Obscuring Cloud

Story : Re-Peat Again

Illust : Bytomtypl

                ไหงสุดท้ายมันออกมาเป็นอีหรอบนี้ได้ล่ะเนี่ย

 

                “ตกลงว่า นี่เป็นคำขอร้องจากวังกล้วยไม้สินะ” น้ำเสียงเยือกเย็นของคุณยูคาริยิ่งดูจะเย็นเฉียบเข้าไปใหญ่แล้ว ตอนนี้แค่ลำพังคำพูดของเธอก็อย่างกับจะฆ่าคนได้อย่างนั้นแหละ

 

                “ไม่ใช่คำขอร้อง” ในทางกลับกัน สำเนียงที่เคยอบอุ่นเสมอของคุณพ่อ ยามนี้หนักแน่นจนแทบจะเรียกได้ว่าแข็งกร้าว ไม่เคยเห็นคุณพ่อเป็นแบบนี้มาก่อนเลยนะเนี่ย “นี่เป็นเงื่อนไข เป็นคำขาด”

 

                “จำเป็นขนาดนั้นเลยเหรอ หรือว่าวังกล้วยไม้ไม่เชื่อถือความสามารถในคนของเรา” ดวงตาคมกริบตวัดปรายไปยังพวกทหารจากเอ็นเก็ทสึที่ยืนอยู่ด้านหลัง ทางนี้ก็เอาเรื่องเหมือนกัน ท่าทางแต่ละคนดูจะไม่พอใจสุดๆ เลยล่ะ “จะให้ลองแสดงให้ดูตรงนี้เลยมั้ยล่ะ ว่านักรบของพวกเราทำอะไรได้บ้าง”

 

                “เอาสิ ลองดูเลยก็ได้” แต่ทั้งหมดนั้นก็ยังไม่น่าหนักใจเท่าอีตาคนที่ไม่ควรจะมายืนอยู่ตรงนี้เลยอย่างหมอนี่เนี่ยแหละ “แถวบ้านพวกเธอจะเป็นยังไงชั้นไม่รู้หรอกนะ แต่ว่าที่สุริยานี่ ถ้าพูดว่าจะชักดาบแล้ว มันไม่จบลงแค่รอยช้ำแบบที่ทายาก็หายแน่”

 

                คนที่บ้าบอขนาดนั้นมันก็มีแต่นายคนเดียวเท่านั้นแหละเดชา อย่าเหมารวมทุกคนเข้าไปด้วยสิ

               

                บรรยากาศอึมครึมระหว่างผู้คนจากสองดินแดนก่อตัวขึ้นมาราวกับเมฆสีคล้ำที่ส่งเสียงครืนครันอยู่เหนือศีรษะของพวกเราในตอนนี้ ลานกว้างของหมู่บ้านนั้นเต็มไปด้วยผู้คนมากมายที่ตั้งใจจะมาส่งฉัน แต่ทันทีที่คุณพ่อกลับมาถึงที่นี่พร้อมกับพวกทหารจากวังกล้วยไม้และประกาศเงื่อนไขที่ไปขอร้องมาจนได้ ทุกอย่างก็ดูจะตึงเครียดขึ้นมาทันที

 

                “หนูว่าทุกคนใจเย็นก่อนดีมั้ยคะ” อ๊ะ บทพูดตัวประกอบชะมัดเลยเรา นี่เป็นคำพูดแบบที่              ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว ในหัวของคุณยูคาริเย็นเฉียบอย่างกับแท่งน้ำแข็งอยู่แล้ว ส่วนเสียงในใจของเดชาก็กำลังตอบกลับมาอย่างพลุ่งพล่านว่าเขาไม่ได้หัวร้อนเลยสักนิด ไม่เลยจริงๆ “ความจริงหนูว่าที่พวกเดชาจะติดตามไปส่งที่เอ็นเก็ทสึก็ไม่เห็นจะมีอะไรเสียหายเลยนี่นา”

 

                นอกเสียจากว่าพวกเขากะจะเอาฉันไปเชือดทิ้งกลางทางล่ะนะ แต่อย่างน้อย จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครคิดอะไรแบบนั้นจริงจังเท่าไหร่

 

                “ติดตามไปส่งงั้นเหรอ จะมาเป็นภาระให้พวกเราน่ะสิไม่ว่า” น้ำเสียงหนักแน่นไม่เผื่อทางถอย ชายหนุ่มที่ท่าทางสุขุมที่สุดในกลุ่มนักรบจากเอ็นเก็ทสึขยับขึ้นมายืนด้านหน้าคุณยูคาริ เขาทำแบบนั้นเพื่อตั้งใจจะท้าทายสายตากับเดชาโดยตรงเลยนะเนี่ย “พวกบ้านนอกอย่างพวกแกน่ะ เคยไปไหนพ้นประตูหน้าบ้านตัวเองรึยัง”

 

                ในบรรดาคนของเอ็นเก็ทสึทั้งหลาย นอกจากคุณยูคาริแล้ว ฉันว่าก็มีเขานี่แหละ ที่ดูจะอ่านออกยากพอสมควรเลย เขาไม่ได้เป็นหนึ่งในพวกทหารที่ตามมาคุ้มกันคณะเดินทางเสียทีเดียว ฐานะของเขาน่าจะเป็นผู้พิทักษ์ส่วนตัวของคุณยูคาริโดยตรงมากว่า เขาเป็นคนหนุ่มที่มาจากตระกูลนักรบ ทั้งลักษณะท่าทาง คำพูดคำจา ไปจนถึงชุดเกราะและดาบของเขาล้วนบ่งบอกถึงสถานะที่แตกต่างจากพวกทหารทั่วไป พวกทหารจากเอ็นเก็ทสึ แม้แต่คนที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่มก็ยังดูจะยำเกรงเขาอยู่นิดๆ ผู้ชายคนนี้เป็นซามูไร นักรบชั้นสูงผู้เปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งความเกรียงไกรของอาณาจักร

 

                “บ้านนอก...อ้อ คุยกันแบบนี้ก็ดีเลย พวกเราก็มีวิธีต้อนรับผู้มาเยือนแบบบ้านนอกๆ ของเราเหมือนกัน” เดชาก้าวออกมาประจันหน้ากับซามูไรหนุ่มผู้นั้นอย่างไม่ลดละ นี่มันชักจะไปกันใหญ่แล้วแฮะ “สนใจบรรเลงกันซักยกมั้ยล่ะ”

                “นั่น อาวุธของไฮเซ็นเบิร์กนี่” ซามูไรหนุ่มพยักหน้าไปทางปืนที่เหน็บอยู่ข้างเอวของเดชา

 

                “เห็นแล้วปอดแหกขึ้นมารึไง” นักรบหนุ่มแห่งหมู่บ้านสุริยาหันไปหัวเราะกับเพื่อนๆ ของเขาที่ส่งเสียงเชียร์อยู่รอบๆ แต่ละคนนะ ช่วยกันดีจริงๆ “คุณหนูจากเอ็นเก็ทสึจะถอนตัวตอนนี้ก็ได้นะ”

