี้” แต่ฉันจะจดจำใบหน้าของแกเอาไว้ ในอนาคต สักวันหนึ่งที่ฉันพร้อมกว่านี้ ฉันจะฆ่าแกให้ได้

 

                “ไม่เอาน่า ชั้นก็บอกแล้วไงว่าเขาไม่ได้เป็นปัญหาที่พวกคอนซอร์เทียมต้องมาใส่ใจสักนิด” เป็นอีกครั้งที่เจ้าหมวกนกออกหน้าแทนให้มารร้าย “นี่ ผมช่วยพูดให้ขนาดนี้แล้ว ยังไงช่วยพิจารณาเรื่องเขียนคอลัมน์ให้เซ็นเทอร์ราโครนิเคิลใหม่ได้มั้ยคุณวีเดอร์โฮเล็น”

 

                “ชั้นล่ะยอมใจเธอเลยจริงๆ” เบลเฟกอร์โบกมืออย่างยอมจำนน เมื่อกี้เขาเรียกมารนี่ว่าอะไรนะ วีเดอร์โฮเล็น นักเขียนชื่อดังนั่นน่ะเหรอ มิน่าศาสนจักรลูมินอสถึงได้มีปัญหากับหนังสือของหมอนี่นัก “ว่าแต่เธอเป็นสาวกผู้ไร้ชีพใช่มั้ย ตอนนี้ใครเป็นเจ้าเกาะของอาเครอนกันล่ะ ยังเป็นเจ้าหนุ่มไททาเนียนั่นอยู่รึเปล่า”

 

                “ท่านฮาเดสหายตัวไปหลายปีแล้วครับ ตอนนี้เจ้าเกาะเป็นท่านเว็นเดรค” ตอนที่เอ่ยถึงเรื่องของอาเครอน เจ้าหมวกนกนั่นดูมีสีหน้าไม่สบอารมณ์อยู่นิดหน่อย “อีกอย่างตอนนี้ผมก็ไม่ได้เป็นสาวกผู้ไร้ชีพแล้วด้วย”

 

                “คงต้องจ่ายไปเยอะสินะ ถึงได้ถอนตัวออกมาได้ในสภาพที่ยังมีชีวิต” ไม่ว่าจะเสแสร้งหรือไม่ แต่น้ำเสียงของเบลเฟกอร์ก็แฝงไว้ซึ่งความเห็นใจพอสมควร “เว็นเดรค....ไม่คุ้นเลยแฮะ ชั้นไม่ได้กลับไปที่นั่นนานไปหน่อยแล้วมั้ง”

 

                “ตกลงว่า ตอนนี้พวกเราก็น่าจะเสร็จธุระกันหมดแล้ว” ในที่สุด เจ้าผมทองนั่นก็เอ่ยขึ้น เขาชั่งใจอยู่นานทีเดียวว่าจะปล่อยให้เรื่องนี้ลงเอยไปในทางไหน “ถ้าอย่างนั้นเราก็แยกย้ายกันเถอะ เธอเองก็คงไม่ขัดข้องใช่มั้ย”

 

                ฉันพยักหน้า ได้รู้จักโฉมหน้าที่แท้จริงของเบลเฟกอร์ผู้ทุกข์ระทม ได้รู้ว่ามันคือวีเดอร์โฮเล็น ต่อไปจะตามหาตัวก็คงไม่ยากเท่าไหร่แล้ว นี่มันก็คุ้มมากแล้วสำหรับฉันในตอนนี้

 

                “ปัญหาคือ....” เจ้าหัวนกเหลือบไปทางเด็กผู้หญิงที่ชื่อมอลลี่ เจ้าของมิติสีขาวแห่งนี้ “เราจะออกไปจากที่นี่ยังไงกันล่ะ”

 

