Ominous Sign

Story : Re-Peat Again

Illust : Bytomtypl

                จุดสีเงินบนแผนที่ถูกขีดฆ่าทิ้งออกไปอีกจุดหนึ่งแล้ว ทหารติดตามคนสนิทเพิ่งจะวางสายโทรศัพท์จากพวกที่กำลังอยู่โยงเฝ้าระวังที่แนวถนนรอบนอก หลายวันมานี้พวกฝ่ายต่อต้านกดดันพวกเราหนักเหลือเกิน พอเห็นว่าเรากำลังอ่อนแอจากภาวะสูญเสียผู้นำ ทั้งระเบิดทั้งกระสุนก็ถูกประเคนเข้ามาไม่ยั้ง จุดสีเงินจุดแล้วจุดเล่าถูกลบออกไป จุดสีแดงรุกคืบเข้ามาใกล้ขึ้นทุกที สัญลักษณ์ที่ถูกติดเอาไว้บนจุดสีแดงสองกลุ่มนั้นเป็นรูปกะโหลกเหล็ก พวกเจนซิส ไม่แปลกใจเลยที่พวกเป็นพวกนั้น ส่วนอีกกลุ่มที่อยู่ห่างออกไปเล็กน้อยติดสัญลักษณ์รูปจันทรุปราคา พวกเอลริชกำลังวางแนวเชื่อมโยงเครือข่ายกลุ่มต่อต้านบริเวณชุมชนที่อยู่นอกเขตของพวกเรา

 

                “อีกสิบนาทีจะออกเดินทางแล้วครับ” ทหารหนุ่มคนที่เปิดประตูห้องบัญชาการเข้ามารายงานกำหนดการหยุดชะงักไปเล็กน้อย เมื่อสายตาของนายทหารระดับสูงหลายคู่เลื่อนไปจับที่ตัวเขาด้วยอาการตำหนิ แสงอาทิตย์ลอดผ่านช่องประตูสะท้อนกับเหรียญตราแวววาวบนอกเสื้อของคนพวกนั้นจนแสบตา “เอ้อ....ขอเชิญด้วยครับผู้พัน”

 

                “เข้าใจแล้ว ขอบคุณมาก” ฉันเคาะนิ้วช้าๆ สองสามครั้งเพื่อเรียบเรียงความคิดในหัว ที่นี่ไม่มีอะไรเหลือให้ฉันต้องจัดการแล้ว ภารกิจของฉันไม่ได้อยู่ที่นี่ ไม่ใช่ข้างนอกกำแพงของพวกเรา ตอนนี้ไฮเซ็นเบิร์กต้องการว่าที่ผู้นำของพวกเขาไปอยู่ใกล้ๆ มากกว่า ฉันจำเป็นกับที่นั่นมากกว่าในพื้นที่อันตรายข้างนอกนี่ “ถ้าอย่างนั้นก็ขอตัวก่อนนะคะทุกท่าน ขออภัยด้วยที่ต้องกล่าวคำอำลาในช่วงเวลาคับขันแบบนี้”

 

                “ขอให้โชคดีนะผู้พัน” นายทหารหนุ่มที่ติดยศสูงที่สุดในเต็นท์นั้นยื่นมือมาให้ฉันอย่างเคอะเขิน เส้นผมสีเงินยิ่งทำให้ผิวที่ขาวจัดของเขาดูซีดยิ่งขึ้นไปอีก ดวงตาข้างหนึ่งของเขาถูกปิดไว้ด้วยผ้าปิดตาสีดำที่ดูขึงขัง บาดแผลจากการรบที่เขาภูมิใจ “ไม่ต้องห่วงเรื่องข้างนอกนี่เลย พวกเราจะจัดการทุกอย่างไว้เพื่อคุณเอง”

 

                “ขอบคุณมากค่ะท่านผู้บัญชาการ” ตอนที่ฉันจับมือตอบ เขาดูประหม่ามากทีเดียว ทั้งที่เราก็รู้จักกันมานานแล้ว ทำไมเขาถึงดูไม่คุ้นกับการพูดคุยกับฉันสักทีนะ ฉันกวาดสายตามองไปรอบๆ พลางวันทยหัตถ์ครั้งหนึ่งเพื่อเป็นการบอกลาทุกคน สายตาที่มองตอบกลับมามีความหมายอันหลากหลาย นี่คงเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่ฉันจะได้ร่วมงานกับพวกเขาในฐานะแบบนี้

 

                กองพล 104 เป็นกองพลที่ดีที่สุดในกองทัพบกไฮเซ็นเบิร์ก ฉันเชื่อว่าทุกกองพลก็คงคิดถึงหน่วยงานของตัวเองแบบเดียวกันนี้เหมือนกัน แต่ว่าพวกเราแตกต่างจากกองพลอื่นจริงๆ ด้วยการรวบรวมเหล่านายทหารหัวกะทิจากทั่วทุกภาคส่วนมารวมกันไว้ ทำให้พวกเราสมบูรณ์แบบในทุกแง่มุม โดยเฉพาะฝ่ายยุทธการซึ่งฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ในฐานะหัวหน้าเสนาธิการประจำกองพล ฉันได้รับความไว้วางใจจากทุกคนมากทีเดียว ทั้งที่ทนายทหารทั้งหมดในเต็นท์บัญชาการล้วนอายุมากกว่าฉันด้วยกันทั้งสิ้น แน่นอนว่าการเป็นคนของตระกูลฟอนริทเธิร์นย่อมมีส่วนช่วยให้ทุกอย่างง่ายดายขึ้น ยิ่งเมื่อนับว่าผู้บัญชาการกองพล พลเอกเฮเดรียนเองก็เป็นคนของฟอน ริทเธิร์นเหมือนกัน กองพลของเราก็เลยมักถูกเรียกแบบชื่นชมระคนเหน็บแนมว่ากองพลหมาป่าด้วย

 

                รองเท้าบูทของฉันย่ำผ่านแอ่งน้ำที่เจิ่งนองไปจนถึงขบวนรถที่ติดเครื่องรออยู่ตรงลานจอด พวกเขาใช้รถเกราะเคลื่อนที่เร็วประกบหน้าหลังฮัมวี่ของฉัน แถมยังมีรถส่งสัญญาณรบกวนการตรวจจับพ่วงท้ายมาด้วยอีกคัน เป็นขบวนเล็กๆ ที่แน่นหนาทีเดียว ที่ด้านหลังของฉัน จ่าฮาร์เก้นกำลังหอบกระเป๋าเอกสารตามมาพร้อมกับพวกทหารที่จะมาประจำในรถเกราะคุ้มกัน ฉันได้ยินเสียงพูดคุยกระซิบกระซาบกันของพวกทหารที่กำลังพักผ่อนหรือเตรียมรอรับคำสั่งอยู่ในค่ายของเรา พวกเขาต่างก็ทราบดีอยู่แล้วว่าฉันกำลังจะต้องถูกโยกย้ายออกจากกองพล จึงมีความรู้สึกบางอย่างถูกส่งผ่านออกมาจากสีหน้าที่คุ้นเคยเหล่านั้น มันคงไม่อาจเรียกว่าเป็นความอาลัยได้ พวกเราถูกฝึกมาให้โหดเหี้ยมไร้หัวใจ ดีที่สุดเท่าที่ฉันพอจะคิดเข้าข้างตัวเองได้ก็คงจะเป็นแค่ความเสียดายเท่านั้น เสียดายที่เราจะไม่ได้ร่วมเป็นร่วมตายกันอีกต่อไป

