Not Every Girl is Confident

Story : Re-Peat Again

Illust : Bytomtypl

                การได้แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้ามันรู้สึกแบบนี้นี่เอง แสงอาทิตย์ส่องสว่างลอดผ่านเมฆสีคล้ำ พอมองจากบนพื้นดินนี่ ก้อนเมฆพวกนั้นมันอยู่สูงจนรู้สึกแปลกตาเลย อย่างกับว่าถ้าเงยหน้าขึ้นมองนานๆ ฉันอาจจะร่วงลงไปบนท้องฟ้าได้อย่างนั้นแหละ คงเป็นเพราะระยะห่างที่ไม่คุ้นเคยล่ะมั้ง แต่ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นก็คือท้องทะเลที่ทอดยาวออกไปจนสุดสายตานี่สิ ไอ้นี่สินะที่เขาเรียกกันว่ามหาสมุทร ขนาดพยายามเพ่งมองก็แล้ว ถึงกับร่ายเวทช่วยเพิ่มระยะในการมองเห็นก็แล้ว ยังไม่มีทีท่าว่าจะหาจุดสิ้นสุดของผืนน้ำสีฟ้าแห่งนี้เจอเลย

 

                “นี่ถ้าเธอจะยังไม่หยุดทำตัวเป็นพวกบ้านนอกเข้าเมืองซะตอนนี้ ชั้นจะล่วงหน้าไปก่อนแล้วนะ” แมทกระตุกผมเปียของฉันเป็นการขู่ “เจ้าหนูต้นหญ้าบอกให้พวกเราไปหาก่อนเที่ยงไม่ใช่รึไง”

 

                “แมท แมท! ดูสิ!! เรือนั่นน่ะ ลำเบ้อเริ่มเลย” ไม่ใช่ว่าฉันไม่สนใจสิ่งที่แมทพูดนะ แต่ว่าดูเรือนั่นสิ ลำใหญ่กว่าหอพักของฉันเสียอีก ถ้าเป็นบนเลมิวเรียคงไม่มีทะเลสาบใดใหญ่พอจะให้มันกรีดกรายได้แบบนี้แน่ๆ “คุยงานเสร็จแล้วเราอยู่เที่ยวที่นี่ต่อสักวันไม่ได้จริงๆ เหรอ”

 

                “เอาไว้รอถามเฟรย์เอาเองเถอะ” หมวกของฉันตอบด้วยความระอา เขาคงจะเซ็งกับไอ้เรื่องการลงมาข้างล่างนี่เต็มแก่แล้ว ปรากฏว่าการเดินทางลงมายังแผ่นดินเบื้องล่างนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด เมื่อนี่คือการเดินทางออกนอกเลมิวเรียครั้งแรกของฉัน เราจึงจำเป็นต้องทำหนังสือเดินทางใหม่ ต้องมีเอกสารรับรองมากมาย แถมแมทก็ยังถูกจัดเอาไว้ในหมวดวัตถุเวทมนตร์ชั้นสูงด้วย ซึ่งการเคลื่อนย้ายวัตถุเวทมนตร์ระดับนั้นผ่านประตูมิติจำเป็นต้องทำเรื่องขออนุญาตอีกหลายฉบับ สุดท้ายกว่าอะไรๆ จะเรียบร้อยก็ปาเข้าไปตั้งสัปดาห์กว่า ถึงตอนนี้เซกัลก็ล่วงหน้าลงมารอก่อนได้หลายวันแล้ว

 

                ถนนหนทางที่โลกเบื้องล่างนี่ดูกว้างขวางกว่าข้างบนนั่นจริงๆ แฮะ ฉันไม่ได้คิดไปเองแน่ๆ ขนาดมีรถม้าสวนกันตั้งสองคน ยังเหลือพื้นที่ให้เดินได้อีกตั้งเยอะ ความกว้างใหญ่ไพศาลของแผ่นดินที่ฉันเคยได้แต่รับรู้ผ่านตัวหนังสือและคำพูดของคนอื่น พอมาสัมผัสเข้าจริงๆ แล้วเล่นเอาบรรยายเป็นคำพูดไม่ถูกเลย แม้ดรีมเกทจะเป็นแค่เกาะเล็กๆ เท่านั้น เล็กกว่าอาคาเดียเสียอีก แต่ความรู้สึกที่เหมือนมีพื้นที่ไม่จำกัดนี่มันสุดยอดไปเลยจริงๆ อาคารที่เรียงรายอยู่ตลอดสองข้างทางก็ใหญ่โตไปหมด อันนี้ฉันอาจจะโอเวอร์ไปเองก็ได้ แต่ในหมู่เกาะเลมิวเรีย พวกเราค่อนข้างระวังเรื่องข้อจำกัดของพื้นที่และน้ำหนักกันมากๆ พวกปราสาทหรือป้อมปราการใหญ่ๆ นี่เอาเข้าจริงก็มีกล้าสร้างกันอยู่ไม่กี่เกาะเท่านั้น