                 เด็กสาวคนนั้นไม่ได้ตอบ หรือพูดให้ชัดๆ ก็คือไม่ได้ฟังอยู่ด้วยซ้ำ ดวงตาของเธอเหม่อลอยไปถึงไหนต่อไหนแล้ว

 

                “มอลลี่!! นี่ขนาดอยู่ในโลกสีขาวของเธอเองแล้วยังจะสติหลุดได้อีกเหรอเนี่ย” หมวกพูดได้ร้องโวยวายพลางลอยเข้าไปตบตีผมเปียของเด็กนั่น “ตั้งสติหน่อยสิ พาพวกเราออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้นะ”

 

                “เอ๊ะ เอ้อ หนูขอโทษนะคะคุณวีเดอร์โฮเล็น หนูทำให้คุณเดือดร้อนเสียแล้ว” ฮะ นี่เธอหลุดจากบทสนทนาไปตั้งแต่ตอนนั้นเลยเหรอเนี่ย มารร้ายนั่นหัวเราะคิก ในขณะที่หมวกได้แต่ถอนใจด้วยความระอา “บางทีถ้าหนูพอจะช่วยอะไรได้....”

 

                “สิ่งที่เธอจะช่วยได้มากที่สุดในตอนนี้ ก็คือการปลดมิติสีขาวนี่ออกไง” ชายหนุ่มผมทองก้าวเข้าไปยืนตรงหน้าเด็กสาว น้ำเสียงที่เขาใช้กับเด็กคนนั้นอ่อนโยนกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด “ตั้งสติเอาไว้นะมอลลี่ ทำเหมือนทุกทีนั่นแหละ ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน จำได้มั้ย”

 

                “ชั้นอยู่ที่....” ชั่วขณะหนึ่ง ดูเหมือนเธอจะลืมไปจริงๆ ว่ากลังทำอะไรอยู่ เด็กสาวกวาดสายตาไปรอบๆ โดยไม่ลืมที่จะหลบสายตาฉันอย่างรวดเร็ว กล้าจ้องตากับมารร้ายเบลเฟกอร์ แต่หลบสายตาฉันแบบนี้หมายความว่าไงมิทราบ เธอใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าออกมาพร้อมคำตอบ “ดรีมเกท ชั้นมาพบกับนักเขียนชื่อดังตามคำสั่งของอาจารย์เฟรย์”

 

                “ดีมาก” ตอนที่ชายหนุ่มผมทองเอ่ยออกมา ฉันก็เริ่มสังเกตเห็นสีสันบางอย่างที่ปลายสายตา สีน้ำตาลทึมๆ ของพื้นไม้ สีเทาหม่นของท้องฟ้าฉ่ำฝน “กลับไปด้วยกันเถอะมอลลี่ กลับไปที่โลกของเรา”

 

                ตอนที่มันคลายตัวออกนั้นไม่ได้รวดเร็วเฉียบพลันเหมือนตอนที่มันกลืนกินพวกเราเข้าไป สีขาวที่ห่อหุ้มพวกเราเอาไว้ค่อยๆ ม้วนตัวออกอย่างแช่มช้าราวกับหยดหมึกบนจานสี เหมือนสัตว์เลื้อยคลานที่เกียจคร้านกำลังเลื้อยกลับรัง เผยให้เห็นห้องว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยข้าวของกองระเกะระกะอีกครั้ง อึดใจเดียวเท่านั้นพวกเราก็กลับมายืนอยู่ในที่ที่พวกเราควรจะอยู่แล้ว ข้าวของหลายชิ้นที่ถูกลากเข้าไปในมิตินั้นต่างก็กลับมาด้วยเช่นกัน กำแพงและพื้นส่วนหนึ่งถูกฉีกขากออกมาจากสภาพดั้งเดิมตอนที่โดนดึงผ่านมิติสีขาวเข้าไป ตอนนี้กลายเป็นแค่เศษไม้ร่วงหล่นอยู่บนพื้น

 

