Overwhelming

Story : Re-Peat Again

Illust : Bytomtypl

                โลกใบนี้....โลกใบนี้ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยเรื่องโกหก ฉันขยะแขยงมันจนแทบทนไม่ไหว รอยยิ้มจอมปลอม ถ้อยคำปลอบประโลมที่กลวงโบ๋ ลึกเขาไปข้างในดวงตาซึ่งฉาบเคลือบเอาไว้ด้วยความห่วงหาอาทรนั้นมีเพียงความว่างเปล่าอันไร้กั้นบึ้ง มันเป็นโลกบิดเบี้ยวที่เกี่ยวกระหวัดขึ้นมาเป็นรูปร่างด้วยคำโกหกอันเปราะบาง เมื่อไหร่ก็ตามที่ความจริงถูกเปิดเผย ทุกสิ่งก็พร้อมที่จะพังทลายลงมา เหลือเพียงเศษซากแหลมคมของความโป้ปด ทิ่มแทงผู้ที่ยังพยายามยื้อยุดโลกจอมปลอมเอาไว้จนย่อยยับ

 

                ฉันกำลังเฝ้ารอความพินาศย่อยยับเหล่านั้นอยู่ ฉันกำลังรออยู่...รออยู่เสมอมา

 

                “พอแค่นั้นแหละ” น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยขึ้นก่อนที่วงเวทของฉันจะเสร็จสมบูรณ์ หญิงสาวผมทองในชุดเกราะแบบลำลองจ้องมองฉันด้วยแววตาสงบนิ่ง ไม่มีร่องรอยความพอใจในน้ำเสียงนั้น แต่ก็ไม่ได้แฝงไว้ซึ่งรอยตำหนิเช่นกัน “ค่อย ๆสลายพลังนั้นออกได้แล้วแอช”

 

                “หนูยังร่ายเวทนั่นไม่จบเลย” แม้ฉันจะคลายพลังอาร์เคนของตัวเองออกแล้ว แต่กลิ่นอายแห่งพลังงานยังคงกรุ่นอยู่ในอากาศ “หนูทำอะไรผิดรึเปล่าคะคุณกาเฮรีส”

 

                “ไม่หรอก เธอทำได้ดีมาก” แต่ก็ไม่อธิบายว่าทำไมถึงให้หยุดกลางคัน อัศวินหญิงแค่เพียงหลบสายตาไปเฉยๆ ไม่มีคำอธิบายหรอก เธอแค่ไม่อยากให้ฉันก้าวหน้าได้เร็วเกินไปนัก

 

                ผู้พิทักษ์ของฉันเป็นคนเย็นชา ใครๆ ก็บอกว่ากาเฮรีส พาแลนทีนเป็นอัศวินที่เรืองรองที่สุดในยุคนี้ แสงสว่างที่ปัดเป่าความมืดมิด โกหกทั้งเพ เธอเป็นแค่ผู้หญิงเข้าใจยากที่พยายามใช้คำว่าหน้าที่และเกียรติยศมาคอยค้ำยันร่างกายที่อ่อนล้าเท่านั้น ผู้บัญชาการสูงสุดแห่งภาคีอัศวินโล่ศักดิ์สิทธิ์นั้นแอบซ่อนหัวใจที่แข็งกระด้างโหดร้ายเอาไว้ ท่ามกลางสายตาของใครต่อใครที่พากันมองดูเธอด้วยความชื่นชม ฉันคนหนึ่งล่ะที่เกลียดท่าทีสูงส่งแบบนั้นของเธอจริงๆ

 

                “กลับห้องไปพักผ่อนได้แล้วล่ะแอช ลาโมรัคจะมาถึงคืนนี้ เธอค่อยมาต่อบทเรียนกับเขาทีหลังก็แล้วกัน” เซอร์กาเฮรีสลุกขึ้นจากเก้าอี้ก่อนจะคว้าฝักดาบที่ห้อยอยู่ตรงข้างโต๊ะมาคาดเอว เธอจะออกไปข้างนอกอีกแล้ว หลายวันมานี้ นับตั้งแต่มาถึงที่ปราสาทคาเมล็อต เธอก็มักจะออกไปข้างนอกกับผู้ชายตัวใหญ่ที่ชื่อว่ากาลาฮัดคนนั้นเสมอ ยิ่งโดยเฉพาะหลังจากค่ำคืนแห่งก้าวแรกนั่น

 

                “หนูไม่อยากเรียนกับลาโมรัค” หมอนั่นไม่ค่อยจะสอนอะไรเป็นเรื่องเป็นราว มีศาสตร์และความรู้มากมายที่ฉันอยากจะเรียนรู้ โดยเฉพาะพวกเวทมนตร์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย และเวลาที่ฉันจะเรียนรู้ได้ก็เหลือน้อยเต็มที “คืนนี้คุณจะไม่กลับมาเหรอ”

 

                “ยังมีพวกสัตว์ปีศาจอาละวาดอยู่ที่หมู่บ้านทางเหนือ” พวกที่ดุร้ายมากๆ เมื่อถูกกระตุ้นสักครั้งหนึ่งแล้วก็ยากที่จะกลับไปสงบเสงี่ยมเหมือนเดิมได้ง่ายๆ “เซอร์กาลาฮัดจะนำทหารออกไปดูด้วยตัวเอง ชั้นก็คงอยู่เฉยๆ ไม่ได้หรอก”

 

                “ให้หนูไปด้วยสิ หนูอาจจะช่วยอะไรได้นะ” เช่นลอบแทงใส่เธอตอนที่เผลอ หรือแอบร่ายเวทถ่วงแข้งถ่วงขาเธอในยามคับขัน “คุณก็รู้ว่าหนูมีความสามารถพอ”

 

                “ไม่มีใครบอกได้หรอกว่าเธอมีความสามารถพอรึยัง จนกว่าจะได้สวมเสื้อคลุมอย่างอัศวินคนหนึ่งนั่นแหละ” เอาอีกแล้ว พอพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาทีไร กาเฮรีสจะขมวดคิ้วเข้าหากันแบบนั้นทุกที เมื่อไหร่ก็ตามที่ฉันออกปากจะช่วยเหลือในภารกิจปราบปีศาจ เธอก็ดูจะโกรธขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุทุกครั้ง “เอาไว้รอให้ถึงเวลานั้น ไว้ให้เธอพร้อมเมื่อไหร่ แล้วเราค่อยมาคุยเรื่องนี้กัน เข้าใจมั้ย”

 