 

                หลังจากการแถลงข่าวการเสียชีวิตของอดีตผู้นำสูงสุดเมื่อสัปดาห์ก่อน ฉันก็ตรงดิ่งกลับมาที่ค่ายบัลแทร์ทันที เหลือเวลาอีกแค่สัปดาห์เดียวก่อนที่คำสั่งโยกย้ายจะมีผล เพียงแค่สัปดาห์เดียวเพื่อที่จะสะสางเรื่องต่างๆ ให้เรียบร้อย ฉันต้องส่งต่อรายละเอียดแผนการต่างๆ ให้ผู้ที่จะมารับตำแหน่งหัวหน้าเสนาธิการคนต่อไป เรื่องนั้นไม่น่าเป็นห่วงนัก เขาเป็นคนเก่ง เคยช่วยงานฉันมาแล้วหลายครั้ง ทีมของพวกเราทุกคนล้วนไว้ใจได้ ฉันเป็นคนเลือกพวกเขามาด้วยมือของตัวเองเลย นายพลเฮเดรียนก็เป็นคนมีความสามารถ เขาอาจจะยังอายุน้อยมากเมื่อเทียบกับตำแหน่ง แต่เขาก็พยายามอย่างหนักมาตลอดเพื่อพิสูจน์ตัวเอง ถึงแม้คนอื่นๆ ในกองทัพบกมักจะค่อนขอดว่าเขาไต่เต้าได้รวดเร็วเพราะมีสายเลือดเป็นตัวช่วย กระนั้นพวกเราทุกคนในกองพล 104 ก็เชื่อมั่นในตัวเขาจากใจจริง

 

                ที่ข้างรถฮัมวี่ของฉัน มีใครบางคนกำลังรออยู่แล้ว เธอเป็นหญิงสาวผมยาวที่มีดวงตาสีน้ำตาลออกแดง อัดแน่นด้วยทรวดทรงแบบผู้ใหญ่ที่ทำให้พวกทหารหนุ่มๆ ต้องมองเหลียวหลัง ตราบั้งสามขีดบนเสื้อนอกของเธอบอกยศสิบเอก ไม่ใช่นายทหารงั้นหรือ แต่ดูจากรูปร่างที่ค่อนข้างขาดกล้ามเนื้อแล้วก็ไม่น่าใช่ทหารภาคสนาม ถ้างั้นก็คงเป็นพวกผู้ชำนาญพิเศษ

 

                “ผู้พันครับ นี่เป็นผู้เชี่ยวชาญจากฝ่ายวินาศกรรมที่เราขอมาจากกองพันยานเกราะโกไลแอธครับ” ทหารหนุ่มที่เดินนำฉันมาที่นี่กล่าวแนะนำ กองพันโกไลแอธเชียวเหรอ มาดไม่ให้เลยนะ ถ้าไม่มีคนบอกฉันต้องไม่เชื่อแน่ๆ มันเป็นหน่วยทัพที่ปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่อันตรายที่สุด หน่วยเดนตายโดยแท้จริง

 

                “สิบเอกลินด์ โครเน็นเบิร์กรายงานตัวค่ะ” แววตาของเธอดูเปล่งประกายขึ้นมาตอนที่ทำวันทยหัตถ์ให้ฉัน “ผู้พันนาตาลีนี่ตัวเล็กน่ารักกว่าที่เห็นในรูปอีกนะคะเนี่ย”

 

                “อย่าเสียมารยาทนะสิบเอก” ฮาร์เก้นเตือนเสียงเข้ม ซึ่งสิบเอกลินด์หันไปก้มหัวขอโทษแบบขอไปที โดยไม่ลืมที่จะแอบขยิบตาให้ฉัน ท่าทางแบบที่ฮาร์เก้นไม่ชอบเอาเสียเลย เล่นเอาฉันต้องหันไปสำรวจสีหน้าของทหารคนสนิทเลยทีเดียว สองคนนี้ท่าทางจะเข้ากันได้ไม่ค่อยดีแน่

 

                “ขอบใจนะที่อุตส่าห์มา หลังจากนี้ก็ฝากด้วยล่ะ” ฉันรีบตัดบทก่อนจะพยักหน้าให้ทุกคนขึ้นรถได้แล้ว

 

                “ผู้พันครับ” ทหารหนุ่มที่เป็นคนถือตารางกำหนดการรั้งฉันเอาไว้ด้วยคำพูด ก่อนจะชี้ไปตามทางเดินที่ฉันเพิ่งจะผ่านมา

 

                พวกเขาทุกคนอยู่ตรงนั้น ทุกคนที่ยังคงประจำอยู่ในค่ายของเรา แม้แต่พวกในเต็นท์บัญชาการ เฮเดรียนก็ยืนอยู่ด้วยเช่นกัน สีหน้าเก้ๆ กังๆ เหมือนเด็กหนุ่มคนที่ฉันเจอในวันแรกที่ถูกพามายังคฤหาสน์ฟอนริทเธิร์นไม่มีผิด ทุกคนกำลังมองมาที่ฉัน แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย สิ่งฟุ่มเฟือยทั้งนั้น ไม่จำเป็นเลย บอกแล้วแท้ๆ ว่าอย่าทำแบบนี้

 

                “ท่านผู้นำสูงสุด!!” เป็นท่านผู้บัญชาการเฮเดรียนที่เปล่งเสียงเฉียบขาดออกมาในที่สุด เวลาบทจะขึงขังก็ทำได้ดีนี่นา สิ้นเสียงก้องกังวานนั้น ทหารทุกคนตั้งแต่พวกที่ติดดาวไปจนถึงพวกที่ไม่มีแม้แต่บั้งสักขีดก็ยกมือขึ้นแตะหมวกประทับอาวุธทำความเคารพกันอย่างพร้อมเพรียง หนักแน่นดั่งเหล็กกล้า องอาจดุจหมาป่า ฉันจรดสายตาไปรอบๆ พยายามประสานสายตากับพวกเขาทุกคนให้ได้มากที่สุด เสียงรองเท้าบูทกระทบกัน เสียงฝ่ามือสับอากาศ เป็นภาพที่ห้าวหาญจริงๆ กองพล 104 ที่แสนภาคภูมิใจ ค่ายบัลแทร์นั้นเคยสร้างความทรงจำที่ไม่ดีให้แก่ฉันเมื่อครั้งอดีต แต่ฉันไม่เคยเกลียดมันเลยเพราะที่นี่มีพวกเขาอยู่ “กองพล 104 ขอติดตามรับใช้ไปจนสิ้นชีวิตครับ”

                “ยังไม่ใช่ผู้นำสูงสุดสักหน่อย” ฉันแตะปีกหมวกเพื่อตอบรับความปรารถนาดีของพวกเขา ทั้งที่ใจจริงฉันไม่เห็นสาระอะไรกับเรื่องนี้เลย ฝ่ายเสนาธิการทิ้งกองบัญชาการออกมาทีเดียวพร้อมกันทั้งหมดแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน แล้วยังพวกทหารรักษาการณ์บนหอรบอีก ละสายตาจากข้างนอกได้ยังไงกัน ถึงจะแค่แป๊บเดียวก็เถอะ แต่เรื่องใหญ่ระดับที่เปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบได้ก็มักจะเกิดขึ้นภายในเวลาแค่แป๊บเดียวนี่แหละ อย่างไรก็ตาม ฉันควรจะต้องตอบรับน้ำใจของพวกเขา มันจะดีกว่าถ้าพวกเขาจะยังรู้สึกดีกับฉันแบบนี้ต่อไป “ขอบคุณนะทุกคน กลับไปทำงานต่อกันได้แล้ว”