                ที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือตำแหน่งที่พวกเรายืนอยู่ ตอนอยู่ในโลกสีขาว พวกเราเหมือนจะอยู่ห่างกันกว่านี้ แต่พอสีขาวพวกนั้นค่อยๆ คลายตัวออก ระยะห่างระหว่างพวกเราก็ถูกร่นเข้ามาด้วย ฉันต้องขยับถอยออกไปสองสามก้าว เมื่อรู้สึกได้ว่ากำลังอยู่ใกล้กับเบลเฟกอร์มากเกินไป มิติสีขาวบีบอัดพวกเราเข้าไว้ด้วยกัน อยากรู้จริงๆ ว่าตอนที่ติดอยู่ในนั้น คนข้างนอกจะมองเห็นเป็นยังไง ฉันไม่เคยเห็นจอมเวทที่สามารถควบคุมมิติได้มาก่อน มันเป็นเวทที่ซับซ้อนและหาคนเชี่ยวชาญได้ยาก เด็กคนนั้นมีความสามารถที่น่าสนใจจริงๆ

 

                “ทำได้ดีมากมอลลี่ ครั้งนี้เธอกลับมาได้เร็วกว่าทุกทีเลยนะ” ชายหนุ่มผมทองยิ้มกว้าง มีแววโล่งอกเผยออกมาในรอยยิ้มของเขา

 

                “น่าจะเป็นเพราะครั้งนี้พวกเราเข้าไปอยู่ในนั้นด้วยล่ะมั้ง” หมวกเวทมนตร์กล่าวพลางร่วงปุลงบนศีรษะของเด็กสาว ฉันก็คิดอยู่เหมือนกันนะว่าถ้าเป็นหมวก มันก็น่าจะมีคนใส่ ไม่แปลกใจเลยที่เป็นยัยนั่น “ชั้นขอแนะนำนะเบล แกรีบไปจากแถวนี้ซะจะดีกว่า นี่มันถิ่นของพวกแองเจิล ป่านนี้พวกนั้นคงได้กลิ่นแกหึ่งไปหมดแล้ว”

 

                “กลัวอะไร ก็บอกแล้วว่าชั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องเมื่อคืนสักนิด” เบลเฟกอร์ยิ้มน้อยๆ พลางลุกขึ้นจากเก้าอี้ “แต่เดาว่าพวกนายคงไม่คิดจะรั้งรออยู่แล้วใช่มั้ย”

 

                “ไม่คิดจะรออยู่ตั้งแต่แรกแล้วว้อย” หมวกกระแทกเสียงตอบ “เพราะแกดันเผยตัวตนออกมานี่แหละ มันถึงได้วุ่นวายแบบนี้”

 

                “งั้นก็คงต้องบอกลาแล้ว น่าเสียดายจัง” มารร้ายแห่งความทุกข์ระทมก้าวออกมาข้างหน้า แม้จะไม่เผยเจตนาร้าย แต่ทุกย่างก้าวของเขาก็ยังทำให้ทุกคนตัวแข็งด้วยความหวาดหวั่น จนกระทั่งเขามาหยุดยืนอยู่ข้างหน้ามอลลี่คนนั้น “เอาไว้ถ้ามีโอกาส เราค่อยมาคุยกันเรื่องหนังสือของชั้นนะมอลลี่”

 

                คำพูดธรรมดา ไม่ได้มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ แต่ฉันสัมผัสได้ถึงความสนใจเป็นพิเศษที่มารร้ายในตำนานมอบให้กับเธอ เขาจงใจมองข้ามคนอื่นๆ ไป มองข้ามกระทั่งหมวกเวทมนตร์บนศีรษะของเด็กสาวคนนั้น แล้วกล่าวคำอำลากับเธอเพียงคนเดียวเท่านั้น มีบางสิ่งในตัวของมอลลี่ที่กระตุ้นให้ศัตรูของทวยเทพอยากเข้าใกล้ บางสิ่งที่แม้แต่เบลเฟกอร์เองก็ไม่เข้าใจว่าคืออะไร