 

                “ตอนแรกเห็นกล่าววาจากล้าหาญ นึกว่าจะแน่สักแค่ไหน” วาจาเรียบง่ายลอดผ่านริมฝีปากของซามูไรหนุ่ม เรียบง่ายทว่าเจ็บแสบ “ที่ดูมั่นใจเพราะมีของแบบนี้อยู่สินะ งั้นก็แค่พวกชั้นสองเท่านั้นแหละ”

 

                “ไอ้!!” มีถ้อยคำเผ็ดร้อยมากมายทะลักทลายออกมาจากความคิดของเดชา ซึ่งเขาเองก็เลือกไม่ถูกว่าจะใช้คำไหนดี มือของเขาเลื่อนไปแตะด้ามดาบที่สะพายหลังอยู่อย่างรวดเร็ว พร้อมกันกับที่มือของซามูไรหนุ่มสัมผัสถึงด้ามดาบที่สะโพกแล้วเช่นกัน เขารู้ดีว่าคนอย่างเดชานั้นทระนงเกินกว่าจะชักปืนออกมาหลังจากได้ยินคำพูดแบบนั้น นักรบที่แท้จริงจะประเมินคู่ต่อสู้ได้หลังจากคุยกันไม่กี่คำ ลมหายใจของทุกคนตรงลานกว้างหยุดนิ่งไปชั่วอึดใจ พวกเขากำลังจะลงมือแล้ว และมันจะต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ

 

                “หยุดนะเดชา!!” เสียงตวาดของคุณพ่อเฉียบขาดปานสายฟ้าฟาด สะกดทุกความเคลื่อนไหวตรงลานกว้างนั้นในเฉียบพลัน พวกเขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่มีใครกล้าขยับเขยื้อน มือของเดชายังกุมอยู่บนด้ามดาบซึ่งถูกชักออกมาจนเกือบจะสุดปลายฝักอยู่แล้ว ในขณะที่ใบดาบของฝ่ายตรงข้ามจรดอยู่ตรงผิวคอของเขาห่างออกไปเพียงแค่เส้นผม

 

                “รันโค เก็บดาบเถอะ” เมื่อคุณพ่อออกหน้าแล้ว คุณยูคาริจึงช่วยยั้งมือคนของเธอด้วยเช่นกัน “ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะต้องสร้างศัตรูที่นี่”

 

                ถึงอย่างนั้นพวกเธอก็ได้ก่อให้เกิดความรู้สึกไม่เป็นมิตรเอาไว้จนยากจะลบล้างเสียแล้ว ซามูไรหนุ่มรับคำสั้นๆ ก่อนจะถอนใบดาบออกจากคอของเดชา ไม่มีแผลแม้สักนิด การที่เขาสามารถหยุดใบดาบเอาไว้ได้ทันทีก่อนที่จะสัมผัสถูกผิวของอีกฝ่ายนั้นแสดงให้เห็นถึงทักษะที่ควรค่าแก่การอวดโอ่ยิ่ง สำหรับเดชาที่เพิ่งจะเก็บดาบไปนั้นเห็นได้ชัดเลยว่ารู้สึกหงุดหงิดมากทีเดียว ถ้านับกันตามจริงต้องถือว่าการดวลครั้งนี้เขาแพ้แล้ว เขาถูกใบดาบของฝ่ายตรงข้ามเข้าถึงตัวก่อนที่ดาบของเขาจะพ้นจากฝักเสียอีก หากเป็นการดวลแบบถึงแก่ชีวิต ตอนนี้คงไม่มีผู้ชายที่ชื่อเดชายืนอยู่ในโลกนี้อีกต่อไปแล้ว ฉันดีใจที่มันไม่เป็นแบบนั้น

 

                “เรื่องที่คนของพวกคุณจะติดตามมาด้วยนั้น เมื่อเป็นความต้องการของวังกล้วยไม้ ทางเราไม่ขัดข้องอะไร” เมื่อได้ประกาศศักดาข่มทับไปเรียบร้อย ความรู้สึกต่อต้านเมื่อครู่ก็จางหายไป นั่นเพราะหลังจากนี้ตลอดการเดินทางอันยาวนาน คุณยูคาริมั่นใจแล้วว่าคนของเธอจะอยู่เหนือกว่าคนของหมู่บ้านสุริยาแน่นอน “แต่ยิ่งมากคน พวกเราก็ยิ่งไปได้ช้า อย่างที่พวกคุณคงรู้อยู่แล้วว่าพวกเราต้องเดินทางกันค่อนข้างไกล”

 

                “ไม่ต้องห่วง ทางเราจะใช้กำลังหน่วยย่อยกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น” เอกนรา หญิงสาวที่เป็นหนึ่งในหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนแห่งสุริยาเอ่ยขึ้น สายตาของเธอมองตามเดชาซึ่งกำลังเดินกลับมาตักน้ำดื่มอย่างไม่ค่อยสบายใจนัก “หวังว่าพวกเราจะเป็นมิตรที่ดีต่อกันไปตลอดทางนะ”

 

                “เราก็หวังเช่นนั้น” เป็นมิตรที่ดีต่อกัน คงจะยาก แค่ให้พวกเขามองหน้ากันดีๆ ยังไม่ได้เลยตอนนี้ ทำยังไงดีล่ะเนี่ย การเดินทางของฉันท่าทางจะน่าหวาดเสียวกว่าที่คิดจริงๆ แฮะ ในเวลาแบบนี้คนที่น่าจะพอช่วยพูดอะไรได้บ้างอย่างฉันกลับพูดอะไรไม่ออกเลยจริงๆ

 

                ความตึงเครียดระหว่างทหารของสองฝ่ายนั้นยังไม่จางหายไป แต่บรรยากาศที่ขมวดแน่นจนแทบระเบิดเมื่อครู่ค่อยๆ จางลงบ้างแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการลองเชิงกันของเดชากับซามูไรคนนั้น มันเหมือนกับเป็นจุดผ่อนผันที่ทุกคนยอมรับได้ในระดับหนึ่ง เมื่อได้ระบายออกมาบ้างแล้วก็เริ่มใจเย็นลงเล็กน้อย เสียงในจิตใจของทุกคนในลานกว้างตอนนี้อึงอลสับสน เต็มไปด้วยความคิดแง่ลบจนฉันปวดหัวเลยทีเดียว ทั้งที่คิดว่าจะลาจากทุกคนด้วยรอยยิ้มแท้ๆ ทำไมเป็นแบบนี้ไปได้นะ

 

                “ฝนใกล้จะตกเต็มทีแล้ว พร้อมรึยังจันทรา” คุณยูคาริหันมามองฉันด้วยหางตา ก่อนจะเบือนหน้ากลับไปทันที เมื่อสักครู่เธอเผลอปล่อยให้ความรู้สึกพลุ่งพล่านเกินไป ตอนนี้คงรู้ตัวแล้วว่าฉันสัมผัสได้ถึงทุกความคิดอันร้ายกาจที่เธอมีต่อหมู่บ้านของเราเรียบร้อยแล้ว