                ฉันพยักหน้า พยักหน้าซ้ำๆ และหันหลังเดินออกจากห้องนั้นมา กาเฮรีสไม่มีวันแต่งตั้งฉันเป็นอัศวินหรอก เธอไม่เคยยอมปล่อยให้ฉันจับดาบด้วยซ้ำ ถึงแม้ว่าฉันจะพอใจกับบทเรียนเกี่ยวกับเวทมนตร์ศักดิ์สิทธิ์พวกนั้นก็เถอะ แต่การต้องมานั่งเรียนรู้ความหมายและหน้าที่ของคำว่าอัศวินโดยที่รู้อยู่แก่ใจว่าฉันจะไม่มีวันได้เป็นสิ่งนั้นมันก็น่าเบื่อเอาเรื่องเลย ความอึดอัดใจทำให้ระยะทางไม่กี่ก้าวจากห้องพักของกาเฮรีสมาถึงห้องของฉันนั้นช่างดูยาวนานอย่างน่าหงุดหงิด ปราสาทคาเมล็อตนั้นเต็มไปด้วยเวทมนตร์ตรวจจับ และมันก็ส่องแสงร้องเตือนทุกครั้งที่ฉันเดินผ่าน ตอนมาถึงที่นี่ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยด้านเวทมนตร์ของคาเมล็อตได้ประทับตราวิญญาณของเราไว้ในปราสาทแล้ว หากไม่ได้ร่ายเวทออกมาตรงๆ วงเวทพวกนั้นก็ไม่ควรจะมีปฏิกิริยากับเราอีก แต่ร่างกายของฉันนั้นพิเศษนิดหน่อย และมันก็มีปัญหากับพวกเวทตรวจจับมาตลอด แม้ระเบียงลิ้นมังกรจะค่อนข้างเป็นส่วนตัว แต่พอเวทตรวจจับพวกนั้นร้องเตือน ก็จะมีทหารยามวิ่งทะเล่อทะล่าขึ้นมาดูทุกครั้ง มันน่ารำคาญเสียจนกาเฮรีสต้องยอมให้ฉันสวมเสื้อคลุมที่ใช้อำพรางพลังเวทในตัวเอาไว้ ถึงอย่างนั้นแล้ว การอำพรางพลังเวทของฉันก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ เลย

 

                ห้องพักของฉันที่คาเมล็อตนี่กว้างขวางกว่าที่ดิไวนัสเกือบเท่าตัว ที่ดิไวนัสเราไม่ค่อยมีห้องพักดีๆ แบบนี้หรอก ขนาดพวกหัวหน้าอัศวินอย่างลาโมรัคหรือเพอซิวาลยังต้องนอนในห้องทำงานเลย แม้แต่กาเฮรีสเองก็ยังไม่มีห้องนอนดีๆ เหมือนกัน ฉันได้ยินมาว่าทั้งสามคนนั้นมาจากตระกูลที่ร่ำรวย แต่กลับเลือกที่จะมาอยู่อย่างยากลำบากกับกลุ่มอัศวินที่เคร่งครัดที่สุดในอวาลอน การอุทิศตนที่น่าสรรเสริญ มันทำให้ฉากหน้าของพวกเขาดูดีในสายตาคนอื่น อาจเป็นการเสียสละที่คุ้มค่า ฉันทิ้งตัวลงบนที่นอนนุ่มนิ่ม พลางเหยียดแขนขาออกไปจนสุดเพื่อขับไล่ความเมื่อยล้า เตียงหลังใหญ่กว้างขวางอย่างกับทะเลสาบ ห้องนี้มันกว้างเสียจนฉันไม่ได้ยินเสียงสะท้อนของความคิดตัวเองเลยนะ ตอนที่พ่อบ้านของปราสาทถามว่าจะให้จัดห้องพักกี่ห้อง ฉันนึกว่าคนที่ภาพลักษณ์ดูสมถะเรียบง่ายอย่างกาเฮรีสจะขอแค่ห้องเดียวเสียอีก ผิดคาดที่เธอตอบทันควันเลยว่าสองห้อง ท่านผู้บัญชาการไม่ชอบให้ใครเห็นตอนหลับสินะ

 

                ไม่หรอก ไม่ใช่แค่นั้น เธอไม่อยากให้ฉันร่วมห้องนอนด้วยเหตุผลอื่น กาเฮรีสไม่อยากให้เราใกล้ชิดกันเกินไป เธอกลัวว่าการนอนร่วมเตียงจะทำให้เราผูกพันกันมากขึ้น ตั้งแต่วันแรกที่เธอตัดสินใจรับฉันมาอุปการะ มันก็มีกำแพงสูงตระหง่านที่ขวางกั้นระหว่างฉันกับเธอเอาไว้ ผู้หญิงคนนั้นอาจจะให้การพิทักษ์ ให้การศึกษา ให้อาหารกินอิ่มท้อง แต่เธอไม่เคยคิดที่จะเป็นครอบครัวของฉันเลย ไม่เคยแม้แต่จะพยายามด้วยซ้ำ เป็นเพียงผู้พิทักษ์ที่คอยเฝ้าดูอยู่ห่างๆ ไม่มีทางขยับเข้ามามากกว่าที่เป็น ทุกครั้งที่สายตาของเธอดูเหมือนจะอ่อนโยนลง มันก็จะคงอยู่แค่เพียงชั่วครู่แล้วหายไปทันที ราวกับมีบางสิ่งปรากฏขึ้นมาเบื้องหลังดวงตาคู่นั้น และเธอก็กลัวเหลือเกินที่จะได้เห็นมัน ซึ่งก็ดีแล้ว ดีแล้วที่เธอไม่พยายามที่จะเป็นบ้านหลังใหม่ของฉัน ไม่อย่างงั้นฉันต้องขยะแขยงจนทนไม่ได้แน่

 

                ฉันไม่มีทางทนได้แน่ ถ้าคนที่ทำลายบ้านของฉัน เข่นฆ่าทุกคนที่ฉันรักอย่าโหดเหี้ยม จะมาทำเหมือนกับว่าเธอสามารถเข้ามาทดแทนในสิ่งที่ฉันสูญเสียไปได้ ไม่มีวัน

                เบื้องหลังเปลือกตาที่ปิดสนิท ฉันยังจดจำวงเวทนั้นได้เป็นอย่างดี ดาวหกแฉกคือต้นร่างแห่งคำสาป ปลายทั้งหกด้านของมันมีดวงไฟลุกโชติช่วงอยู่ คนอื่นๆ จะสำนึกถึงภาพของดวงดาวหกแฉกนี้ขึ้นมาได้หรือยังนะ ตอนนี้ดวงไฟดวงหนึ่งได้มอดดับลงไปแล้ว พี่น้องร่วมชะตากรรมของฉัน จากไปแล้วตลอดกาล ฉันเสียใจที่เราไม่มีโอกาสได้พบกัน แต่ก็โล่งใจที่ไม่ต้องได้รับรู้เรื่องราวของเธอเช่นกัน

                “พวกมาเลแกนท์ทำเกินไปหน่อย ลำต้นไม่ค่อยพอใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นเท่าไหร่” บรูนอร์กล่าวกับฉันเมื่อเช้านี้ “กิ่งก้านอย่างพวกเราควรจะทำงานให้เงียบที่สุด พวกนั้นเล่นลงมือเสียเอิกเกริกแบบนี้ ถ้าไม่ได้ใบไม้ในไฮเซ็นเบิร์กช่วยบิดเรื่องให้ มีหวังเสียหายหนักแน่”

               

                ฉันเองก็ไม่ชอบวิธีของมาเลแกนท์มาแต่ไหนแต่ไร เขาเป็นพวกหัวรุนแรง กลุ่มของเขามีแต่พวกที่พร้อมจะก่อเรื่องได้ตลอดเวลา ถ้าไม่ใช่เพราะความสามารถที่ยากจะทดแทน ลำต้นคงให้หนามจัดการพวกเขาไปแล้ว กิ่งก้านทั้งสิบน่ะจะหามาแทนเมื่อไหร่ก็ได้ แต่กิ่งที่มีสาขาแผ่ขยายกว้างไกล มีแมลงทำรังอยู่มาก มันก็ยากจะตัดทิ้งเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้พวกเขาทำเกินไปจริงๆ พวกเขาควรจะแค่ไปรออยู่ที่นั่นและสืบดูจนกว่าจะระบุตัวตนของเด็กคนที่สี่ได้ ไม่ใช่เผาทุกอย่างจนราบแบบนี้ ถึงจะอ้างความจำเป็นต่างๆ นาๆ แต่การสังหารพวกเด็กๆ ในตลาดค้าทาสทีเดียวพร้อมกันเป็นร้อยคนนี่มันก็ออกจะเหลือรับไปแล้ว แถมยังใช้เวทระเบิดแบบต่อเนื่อง อย่างกับจะตะโกนบอกทุกคนในเซ็นเทอร์ราให้รู้ว่าพวกเรากำลังทำอะไรอยู่อย่างนั้นแหละ