 

                “แล้วก็.....” ดวงตาสีน้ำเงินแกมม่วงคู่นั้นเลื่อนกลับมาจับที่ใบหน้าของฉัน “การที่เธอมาอยู่ที่นี่ ต้องไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ ชั้นไม่รู้ว่านักล่าอย่างเธอหาชั้นเจอได้ยังไง แต่เชื่อว่าเราคงได้พบกันอีก ชั้นจะรอวันนั้นนะสาวน้อย”

 

                ชั้นเกลียดน้ำเสียงคำว่าสาวน้อยนั่นจริงๆ มารร้ายสนใจบางสิ่งในตัวฉันเช่นกัน เราต้องได้พบกันอีกแน่ๆ ฉันจะล่ามัน จะฝังกลบบาปแห่งความทุกข์ระทมด้วยดาบและกระสุนสีเงิน ฉันยิ้มรับคำของมัน ศัตรูของทวยเทพแล้วไง สายตาที่ทำให้ตัวสั่นเมื่อยามที่มองจ้องมา พอเริ่มจะคุ้นเคยมากขึ้นมันก็ไม่ค่อยสั่นเท่าไหร่แล้ว

                กลิ่นแห่งความโศกเศร้าที่เร่งเร้าให้ฉันต้องดั้นด้นมาถึงนี่สงบลงไปแล้ว เดาว่าเบลเฟกอร์คงควบคุมตัวตนเอาไว้อีกครั้งหนึ่ง ถึงจะยังคงเหลือกลิ่นจางๆ ให้พอตรวจจับได้ เขาน่าจะทิ้งมันไว้เพื่อให้พวกดิไวน์เนอร์หาตัวได้ง่าย เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ถึงตอนนี้ฉันพอจะเริ่มเข้าใจแล้วว่ากลิ่นพวกนี้มันคืออะไร ถึงจะยังไม่เข้าใจว่าทำไมฉันถึงสัมผัสมันได้ก็เถอะ ดูเหมือนฉันจะรู้สึกได้ถึงกลิ่นของความชั่วร้าย กลิ่นของบาปที่รุนแรง แปลกจริงๆ แต่ก็สะดวกมากเลยสำหรับนักล่าความมืดอย่างฉัน คุณกาเฮรีสเคยบอกว่าผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ตรงเส้นแบ่งระหว่างความมืดและแสงสว่าง นานๆ เข้าอาจทำให้บางส่วนของจิตวิญญาณเติบโตขึ้นในลักษณะแปลกๆ นี่อาจเป็นกรณีพิเศษแบบเดียวกัน

 

                “ชั้นขอเตือนเธออีกครั้งนะยัยผมขาว อย่าพยายามที่จะหาเรื่องกับมารจะดีกว่า” ก่อนจะแยกตัวไป เจ้าหมวกนกนั่นหันมากำชับกับฉันอย่างหนักแน่น “ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าการเป็นศัตรูกับสิ่งที่ไม่มีวันเอาชนะได้หรอก”

 

                หมายความว่าถ้าหาวิธีเอาชนะได้เมื่อไหร่ นั่นก็อีกเรื่องจริงมั้ย

 

                “พอเป็นเรื่องของมาร โฮเมอร์ก็จะขี้กังวลแบบนี้แหละ” นายคนผมทองเอ่ยกับฉันหลังจากที่เพื่อนของเขาจากไปแล้ว “อย่าไปโกรธอะไรเค้าเลยนะ หมอนั่นเจอประสบการณ์แย่ๆ เกี่ยวกับมารมาเยอะน่ะ”

 