 

                “ถ้าอย่างนั้นก็....ฝากด้วยนะนรา” คุณพ่อตบบ่าพี่เอกนราครั้งหนึ่ง น้ำหนักของมือข้างนั้นได้ส่งต่อความห่วงใยมากมายที่มีให้แก่ฉันลงไปบนบ่าของเธอเรียบร้อยแล้ว “ดูแลจันทราให้ดีนะ”

 

                “ไม่ต้องห่วงค่ะคุณนิรุต พวกเราจะปกป้องจันทราด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่มีเลย” ความจริง พอรู้ว่าพี่นราจะเดินทางไปด้วยกันนั่นก็ทำให้รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาพอสมควรเหมือนกัน เธอเป็นพี่สาวที่ใจดีและเก่งกาจ แม้จะมาจากเขตอื่นแต่ก็คุ้นเคยกับทุกคนในเขตสามของเราเป็นอย่างดี ชื่อเสียงของเธอในฐานะพรานป่ามือฉมังนั้นโด่งดังพอๆ กับความสามารถในฐานะหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนเลยล่ะ เธอเป็นคนที่พึ่งพาได้ แม้ด้วยอายุที่ห่างกันราวสิบปีจะทำให้เธอมักปฏิบัติกับจันทราเหมือนเป็นเด็กตัวเล็กๆ เสมอก็ตาม

 

                ส่วนอีกด้านหนึ่ง มันก็มีอีกคนที่ยืนกรานว่ายังไงก็จะตามไปให้ได้เช่นกัน เดชานั่งอยู่ตรงแคร่ใกล้ๆ กับขบวนเดินทาง เขาไม่สนใจเรื่องวางแผนการเดินทางของหรือการเตรียมสัมภาระอะไรทั้งนั้น ในหัวของเขาประกาศออกมาชัดเจนเลยว่านี่จะเป็นการเดินทางแค่ระยะเวลาไม่นาน แล้วจะรีบหาเรื่องชิงตัวฉันกลับมาที่หมู่บ้านสุริยาทันที ตาบ้าเอ๊ย

 

                “อย่าทำอะไรบ้าๆ ดีกว่านะเดชา” ฉันกระซิบกับเขา ทั้งที่ก็รู้อยู่แก่ใจว่าเขาคงจะฟังหรอก “คนพวกนั้นไม่เหมือนกับพวกลักลอบล่าสัตว์หรือโจรป่าหรอกนะ”

 

                “ไม่เหมือนตรงไหน แทงเข้าจุดตายกับลงหลุมได้เหมือนกันนั่นแหละ” พูดกับหมอนี่เหมือนพูดกับก้อนหินเลยแฮะ “เธอนั่นแหละ คิดอะไรบ้าๆ ไม่เห็นต้องตามไอ้พวกหัวสูงนี่ไปเลย พวกมันมากันแค่นี้ ถ้าคิดจะมีปัญหาล่ะก็ เราจัดการได้สบายมากอยู่แล้ว”

 

                “แต่หลังจากที่เราจัดการกลุ่มนี้ไป คิดว่าอะไรจะตามมาล่ะ เอ็นเก็ทสึเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่มากนะ” แสนยานุภาพกองทัพของพวกเขาจะบดขยี้หมู่บ้านสุริยาราบเป็นหน้ากลองก่อนที่เราจะทันรู้ตัวเสียอีก

 

                “และก็อยู่ไกลมากด้วย คิดว่าพวกมันถึงกับจะดั้นด้นมาเปิดศึกไกลบ้านขนาดนี้เพียงเพื่อเธอคนเดียวงั้นเหรอ สำคัญตัวเองชะมัด” ก็นายไม่ได้สัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นอันแรงกล้าอย่างที่ฉันสัมผัสได้จากพวกคนของเอ็นเก็ทสึนี่นา “และถึงพวกมันคิดจะทำอย่างนั้นจริง ถ้าจะยกทัพมาหาเราก็ต้องผ่านเขตของเสียนก่อน ทางนั้นคงจะยอมหรอก”

 

                “มีอีกตั้งหลายวิธีที่พวกนั้นจะยกทัพลงมาโดยไม่ต้องมีปัญหากับเมืองเสียน” ทางเรือนั่นก็ใช่ หรืออาจมาทางฝั่งเทือกเขาเงาทมิฬ หรือง่ายที่สุดเลยก็คือเจรจากับเมืองเสียนล่วงหน้า เพื่อขอเดินทัพผ่าน ยังไงเสียนก็เป็นเมืองค้าขาย พวกเขาไม่อยากสู้รบกับใครอยู่แล้ว “แต่ก็.....ขอบคุณนะที่เป็นห่วงขนาดนี้ ดีใจนะเนี่ย”

 

                “อะไร พูดบ้าๆ ใครเป็นห่วงเธอกัน” ไอ้ท่าทางตอนที่เขารีบบอกปัดพลางพยายามยัดเยียดความคิดเรื่องเชี่ยนหมากของคุณยายที่บ้านเข้ามาในหัวเพื่อกลบเกลื่อนเสียงในจิตใจนี่มันตลกดีจริงๆ แฮะ

 

                “จันทรา เสื้อผ้ากับของใช้ที่จำเป็นอยู่ในกระเป๋านี่แล้วนะลูก” ท่ามกลางผู้คนมากมายที่กำลังยืนพูดคุยกันอยู่รอบๆ เสียงอ่อนโยนของสุภาพสตรีคนหนึ่งได้โอบกอดฉันเอาไว้อย่างเงียบเชียบ เอาล่ะ เธอมาถึงที่นี่แล้ว ยืนอยู่ข้างหลังฉันตอนนี้เลย เสียงที่จะทำให้หัวใจของฉันสลายได้ง่ายที่สุด แค่น้ำเสียงนี้เอื้อนเอ่ยเพียงแผ่วเบา แค่เพียงความคิดที่ว่าจะไม่ได้ยินอีกแล้ว ดวงตาของฉันก็ร้อนผ่าวขึ้นมาทันที “แม่ห่อขนมที่หนูชอบไปให้เผื่อกินกลางทางด้วยนะ”

 

                เป็นอะไรไป ทำใจล่วงหน้ามาตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ นิ่งอยู่ทำไมล่ะ

 

                “จันทรา...นี่....แม่ของเธอมาแล้วนะ” เพราะว่าฉันไม่กล้าหันกลับไป จึงได้แต่จ้องหน้าเดชาอยู่อย่างนั้น ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นอย่างประหลาดใจ สีหน้าของฉันคงดูไม่ดีเลยสินะ มันคงจะใช้ไม่ได้เลยใช่ไหม เดชาถึงได้ตัดสินใจลุกขึ้นและก้าวผ่านฉันไปหาคุณแม่เพื่อรับหน้าแทนแบบนี้ “คุณมิลินท์ครับ เดี๋ยวผมช่วยถือของให้ดีกว่า”

 

                คนที่นิสัยหยาบกระด้างแบบเขาก็มีมุมละเอียดอ่อนอยู่เหมือนกันนะเนี่ย

 