 

                บรูนอร์เชื่อว่าพวกมาเลแกนท์ตั้งใจจะทำแบบนี้เพื่อบีบให้พวกเราที่เหลือเร่งเดินหน้า ถ้าอยากสังหารเด็กๆ ในเมืองนั้น มันก็มีวิธีอีกตั้งมากมายที่เงียบกว่านี้ แม่นยำกว่านี้ วางยาพิษในอาหารที่แจกจ่ายให้ทาส หรือใช้เวทคำสาปแพร่เชื้อร้าย ฉันไม่รู้หรอกว่าที่เมืองนั้นมันมีข้อจำกัดอะไรบ้าง แต่ไม่ว่ายังไง ระเบิดก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดถ้าพวกเรายังอยากจะคงอยู่ในเงามืดต่อไปเช่นนี้ หลังจากสิ่งที่พวกนั้นทำลงไป คงจะต้องมีคนพยายามขุดคุ้ย ต้องเหลือร่องรอยอะไรให้สาวมาถึงพวกเราได้แน่ ก่อนจะถึงตอนนั้น พวกเราที่เหลือจึงต้องรีบลงมือเสียก่อน

 

                “แอช หลับอยู่รึเปล่า เปิดประตูหน่อย” เสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมกับเสียงทุ้มห้าวของบรูนอร์ ฉันไม่ได้หลับ แค่พักสายตานิดหน่อย เมื่อยันกายลุกขึ้นมานั่งอีกครั้งหัวสมองก็ปลอดโปร่งเต็มที่ ฉันค่อยๆ สัมผัสสายลมและฝุ่นละอองในอากาศ เศษเล็กเศษน้อยของธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ วงเวทรูปวงแหวนไขว้ปรากฏขึ้นในหัว เชื่อมต่อและควบคุม ฉันจดจำมันได้ขึ้นใจจนไม่ต้องร่ายมันออกมาเป็นรูปร่างอีกแล้ว ฝุ่นดินในอากาศค่อยรวมตัวกันด้วยสายลมอ่อนๆ ก่อนจะม้วนตัวเข้าไปดันสลักกลอนประตูให้เลื่อนออก บานไม้หนาหนักทั้งสองถูกสายลมวูบหนึ่งผลักให้ขยับอย่างรวดเร็ว เร็วเกินไปหน่อยแฮะ ฉันตั้งใจว่าจะค่อยๆ เปิดแท้ๆ “เพิ่งวันเดียวเอง ควบคุมได้ขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย คุณกาเฮรีสสอนเธอมาดีจริงๆ”

 

                “ไม่ใช่กาเฮรีสหรอก พวกเงือกต่างหาก” คนที่วางรากฐานเรื่องเวทมนตร์ให้แก่ฉันไม่ใช่ผู้หญิงใจร้ายคนนั้น แต่เป็นพวกเงือก ครอบครัวที่ถูกพรากไปจากฉันต่างหาก “มาเจอกันแบบนี้จะดีเหรอ ที่นี่มีพวกนักล่าคนนอกรีตอยู่ด้วยนะ”

 

                “ไม่เป็นไรหรอก หมอนั่นกำลังคุยอยู่กับผู้บัญชาการวิคตอเรีย ไม่ว่างมาเที่ยวเล่นบนนี้หรอก” ในคืนแรกที่ติดตามกาเฮรีสมาถึงที่คาเมล็อต ตอนที่บรูนอร์เข้ามาแนะนำตัวกับฉันว่าเป็นหนึ่งในกิ่งก้านทั้งสิบแห่งมาลุมฉันก็แอบแปลกใจอยู่เหมือนกัน กิ่งก้านของพวกเราแผ่ขยายไปทุกที่ หนามเคยกล่าวไว้แบบนั้น แต่ฉันก็ไม่คิดว่าทุกที่ที่ว่านั้นจะรวมถึงใจกลางอาณาจักรอันเป็นที่รักของทวยเทพอย่างโซลาเรียสนี่ด้วย เซอร์บรูนอร์เป็นนักรบผู้กล้าหาญแห่งภาคีอัศวินเพลิงอมตะ นายทหารผู้ออกศึกแนวหน้ามาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ปกป้องเกียรติยศแห่งราชวงศ์เพ็นดรากอนมากว่าครึ่งค่อนชีวิต ใครจะไปคิดว่าเขาจะเป็นหนึ่งในพวกเราด้วย “ได้ยินว่าหนามเคยพาเธอไปพบคนที่เราตั้งใจจะดึงมาเป็นรากคนใหม่แล้วใช่มั้ย”

 

                เขามีชื่อว่าอะไรนะ มาร์โคใช่ไหม ผู้ชายท่าทางใจดีคนนั้น

 

                “ตอนนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว เพราะพวกมาเลแกนท์ดันไปก่อเรื่องเอาไว้ แถมรากที่ตะวันออกก็กลายเป็นตัวปัญหาอีก เราก็เลยรอต่อไปไม่ได้แล้ว” บรูนอร์ถือวิสาสะก้าวเข้ามาในห้องของฉันทั้งที่ไม่ได้เชิญ “เราต้องการรากคนใหม่มาแทนที่ท่านเอิร์ลให้เร็วที่สุด จะปล่อยให้เส้นทางการเงินมีช่องโหว่แบบนี้ไม่ได้”

 

                ตำแหน่งภายในองค์กรมาลุมนั้นถูกแทนที่ด้วยส่วนต่างๆ ของต้นไม้ตามหน้าที่ของส่วนนั้น กิ่งก้านทั้งสิบคือเหล่าสมาชิกฝ่ายปฏิบัติการที่จะกระจายกันออกไปดำเนินการตามแผนที่องค์กรวางไว้ ใบไม้ทั้งสี่คือเหล่าผู้ที่คอยเก็บกวาดข้อมูลและปิดบังตัวตนให้แก่พวกเรา ตามมาด้วยรากทั้งสาม เหล่าผู้ที่คอยหล่อเลี้ยงต้นแอปเปิลด้วยทรัพยากรมากมายมหาศาล ยังมีหนามทั้งสี่ ผู้มีหน้าที่คอยกำจัดภัยคุกคามหรือคนทรยศขององค์กร ส่วนที่อยู่ตรงกลางสุด เป็นเช่นหัวใจขององค์กร นั่นก็คือลำต้นผู้ยิ่งใหญ่ และสุดท้ายก็คือฉัน ผลแอปเปิลหนึ่งเดียวของพวกเขา หนึ่งเดียวจากทั้งหกลูกที่พวกเขาเลือกจะเก็บเอาไว้

 

                สมาชิกหลักของมาลุมนั้นมีจำนวนเพียงน้อยนิด แต่บรรดากิ่งก้านส่วนมากมักจะมีเหล่าแมลงผู้ติดตาม พวกแมลงนั้นอาจถือเป็นสมาชิกชั้นล่างสุดขององค์กร เป็นมือเท้าที่คอยลงมือจัดการเรื่องต่างๆ ให้ลุล่วง ฉันเพิ่งจะถูกรับตัวเข้ามาเป็นผลแอปเปิลของพวกเขาได้ไม่นาน จึงไม่อาจคะเนได้เลยว่าหากรวมพวกแมลงเข้าไปด้วยแล้ว เรามีสมาชิกอยู่มากน้อยแค่ไหนกันแน่ ลำพังสมาชิกหลักๆ เพียงยี่สิบกว่าคน ฉันยังรู้จักเพียงไม่ถึงเศษเสี้ยวเอง