                เมื่อฮาร์เก้นเปิดประตูรถให้ ฉันก็ต้องแปลกใจที่เห็นใครอีกสองคนรออยู่ในส่วนผู้โดยสารที่ด้านหลังแล้ว พวกเขาไม่ได้สวมเครื่องแบบทหาร แต่เป็นโค้ทหนังสีดำ หนึ่งหญิงหนึ่งชาย ตัวผู้ชายนั้นท่าทางดูเอาการเอางานใช้ได้ ผมสั้นเกรียนของเขาเป็นสีทองซีดๆ รูปหน้าที่เคร่งขรึมและเรียบเฉยนั้นทำให้คะเนอายุได้ยากมากทีเดียว ในขณะที่สาวน้อยผมทองที่นั่งอยู่ข้างๆ ดูน่าจะอายุไม่ห่างจากฉันเท่าไหร่ เธอมีดวงตากลมโตที่ระแวดระวังเหมือนกวาง เป็นเด็กสาวที่มีเสน่ห์ ทั้งคู่สวมกล้องแทคทิคัลไวเซอร์เอาไว้เหนือดวงตา พวกเสป็คเตอร์ของตระกูลบาร์ท ทั้งคู่น้อมศีรษะทำความเคารพ ก่อนจะผายมือให้ฉันนั่งที่ฝั่งตรงข้าม

 

                “ผู้พันนาตาลี จากตรงนี้ไปเราสองคนจะมารับหน้าที่อำนวยความสะดวกให้ท่านครับ” พอรถเริ่มเคลื่อนตัวปุ๊บ พวกเขาก็เริ่มกันเลย สมเป็นพวกเสป็คเตอร์ ไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่าสักนิด ผู้ชายที่นั่งตรงข้ามกับฉันเป็นคนเอ่ยขึ้นก่อน เขาเป็นหัวหน้าสินะ “ผมร้อยโทแกริค ฟอน บาร์ท ส่วนทางนี้คือร้อยตรีเกล ฟอน บาร์ท ยินดีที่ได้รู้จักครับ”

 

                คนของตระกูลบาร์ทมาเองเลยงั้นเหรอ พวกเขาให้ความสำคัญกับฉันขึ้นมาจริงๆ แล้วสินะ

 

                “ก....เกลค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ จากนี้ไปก็ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วย....อ๊ากก....” จู่ๆ เด็กสาวตระกูลบาร์ทคนนั้นก็ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดพลางก้มลงตัวงอ ฮาร์เก้นกับลินด์ชักปืนสั้นออกมาทันที หลังจากดิ้นไปดิ้นมาอยู่พักนึงเธอก็เงยหน้าขึ้นพร้อมกับรอยเลือดเป็นวงที่ริมฝีปาก “เค้ากัดปากอีกแล้วอ่ะแกริค ไม่ไหวแฮะ ให้มานั่งจ้องหน้ากับว่าที่ผู้นำแบบนี้ มือสั่นไปหมดแล้วเนี่ย”

 

                “ตั้งสติหน่อยเกล เราอยู่ต่อหน้า....เฮ้ย อย่าเอาเลือดมาเช็ดกับเสื้อชั้นสิ หยุดเดี๋ยวนี้นะ” หรือคิดอีกที ที่ส่งสองคนนี้มาประกบฉันนี่ อาจเพราะไม่ได้เห็นความสำคัญกันเลยก็ได้

 

                “โถ เจ็บเหรอ มานี่ เดี๋ยวชั้นเช็ดให้เอง” ในขณะที่เสป็คเตอร์ทั้งสองกำลังวุ่นวายกันอยู่นั้น ลินด์ก็คว้าแขนเกลเอาไว้แล้วดึงเข้าไปหา ก่อนจะใช้ริมฝีปากของเธอประกบเข้ากับริมฝีปากของเกลทันที เดี๋ยวก่อนนะ มันจำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้เชียวเหรอเนี่ย คนอื่นๆ เองก็คงจะตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน โดยเฉพาะฮาร์เก้นที่ดูเหมือนจะทั้งอึ้งทั้งโกรธจนควันออกหูแล้ว “เรียบร้อยแล้ว ริมฝีปากเธอนี่อร่อยอย่างที่คิดไว้เลยนะ”

 

                “อ๊ะ..เอ๊ะ...จริงเหรอคะ” ดูเหมือนที่แก้มของเกลแดงเรื่อขึ้นมานั้นคงไม่ใช้เพราะความโกรธแน่ๆ เธอหลบสายตาเอียงอายก่อนจะล้วงเอาขวดแก้วใบจิ๋วออกมาจากกระเป๋าเสื้อนอกแล้วส่งให้ลินด์ “ไม่รู้มาก่อนเลยนะเนี่ยว่ามันจะอร่อยด้วย แต่ยังไงคุณรีบดื่มไอ้นี่ก่อนเถอะค่ะ”

 

                “อะไรเหรอ” ลินด์รับมาอย่างอารมณ์ดี ท่าทางเธอจะพอใจกับรสชาติรอยจูบนั้นมากเลยทีเดียว

 

                “นั่นน่ะยาถอนพิษ จำไว้ว่าริมฝีปากของเสป็คเตอร์ทุกคนมันไม่ปลอดภัยหรอกนะ” แกริคเป็นคนตอบ ขณะที่เลือดข้นๆ เริ่มไหลหนืดลงมาจากจมูกของลินด์ “รีบๆ ดื่มเข้าไปได้แล้ว ไม่งั้นเราต้องเสียเวลาหาที่ฝังเธออีก”

 

                “พวกคุณ ช่วยระวังพฤติกรรมกันหน่อยนะครับ อย่าลืมว่าตอนนี้พวกคุณอยู่ต่อหน้าว่าที่ผู้นำสูงสุดของพวกเราอยู่นะ” อย่างที่คิดไว้เลย ในที่สุดฮาร์เก้นก็ทนไม่ไหว แม้เขาจะเลือกใช้คำที่ค่อนข้างสุภาพเพราะเสป็คเตอร์สองคนนั้นยศสูงกว่า แต่น้ำเสียงของเขาก็พอจะสื่อสารอารมณ์ออกมาได้เป็นอย่างดี นี่เป็นสิ่งที่ฉันต้องเรียนรู้เอาไว้ “เธอก็ด้วยสิบเอก รีบดื่มยานั่นซะ แล้วเรามาเข้าเรื่องกันได้แล้ว”

 

                พอโดนหน้าเหี้ยมๆ ของฮาร์เก้นตะคอกใส่เอาแบบนั้น ทุกคนก็เลยกลับมาอยู่ในความสงบจนได้ ลินด์สำลักโลหิตออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะดื่มยาถอนพิษเข้าไป ซึ่งดูเหมือนพิษนั้นจะแรงพอจะทำให้ผิวของเธอซีดลงไปเลย แกริคแนะนำให้เธอนอนราบลงกับพื้นสักครู่และปล่อยให้ยาทำงาน แม้จะเฉียดตายขนาดนั้น ลินด์ก็ยังพึมพำออกมาว่าคุ้มแล้ว ส่วนเกลนั้น หลังจากโดนเอ็ดไปก็กลับมานั่งตัวตรงเป๊ะด้วยท่าทางที่ดูตั้งอกตั้งใจจนเกินพอดีทันที