                “ยุ่งไม่เข้าเรื่องแล้วเดชา นายกะจะฉกขนมของฉันไปล่ะสิ” ไม่ได้หรอก ถ้าปล่อยให้เดชาออกหน้า คุณแม่ต้องรู้แน่ๆ ว่าฉันกำลังเสียใจ และนั่นจะทำให้ท่านเป็นทุกข์กว่าฉันมากมายนัก ฉันจึงต้องหันกลับไป ยิ้มและหัวเราะ พูดคุยในเรื่องไร้สาระให้เหมือนกับว่าฉันไม่เป็นอะไรทั้งนั้น “ชั้นได้ยินเสียงในหัวของนายชัดแจ๋วเลยนะ”

 

                “เฮ้ย บ้าแล้ว เปล่าซะหน่อย” แม้เขาจะรีบปฏิเสธ แต่อึดใจต่อมาเดชาก็ดูจะเข้าใจในความหมายของคำพูดฉัน เขาจึงแค่เกาศีรษะยุ่งๆ อย่างเก้อเขินเท่านั้น “เออๆ ฝากไว้ก่อนเถอะ ยังไงก็แบ่งๆ กันมั่งแล้วกัน”

 

                เป็นตอนที่เดชาเดินจากไปสมทบกับเพื่อนๆ ของเขาแล้วนั่นแหละ ฉันถึงหันไปมองหน้าคุณแม่ตรงๆ ได้ มือของเธอเอื้อมมาสัมผัสแก้มของฉันเบาๆ ปัดเอาเศษฝุ่นที่เปื้อนอยู่ออกไปเหมือนทุกครั้งเวลาที่ฉันแอบหนีออกไปเที่ยวกับพวกวิญญาณทั้งหลาย มือของคุณแม่เหี่ยวย่นขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ฉันยังจดจำมือคู่นี้ที่คอยประคับประคองฉันตั้งแต่วันแรกที่จำความได้เป็นอย่างดี แต่ละริ้วรอยของมันล้วนเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายที่เราผ่านมาด้วยกัน ดวงตาคู่นี้แจ่มใสไม่เคยเปลี่ยนเลย แม้จะมีร่องรอยความโศกเศร้าอยู่ก็ตาม ไม่มีคำพูดใดเลยระหว่างเรา ไม่มีคำไหนจะแทนคำอำลานับล้านที่อยู่ในใจของฉันได้ ที่ทำได้จึงมีเพียงแค่กอดเธอเอาไว้เท่านั้น อย่าร้องไห้อีกเลยนะคะ หนูจะเข้มแข็ง คุณแม่ก็ต้องเข้มแข็งด้วยเหมือนกันนะ

 

                “ดูแลตัวเองดีๆ นะลูก” เธอกล่าวออกมาได้เพียงเท่านั้น ฉันรู้ว่าคุณแม่กำลังพยายามอย่างหนักที่จะไม่ปล่อยให้ความเศร้าเกาะกุมทั้งหัวใจ เธอพยายามเพื่อไม่ให้ฉันต้องซึมซับเอาความเจ็บปวดนั้นติดตัวไปด้วย จนถึงวินาทีสุดท้าย คุณแม่ก็ยังคงปกป้องฉันเสมอ

 

                แม้เราจะไม่ได้มีสายเลือดเดียวกัน

               

                “คุณแม่จะเป็นคุณแม่ของหนูตลอดไปนะคะ” แม้เราจะไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันก็ตาม

                เสียงสะอึกสะอื้นกับเสียงสูดน้ำมูกฟืดฟาดกำลังทำให้ทุกคนอารมณ์เสีย หลังจากออกเดินทางมาได้ไม่กี่ชั่วโมง ฝนก็เทลงมาห่าใหญ่ พื้นดินเละเทะกลายเป็นทะเลโคลนทำให้พวกเราส่วนใหญ่ต้องลงจากหลังม้า ทั้งที่พวกคนของเอ็นเก็ทสึอยากจะเร่งทำเวลา แต่ดูเหมือนอากาศจะไม่เป็นใจเอาเสียเลย ทำให้พวกเขายิ่งหงุดหงิด และความหงุดหงิดนั้นก็พาลลามติดต่อมาถึงคนของสุริยาด้วยเช่นกัน

 

                “นี่ หยุดร้องซะทีได้มั้ย อะไรจะอ่อนไหวขนาดนั้นนะ” ในที่สุด พี่นราก็อดใจไม่ไหวจนต้องเอ็ดขึ้นมา “เป็นผู้ชายอกสามศอกแท้ๆ”

 

                “ก็มันเศร้านี่นา โธ่ เธอไม่เห็นรึไง ตอนที่สามแม่ลูกกอดกันเป็นครั้งสุดท้ายน่ะ” ชายร่างใหญ่ชาวเอ็นเก็ทสึเจ้าของเสียงร้องไห้ตลอดทางตอบกลับมาทั้งน้ำหูน้ำตา ฉันได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ตอนที่เขาปรายสายตามาหา ซึ่งนั่นยิ่งทำให้เขาร้องไห้เสียงดังเข้าไปใหญ่ ไอ้ที่เห็นใจกันขนาดนี้ก็ซึ้งใจอยู่หรอก แต่ผิดคาดเลยแฮะ ถ้าจำไม่ผิด ผู้ชายคนนี้เป็นหัวหน้าทหารคุ้มกันของเอ็นเก็ทสึนี่นา ไหงเขากลายเป็นคนที่สะเทือนใจที่สุดไปได้ล่ะเนี่ย

 

                “หนวกหูชะมัด ตัวก็ใหญ่เกะกะจะแย่อยู่แล้ว ยังจะเสียงดังอีก” เดชาสบถ ก่อนจะกระชับเสื้อคลุมกันฝนให้แน่นขึ้นไปอีก “หนาวว้อย บอกแล้วใช่มั้ยว่าให้พักหาที่หลบฝนกันก่อน แล้วเป็นไงล่ะ พวกของแห้งที่เตรียมมามีหวังเสียหมดแน่ๆ”

 

                “หุบปาก ไอ้ลิงเถื่อน” รันโค ซามูไรผู้พิทักษ์ของคุณยูคาริตวาด ก่อนจะก้าวเข้ามาที่ข้างๆ เกี้ยวที่ฉันกับคุณยูคารินั่งอยู่ “ปิดมู่ลี่ลงก่อนเถอะครับ ฝนสาดหมดแล้ว”

 

                “หนูว่าเราหาที่หยุดพักก่อนจะดีกว่าจริงๆ นะคะ ฝนตกหนักขนาดนี้ ทางขึ้นเขาข้างหน้าจะยิ่งลำบาก” ถึงคนอื่นๆ จะลงจากม้าหมดแล้ว แต่ยังมีรถเกี้ยวของพวกฉันกับพวกมิโกะข้างหลัง แถมยังเกวียนเสบียงตรงท้ายขบวนอีก เสียงในจิตใจของพวกม้าที่ลากรถพวกนั้นบอกว่าพวกมันจวนเจียนจะขาดใจอยู่แล้ว “ข้างหน้ามีเพิงพักเล็กๆ อยู่ บางทีเราน่าจะรอให้ฝนหยุดได้”