                “พวกนายมาจากเลมิวเรียเหรอ” ฉันมองเขาสลับกับเด็กสาวและหมวกเวทมนตร์ มารร้ายนั่นบอกว่าเขาเป็นศิษย์ของดีมิเทอร์ ดีมิเทอร์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งโบทาเนีย “เคยไปที่ซานทอเรียมบ้างรึเปล่า”

 

                “เป็นสถานที่ที่วิเศษมากเลยล่ะค่ะ” เด็กสาวตอบออกมาอย่างลืมตัว ดวงตาเลื่อนลอยของเธอเป็นประกายขึ้นมาทันทีที่เอ่ยถึงเกาะจักรกลเวทมนตร์นั่น ก่อนที่จะนึกขึ้นได้ว่ากำลังพูดกับคนแปลกหน้า และกลับไปยืนตัวลีบอยู่ด้านหลังผู้พิทักษ์ผมทองของเธอ

 

                “พอดีว่าชั้นมีธุระต้องไปที่นั่น แต่ว่า....ที่ทำการของเกทคีปเปอร์กำลังมีปัญหานิดหน่อย” ปัญหาเรื่องใบประกาศจับของฉันน่ะ แต่จะบอกเรื่องนั้นไม่ได้หรอก “ตอนนี้มีคนไปออกันอยู่ที่นั่นเยอะมาก เพราะเรื่องการอาละวาดของพวกปีศาจเมื่อคืนนั่นแหละ แต่ชั้นต้องรีบเดินทางเสียด้วย”

 

                “ถ้าจะมาขอใช้สิทธิ์พิเศษอะไรเพราะเห็นว่าเราเป็นคนของที่นั่นล่ะก็ เมินซะเถอะ” ว่าแล้วเชียว เจ้าหมวกเวทมนตร์นี่เป็นปัญหาที่สุดจริงๆ ด้วยแฮะ “มันไม่มีสิทธิ์พิเศษแบบที่เธอคิดหรอก”

 

                “จริงๆ แล้วเราพาเธอผ่านประตูมิติในฐานะพยานยืนยันในการพูดคุยกับคุณวีเดอร์โฮเล็นได้นะแม็ท” นี่ไงล่ะ มอลลี่ เด็กดีของฉัน น่ารักจริงๆ “ถ้าใช้สิทธินั้นก็สามารถลัดขั้นตอนไปได้เยอะเลย”

 

                “นี่เธอเพี้ยนไปรึเปล่านะ ปกติชั้นไม่เห็นเธอจะใส่ใจเรื่องของคนอื่นเลยนี่” หมวกเวทมนตร์เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ ถ้าไอ้นั่นจะเรียกว่าคิ้วได้ล่ะนะ “อีกอย่าง ทำแบบนั้นมันผิดต่อคนที่เค้าต่อแถวรอคิวทำเอกสารอยู่นะ มันก็เหมือนการใช้เส้นสายแซงคิวชาวบ้านนั่นแหละ”

 

                แต่ถ้าใช้สิทธิพิเศษลัดคิวทำเอกสารโดยตรง ก็ไม่ต้องผ่านการตรวจสอบจากสำนักสันติบาล โบกมือลาใบประกาศจับไปได้เลย

 

                “ชั้นมีพี่ชายที่ไปเรียนที่อาคาเดียตั้งแต่เด็กๆ พอจบจากอาคาเดียพี่ของชั้นก็ไปเรียนต่อที่ซานทอเรียมเลย” เอาล่ะ ได้เวลาตีหน้าเศร้าเล่าเรื่องเท็จแล้ว ลดความกระด้างของน้ำเสียงลงมานิดหน่อย แต่ไม่มากจนดูตั้งใจเกินไป สบายมาก เจ้าพวกนี้คงไม่ยากไปกว่าเอิร์ลแห่งชีพพีคหรอก “ถึงเค้าจะไม่เคยกลับไปที่บ้านอีกเลย แต่เค้าก็ยังส่งเงิน ส่งจดหมายมาหาแม่ของพวกเราตลอด จนเมื่อเร็วๆ นี้ จู่ๆ จดหมายของเค้าก็เงียบหายไป แม่กังวลมากจนล้มป่วย ชั้นก็เลยอยากรีบไป.....”