 

                “แล้วจะให้ทำยังไง ลำต้นบอกเองไม่ใช่เหรอว่าคนนี้ต้องให้เวลาเขาตัดสินใจนิดหน่อย” ฉันรู้ว่าเขาสนใจ แต่เขาจะไม่มาเข้าร่วมกับเราในเร็วๆ นี้แน่ อาจจะไม่มาร่วมด้วยเลยก็ได้ เขาเป็นคนคิดเยอะเกินไป ระวังตัวเกินไป “ชั้นไม่คิดว่าเราจะบีบบังคับเขาได้หรอกนะ”

 

                “เราบีบเขาไม่ได้ แต่คนอื่นทำได้” เซอร์บรูนอร์ลากนิ้วไปตามขอบตู่เสื้อผ้าดูว่ามีฝุ่นหรือไม่ เขายิ้มอย่างพึงพอใจเมื่อพบว่าพวกแม่บ้านทำงานได้ไม่มีที่ติ “เราก็แค่ต้องผลักดันเขานิดหน่อยเท่านั้น”

 

                “เราจะออกไปที่ท่าเรือกันเหรอ” ฉันยังไม่ค่อยคุ้นกับบรูนอร์นัก ทั้งท่าทางวางก้ามนิดๆ กับวิธีการพูดแบบติดหางเสียงห้วนๆ แบบนั้นฉันก็ไม่ชอบเอาเสียเลย ไม่อยากไปไหนมาไหนกับผู้ชายคนนี้เลยแฮะ

 

                “ไม่จำเป็นหรอก” เซอร์บรูนอร์เองก็ไม่อยากรับผิดชอบความปลอดภัยของฉันเหมือนกัน ผลแอปเปิลนั้นเป็นตำแหน่งที่สำคัญมาก แต่กิ่งก้านนั้นทดแทนได้ไม่ยาก “เขากำลังจะมาที่ปราสาทนี่แล้ว เราแค่จัดการให้เขามาเจอกับเธอบนนี้ก็พอ”

 

                “จะเชิญเขามายังไงล่ะ บอกไปว่ามาลุมอยากคุยด้วยงั้นเหรอ” ฉันไม่คิดว่าเขาจะยอมเดินตามมาง่ายๆ แน่ ครั้งล่าสุดที่พบกัน เขาดูไม่ค่อยอยากจะยุ่งกับพวกเราเท่าไหร่เลย ถึงจะสนใจแต่ก็ดูเหมือนจะอยากมองอยู่ห่างๆ มากกว่า

 

                “ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอก ชั้นจัดการเอง” เซอร์บรูนอร์ควรจะรู้ว่าต้องทำยังไง ก็ปราสาทแห่งนี้เขาเป็นเจ้าถิ่นนี่นะ

 

                “แล้วชั้นต้องคุยอะไรกับเขาล่ะ” ใช่ว่าฉันจะเคยคุยอะไรกับเขามากมาย ใช่ว่าฉันจะรู้เรื่องอะไรของเขามากนัก ยังไม่นับเรื่องที่ฉันไม่รู้จักวิธีโน้มน้าวใจคนอื่นเลยแม้แต่นิดเดียวด้วย

 

                “ผู้ชายคนนั้นหลงรักดิไวน์เนอร์ เขามีเหตุผลที่จะเข้าร่วมกลุ่มกับพวกเราอยู่แล้ว” ที่ปลายทางของมาลุมนั้น โลกที่ดิไวน์เนอร์ถูกลดทอนสถานะลงมาเหลือเทียบเท่าเผ่าพันธุ์อื่นๆ กำลังรออยู่ตรงนั้น “แต่เขายังคงใจเย็น เพราะเขาคิดว่ายังมีหนทางอื่นอยู่”

 

                “ได้ยินว่าเขาฝันจะครอบครองเส้นทางการค้าของเซ็นเทอร์ราทั้งหมดให้ได้” ขนาดฉันเพิ่งจะได้มาเรียนรู้เรื่องต่างๆ ในเซ็นเทอร์ราได้ไม่นานนัก ยังรู้ดีเลยว่านี่เป็นความฝันที่เลื่อนลอยจนแทบเป็นไปไม่ได้ “ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจก็เถอะ แต่เซ็นเทอร์รานี่มันหมายถึงจากสุดฟากหนึ่งไปถึงอีกฟากเลยไม่ใช่เหรอ”

 

                “ใช่แล้ว แปลกจริงๆ นั่นแหละ คนที่มั่นใจกับเรื่องเพ้อเจ้อแบบนั้น ไม่เห็นเหมาะสมจะมาเป็นรากของพวกเราตรงไหนเลย” อัศวินแห่งเพลิงอมตะแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา “แต่เรื่องนี้เอง ที่เราจะเอามาใช้จี้ใส่เขาได้”

 

                “ฝันที่เพ้อเจ้อเนี่ยเหรอ” ตั้งแต่แรกเห็น ฉันก็คิดว่าบรูนอร์ดูไม่ใช่น่าคบหาเท่าไหร่อยู่แล้ว เขาแตกต่างจากพวกอัศวินคนอื่นๆ ในปราสาทคาเมล็อต มักจะสวมชุดเกราะและโค้ทยาวสีดำที่ดูเคร่งขรึมน่ากลัวไม่เข้ากับรูปร่างเอาไว้ภายใต้ผ้าคลุมสีแดง มักจะจ้องมองคนอื่นด้วยสายตาละลาบละล้วง กาเฮรีสบอกว่าเขาเป็นพวกทหารรับจ้างมาก่อนที่จะได้รับการอวยยศ

 

                “ถ้าหากว่ามันดูเหมือนยังมีโอกาสเป็นไปได้ เขาก็จะฝันต่อไปแบบนั้น” อดีตทหารรับจ้างกระแอมครั้งหนึ่งเพื่อเรียกความสนใจ เมื่อเห็นว่าฉันกำลังเหม่อลอยไปถึงเรื่องอื่น “แต่ถ้าหากว่าความปรารถนาไร้สาระของเขาเกิดมีคนอื่นทำท่าว่าจะสำเร็จลุล่วงไปก่อน เขาก็จะลืมตาตื่นมาเผชิญหน้ากับความจริงเสียที”

 

                “มีคนที่ดูเหมือนจะคุมการค้าทั้งหมดได้งั้นเหรอ” นั่นฟังดูน่าสนใจจะเอามาเป็นรากให้พวกเราเหมือนกันนะ

 

                “ไม่ใช่คนหรอก เป็นจักรวรรดิต่างหาก ไฮเซ็นเบิร์กกำลังวางแผนจะเปิดท่าอากาศยานอีกสี่แห่งในฝั่งตะวันออก ถ้าพวกเขาทำได้สำเร็จ เส้นทางการค้าบนอากาศก็จะเชื่อมถึงกันโดยสมบูรณ์ กิจการการเดินเรือที่มาร์โคของเราหมายมาดจะใช้เป็นบันไดสู่แม่ดิไวน์เนอร์สาวนั่นก็มีสิทธิจะพังครืนลงมาทันที” ถ้าเป็นจักรวรรดิใหญ่อย่างไฮเซ็นเบิร์กอะไรนี่ก็คงจะมีโอกาสทำได้จริงล่ะมั้ง ได้ยินว่ารัฐบาลของไฮเซ็นเบิร์กผูกขาดการใช้อากาศยานโดยไม่ยอมให้คนนอกเข้ามาหากำไรได้เลย ถ้าเป็นแบบนั้นพวกพ่อค้าวาณิชย์ต้องลำบากแน่ ฉันยังไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับดินแดนตะวันตกมากนัก มันเป็นเหมือนอีกโลกหนึ่งที่แตกต่างออกไปมาก “ถ้าเราทำให้เจ้าหนุ่มนั่นสำนึกว่าเขามีคู่แข่งที่ไม่มีวันเอาชนะได้อย่างไฮเซ็นเบิร์กทั้งจักรวรรดิ ความฝันที่จะควบคุมเศรษฐกิจเซ็นเทอร์ราก็จะละลายหายไปเอง”