 

                “ถ้าลำพังมีเฉพาะพวกเราก็อาจจะพอไหว” คุณยูคาริขยับข้อมือมาเลื่อนบานมู่ลี่ของเกี้ยวลงอีกส่วนหนึ่ง ดวงตาเยือกเย็นตวัดมองพวกเดชาข้างนอกนั่นอย่างไม่ไว้หน้า “นี่มีภาระเพิ่มขึ้นมาอีกเจ็ดคน เพิงเล็กๆ นั่นคงอัดกันเข้าไปไม่ไหมดแน่”

 

                อันที่จริงที่เธอพูดมาก็ไม่ผิดเลย คณะของพวกเรานั้นค่อนข้างใหญ่ทีเดียว คุณยูคาริมีมิโกะฝึกหัดติดตามมาด้วยแปดคน พร้อมกับทหารคุ้มกันอีกสิบนาย และยังมีพวกคนงานลูกหาบอีกสิบสองชีวิต รวมคุณยูคาริกับคุณรันโคเข้าด้วยก็ปาเข้าไปตั้งสามสิบสองหัวแล้ว ตอนนี้เพิ่มฉันกับพวกเดชาเข้าไปอีกแปด เราก็มีกันสี่สิบชีวิตพอดี นึกไม่ออกเลยว่าเวลาตั้งค่ายหุงหาอาหารทีจะวุ่นวายกันขนาดไหน

 

                “ห่างออกไปอีกนิดมีถ้ำอยู่ กว้างขวางเอาเรื่อง เมื่อก่อนพวกโจรป่าเคยใช้เป็นฐาน แต่พวกเราไล่มันไปหมดแล้ว” พี่นราเสนอขึ้นมา “แต่ต้องออกนอกถนนไปเกือบยี่สิบนาที สนใจมั้ยล่ะ”

 

                เมื่อแหงนหน้าขึ้นถามความเห็นจากท้องฟ้าแล้ว ไม่ว่าใครก็ต้องยอมรับว่าฝนที่กำลังกระหน่ำลงมาขณะนี้คงไม่มีทางหยุดลงภายในยี่สิบนาทีแน่ๆ อันที่จริงอาจจะต้องลุ้นถึงขั้นที่ว่าคืนนี้ฝนจะหยุดตกลงเลยรึเปล่าดีกว่า เสียงฟ้าขู่คำรามยิ่งยืนยันทางเลือกซึ่งไม่น่าเป็นที่พอใจนัก หากต้องลุยกันต่อไปทั้งอย่างนี้ ไม่พ้นพรุ่งนี้เช้าเราคงเสียม้าไปกว่าครึ่ง การออกเดินทางของฉันเริ่มต้นได้ไม่สวยเลยแฮะ

 

                “รันโค ไปบอกพวกคนงานให้เปลี่ยนเส้นทางเถอะ” ในที่สุดคุณยูคาริก็ต้องยอมแพ้ ถ้าถามว่าเธอเห็นแก่ใครมากที่สุด ย่อมไม่ใช่ฉันแน่นอน คุณยูคาริเป็นพ่วงพวกมิโกะฝึกหัดที่ติดตามมาด้านหลังต่างหาก “คืนนี้เราอาจจะต้องพักแรมกันกลางป่า ให้ทุกคนเตรียมตัวเอาไว้ด้วย”

 

                ไม่ว่าการยินยอมให้เปลี่ยนเส้นทางนั้นจะเกิดขึ้นเพื่อใครก็ตาม แต่ฉันสัมผัสได้ถึงความโล่งอกของทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เป็นครั้งแรกเลยล่ะมั้งที่จิตใจของสุริยาและเอ็นเก็ทสึรวมกันเป็นหนึ่งขนาดนี้ พี่นราส่งคนของหน่วยลาดตระเวณออกไปตรวจสอบเส้นทางล่วงหน้าทันที ขณะที่พวกคนงานเอ็นเก็ทสึช่วยกันถางทางเพื่อตัดตรงไปยังถ้ำที่ว่า พอคิดว่าจะมีพื้นที่แห้งๆ ให้พักเหนื่อย และอาจจะได้หุงหาอาหารกันสักที ทุกคนก็ดูจะกระตือรือร้นกันขึ้นมาทันใด

 

                แม้จะเร่งฝีเท้ากันมาเต็มเหยียด แต่ไหนจะพายุฝน ไหนจะต้องเสียเวลาไปกับการถางป่าให้รถเกี้ยวกับเกวียนผ่านได้ กว่าจะมาถึงถ้ำที่พี่นราว่าไว้ทุกคนก็แทบจะสิ้นเรี่ยวแรงกันหมดแล้ว แม้ถ้ำหินธรรมชาตินั้นจะกว้างขวางพอให้ทั้งคนทั้งรถม้าเข้าไปหลบกันอยู่ได้ แต่มันก็ไม่ได้อุ่นสบายอย่างที่คิดไว้ ปากถ้ำที่เปิดโล่งทำให้อากาศข้างในค่อนข้างหนาวเย็น ตัวถ้ำนั้นมีทางเดินที่ตัดลึกเข้าไปในภูเขา นำไปสู่รอยแยกหุบเหวที่ซึ่งพวกโจรชาวตะวันตกเคยใช้ประหารเหยื่อที่ตนจับมาได้ พวกทหารเอ็นเก็ทสึที่เข้าไปสำรวจด้านในนั้นพากันซุบซิบถึงซากโครงกระดูกที่ถูกผูกแขวนคอไว้กับหลักยึดริมหน้าผาอย่างสยองขวัญ

 

                คุณยูคาริแยกไปนั่งรวมกลุ่มกับพวกมิโกะของเธอแล้ว ถึงแม้อีกไม่นานฉันและเด็กๆ มิโกะเหล่านั้นต้องถือว่าเป็นเพื่อนร่วมสถาบันกัน แต่กำแพงที่พวกเธอสร้างขึ้นมานั้นยิ่งแข็งแรงกว่าที่คุณยูคาริมีต่อฉันเสียอีก พวกเธอมักจะเอาแต่จับกลุ่มอยู่ด้วยกัน ไม่สุงสิงกับใคร สุภาพแต่ห่างเหิน รู้สึกได้ถึงความเย็นชาแบบเดียวกับที่คุณยูคาริมีแผ่ออกมาจากทุกคนเลยล่ะ แต่ก็ต้องยอมรับว่าฉันเองก็อดทึ่งกับท่วงท่าที่ดูสงบงดงามเหมือนกับผิวทะเลสาบของพวกเธอไม่ได้ แต่ละคนก็อายุไม่ได้ห่างจากฉันมากมายนักแท้ๆ ขณะที่อีกฟากหนึ่งของถ้ำ พวกเดชากำลังจับกลุ่มคุยกันถึงเรื่องสภาพอากาศ ฤดูมรสุมปีนี้ทำท่าจะรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา และหายุฝนที่กระหน่ำใส่พวกเราอยู่ในตอนนี้ก็เป็นผลพวงมาจากมรสุมที่ว่า นั่นเท่ากับว่าพวกเราคงต้องเจอกับมันไปตลอดเส้นทางเลยทีเดียว