 

                “ตามกำหนดการ เราจะเดินทางกลับไปถึงเขตสิบเอ็ดในวันพรุ่งนี้ตอนสายๆ เพื่อไปสมทบกับชุดปฏิบัติการพิเศษที่รออยู่ในอันเดอร์คลาวด์” แกริคส่งเอกสารข้อมูลภารกิจให้กับทุกคน ในนั้นส่วนใหญ่เป็นรายละเอียดการรักษาความปลอดภัยบนท้องถนน มันคือรายละเอียดภารกิจการจัดพิธีศพของอดีตผู้นำสูงสุด แน่นอนว่างานใหญ่แบบนี้ย่อมมีบุคคลที่มีเชื่อเสียงจากดินแดนอื่นๆ มาร่วมด้วยมากมาย เป็นช่วงเวลาที่เราต้องอวดโอ่หน้าตาของจักรวรรดิ พวกเราต้องรักษาความปลอดภัยให้แก่พวกเขา ขณะเดียวกันก็ต้องคอยระวังหูตาที่พร้อมจะซอกแซกสอดรู้ของพวกเขาด้วย เทคโนโลยีทุกอย่างที่เราใช้อยู่ล้วนมีราคา และเราก็ต้องไม่ปล่อยให้พวกเขาฉกมันไปใช้ได้ฟรีๆ “สิบเอกลินด์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญงานวินาศกรรม จะมาเป็นที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยในส่วนนี้”

 

                “ฟังดูน่าเชื่อถือ แล้วของจริงล่ะ” นาตาลีละสายตาจากเอกสารในมืออย่างรวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องอ่านให้ละเอียดไปกว่านี้แล้ว ภารกิจรักษาความปลอดภัยนั่นก็แค่ข้ออ้าง เรื่องพวกนั้นเรามีหน่วยงานที่คอยจัดการอยู่แล้ว “เรานัดกับผอ.อาเดรียเน่เอาไว้เมื่อไหร่”

 

                “สามวันหลังจากนี้ สองวันหลังจากเราไปถึงอันเดอร์คลาวด์” แกริคตอบ โดยมีเกลพยักหน้าหงึกๆ อยู่ข้างๆ “ผู้อำนวยการกระทรวงแรงงานจะลอบพาชุดปฏิบัติการพิเศษและสิบเอกลินด์เข้าไปในเวสต์แบงค์”

 

                “มีเวลาทำระเบิดแค่สองวันงั้นเหรอ” สิบเอกลินด์เอ่ยเสียงแผ่ว ดูเหมือนยาพิษของเสป็คเตอร์จะเล่นงานเธอเสียอยู่หมัดไปเลย “ถ้าได้ของตามที่เขียนไว้ในรายการก็น่าจะทันอยู่นะ”

 

                “ไม่ต้องห่วง ของพวกนั้นเราจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว” แม้จะเป็นช่วงที่มีการควบคุมสิ่งต่างๆ อย่างเข้มงวดแบบนี้ พวกเสป็คเตอร์ก็ยังสามารถใช้ช่องทางพิเศษของพวกเขาเสกของเล่นอันตรายขึ้นมาได้อยู่ดี “แต่ที่ว่ามีเวลาทำระเบิดสองวันนั่นผิดไปหน่อยนะ”

 

                “ผอ.อาเดรียเน่จะรอพบเราในวันที่สาม งั้นก็หมายความว่า....” พอคิดถึงดวงตารื้นน้ำกับเสียงสะอึกสะอื้นของหญิงชราที่มีใบหน้าเต่งตึงผิดธรรมชาติคนนั้น ฉันก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเธอจะรู้สึกยังไงกันนะ ตอนที่เรื่องทั้งหมดมันเปิดเผยออกมา “เราจะโจมตีเกรย์ฮอลล์ในวันมะรืนนี้เลย”

 

                “ทำระเบิดที่มีอำนาจการทำลายระดับนั้นภายในวันเดียว นี่พวกคุณต้องล้อชั้นเล่นอยู่แน่ๆ” ลินด์หัวเราะเหี้ยมเกรียม “ทำไมไม่จ้างพวกจอมเวทจากเลมิวเรียซะเลยล่ะ งานด่วนแบบนี้พวกนั้นน่าจะถนัดกว่าเยอะเลยนะคะ”

 

                “เพราะว่าพวกเอลริชหรือเจนซิสไม่มีทางมีปัญญาไปจ้างจอมเวทมาทำงานให้แน่ๆ” ฉันเป็นคนหันไปตอบสิบเอกหญิงมือวินาศกรรม “เราต้องทำให้ประชาชนเชื่อว่าเป็นฝีมือของคนพวกนั้น ก็เลยต้องลำบากเธอแล้วล่ะ ฝากด้วยนะสิบเอก”

 

                “โห ถ้าคนน่ารักๆ แบบผู้พันขอร้องมาเองแบบนี้ สู้ตายค่ะ” ขนาดนอนหน้าซีดอยู่อย่างนั้นก็ยังอุตส่าห์มีแรงจะทำให้ฮาร์เก้นฟึดฟัดขึ้นมาได้อีกนะ ยอมใจเธอเลยจริงๆ

 

                “ตามแฟ้มรายงานของเธอ ถ้าทั้งหมดที่เขียนไว้นั่นเป็นเรื่องจริง คืนเดียวก็คงไม่ยากเย็นเกินไปนักหรอก จริงมั้ย” แกริค ฟอน บาร์ทขยับเอนหลังไปกับเบาะ เขายกมือขึ้นลูบท้ายทอยซึ่งมีผมสั้นเกรียนเบาๆ “แผนการก็ไม่มีอะไรยาก ผู้พันนาตาลีจะรอฟังข่าวอยู่ที่กองบัญชาการ ชุดปฏิบัติการพิเศษและสิบเอกโครเน็นเบิร์กมุ่งหน้าไปยังเกรย์ฮอลล์ด้วยรถรางขนอุปกรณ์การแพทย์ หลังจากติดตั้งระเบิดเสร็จ ทุกคนถอยมารวมตัวกันที่จุดนัดหมาย รอเวลาระเบิดทำงาน แล้วจึงถอยกลับมาที่กองบัญชาการในอันเดอร์คลาวด์ แน่นอนว่านี่เป็นขั้นตอนคร่าวๆ เท่านั้น รายละเอียดที่เหลือเราจะคุยกันอีกทีเมื่อถึงกองบัญชาการครับ”

 

                ฟังดูง่ายดายจริงๆ ฉันแค่นั่งรออยู่เฉยๆ เท่านั้น เมื่อระเบิดทำงาน เป็นคำพูดที่เรียบง่าย แต่ทันทีที่มันเกิดขึ้น นั่นหมายถึงชีวิตคนบริสุทธิ์มากมายต้องหายไป คนพวกนั้นที่รักและศรัทธาในจักรวรรดิไฮเซ็นเบิร์ก พวกที่ฝากความหวังและชีวิตเอาไว้ในมือของพวกเรา

 

                “ใครเป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการครั้งนี้เหรอครับ” จ่าฮาร์เก้นเอ่ยขึ้น ไม่แปลกที่เขาจะสนใจเรื่องนี้ ก่อนจะมารับใช้ฉัน เขาเองก็เคยอยู่หน่วยปฏิบัติการพิเศษมาก่อนเหมือนกัน