 

                “แต่เขาเป็นคนฉลาด เรื่องท่าอากาศยานอะไรพวกนี้เขาก็ต้องรู้อยู่บ้างแล้วสิ” ตอนที่เราไปพบผู้ชายคนนั้นครั้งแรก เขาเพิ่งกลับมาจากการเดินทางไกลไปตะวันออกด้วยซ้ำ “ที่เขายังใจเย็นอยู่ได้นั่นก็แปลว่าเขาน่าจะมีหนทางรับมือแล้วไม่ใช่เหรอ”

 

                “ก็คงงั้น ที่พวกนักเดินเรือยังมั่นใจว่าอากาศยานจะไม่สามารถแทนที่พวกเขาได้ นั่นก็เพราะว่ายังมีอาณาจักรอีกหลายแห่งในเซ็นเทอร์ราที่ต่อต้านพวกไฮเซ็นเบิร์กอยู่” บรูนอร์เผยรอยยิ้มพึงพอใจออกมาบนริมฝีปาก แต่ในท่วงท่าเปี่ยมความมั่นใจนั้น กลับเห็นได้ชัดว่าเขาแค่จำคำที่คนอื่นพูดต่อมาอีกที “อีกอย่าง เรื่องนี้ก็เป็นความกังวลที่เป็นจริงได้ยากอยู่ดี ต่อให้ไฮเซ็นเบิร์กมีเรือเหาะนั่นมากกว่านี้เป็นสองเท่าก็ใช่ว่ามันจะมาแทนที่การขนส่งทางทะเลได้ ขนาดไฮเซ็นเบิร์กที่ว่าแน่ยังไม่กล้าฝันเลย การควบคุมเศรษฐกิจแบบเบ็ดเสร็จอะไรนั่นมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว”

 

                “งั้นเราก็กำลังจะหลอกให้เขากลัวในสิ่งที่จะไม่เกิดขึ้นงั้นเหรอ” พอนึกถึงหน้าของผู้ชายคนนั้นขึ้นมา ฉันก็รู้สึกผิดอยู่นิดหน่อย อย่างน้อยเขาก็ดูไม่เป็นพิษภัยกับใครเหมือนอัศวินอย่างพวกบรูนอร์หรือกาเฮรีส “เขาดูเป็นคนดีนะ ชั้นไม่อยากหลอกลวงอะไรเขาเลย”

 

                “เราไม่ได้จะหลอกลวงอะไรเขาสักหน่อย” นั่นแหละ คำพูดเริ่มต้นของการหลอกลวงเลยล่ะ “เราก็แค่จะเตือนให้เขาได้เห็นว่าส้นทางที่เขากำลังมุ่งหน้าไปนั่นน่ะ มันไม่มีอนาคต”

 

                “พูดอย่างกับว่าโลกนี้มันมีอนาคตอย่างนั้นแหละ” ไม่ใช่แค่มาร์โคหรอก ถ้าทุกคนยังคงก้าวเดินต่อไปในโลกจอมปลอมแบบนี้ มันก็ไม่มีทางที่อนาคตจะปรากฏขึ้นมาได้จริงหรอก

 

                “เพราะฉะนั้นพวกเราก็เลยต้องช่วยเหลือคนอื่นๆ ไงล่ะ” ทำลายโลกจอมปลอมใบนี้ ลบภาพลวงตา ลบคำโกหกที่ห่อหุ้มโลกใบนี้ออกไป เผยให้เห็นความงามที่แท้จริงซึ่งถูกซุกซ่อนไว้ภายใน “เพื่อสิ่งนั้น เราจำเป็นต้องทำให้มาร์โคมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพวกเราซะ”

 

                “เข้าใจแล้ว” ก็แค่ชี้ให้เขาเห็นว่าหากเขายังดึงดันที่จะเดินหน้าต่อไปบนเส้นทางเดิม เขาจะเจอขวาดหนามที่ใหญ่โตมากมาย มีกำแพงที่คนเพียงคนเดียวไม่อาจก้าวข้ามพ้นได้อย่างไฮเซ็นเบิร์กอยู่ และต่อให้เขาสามารถผ่านมันมาได้จริง สิ่งที่เขาหวังไว้ก็ยังไกลแทบจะสุดเอื้อมอยู่ดี “เรื่องนี้คุณคุยกับเขาเองไม่ดีกว่าเหรอ”

 

                “ชั้นไม่ถนัดการหว่านล้อมเท่าไหร่” นิสัยอย่างบรูนอร์ คงจะอยากใช้วิธีบีบบังคับกันดื้อๆ มากกว่า “อีกอย่าง...เห็นเค้าว่าหมอนั่นมีแนวโน้มจะใจอ่อนกับเด็กผู้หญิง เค้าคงยอมฟังเธอมากกว่า ยังไงก็เอาให้อยู่ล่ะ”

                คนของโลกภายนอกนี่มันช่างวุ่นวายจริงๆ นะ คนนั้นต้องการแบบนี้ คนนี้คาดหวังไว้อีกแบบหนึ่ง แผนการเล่ห์กลมากมายถูกหยิบยกขึ้นมาฟาดฟันกัน ทั้งที่ไม่เคยบาดหมางกันมาก่อน แต่ก็จ้องจะปองร้ายกัน ทั้งที่ต่อหน้าวางตัวสุภาพแต่ภายในกลับขุ่นข้อง โลกนี้ถูกห่อหุ้มเอาไว้ด้วยเรื่องโกหก ฉันคิดถึงเกาะเล็กๆ ที่แสนอบอุ่นนั่นจัง พอนึกถึงที่นั่นขึ้นมาทีไรก็ต้องพยายามข่มซ่อนความขมขื่นเอาไว้ในจิตใจ ก้มหน้าลงจ้องมองมือทั้งสองข้างของตัวเองเหมือนเมื่อตอนนั้น มือที่ไร้ค่าของฉัน อุตส่าห์พยายามสร้างมันขึ้นมาอย่างดี แต่ถึงเวลาจำเป็น ร่างกายนี้กลับไม่มีประโยชน์อะไรเลย

 