 

                ตอนที่กองไฟถูกก่อขึ้นเพื่อทำอาหารนั้น แสงสุดท้ายของวันก็โรยราจากไปเรียบร้อยแล้ว ฉันหลบสายตาจากทุกคนมานั่งทานขนมของคุณแม่อยู่เงียบๆ ที่มุมหนึ่ง ถ้ำแห่งนี้มีวิญญาณหลงทางสิงสู่อยู่ด้วย แต่ว่าอ่อนแอเสียจนยากจะสื่อสารกัน ยิ่งพอมีพวกผู้รับใช้เทพมาอยู่รวมกันเยอะๆ วิญญาณพวกนั้นก็ยิ่งพยายามซ่อนตัวมากขึ้น ฉันเห็นพวกเขาเพียงครู่เดียวตามหลืบเงาวูบไหวของซอกผนังหิน ความจริงนี่ก็ยังไม่ค่ำดีเลยด้วยซ้ำ แต่ป่ากลางพายุฝนมักจะขับไล่แสงอาทิตย์ไปเร็วกว่าปกติเสมอ พวกคนงานของเอ็นเก็ทสึมีน้ำใจแบ่งฟืนแห้งให้พวกเดชาไปก่อกองไฟของตัวเองอีกชุดหนึ่ง แลกกับที่พวกเดชาช่วยเอาผ้าใบมาคลุมเกวียนเสบียงให้ตอนที่ตากฝนอยู่ข้างนอก อย่างไรก็ตามของแห้งส่วนใหญ่ก็เสียหายไปตามคาด หัวหน้าทหารร่างใหญ่ของเอ็นเก็ทสึนั่งถอนใจครั้งแล้วครั้งเล่าตอนที่เฝ้าพวกคนงานคัดเอาข้าวสารส่วนที่ชื้นจนเก็บไว้ไม่ได้แล้วออกมาทิ้ง แต่พอเขาหันมาเห็นฉันเท่านั้นแหละ ริมฝีปากภายใต้หนวดเครารกครึ้มนั่นก็สั่นระริกขึ้นมาเลย

 

                “เลิกร้องไห้ได้แล้วอิวาโอะ” น้ำเสียงสะบัดสั้นดั่งคมดาบ เพียงคำเดียวเท่านั้น หัวหน้าทหารก็ได้แต่ก้มหน้างุดลงไปเหมือนลูกสุนัขที่ถูกดุ ซามูไรผู้พิทักษ์ของคุณยูคาริส่ายหน้าอย่างระอา ก่อนจะเบือนหน้ากลับไปมองสายฝนที่ด้านนอกต่อ แม้จะนั่งสงบนิ่งอยู่ตรงนั้น แต่ความรู้สึกที่เฉียบคมแผ่กระจายจากตัวเขามาถึงนี่เลย เป็นผู้ชายที่เข้าหายากจริงๆ แฮะ

 

                “เป็นอะไรไปรันโค ดูหงุดหงิดมาตั้งแต่เมื่อเช้าแล้วนะ” อ๊ะ คุณยูคาริมีมุมห่วงใยคนอื่นแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย “เพราะเรื่องที่เกือบจะลงไม้ลงมือกันนั่นเหรอ แต่ว่าเธอก็ชนะแล้วไม่ใช่เหรอ”

 

                “ไม่หรอกครับ ผมลงดาบได้เร็วกว่าก็จริง แต่นั่นจะเรียกว่าชนะคงไม่ได้หรอก” ชายหนุ่มลดเสียงลงพลางเขม้นมองไปทางเดชาที่กำลังถลกหนังกระต่ายป่าที่เพิ่งจะล่ามาได้อยู่อีกฟากหนึ่งของถ้ำ “หมอนั่นรู้อยู่แล้วว่าดาบของผมเร็วกว่า มันก็เลยกะจะหลบแล้วสวนกลับ ถ้าไม่โดนเรียกให้หยุดไว้ก่อนก็คงพูดยากเหมือนกันว่าจะกดหมอนั่นลงได้”

 

                “งั้นเหรอ” คุณยูคาริขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจนัก “เรื่องนี้อย่าบอกคนอื่นก็แล้วกัน”

 

                ตอนที่สองคนนั้นมีเรื่องกัน เสียงรอบๆ มันสับสนวุ่นวายไปหมด ฉันก็เลยไม่ทันสังเกตว่าเดชาเล็งจังหวะแบบนี้เอาไว้ ถ้าอย่างนั้นที่เขาดูจะไม่พอใจก็เป็นเพราะคุณพ่อบอกให้หยุดมือ เขาก็เลยพลาดจังหวะที่จะได้สวนกลับสินะ ก็พอรู้อยู่หรอกว่าตานั่นพอจะมีฝีมืออยู่บ้าง พวกคนของไฮเซ็นเบิร์กที่มาติดต่อกับหมู่บ้านก็ดูจะชอบเดชาไม่น้อยเลย พวกนั้นบอกว่าเดชาเป็นคนที่มีไหวพริบในการต่อสู้ เขาเป็นคนแรกๆ ของหมู่บ้านที่ใช้ปืนของไฮเซ็นเบิร์กเป็น แถมยังสามารถใช้มันได้อย่างคล่องแคล่วด้วย จนถึงตอนนี้คนของสุริยาที่ได้รับอนุญาตให้พกปืนได้ก็มีอยู่ไม่กี่คนเท่านั้น

 

                แสงจากท้องฟ้าสว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงสะเทือนเลือนลั่นที่ทำให้พวกมิโกะสะดุ้ง ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปถูกสายฟ้าฟาดลงมาจนหักโค่นต่อหน้าต่อตา ฝนที่ไม่มีทีท่าจะซาลงยิ่งกระหน่ำลงมาหนาเม็ดขึ้นทุกที เสียงพูดคุยของทุกคนกลายเป็นเสียงพึมพำฟังไม่ได้ศัพท์ภายใต้ม่ายเสียงของพายุหวีดหวิว พอถูกธรรมชาติกลบกลืนแบบนี้ จะสำเนียงสุริยาหรือสำเนียงเอ็นเก็ทสึก็ไม่ได้ฟังดูต่างจากกันมากเท่าไหร่แฮะ เนื้อตากแห้งที่ถูกนำมาย่างใหม่กำลังส่งกลิ่นหมอได้ที่ ในขณะที่สตูกระต่ายป่าของฝั่งพวกเดชาก็ยั่วน้ำลายจนกระเพาะส่งเสียงโครกคราก จะว่าไปวันนี้ทั้งวันยังแทบไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยนี่นา

 