 

                “ร้อยตรีเจ็นกินน์ ฮอลเลอร์ น่าจะคุ้นๆ ชื่อกันอยู่บ้างแล้วนะครับ” เขาเป็นนายทหารชื่อดังเลยล่ะ เจ็นกินน์จอมเสียบ เรายังไม่เคยร่วมงานกัน แต่สถิติการลงพื้นที่จริงของเขาก็เป็นรองแค่ร้อยเอกโนอาห์แห่งหน่วยไนท์แมร์และร้อยตรีเอวาแห่งไอร์ออนลีเจี้ยนเท่านั้น ซึ่งถือว่าน่าพอใจมากทีเดียว “ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด คืนนี้เราควรจะไปถึงพื้นที่เป็นกลางของดัสท์ฟอร์ด ไปถึงตรงนั้นได้ก็ปลอดภัยแล้วครับ”

 

                ทั้งขบวนรถคุ้มกัน ทั้งเครื่องรบกวนสัญญาณตรวจจับ ฉันอาจจะเป็นเป้าหมายสำคัญพอสมควร แต่เทียบกันแล้วข้างนอกกำแพงนี่ยังมีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์อื่นๆ ให้พวกฝ่ายต่อต้านรัฐบาลสนใจมากกว่าอีกเยอะ เส้นทางที่พวกเราใช้ก็ไม่ได้อันตรายอะไรนัก ฉันไม่คิดว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับพวกเราแถวๆ นี้หรอก แต่หลังจากปฏิบัติการเริ่มขึ้นแล้วนี่สิ พวกฝ่ายต่อต้านคงพยายามจะล่าหัวฉันน่าดู

 

                “งานนี้มีคนของจูเวไนล์ร่วมด้วยบ้างรึเปล่า” หน่วยยุวชนพลังจิต หน่วยงานที่ฉันเป็นผู้ดูแลโดยตรง โปรเจ็คท์เล็กๆ ที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ภารกิจของพวกเรานั้น การระเบิดที่เกรย์ฮอลล์เป็นแค่จุดเริ่มต้น ของจริงอยู่ที่การกวาดล้างเขตสิบเอ็ดซึ่งฉันต้องเป็นคนบัญชาการต่างหาก กองร้อยรบพิเศษของเราเข้าไปประจำการอยู่ในอันเดอร์คลาวด์ด้วยเหตุผลที่ว่า เพื่อรักษาความสงบระหว่างช่วงเวลาอันเศร้าสลดแล้ว ยังมีทหารจากเดอะบ็อกซ์อีกสองกองพันประจำการอยู่ใกล้ๆ ตามแผนรักษาความปลอดภัยของขบวนแห่ศพอดีตท่านผู้นำด้วย ทุกอย่างถูกเตรียมการเอาไว้หมดแล้ว แต่ถ้ามีเด็กพวกนั้นมาร่วมด้วย อะไรๆ ก็จะราบรื่นยิ่งขึ้น

 

                “ถ้าผู้พันต้องการ ผมน่าจะจัดการดึงตัวพวกเขามาได้สักคนหรือสองคนนะครับ” เสป็คเตอร์หนุ่มตอบก่อนจะหันไปบอกให้เพื่อนร่วมงานของเขาจดบันทึกเอาไว้ แต่เกลนั้นมัวแต่พยายามตั้งใจฟังจนตัวแข็งไปหมด เธอก็เลยต้องใช้เวลาพักใหญ่ทีเดียวกว่าจะจดข้อความง่ายๆ นั้นลงในสมุดบันทึกเล่มเล็กๆ นั่นได้

 

                “ผู้พันครับ เราออกมาจากเขตค่ายบัลแทร์แล้ว” จ่าฮาร์เก้นลดเสียงลงเพื่อกล่าวกับฉันเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ยากหน่อย พื้นที่ผู้โดยสารของรถฮัมวี่ไม่ได้กว้างขวางพอจะกระซิบกระซาบเป็นการส่วนตัวได้ “จะให้แวะมั้ยครับ”

 

                นั่นสินะ ฉันเองก็ไม่ได้แวะไปที่นั่นนานแล้วเหมือนกัน ทุกครั้งที่กลับไปยืนตรงที่เดิม ฉันจะตั้งคำถามกับตัวเองเสมอ ถ้าเป็นตอนนี้ ฉันจะสามารถช่วยเขาได้หรือเปล่านะ ถ้าเป็นตอนนี้ ฉันจะมีความสามารถพอหรือยัง คำถามที่ไม่มีวันรู้คำตอบ เพราะเขาไม่อยู่ที่นั่นให้ฉันพิสูจน์อะไรอีกแล้ว 04293 เขาไม่อยู่ที่นั่น และไม่อยู่ในที่ไหนๆ ที่ฉันสามารถเอื้อมไปถึงได้อีกแล้ว

 

                “มีอะไรรึเปล่าครับผู้พัน” น้ำเสียงของแกริคมีสำเนียงของการสอบสวนมากกว่าความห่วงใย สมเป็นพวกเสป็คเตอร์จริงๆ

 

                “ไม่มีอะไรหรอก เรื่องส่วนตัวน่ะ” ต่อให้ฉันจะกลับไปที่นั่นอีกสักกี่ครั้ง มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรทั้งนั้น “ไม่ต้องแวะหรอก รีบไปต่อเถอะ”

                พวกเรามาถึงดัสท์ฟอร์ดช้ากว่าที่คาดไว้เล็กน้อย พระอาทิตย์ตกดินไปได้ครู่ใหญ่แล้ว แต่ทุกอย่างยังคงราบรื่น ดัสท์ฟอร์ดเป็นชุมชนนอกกำแพงที่เป็นมิตรมากที่สุดในบรรดาชุมชนทั้งหลายนอกอาณาเขตจักรวรรดิไฮเซ็นเบิร์ก เพราะว่ามันอยู่ใกล้กับเขตของจักรวรรดิมากที่สุดด้วยล่ะมั้ง แม้จะเป็นชุมชนนอกกำแพงที่เต็มไปด้วยฝุ่นดินและทรายขี้เถ้า แต่ความเป็นอยู่ที่นี่ก็ไม้แร้งแค้นนัก เนื่องจากเป็นจุดเชื่อมต่อของไฮเซ็นเบิร์กกับพวกที่เรียกตัวเองว่าชนอิสระแห่งวาฮาลลา พวกที่ไม่ยอมอยู่ภายใต้ระบบของพวกเรา ดัสท์ฟอร์ดนั้นเป็นทั้งจุดนัดพบ ที่อยู่อาศัย ตลาดขนาดใหญ่ มีแม้กระทั่งค่ายทหารของจักรวรรดิที่มาตั้งฐานอยู่ทางเหนือของชุมชน พวกผู้อาวุโสของชุมชนแห่งนี้สามารถหาจุดยืนให้ตัวเองได้อย่างเฉลียวฉลาดมากทีเดียว พวกเขาไม่ได้โอนอ่อนต่อเรา ทำให้ไม่ถูกพวกฝ่ายต่อต้านเพ่งเล็ง แต่ก็ไม่ได้วางตัวเป็นปรปักษ์กับรัฐบาลแองกริฟฟ์เช่นกัน ด้วยการเจรจาที่แยบยลกับผลประโยชน์มหาศาลในตลาดมืด ดัสท์ฟอร์ดถูกยกให้เป็นเขตปกครองพิเศษที่เป็นกลาง เป็นพื้นที่ห้ามยิง แม้ทหารของเราจะเดินสวนกับคนของเอลริชในเมืองนี้ พวกเขาก็จะทำได้แค่มองหน้าและอาฆาตกันไว้เท่านั้น