 

                “รีบไปตามหาพี่ชายที่หายตัวไปงั้นสิ” ฟังดูเจ้าหมวกเวทมนตร์นี่ไม่ค่อยซื้อเท่าไหร่แฮะ “ชั้นนึกว่าคอนซอร์เทียมจะมีแต่พวกป่าเถื่อนไม่เอาญาติมิตรซะอีก”

 

                “แม็ท นายพูดเกินไปแล้วนะ” แต่ว่าสาวน้อยโลกสีขาวของฉันหลงกลเข้าเต็มๆ ถึงแม้เธอจะยังยืนหลบอยู่หลังนายคนผมทองนั่นอยู่ก็เถอะ “เธอน่าสงสารออกนะ”

 

                “เฮ้ย นี่มันแปลกจริงๆ นะ ปกติเธอไม่ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่นไม่ใช่เหรอ” คำนี้ของหมวกเวทมนตร์ยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของชายหนุ่มผมทอง

 

                “ชั้น....ไม่รู้สิ.....” เด็กสาวลดสายตาลง ความสับสนปั่นป่วนอยู่บนสีหน้าของเธอ “ชั้นไม่ค่อยรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนอื่นเลย”

 

                แปลกจริงๆ นะ ถึงชั้นจะไม่ค่อยชอบท่าทางกล้าๆ กลัวๆ น่ารำคาญแบบนั้นของเธอก็เถอะ แต่ชั้นเองก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน เหมือนไม่ใช่คนอื่น เหมือนมีความคุ้นเคยบางอย่างที่ล่องลอยอยู่ตรงกลางระหว่างเรา

 

                “แต่ว่า...” หมวกเวทมนตร์ยังคงเหลือเหตุผลอีกร้อยแปดที่จะกีดกันฉันออกจากเส้นทางของพวกเขา

               

                “นี่อาจจะเป็นสัญญาณอันดีของมอลลี่ก็ได้นะคุณแม็ท” ในที่สุดนายผมทองนั่นก็ยอมอออกปากเข้าข้างฉันแล้ว อย่างที่คิดไว้เลย ถ้าเป็นเรื่องความปลอดภัย เจ้าหมวกนั่นจะปกป้องเด็กมอลลี่นั่นอย่างที่สุด แต่ถ้าเป็นเรื่องการตามใจ นายหน้าอ่อนนี่แหละตัวสปอยล์เลย ถ้าอย่างนั้นความสัมพันธ์ของสามคนนี้ก็คงเป็นคุณพ่อหวงลูกสาวกับพี่ชายข้างบ้านที่ใจดีจนน่าสงสัยล่ะมั้ง “ทั้งเรื่องที่มิติสีขาวดูจะทรงพลังขึ้น เรื่องที่เปิดรับคนอื่นมากขึ้น ผมว่าพาเธอไปด้วย ให้มอลลี่ได้คุ้นกับการอยู่ร่วมกับคนอื่นอีกสักนิดก็ไม่ได้แย่อะไรนะ”

 

                “เอ๋...ชั้นก็ไม่ได้....” อ๊ะ เดี๋ยวก่อนนะ พอบอกว่าจะให้ฉันไปด้วยเพื่อคอยช่วยกระตุ้นความสามารถในการเข้าสังคมของเด็กสาวนั่น สีหน้าเธอก็เปลี่ยนไปเลย จริงๆ แล้วเจ้าผมทองตั้งใจพูดแบบนั้นเพื่อให้มอลลี่สร้างกำแพงใส่ฉันนี่นา

 