                “จันทรามานี่สิ” พี่นราออกปากเชิญ ฉันกำลังลังเลอยู่เลยว่าควรจะอยู่ทานร่วมวงกับพวกคุณยูคาริเพื่อให้สนิมสนมกันมากขึ้นดีหรือเปล่านะ

 

                “พายุแรงขนาดนี้ พวกเราคงต้องใช้เวลานานกว่าที่คิดแน่เลยใช่มั้ยคะ” ฉันลองหยั่งความเห็นจากพวกหน่วยลาดตระเวน พวกเขาชำนาญพื้นที่แถบนี้มาก

 

                “มันก็ขึ้นอยู่กับทางเส้นที่พวกเขาจะเลือกใช้ล่ะนะ” เดชาส่งขากระต่ายมาให้ฉัน “แต่ดูจากปริมาณน้ำฝนแล้ว ฝั่งเทือกเขาเงาทมิฬน่าจะหมดหวัง ป่านนี้แถบแม่น้ำตาพยัคฆ์น่าจะกลายเป็นทะเลไปแล้ว”

 

                “คงต้องใช้ถนนเส้นที่ผ่านทางเมืองเสียน ต้องอ้อมนิดหน่อย ดีกว่าไปเจอกับน้ำท่วมเข้า” พี่นราสนับสนุนความเห็นนั้น “ปัญหาคือถ้าใช้ถนนเส้นนั้นต้องผ่านทุ่งหญ้าโพรงกระต่ายนี่แหละ”

 

                 “ฤดูนี้เจ้านั่นกำลังหวงถิ่นเป็นพิเศษเลยนี่นา” หน่วยลาดตระเวนอีกคนห่อไหล่ด้วยความสยอง พวกเขากำลังพูดถึงผู้พิทักษ์แห่งทุ่งหญ้า สัตว์ร้ายเวทมนตร์ที่เป็นราชาแห่งทุ่งโพรงกระต่าย ไม่ค่อยมีใครมีโอกาสได้เห็นตัวจริงของมันบ่อยนัก แต่มีร่องรอยของมันปรากฏอยู่มากมายให้บรรดานักล่าได้ศึกษา เท่าที่จันทรารู้ มันเป็นสัตว์ร้ายเจ้าถิ่นของทุ่งหญ้าแถบนั้น แม้แต่พวกขบวนคาราวานใหญ่ๆ ก็ยังถูกโจมตีได้ถ้าไปทำให้มันไม่พอใจเข้า และโอกาสรอดชีวิตของผู้ที่โดนสัตว์ร้ายนั่นล่าก็มีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย

                “พี่นรา ขอโทษนะคะ หนูทำให้พวกพี่ต้องพลอยมาลำบากไปด้วยแท้ๆ เลย” ส่วนหนึ่งในใจของฉันนั้นรู้สึกดีจริงๆ ที่มีพวกเขาอยู่ใกล้ๆ กลิ่นของบ้านที่คุ้นเคยจะยังคงห้อมล้อมอยู่รอบตัวฉันอีกพักใหญ่ๆ ชื่อที่คุ้นเคย สำเนียงที่คุ้นหู ฉันเลื่อนมือไปสัมผัสขวดที่บรรจุตุ๊กตายมซึ่งซ่อนอยู่ในชายเสื้อโดยไม่ทันรู้ตัว หลังจากที่พวกหน่วยลาดตระเวนกลับบ้านไป ฉันก็จะเหลือแต่ยมเท่านั้น

 

                “อย่าทำหน้าแบบนั้นสิจันทรา เธอเป็นผู้มีพระคุณของหมู่บ้านพวกเราเลยนะ เรื่องแค่นี้เอง” สัมผัสฝ่ามือแห้งกร้านของพี่นราที่ขยี้ลงมาบนศีรษะของฉันนั้นเปี่ยมด้วยความเอ็นดู “ชั้นมีพวกน้องๆ ตัวแสบตั้งสามคนอยู่แล้ว ไอ้เรื่องดูแลเด็กน่ะ ไม่ใช่ปัญหาสักนิด เธอก็เหมือนกับน้องของชั้นอีกคนนั่นแหละ”

 

                “จะดีเหรอ ได้ข่าวว่าเลี้ยงน้องด้วยลำแข้งไม่ใช่รึไงเธอน่ะ” เดชาค่อนขอด ก่อนจะโดนพี่นราเอาไม้ฝืนที่ติดสะเก็ดไฟทิ่มใส่เข้าให้จนโดดหลบแทบไม่ทัน

 

                “นี่อีกหน่อยเธอต้องไปเป็นหนึ่งในพวกนั้นจริงๆ เหรอจันทรา” มั่น หนึ่งในหน่วยลาดตระเวนผู้มีใบหน้าเสี้ยมตอบกับดวงตาเรียวเล็กบุ้ยใบ้ไปทางพวกมิโกะที่จับกลุ่มรับประมานอาหารอยู่อีกฝั่งของถ้ำ “ดูพวกนั้นสิ เหมือนกันไปหมดเลยแม้แต่ตอนขยับตัว อย่างกับตุ๊กตาเก่าๆ ของพวกจินหลงอย่างนั้นแหละ น่าขนลุกชะมัด”

 

                “ก็ดูเท่ดีออกนี่” พอบอกว่าเหมือนตุ๊กตานี่ก็ไม่ผิดเสียทีเดียวแฮะ เป็นตุ๊กตาที่ตัดเย็บอย่างประณีตจนออกมางดงามเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน ตอนที่ฉันมองตามไปยังมิโกะพวกนั้น มีคนหนึ่งหันหน้ามามองฉันพอดี จนถึงตอนนี้ฉันยังจำหน้าพวกเธอได้ไม่หมดเลย แต่คนนี้เป็นคนที่สวยทีเดียว ถึงจะไม่ได้ดูสง่างามเป็นผู้ใหญ่เหมือนคุณยูคาริ แต่บางอย่างในดวงตาที่เปล่งประกายเร้นลับคู่นั้นดูมีเสน่ห์บอกไม่ถูก เอ๊ะ เธอส่งยิ้มมาให้ด้วยแฮะ ถึงจะแค่แวบเดียวก็เถอะ เป็นสัญญาณที่ดีนะเนี่ย เราอาจจะเป็นเพื่อนกันได้ ยังไงฉันก็ต้องหาเพื่อนสักคนให้ได้ล่ะน่า ว่าแต่....พวกมิโกะนั่นก็เรื่องนึง แต่พวกทหารนี่สิ ทำไมดูลุกลี้ลุกลนอย่างนั้นล่ะ “คนของพวกนั้นดูเหมือนกำลังมีปัญหาอะไรกันอยู่นะ”

 