 

                ความจริงแล้ว ในอดีตพื้นที่แถบนี้ก็เคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิไฮเซ็นเบิร์กเหมือนกัน พวกเราเคยมีอยู่ด้วยกันทั้งหมดสิบห้าเขต จนกระทั่งพวกสายเลือดภูตทางเหนือสุดลุกขึ้นมาตั้งกลุ่มต่อต้านรัฐบาลอย่างจริงจัง การลุกฮือครั้งใหญ่เมื่อร้อยปีก่อนทำให้พวกเราต้องยอมปล่อยมือจากสามเขตรอบนอกสุดไป ซากกำแพงของพวกเรายังคงถูกทิ้งเอาไว้เป็นอนุสรณ์ที่ข้างนอกนั่นอยู่เลย อย่างไรก็ตาม ราชวงศ์โฮเซ็นไฮม์ไม่ยอมปล่อยให้ใครมาหยิบฉวยของที่เคยเป็นของพวกเขาไปง่ายๆ จักรพรรดิสตาร์คาดที่สาม ผู้นำสูงสุดของยุคนั้นได้ออกคำส่งให้สูบกลืนทรัพยาการที่มีอยู่ในแผ่นดินส่วนนี้ออกไปทั้งหมด และเผาทำลายทุกอย่างจนเหลือแต่เถ้าถ่าน

 

                ถ้ามันจะไม่ใช่ของพวกเราแล้ว มันก็ต้องไม่เป็นของใครเลย ถ้อยแถลงนั้นยังคงถูกหยิบมาเป็นข้อโจมตีฝ่ายปกครองของไฮเซ็นเบิร์กมาจนถึงทุกวันนี้ แม้แต่ผิวดินส่วนใหญ่ก็ถูกโรยด้วยเกลือจนไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้ เพราะอย่างนี้พวกสายเลือดภูตถึงได้เกลียดชังราชวงศ์โฮเซ็นไฮม์นัก

 

                หลังจากที่จักรพรรดินีฟอนดาชาร์ล็อตเสด็จสวรรคตโดยไร้ทายาทสืบบัลลังก์ อำนาจก็ตกทอดมาสู่ตระกูลฟอน ริทเธิร์นซึ่งเป็นข้ารับใช้ที่อยู่ใกล้ชิดมายาวนาน ไฮน์ริช ฟอน ริทเธิร์น พ่อบุญธรรมของฉันได้ถูกแต่งตั้งขึ้นเป็นผู้พิทักษ์บัลลังก์ เป็นผู้นำสูงสุดคนแรกของไฮเซ็นเบิร์กที่ไม่ใช่พวกโฮเซ็นไฮม์ มันเป็นโอกาสอันดีที่จะคลี่คลายความบาดหมางบางส่วนที่เรื้อรังมายาวนานเกินไป แม้ฟอน ริทเธิร์นจะไม่ได้มีความเป็นมิตรให้แก่พวกชนอิสระวาฮาลลามากไปกว่าที่ราชวงศ์เก่าเคยมีให้ แต่อย่างน้อยชื่อที่ปรากฏอยู่ตรงจุดสูงสุดก็ไม่ใช่โฮเซ็นไฮม์แล้ว มันเป็นโอกาสที่ดี สัญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลงฉายแสงเต็มที่ เพียงแต่เรื่องพวกนี้มันต้องใช้เวลา จักรวรรดิและฝ่ายต่อต้านเป็นปรปักษ์กันมายาวนาน ความเกลียดชังของทั้งสองฝ่ายฝังรากลึกจนเกินกว่าจะถอนออกมาได้ภายในช่วงอายุคนเพียงคนเดียว หรือบางทีมันอาจเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำที่จะแก้ปัญหานี้ด้วยสันติวิธี

 

                ถึงอย่างนั้น พ่อบุญธรรมของฉันก็ยังเห็นว่าคุ้มค่าที่จะลอง

 

                “ใช้ถนนเส้นรองนะ แล้วเลี้ยวซ้ายตรงแยกที่สอง ตัดเลียบแม่น้ำนอร์ฟอล์คไปเลย” ฮาร์เก้นชะโงกหน้าไปกำชับกับพลขับ ซึ่งทหารหนุ่มคนนั้นก็วิทยุไปแจ้งรถคันอื่นต่อทันที ถึงพวกคนที่ดัสท์ฟอร์ดจะคุ้นกับการมีขบวนรถของกองทัพบกวิ่งเข้าวิ่งออกในเมืองอยู่แล้ว แต่เราก็ยังอยากจะหลีกเลี่ยงทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด

 

                ดีพไลน์เป็นค่ายทหารนอกเขตที่ใหญ่เป็นอันดับที่สองรองจากบัลแทร์ ตั้งอยู่ห่างจากพื้นที่เป็นกลางของดัสท์ฟอร์ดไปทางเหนือเล็กน้อย อยู่ภายใต้การบัญชาการของศาสตราจารย์พลโทรูบิซาล ฟอน ซาเล็น นายทหารคนสำคัญของกองทัพบกและนักวิจัยระดับสูงของศูนย์อีเดน ถือเป็นฐานทัพที่สำคัญมากในเชิงยุทธศาสตร์ และผบ.รูบิซาลก็เป็นหนึ่งในนายทหารแถวหน้าที่มีทั้งชื่อเสียงและอิทธิพล หลังจากที่ฉันรับตำแหน่งผู้นำแล้ว เขาก็คงเป็นเพียงแค่หนึ่งในไม่กี่คนที่ฉันยังต้องเป็นฝ่ายเดินทางมาพบ ค่ายดีพไลน์เป็นพื้นที่ที่ทหารให้ความใกล้ชิดกับพวกชนอิสระมากที่สุด ขนาดตอนที่พวกเรามาถึงมันก็ค่อนข้างจะดึกมากแล้ว ย่านการค้าใกล้ๆ กับค่ายยังดูคึกคักกันอย่างกับเพิ่งจะหัวค่ำ พวกทหารที่ต้องออกมาปฏิบัติการในพื้นที่อันตรายไกลบ้านต้องการเครื่องปลอบประโลมจิตใจ และพวกคนของดัสท์ฟอร์ดก็ต้องการค้าขาย ที่นี่จึงมีสินค้าทุกรูปแบบ ทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมายชนิดที่แทบจะทนมองกันไม่ได้เลย

 

                “เอ แปลกจัง แถวนี้สัญญาณวิทยุไม่ค่อยดีเลยครับ” พลขับหันมากล่าวกับจ่าฮาร์เก้น ก่อนจะหันกลับไปพยายามติดต่อกับรถคันอื่นอีกครั้ง “สงสัยจะเป็นเพราะสัญญาณจากรถอำพรางคลื่นของเรามันไปตีกับสัญญาณของค่ายดีพไลน์แน่เลย”

 

                “ก็เครื่องส่งสัญญาณของพวกนั้นมันสวาปามคลื่นสัญญาณได้ตะกละสุดๆ ไปเลยนี่นะ” แกริคขยับผ้าห่มคลุมให้เกลซึ่งนอนหนุนตักเขาหลับไปแล้ว

 