                ฉันเคยจับจ้องท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยแสงดาวด้วยดวงตาที่ไม่มีอยู่ สัมผัสเสียงของคลื่นกระทบฝั่งด้วยหูที่ฉันก็ไม่มีไว้เช่นกัน ตอนที่เฝ้าคิดสงสัยว่าฉันเป็นใคร และเกิดอะไรขึ้นนั้น เงือกสาวแสนสวยพวกนั้นก็เข้ามาโอบกอดฉันเอาไว้ นานเลยล่ะ กว่าที่ฉันจะจดจำรสชาติความอบอุ่นของอ้อมกอดนั้นได้ และอีกนานเป็นเท่าตัวกว่าที่ฉันจะเข้มแข็งพอที่จะเลียนแบบความอบอุ่นนั้น ฉันค่อยๆ สร้างร่างกายของตัวเองขึ้นจากความว่างเปล่า รวบรวมเศษละอองธุลีของดินทรายและหยดน้ำมารวมกันเป็นรูปร่าง เมื่อไร้ซึ่งกายเนื้อ ตัวของฉันจึงเป็นเพียงก้อนพลังงานวิญญาณที่เข้มข้น อัดแน่นเสียจนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า พวกเงือกเป็นคนช่วยสอนวิธีควบคุมและบีบอัดพลังวิญญาณมาเป็นพลังเวท ทำให้ฉันสามารถสร้างร่างกายของตัวเองขึ้นมาได้ในที่สุด เงือกพวกนั้นเรียกฉันว่าแอช เด็กสาวที่กลับคืนมาจากเถ้าถ่าน

 

                ใบหน้าที่สะท้อนกลับมาจากผืนน้ำคือใบหน้าในความทรงจำ เด็กสาวผู้มีเรือนผมยาวเหยียดสีดำ ดวงตาที่สะท้อนกลับมาเป็นสีแดงฉายฉานและน้ำเงินลุ่มลึก ผิวของฉันซีดขาวเพราะมันไม่มีโลหิตไหลเวียนอยู่ในนั้น และเมื่อสังเกตดีๆ บริเวณปลายนิ้ว หรือข้างแก้มก็มักจะมีรอยแตกของละอองธุลีที่ฉันรวบรวมมาสร้างเป็นร่างกาย บางครั้งรอยแตกก็จะขยายตัวออกเป็นแนวกว้าง ฉันต้องคอยใช้พลังเวทควบคุมมันเอาไว้เสมอ ยังมีหลายสิ่งที่ขาดหายไป ฉันยังอ่อนแอเกินกว่าจะกลับคืนสู่สภาพที่แท้จริง แม้ว่าการตื่นขึ้นมาขั้นแรกเมื่อวันก่อนจะทำให้พลังของฉันเพิ่มพูนมากขึ้น แต่มันก็ยังไม่เพียงพอ ฉันต้องใช้พลังเวทมากมายเหลือเกินในการรักษาร่างกายนี้เอาไว้ มันคือเกราะกำบังของจิตวิญญาณ คือตัวตนที่ฉันต้องการให้ผู้อื่นจดจำ

 

                เด็กสาวคนนี้เป็นใครกัน ก่อนหน้าที่ฉันจะตกอยู่ในสภาพดวงวิญญาณไร้รูปเช่นนี้ ฉันเคยเป็นใครมาก่อนกันนะ พลังเวทที่อัดแน่นในร่างกายของฉันนั้นสามารถเชื่อมต่อกับสรรพสิ่งรอบตัวได้อย่างเป็นธรรมชาติ สายลม สายน้ำ ผืนดิน ฉันสามารถควบคุมพวกมันได้ดั่งใจ เหมือนกับพวกเอเลเมนทอล ผู้เชื่อมต่อกับจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติ แต่ไม่ใช่แค่นั้นหรอก ฉันไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกันกับสรรพสิ่งเหล่านั้นเหมือนเอเลเมนทอล แต่ฉันเป็นนายของพวกมันโดยสมบูรณ์ มีบางสิ่งเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ และมันได้ทำให้ร่างกายของฉันสลายหายไป ความสามารถพื้นฐานและสัญชาติญาณนั้นถูกสลักฝังไว้ในดวงวิญญาณ แต่ความทรงจำต่างๆ ถูกเก็บเอาไว้เป็นข้อมูลในก้อนเนื้อเยื่อที่เรียกว่าสมอง มีแค่ส่วนที่มีความหมายจริงๆ จึงจะถูกบาดลึกเอาไว้ในดวงวิญญาณ เมื่อกายเนื้อของฉันหายไป ก้อนเนื้อที่เรียกว่าสมองนั้นก็ได้พาเอาความทรงจำทั้งหมดลอยหายไปด้วย แย่หน่อยที่ฉันมีความทรงจำแสนสำคัญไม่มากนัก จึงไม่อาจขุดค้นอะไรออกมาจากดวงวิญญาณได้เท่าที่ควร

 

                แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็รู้ดีว่าในบรรดาพี่น้องร่วมชะตากรรมทั้งหกคน ฉันคือคนที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างแน่นอน

 

                “เราโชคดีนะ ที่ได้ตัวเธอมาเร็วขนาดนี้” พวกเขาบอกกับฉันอย่างนั้น “มาร่วมมือกันเถอะ เป็นผลแอปเปิลแห่งการรู้แจ้งของพวกเรา แล้วเราจะทำลายคำโกหกที่ห่อหุ้มโลกใบนี้เอาไว้ลงด้วยกัน”

 

                ฉันคือเด็กคนที่สอง เป็นคนที่สองจากหกคนที่พวกเขาหาตัวพบ คนที่หนึ่งนั้นพวกเขาไม่อาจแตะต้องได้ง่ายนัก และคนที่สามก็ถูกซ่อนตัวเอาไว้ใต้จมูกของมาลุมมาตลอด คนถัดไปที่มีเบาะแสได้หายไปในเปลวเพลิงแล้ว เป็นคนแรกที่หายไป กลายเป็นสัญญาณเปิดฉากชะตากรรมของพวกเราที่เหลือ ยังเหลืออีกสองคนที่ไม่มีข้อมูลโดยสิ้นเชิง แต่พวกเธอต้องอยู่ที่ใดสักแห่งในโลกใบนี้แน่ ต้องยังมีชีวิตอยู่แน่นอน เราต้องได้เจอกันในอีกไม่นานนี้แน่ ฉันมั่นใจ

 

                ดวงอาทิตย์หลบไปอยู่เบื้องหลังเมฆสีคล้ำอีกแล้วตอนที่มาร์โคเงยหน้าขึ้นมาจากแผนที่บนโต๊ะเขียนหนังสือ เขาเป็นคนฉลาด เราเลยไม่ต้องเสียเวลาอธิบายอะไรยืดยาวนัก แค่เอาแผนที่ตำแหน่งที่ตั้งท่าอากาศยานของไฮเซ็นเบิร์กที่บรูนอร์ทิ้งไว้ให้ดูเท่านั้น ร่องรอยความกังวลก็ผุดพรายขึ้นบนสีหน้าของเขาอย่างปิดไม่มิดทันที แม้ไม่เชื่อว่าไฮเซ็นเบิร์กจะทำได้จริงตามแผนที่นั้น แต่ลึกๆ แล้วเขาก็ยังเป็นกังวล เอ็นเก็ทสึเริ่มดำเนินการไปแล้ว สุริยานั้นมีความสัมพันธ์อันดีกับไฮเซ็นเบิร์กพอสมควร จะติดปัญหาก็ที่เมืองเสียนซึ่งเป็นอาณานิคมของศาสนจักรลูมินอส กับเดเน็บซึ่งยังคงวางท่าทีห่างเหินต่อจักรวรรดิไฮเซ็นเบิร์กอยู่ อย่างไรก็ตามคนที่คิดเร็วแบบมาร์โคย่อมรู้ดีว่าแผนที่นี้เป็นสัญญาณเตือนเท่านั้น ฉันจึงต้องยื่นโอกาสในการยับยั้งความทะเยอทะยานของไฮเซ็นเบิร์กให้แก่เขา

 