                “ขอบคุณนะมอลลี่” ฉันตรงเข้าไปคว้ามือของเด็กสาวขึ้นมาบีบไว้ทันที ไม่ยอมหรอก ใครจะไปยอมเสียเวลารอเอกสารที่ไม่รู้จะผ่านรึเปล่าเป็นสัปดาห์กันล่ะ ยิ่งถ้าต้องวิ่งกลับไปถึงเซเลสทีนยิ่งแล้วใหญ่ ยัยเด็กนี่เป็นคนใจอ่อน ชั้นต้องบีบให้เธอหนีไปไหนไม่ได้ เธอเป็นหัวใจของสามคนนี้ เก็บเธอได้ คนอื่นก็ล้มหมดกระดานไปเอง “นี่มีความหมายกับชั้นมากจริงๆ นะ”

 

                “เอ้อ ชั้น....ไม่เป็นไรค่ะ” นั่นไง แม้จะหลบสายตาตอนที่ยอมรับปากเสียงอ่อย แต่เธอก็ยอมจำนนแล้ว ฉันส่งสายตาอาฆาตไปทางเจ้าคนผมทองที่เกือบจะทำเสียเรื่องแวบหนึ่ง แต่หมอนั่นแค่เพียงอมยิ้มขันๆ ตกลงว่ามันต้องการอะไรกันแน่ เป็นคนที่เดาใจยากจริงๆ ไม่ชอบเอาเสียเลย

 

                “โอเค ชั้นไม่รู้ด้วยแล้วนะ” บทพูดมาตรฐานของคนที่สุดท้ายก็ต้องมาตามเช็ดขี้ให้คนอื่นเลย หมวกเวทมนตร์นี่กลับเดาทางได้ง่ายกว่าเยอะ “ไหนจะเบล ไหนจะคอนซอร์เทียม นี่มันบ้าบอชัดๆ”

 

                “ถึงมันอาจจะเป็นช่วงสั้นๆ แต่หวังว่าเราจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันนะ” แน่นอน ชั้นจะเป็นเพื่อนที่ดีตราบเท่าที่พวกนายยังมีประโยชน์นั่นแหละ “ชั้นชื่อเซกัล ส่วนนี่มอลลี่กับแม็ท แล้วเธอล่ะชื่ออะไรเหรอ”

 

                “ควอ....” ชื่อปลอมงั้นเหรอ เขาอยากให้ฉันเป็นเพื่อนที่ดีต่อพวกเขานี่นะ “เกรเทล ชั้นชื่อว่าเกรเทล”

 

                “ยินดีที่ได้รู้จักนะเกรเทล” ในที่สุดมอลลี่ก็กล้าสบตาฉันตรงๆ เสียที ถึงจะแค่แวบเดียวก็เถอะ

 

                ยินดีที่ได้รู้จักนะมอลลี่ เด็กสาวที่ฉันคุ้นเคยทันทีที่พบหน้า ว่าแต่นี่ฉันจะบอกเรื่องนี้กับชูลท์ยังไงดีล่ะเนี่ย

Cover Up

       จากนวนิยายสุดอื้อฉาวที่มียอดขายกว่าหนึ่งล้านเล่ม สู่บทละครเวทีอันยิ่งใหญ่ตระการตา ด้วยผลงานการกำกับและเขียนบทของเอเตียง มานูเอล ผู้กำกับที่ได้รับการสนับสนุนอย่างสูงสุดจากศาสนจักรลูมินอสในขณะนี้ พร้อมด้วยทีมนักแสดงแถวหน้าของวงการอย่างคับคั่ง จะเริ่ดหรือจะร่วง มาพิสูจน์กันเลย

After Match

Gretel will keep going on

  • Google+ - White Circle
  • Twitter - White Circle
  • Facebook - White Circle

© 2017 by Commandeer TCG                                                                                                                                   
E-mail: commandeertcg@gmail.com
Tel: (66)85-1520522 , (66)813016679
148/4 Sukhumvit 22 Sukhumvit Road Klongtoey Bangkok 10110, Thailand