                ข้อสังเกตของฉันทำให้ทุกคนยกเว้นเดชาวางมือจากอาหารของตัวเองทันที มีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นแน่นอน ถึงตอนนี้ทหารของเอ็นเก็ทสึสองคนที่เพิ่งจะคุยกับคุณรันโคเสร็จกำลังวิ่งหน้าตาตื่นเข้าไปด้านในของถ้ำ ตรงไปทางเหวลึกนั่น ขณะที่คุณรันโคหันมาพูดอะไรกับคุณยูคาริอีกสองสามคำแล้วจึงตามสองคนนั้นไป พี่นราจ้องมองภาพทั้งหมดด้วยแววตาคมกริบ ก่อนจะใช้ปลายเท้าสะกิดเดชาครั้งหนึ่ง หมอนั่นตอบรับด้วยการตบปืนที่คาดอยู่ตรงสะโพกเบาๆ ฉันชักสังหรณ์ใจไม่ดีแล้วสิ

 

                “คนของพวกเราหายไปสองคน” เป็นคุณยูคาริเองที่เดินเข้ามาไขความกระจ่างให้แก่พวกเรา มีพวกทหารของเอ็นเก็ทสึติดตามมาด้วยสี่คน พกอาวุธมาด้วยแฮะ ท่าทางชักไม่เข้าท่าแล้ว ความรู้สึกมุ่งร้ายที่แผ่ออกมานี่มันอะไรกันนะ “มีลอยลื่นตรงหน้าผาด้านใน พวกเขาน่าจะร่วงลงไปตรงนั้น”

 

                “แย่จังเลยนะ เรื่องแบบนี้มันก็เกิดขึ้นได้กับคนที่ไม่ระวังอยู่แล้ว” พี่นรายักไหล่ราวกับไม่ใส่ใจอะไร แต่สายตาของพวกหน่วยลาดตระเวนคนอื่นๆ ที่กำลังประจัญกับสายตาของพวกทหารเอ็นเก็ทสึข้างหลังคุณยูคารินี่มันสุดยอดไปเลย

 

                “สองคนที่หายตัวไปเป็นทหารของเรา พวกเขาถูกฝึกมาให้คอยระมัดระวังทุกฝีก้าว” คุณยูคาริตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เหน็บหนาวเสียยิ่งกว่าสายฝนข้างนอกนั่นเสียอีก “โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาอยู่ท่ามกลางดินแดนของพวกป่าเถื่อนแบบนี้”

 

                “งั้นก็เห็นได้ชัดว่าระวังไม่พอ” ไม่หรอก ที่เห็นได้ชัดก็คือพวกคุณยูคาริกำลังสงสัยว่านี่อาจจะเป็นฝีมือของพวกพี่นราต่างหาก มันมีช่วงเวลาครู่ใหญ่ๆ ในถ้ำนี้ที่ต่างฝ่ายต่างก็แยกย้ายไปทำเรื่องของตัวเอง ทหารของเอ็นเก็ทสึสองคนนั้นหายตัวไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ พวกหน่วยลาดตระเวนเองก็ไม่ค่อยจะอยู่ติดที่กันเสียด้วย พวกเขามักจะแวบหายไปเป็นระยะๆ ด้วยเหตุผลต่างๆ นาๆ เช่นไปล่ากระต่ายป่า หรือไปทำธุระส่วนตัว ทั้งสองฝ่ายเพิ่งจะมีเรื่องกันอย่างรุนแรง และต่างฝ่ายต่างก็เกลียดกันเข้าไส้ สถานการณ์แบบนี้มันก็ไม่แปลกเลยที่พวกเอ็นเก็ทสึจะสงสัย แต่มันจะเป็นอย่างนั้นจริงเหรอ พี่นราเชี่ยวชาญการวางกับดัก เดชาบ้าพอที่จะโยนคนสักสองคนลงเหวได้อยู่แล้ว ฉันพยายามค้นหาเสียงในจิตใจของใครสักคนที่อาจเป็นตัวการ แต่ก็ไม่มีใครหลุดเรื่องนี้ออกมาเลยแม้แต่คนเดียว

 

                “นั่นสินะ เรื่องแบบนี้มันก็เกิดขึ้นได้กับคนที่ไม่ระวังอยู่แล้ว” หลังจากสองสามวินาทีของการจ้องตากันอย่างไม่ลดละผ่านไป คุณยูคาริก็เอ่ยออกมา “พวกคุณก็ระวังตัวเอาไว้ให้ดีแล้วกัน”

 

                “เดี๋ยวก่อนค่ะ เรื่องนี้มันอาจจะเป็นแค่อุบัติเหตุจริงๆ ก็ได้นะคะ” นี่อาจเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด อาจเป็นแค่เรื่องไม่คาดฝันซึ่งไม่ควรจะชักนำพวกเราไปสู่บทสรุปที่เลวร้ายแบบนี้เลย “หนูหมายถึง ข้างในนั้นมันค่อนข้างมืด และทุกคนก็เหนื่อยกันมาก.....”

 

                “ชั้นก็ไม่ได้บอกว่าไม่ใช่นี่” มันมีเจตจำนงของการเข่นฆ่าอันลึกซึ้งคืบคลานอยู่รอบตัวพวกเรา บนพื้น บนผนังถ้ำ ในเม็ดฝนทุกเม็ด เป็นความปรารถนาน่าขนลุกที่ไม่มีที่มาอย่างชัดเจน เจตจำนงของใครบางคนกำลังห้อมล้อมพวกเราทุกคนเอาไว้ “พักผ่อนกันเยอะๆ ล่ะ พวกคุณเองก็คงจะเหนื่อยมากแล้ว พรุ่งนี้ทันทีที่ฝนซา เราจะเปลี่ยนเส้นทางไปถนนของเมืองเสียน ช่วงฤดูนี้ทุ่งหญ้าโพรงกระต่ายเองก็ไม่ค่อยจะปลอดภัยนัก”

 

                ไม่ค่อยจะปลอดภัยนัก มันจึงพร้อมจะเกิดอุบัติเหตุได้ทุกเมื่อ พี่นราและคุณยูคาริกล่าวคำราตรีสวัสดิ์ให้กันด้วยสายตา เพียงคืนแรก คณะเดินทางของพวกเราจากสี่สิบก็เหลืออยู่สามสิบแปดแล้ว ยังอีกไกลแสนไกลกว่าจะถึงเอ็นเก็ทสึ อีกไกลมากจริงๆ

Card Cast

Decha

Eaknara Praikarn

Kamimura Rankomaru

Iwao

Cover Up

       พลังแอสทรัลนั้นมีอยู่ในวิญญาณของทุกคน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถดึงมันออกมาใช้งานได้ ในบรรดาหนทางทั้งสามที่สามารถใช้เพื่อเปลี่ยนพลังแอสทรัลที่ยอดเยี่ยมพพวกนั้นให้กลายเป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นเวทมนตร์ ปราณ หรือพลังจิต ลองมาวัดดูกันเบบจะๆ เลยดีกว่าว่าวิธีไหนจะเหนือกว่ากันบ้าง

Chantra will keep going on

After Match

  • Google+ - White Circle
  • Twitter - White Circle
  • Facebook - White Circle

© 2017 by Commandeer TCG                                                                                                                                   
E-mail: commandeertcg@gmail.com
Tel: (66)85-1520522 , (66)813016679
148/4 Sukhumvit 22 Sukhumvit Road Klongtoey Bangkok 10110, Thailand