                “ชั้นรู้ว่ามันคงยากที่นายจะตัดสินใจร่วมมือกับพวกเราตอนนี้” เขากำลังฟัง ฟังอย่างตั้งใจเสียด้วย “แต่ก็อย่างที่เห็น นายคงไม่อยากให้เส้นทางที่ปูมายาวนานต้องสะดุดลง เราเองก็ไม่อยากปล่อยให้ไฮเซ็นเบิร์กได้อย่างใจเช่นกัน”

 

                พวกเขาอาจคุกคามแหล่งเงินทุนของเราได้ บรรดารากของพวกเราอาจถูกจักรวรรดิเหล็กกล้านั้นแผดเผาจนย่อยยับได้ทั้งหมดเลย

 

                “แผนที่นี้มัน....” เป็นไปได้ยาก แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เขารู้ดีอยู่แก่ใจ “พวกคุณอยากให้ผมทำอะไรงั้นเหรอ”

 

                “ในบรรดาโครงการทั้งสี่แห่ง มีอยู่จุดหนึ่งที่อาจถูกขัดขวางได้ง่ายที่สุด” ถึงตรงนี้ ฉันเองก็ไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่ต้องพูดเท่าไหร่ แต่แค่พูดตามบทที่บรูนอร์สอน มันก็ไม่ยากนักหรอก “เมืองเสียนยังคงอยู่ในอาณัติของศาสนจักร”

 

                “ซึ่งศาสนจักรจะไม่ยอมให้ไฮเซ็นเบิร์กมาเปิดสถานีการค้าหรือท่าอากาศยานอยู่แล้ว” นั่นก็เป็นสิ่งที่คาดกันไว้แล้วว่าเขาจะเชื่ออย่างนั้น ไม่ว่าใครก็คงคิดเช่นเดียวกัน ที่ผ่านมาศาสนจักรยังคงวางตัวเป็นไม้เบื่อไม้เมากับจักรวรรดินอกรีตอย่างไฮเซ็นเบิร์กมาตลอด

 

                “เว้นเสียแต่ว่า หากท่าทีของพระสันตะปาปาองค์ใหม่จะโอนอ่อนลง” อีกไม่นานการเลือกตั้งในหมู่คาดินัลจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว ท่าทีของพระสันตะปาปาองค์ใหม่จะกำหนดชะตากรรมของเซ็นเทอร์ราไปอีกนานแสนนานเลย “คุณน่าจะรู้ใช่มั้ย ว่าตอนนี้ใครเป็นตัวเต็ง”

 

                “สังฆราชแห่งเซเลสทีน ท่านออกัสติน” ฉันไม่รู้จักเจ้าของชื่อนั้น เคยได้ยินผ่านหูมาบ้างนิดหน่อย แต่ก็ไม่คิดว่าชื่อของเขาจะทำให้มาร์โคดูเป็นกังวลได้ขนาดนี้ “ท่านออกัสตินเป็นพวกหัวก้าวหน้า เป็นฝ่ายโปรไฮเซ็นเบิร์กเต็มตัว”

 

                “ถ้าอย่างนั้นเสียนก็คงจะไม่ปลอดภัยแล้วล่ะมาร์โค” ฉันไม่ค่อยชอบตัวเองเวลาพูดจาด้วยน้ำเสียงแบบนี้เลย ดูเขาสิ ผู้ชายที่พยายามฝ่าฟันทุ่มเททั้งชีวิตเพื่ออนาคตอันเกินเอื้อม กำลังถูกปั่นหัวให้หวั่นวิตกในสิ่งที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง ถ้าเลือกได้ ฉันก็ไม่อยากทำแบบนี้เลย “นอกเสียจากว่าเราจะมีทางทำให้มั่นใจได้ว่า ท่านออกัสตินคนนั้นจะไม่ได้ตำแหน่ง”

 

                “ผมซึ้งใจนะที่อุตส่าห์นึกถึงกัน แต่คุณอาจจะมาคุยผิดคนแล้ว” มาร์โคยังคงขมวดคิ้วแน่น ดวงตาจ้องมองไปยังแผนที่เขม็งแทบไม่กระพริบ “ผมเป็นแค่คนทำมาค้าขาย จะไปทำเรื่องแบบนั้นได้ยังไง”

               

                “ทำได้สิ” ตรงนี้แหละที่สำคัญ บรูนอร์บอกว่าขอแค่เพียงเขายอมร่วมมือจากเรื่องเล็กๆ ก่อน หลังจากนั้นเขาจะค่อยๆ ถอนตัวไม่ขึ้นเอง คนที่ได้ลิ้มรสผลแอปเปิลแห่งการรู้แจ้งไปแล้ว ย่อมไม่อาจลืมเลือนสิ่งที่ได้เรียนรู้ไป “เราไม่ได้ต้องการอะไรมากมายเลย แค่เพียงตกลงทำการค้าที่จะช่วยส่งเสริมชื่อเสียงของท่านสังฆราชคนนั้นนิดหน่อย”

 

                บรูนอร์บอกว่ามันจะเป็นการค้าที่จะทำให้ออกัสตินยิ่งดูแน่นแฟ้นกับรัฐบาลของไฮเซ็นเบิร์กสุดๆ ไปเลย ตัวเต็งองค์สันตะปาปาเป็นลูกไล่ของไฮเซ็นเบิร์ก เรื่องนี้สาวกเดนตายของศาสนาลูมินอสต้องไม่ยอมแน่ๆ

 

                “ท่านออกัสตินเป็นคนดี” มาร์โคเองก็เป็นคนดีเช่นกัน เป็นคนดีพอที่จะคิดถึงคนอื่นในเวลาแบบนี้

 

                “เขายังมีโอกาสพิสูจน์ตัวเองอีกมาก แต่นายอาจไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว ถ้าไฮเซ็นเบิร์กสร้างท่าอากาศยานได้ครบทั้งหมดนั่นก่อน ความฝันของนายก็ปิดฉากลงได้เลย นอกจากว่านายจะสามารถทำอย่างที่คิดไว้ได้ก่อนนะ” เขากำลังชั่งน้ำหนัก กำลังไตร่ตรอง เมื่อคิดคำนวณกำไรต้นทุนเรียบร้อยแล้ว เขาจะไม่ปฏิเสธแน่ “ลองคิดให้ดีนะมาร์โค ถ้านายตกลง ตอนไปถึงไฮเซ็นเบิร์กจะมีคนมาแจ้งวิธีการให้นายเอง สังฆราชคนนั้นจะอยู่ที่ไฮเซ็นเบิร์กด้วย”

 

                เขาไม่ได้ตอบอะไรอีก เพียงแต่นิ่งคิดและตรึกตรองอยู่เนิ่นนาน ตอนที่เขาขอตัวลากลับไป มาร์โคก็ยังไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนแต่อย่างใด แต่เรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหา เมล็ดพันธุ์แห่งความกังวลได้ถูกหว่านลงไปในจิตใจของเขาแล้ว หากมาร์โคร่วมมือในเรื่องของสังฆราชออกัสติน นั่นจะยอดเยี่ยมมาก มันจะสร้างโอกาสให้หนึ่งในกิ่งก้านของเราได้ขึ้นเป็นตัวเต็งพระสันตะปาปาแทน แต่ต่อให้มาร์โคไม่ร่วมมือด้วย ความก้าวหน้าของไฮเซ็นเบิร์กที่เอ็นเก็ตสึจะยิ่งค่อยๆ หล่อเลี้ยงรากแห่งความวิตกกังวลนี้จนเติบใหญ่ เมื่อเขาตระหนักว่าไม่อาจเอาชนะไฮเซ็นเบิร์กตามลำพังได้ เขาก็จะหันมาพึ่งพาพวกเราในที่สุด