                “ลองเปลี่ยนไปใช้ช่องสัญญาณอื่นดูสิ” ถ้าเราอยู่ในพื้นที่อื่นแล้วสัญญาณวิทยุมีอาการผิดปกติแบบนี้ คิ้วของฮาร์เก้นคงจะขมวดเข้าหากันด้วยความกระวนกระวายไปแล้ว แต่ภายใต้พื้นที่ปกครองของดีพไลน์ มันไม่น่าจะมีอะไรมากไปกว่าแค่ความขัดข้องทางเทคนิคเท่านั้น “กระพริบไฟบอกรถคันอื่นด้วยนะ”

 

                “ดูนั่นสิ ฮันติ้งกราวนด์เปิดไฟสีเขียวไว้ด้วย คืนนี้จะมีการประมูลทาส” แกริคชี้ไปยังอาคารที่ใหญ่ที่สุดในย่านนี้ มีคนบอกว่ามันเคยเป็นโรงละครมาก่อน ตอนนี้ถูกใช้เป็นที่โชว์การแสดงที่ต่ำทรามและป่าเถื่อนยิ่งขึ้น “ช่วงนี้อาคาเดียเริ่มขู่ฟ่อๆ มาแล้วว่าถ้าเรายังควบคุมเรื่องการลักลอบลักพาตัวจอมเวทมาขายเป็นทาสไม่ได้ พวกเขาอาจจะพิจารณาใช้ไม้แข็ง”

 

                “ได้ยินว่าพักนี้การซื้อขายจอมเวทกำลังเป็นที่นิยมมากเลยนี่” สิบเอกลินด์เบะปากด้วยความสะอิดสะเอียนพลางก้มลงกดเครื่องเล่นเพลงขนาดพกพาของเธอต่อไป การค้าทาสนั้นถือว่าขัดต่อกฎหมายของไฮเซ็นเบิร์กอย่างรุนแรง พวกเราต่อต้านเรื่องแบบนี้มาตลอด แต่ถึงอย่างนั้น แม้แต่ในแวดวงบุคคลระดับสูงของรัฐบาลเองก็ยังมีคนที่พัวพันกับขบวนการนี้อย่างลึกซึ้งเช่นกัน “เราไม่ได้ขาดแคลนแรงงานสักหน่อย พวกจอมเวทนั่นก็ใช่ว่าจะควบคุมได้ง่ายๆ”

 

                “ไม่รู้อะไรซะแล้ว บางคนเค้าก็ไม่ได้ซื้อทาสมาเพื่อใช้แรงงานหรอกนะ” ดวงตาของแกริคหรี่ลงด้วยอาการท้าทาย ฉันเองก็เคยได้ยินว่ามีสังเวียนใต้ดินที่พวกเขาเอาจอมเวทมาบังคับให้ต่อสู้กัน ถึงกับจับอัดยามานาโพชั่นเพื่อรีดพลังออกมาจนหมด จอมเวทพวกนั้นส่วนใหญ่จะหมดสภาพในเวลาไม่นาน แต่นั่นก็ยังไม่ใช่สถานที่ที่เลวร้ายที่สุดสำหรับทาสที่โดนซื้อขายในตลาดมืด “สนใจอยากลองแวะไปศึกษาดูมั้ยล่ะ”

 

                แม้จะฟังดูเหมือนเป็นคนง่ายๆ แต่แกริคนั้นคอยซักถามและตรวจสอบทุกคนอยู่ตลอดเวลา ยิ่งโดยเฉพาะกับสิบเอกมือวินาศกรรมแล้ว ดวงตาของแกริคแทบไม่เคยละจากลินด์เลย ไม่ใช่เพราะว่าพิศวาสเนินอกขาวๆ นั่นแน่ ที่เขาจับตาดูเธอมาตลอดก็เพราะว่าลินด์เป็นคนเดียวในหมู่พวกเราที่ยังไม่เผยความภักดีออกมาอย่างชัดเจน เธอแค่มาที่นี่ตามคำสั่งเท่านั้น แน่นอนว่าก่อนมาร่วมภารกิจ ลินด์ต้องผ่านการทดสอบหลายๆ อย่างมาก่อนแล้ว แต่ผลรายงานในเอกสารมันไม่เพียงพอสำหรับเสป็คเตอร์หรอก พอเป็นเรื่องความไว้ใจ พวกเขาชอบที่จะทดสอบด้วยตัวเองมากกว่า

 

                “ที่น่าสนใจมากกว่าก็คือ ทำไมผบ.รูบิซาลถึงได้ปล่อยให้มีอาชญากรรมร้ายแรงแบบนี้เกิดขึ้นในเขตที่ตัวเองดูแลอยู่มาตลอด” ฉันไม่ได้รังเกียจอะไรเรื่องนี้เป็นพิเศษหรอก แต่ในเมื่อมันเป็นกฎหมาย มันก็ควรจะถูกจัดการอย่างเหมาะสม ฮันติ้งกราวนด์อยู่ห่างจากกำแพงค่ายไปแค่สามช่วงถนนเท่านั้น อยู่ใต้จมูกของดีพไลน์เลยแท้ๆ ยิ่งพอนึกไปถึงคดีเทพธิดาปีกเหล็กเมื่อปีก่อนแล้ว ฉันก็ยิ่งสงสัยว่าทำไมตลาดค้าทาสพวกนี้ถึงยังไม่ถูกปิดไปอีก

 

                ตอนที่ฉันกำลังคิดถึงการหาทางกวาดล้างเส้นทางการค้าทาสในไฮเซ็นเบิร์กอยู่นั้น สัมผัสของความรู้สึกถึงอันตรายบางอย่างได้จุดประกายวาบขึ้นมาในจิตใจ มันเป็นความรู้สึกที่รุนแรงเสียจนฉันต้องหันกลับไปมองตามถนนที่อยู่ด้านหลังพวกเรา ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วเสียจนฉันไม่มีจังหวะทันได้ร้องเตือนใคร แสงสว่างเจิดจ้าสาดวาบ ลบความมืดมิดของยามราตรีให้หายไปในชั่วอึดใจก่อนจะตามมาด้วยเปลวเพลิงลุกโชติช่วงและเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว แรงระเบิดนั้นรุนแรงเสียจนขบวนรถของพวกเราสั่นสะเทือน กระจกของอาคารบ้านเรือนรอบๆ แตกกราวลงกับพื้น แต่กระจกรถของเราถูกออกแบบมาให้ทนทานเป็นพิเศษมันจึงยังปลอดภัย ฉันพยายามยันกายเอาไว้ไม่ให้ล้มลงไปกับแรงสั่นสะเทือน แต่ฮาร์เก้นที่นั่งอยู่ข้างๆ เองก็เร็วพอกัน เขาจับฉันกดลงนอนราบไปกับพื้นเบาะ แล้วใช้ร่างกายใหญ่โตของเขาเข้าบดบังฉันไว้จากอะไรก็ตามที่อาจพุ่งเข้ามาทำร้ายเราได้

 

                “ขับต่อไป!! เปลี่ยนทิศไปทางเขตเป็นกลาง!!” ฮาร์เก้นออกคำสั่งกับพลขับเร็วปร๋อ มีการโจมตีเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฝีมือใคร และมีเป้าหมายอะไรก็ตาม พวกนั้นจะต้องยั้งมือในเขตเป็นกลาง

 