 

                มันเป็นเรื่องยากสำหรับหน้าใหม่เสมอ จุดประสงค์ที่แท้จริงของมาลุมนั้นเป็นเรื่องที่ไม่อาจเล่าแจ้งกันได้อย่างเปิดเผย พวกเราจึงมักต้องมองหาคนที่ดูเหมือนจะมีผลประโยชน์ร่วมกันได้มาเป็นสหาย ฉันเองก็เคยถูกยั่วเย้าด้วยข้อเสนออันยากจะปฏิเสธเช่นเดียวกับมาร์โค แต่สิ่งที่ต่างกันมาก นั่นคือฐานะของฉันในสายตาของพวกมาลุมนั้นค่อนข้างจะพิเศษ ฉันเป็นหนึ่งในเด็กที่พวกเขาตามหาอยู่ เป็นคนสำคัญที่ขาดไม่ได้ พวกเขายอมตามใจฉันในหลายๆ เรื่อง ฉันก็เลยยอมเป็นเด็กดีให้พวกเขาเช่นกัน ยอมแม้กระทั่งมาใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางเหล่าผู้คนที่ฉันเกลียดนักหนา เก็บซ่อนความรู้สึกและตัวตนที่แท้จริงเอาไว้ ห่อหุ้มด้วยเรื่องโกหกเหมือนกับโลกใบนี้ ทนอยู่อย่างน่าอึดอัดภายใต้ข้อจำกัดมากมาย มันทำให้ทุกครั้งเวลาที่ฉันอยู่คนเดียวแบบนี้ ทุกสิ่งที่อยู่ภายในก็คล้ายจะระเบิดออกมา ยิ่งหลังจากเพิ่งผ่านการสนทนาอันน่าอึดอัดกับทั้งบรูนอร์และมาร์โคแบบนี้ ฉันก็ยิ่งรู้สึกมันร่างกายจะแตกเป็นเสี่ยงๆ เสียจนต้องรีบเดินไปล็อคประตูเอาไว้ด้วยมือของตัวเอง

 

                ท้องฟ้าภายนอกมืดครึ้มไปด้วยเมฆมหาพายุอันเกรี้ยวกราด มันบิดม้วนตัวอย่างคลุ้มคลั่งพร้อมส่งสายฟ้าแลบคำรามครืนครัน แถบสีดำคล้ำแผ่กระจายปกคลุมแผ่นฟ้า ราวกับจะบดบังดวงอาทิตย์จนสิ้นอานุภาพลงไป ฉันเริ่มค่อยๆ ปล่อยให้ความคิดที่วนเวียนอยู่ในหัวคลี่คลายออกทีละน้อย สัมผัสกระแสแห่งสายลมในอากาศ ทั้งภายในห้องนี้และข้างนอกนั่น ดวงเนตรรู้แจ้ง สัญลักษณ์อักษรที่เรืองรองอยู่บนหน้าผากของฉันแผดเผาดวงวิญญาณจนแสบร้อน สัญลักษณ์ปริศนาที่ปรากฏขึ้นมาหลังจากค่ำคืนแห่งก้าวแรกได้อุบัติขึ้น บรูนอร์บอกว่ามันเป็นหนึ่งในอักษรอันลี้ลับของงูผู้บาปหนา เป็นอักษรที่มาลุมเลือกหยิบมาใช้เป็นลวดลายของกลุ่มด้วยความหมายอันแน่วแน่

 

                มันคือดวงตาที่จะมองทะลุผ่านภาพมายาที่บดบังรูปลักษณ์ที่แท้จริงของโลกใบนี้ ฉันสวมเสื้อคลุมของมาลุมทับลงไปแบบหยาบๆ ผลแอปเปิลแห่งการรู้แจ้ง พวกเขาเรียกฉันว่าอย่างนั้น เด็กที่พวกเขาเลือกจะเก็บไว้ ฉันไม่เคยไว้ใจคนพวกนี้เลย ในบรรดาผู้คนมากมายที่ฉันได้พบตลอดช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา พวกมาลุมนี่แหละที่น่ากลัวที่สุด ถึงอย่างนั้น สิ่งที่พวกเขาปรารถนาก็เป็นสิ่งเดียวกันกับที่ฉันต้องการ เพราะฉะนั้น ฉันจะยอมเป็นผลแอปเปิลให้พวกเขาไปก่อนก็ได้ จนกว่าวันนั้นจะมาถึง วันที่เปลือกนอกอันลวงหลอกได้แตกสลายไป ความจริงกำลังจะเปิดเผยตัวตนออกมา พวกเราเริ่มก้าวแรกไปแล้ว แม้จะเร็วกว่าที่คิดและเสียงดังเกินไปนิดหน่อย แต่เมื่อง้างศรแล้วลูกธนูย่อมไม่หวนกลับเข้าแล่ง เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วทุกอย่างก็ต้องเดินหน้าต่อไป เหลืออีกสี่คนเท่านั้น อีกเพียงแค่สี่คนเท่านั้น

 

                ผืนดินและสายลมขานรับการร้องเรียกของฉัน ฉันปล่อยให้ดวงวิญญาณซึมซับทุกสิ่งรอบตัวเอาไว้ ควบคุมมันไว้ ควบคุมมันเอาไว้ ทุกอย่างกำลังผ่านไปด้วยดีแล้ว พลังเวทที่แล่นอยู่ทั่วร่างประจุม้วนเอาอณุภาคในอากาศมาสถิตอยู่เบื้องหน้า ด้วยพลังที่ได้รับแบ่งมาจากคนที่จากไป รูปลักษณ์ดั้งเดิมที่ฉันลืมเลือนไปได้ปรากฏขึ้นมาทีละน้อย อณุภาคก่อตัวเป็นเขาสีทองสองข้างติดตรึงอยู่บนศีรษะ ฉันกล่าวขอบคุณเธอคนนั้น พี่น้องร่วมชะตาที่ฉันไม่มีโอกาสได้รู้จักอยู่เงียบๆ เธอเป็นคนแรกที่จากไป ฉันสัญญาว่าจะส่งคนที่เหลือตามไปให้เร็วที่สุด เธอจะไม่ต้องเหงานานนักหรอก และหลังจากนั้น....หลังจากนั้น.....

 

                ต้นแอปเปิลแห่งการรู้แจ้งหยั่งรากลงบนโลกใบนี้เรียบร้อยแล้ว ที่เหลือก็แค่รอให้เหล่าคนผู้โง่เขลาได้ลองลิ้มรสผลของมันเท่านั้น

Card Cast

Ashes

Cover Up

       อัพเดทข่าวสารเซ็นเทอร์ราตลอดสัปดาห์นี้ คืนวิปโยคแห่งเหล่าสัตว์ปีศาจ ความเป็นไปของการเศรษฐกิจเซ็นเทอร์รา ความร่วมมือและความบาดหมาง ใครทำอะไรที่ไหนอย่างไร สุริยาไม่ติดโผดาวรุ่งแห่งตะวันออกเพราะอะไร และพลาดไม่ได้กับการแสดงชุดใหม่ของอลิซ ขวัญใจของพวกเรา รวมถึงอื่นๆ อีกมากมาย ที่นี่ที่เดียว

After Match

Ashes will keep going on

  • Google+ - White Circle
  • Twitter - White Circle
  • Facebook - White Circle

© 2017 by Commandeer TCG                                                                                                                                   
E-mail: commandeertcg@gmail.com
Tel: (66)85-1520522 , (66)813016679
148/4 Sukhumvit 22 Sukhumvit Road Klongtoey Bangkok 10110, Thailand