                “โอ๊ย อะไรกันเนี่ย” เกลซึ่งนอนหลับอยู่เมื่อครู่ถูกแรงสะเทือนเหวี่ยงลงมาจากเบาะ เธอลุกขึ้นกระพริบตาอย่างงุนงง และตอนนั้นเองเป็นจังหวะที่ระเบิดลูกที่สองทำงาน นี่ต้องไม่ใช่พวกมือสมัครเล่นแน่ ค่ายดีพไลน์อยู่ใกล้แค่ปลายจมูก มีไม่กี่พวกหรอกที่กล้าขนาดนี้ “นั่นมันฮันติ้งกราวนด์ไม่ใช่เหรอ ไฟลุกท่วมเลยแฮะ”

 

                “สิบเอก ลุกขึ้นมาดูเดี๋ยวนี้ แล้วก็เลิกแอบจับหน้าอกน้องชั้นซะที ชั้นเห็นนะ” แกริคดึงแขนเกลให้กลับมานั่งอยู่กับที่ ก่อนจะชะโงกหน้าออกไปตรงหน้าต่างบ้าง ไวเซอร์ของเขาถูกสวมลงมาเรียบร้อยแล้ว มันส่องแสงสีแดงเรื่อเรืองเพื่อตรวจสอบทุกสิ่งที่อยู่ข้างนอกนั่น “ดูออกมั้ยว่าเป็นระเบิดชนิดไหน”

 

                “ไม่เลย แปลกมาก วิธีระเบิดแบบนี้มันอย่างกับ.....” ยังไม่ทันที่ลินด์จะพูดจบ ระเบิดอีกลูกก็ผุดขึ้นตรงเบื้องหน้าพวกเรา เศษไม้และหินปลิวว่อนไปบนท้องถนน ไม้และหิน และร่างกายของคนอีกจำนวนหนึ่ง

 

                เสียงระเบิดลูกที่สี่และห้าตามมาในไม่ช้า พร้อมกับเสียงไซเรนจากค่ายดีพไลน์ พวกเขาเปิดไซเรน แสดงว่าสัญญาณการสื่อสารถูกรบกวนจริงๆ ทั้งที่ดีพไลน์มีเครื่องส่งสัญญาณที่ทรงพลังอันดับต้นๆ ของจักรวรรดิเลยเนี่ยนะ ฉันผลักฮาร์เก้นออกเพื่อลุกขึ้นไปดูสถานการณ์บ้าง ขบวนรถของพวกเราพุ่งทะยานด้วยความเร็วที่เกินปกติ ไม่สนด้วยซ้ำว่าจะชนอะไรเข้าไปบ้าง รถหุ้มเกราะที่ตามคุ้มกันอยู่เปลี่ยนรูปแบบเป็นรถศึกพร้อมตอบโต้แล้ว ย่านการค้าที่ตกอยู่ท่ามกลางกองเพลิงถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง แต่ควันไฟที่กำลังลุกโหมตามมุมต่างๆ ก็ได้บ่งบอกถึงข้อมูลบางอย่าง การระเบิดยังคงดำเนินต่อไปราวกับเสียงกลองของมารร้าย พอลองดูดีๆ ก็พบว่าระเบิดแต่ละลูกมีขนาดไม่ใหญ่นัก มีการควบคุมความเสียหายอย่างชัดเจน มันเป็นการจู่โจมอย่างมีเป้าหมายแน่นอน แต่คนร้ายไม่ได้เลือกจุดยุทธศาสตร์ทางการทหารเลยแม้แต่จุดเดียว นี่มันแปลกจริงๆ

 

                สัมผัสอันตรายแล่นจี๊ดขึ้นมาในสมองของฉันอีกครั้ง ฉันรู้จักมันแล้ว ความรู้สึกแบบนี้ และฉันก็กำลังตื่นตัวพร้อมรับมือเต็มที่ ตัวเลขวิ่งพล่านในสมอง ฉันเรียบเรียงมันเป็นชุดปฏิกิริยาตอบโต้อย่างรวดเร็ว ตอนที่แสงสว่างกำลังจะลุกโหมขึ้นตรงอาคารที่อยู่ด้านข้างขบวนรถของเรา ฉันรู้ทันทีว่าด้วยระยะที่ใกล้ขนาดนี้ รถของเราต้องโดนแรงระเบิดไปด้วยแน่ๆ ฉันจึงยื่นมือออกไป จ้องมองไปที่ใจกลางของแสงสว่างซึ่งกำลังแผ่ขยายตัวออกมาด้วยความเร็วเกินกว่าที่สายตาของคนทั่วไปจะมองทัน เหยียดมือออกไปหามัน ปล่อยให้นิ้วทั้งห้าสัมผัสถึงความร้อนของเปลวไฟ แม้จะอยู่ห่างกันโดยมีกระจกกันกระสุนขวางกั้น แต่ฉันสัมผัสได้ถึงเจตนาอันเกรี้ยวกราดในระเบิดนั้น ฉันปล่อยให้สัมผัสนั้นกรีดร้องดิ้นรนอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะบีบรวบมันไว้ในกำมือ

                แสงสว่างนั้นหายไป ไม่มีเปลวเพลิง ไม่มีแรงสั่นสะเทือน ฉันสวนทางพลังงานที่กำลังจะถูกปลดปล่อยออกมาด้วยแรงอัดอากาศมหาศาล มันจึงหายไปเหมือนกับไม่เคยมีอยู่ตรงนั้นมาก่อน กลิ่นของโลหิตไหลซึมออกมาจากจมูก มันเป็นระเบิดที่รุนแรง มีขนาดเล็ก กินระยะไม่มากนัก แต่รุนแรงเสียจนฉันต้องใช้พลังไปมากมายเหลือเกินเพื่อจะบีบอัดมันจนกลายเป็นศูนย์ รถของเรายังคงพุ่งทะยานต่อไป แต่ที่ตรงนั้นในความมืด ในที่ควรจะลุกโชนด้วยเปลวไฟ ฉันเห็นมันลอยอยู่ตรงนั้น วงกลมเรืองแสงซึ่งเต็มไปด้วยอักษรอักขระขนาดใหญ่ มันกำลังค่อยๆ สลายไปในอากาศ นี่เองสิ่งที่สิบเอกลินด์พูดค้างเอาไว้

 

                นี่มันอย่างกับเวทมนตร์ชัดๆ

 

                เสื้อคลุมนั่นมีลวดลายรูปดวงตามากมายปรากฏอยู่ พวกกลุ่มต่อต้านไม่มีปัญญาจ้างพวกจอมเวทหรอก พวกเขาไม่มีทุนมากมายขนาดนั้น แล้วแบบนี้ พวกคนในเสื้อคลุมที่ยืนอยู่ข้างหลังวงเวทพวกนั้นเป็นใครกันล่ะ 

Card Cast

General Heidrean von Ritthern

Sergeant Lind Kronenberg

Agent Garick & Gale von Bartz

Cover Up

       พื้นที่โฆษณา สนใจติดต่อกองบรรณาธิการนิตยสาร Zenterra Chronicle เลขที่ 86 เลตาลูนาร์ เขตควาร์ตัส

ดรีมเกทส์

Natalie will keep going on

After Match

  • Google+ - White Circle
  • Twitter - White Circle
  • Facebook - White Circle

© 2017 by Commandeer TCG                                                                                                                                   
E-mail: commandeertcg@gmail.com
Tel: (66)85-1520522 , (66)813016679
148/4 Sukhumvit 22 Sukhumvit Road Klongtoey Bangkok 10110, Thailand