 

                ตามที่แมทบอก ดรีมเกทเคยเป็นเมืองที่คึกคักกว่านี้มาก เนื่องจากมันเป็นชุมทางของประตูมิติ ที่เชื่อมต่อทั้งเซ็นเทอร์ราเข้าด้วยกัน ถึงจะตั้งอยู่ในแผ่นดินของอวาลอน แต่ก็อยู่ภายใต้อำนาจของเลมิวเรีย โดยมีสมาคมเกทคีปเปอร์ เหล่าจอมเวทผู้คอยควบคุมการใช้ประตูมิติคอยกำกับดูแลอยู่ แม้ปลายทางของประตูมิติที่ภูมิภาคอื่นจะมีไม่มากเท่าที่เลมิวเลีย แต่ก็นับเป็นวิธีการเดินทางที่สะดวกรวดเร็วที่สุด จนกระทั่งยานเหาะของไฮเซ็นเบิร์กมาเป็นคู่แข่งนั่นแหละ

 

                ถึงแม้ปัจจุบันนี้การใช้ประตูมิติเพื่อเดินทางจะเริ่มเสื่อมความนิยมลง แต่ฉันว่าเมืองนี้ก็ยังห่างไกลจากคำว่าเงียบเหงาอยู่ดีนะ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่ามันอยู่ใกล้กับเมืองท่าสำคัญอย่างแฟนตาเซียด้วยมั้ง ถ้ามีโอกาสฉันอยากแวะไปที่นั่นเหมือนกัน ว่ากันว่าแฟนตาเซียเป็นหนึ่งในเมืองที่มีความงดงามโดดเด่นเอามากๆ เลยล่ะ ซึ่งดูเหมือนความงามนั้นจะได้ถูกจุนเจือมาถึงดรีมเกทด้วยพอสมควร สถาปัตยกรรมที่โฉบเฉี่ยว ถนนหินสีซึ่งถูกจัดวางอย่างมีเรื่องราว งานประติมากรรมเลิศหรูถูกสอดแทรกเอาไว้ทุกหัวมุมถนน แมทคงต้องรำคาญฉันมากแน่ๆ วันนี้ ตอนที่ฉันเรียกให้ดูรูปปั้นสิงโตที่สลักจากอัญมณีหรือสะพานทรงโค้งที่มีหอคอยอยู่ตรงปลายทั้งสองฟาก เขาก็เอาแต่พึมพำตอบรับส่งๆ เท่านั้น

 

                ที่พักที่เซกัลจองเอาไว้ให้นั้นไม่ใช่โรงเตี๊ยมแบบที่เห็นได้ทั่วไปตามเมืองต่างๆ นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เหยียบเข้ามาในโรงแรมของจริงเลยล่ะ ทั้งความใหญ่โตโอ่อ่า ทั้งบรรยากาศที่ถูกนำเสนออย่างประณีต ความรู้สึกมันคนละเรื่องกันกับสถานที่ใดๆ ที่ฉันเคยได้พบมาเลย ขนาดที่เลมิวเรียยังมีโรงแรมใหญ่ๆ แบบนี้แค่สองแห่งเท่านั้นเอง คิดดูสิ คนนับร้อยเข้ามาพักรวมกันอยู่ในอาคารเดียวกัน แต่มันต่างจากหอพักตรงที่จะต้องมีพนักงานและสิ่งอำนวยความสะดวกอีกมากมายไว้คอยตอบสนองความต้องการของลูกค้า หรูหราอย่างเรียบง่าย น่าแปลกใจจริงๆ ที่อาจารย์เฟรย์ยอมให้มาพักในที่แบบนี้ มันต้องแพงมากแน่ๆ เลย ฉันไล่สายตาไปตามวงเวทที่กำกับอยู่บนผนังอย่างมีชั้นเชิงด้วยความสนใจ วงเวทพวกนี้ถูกออกแบบเอาไว้ได้ละเอียดลออมากจริงๆ มีคุณสมบัติหลายอย่างรวมอยู่ในนั้น ทั้งควบคุมอุณหภูมิ รักษาความปลอดภัย ปิดกั้นการแทรกแซงจากเวทมนตร์ภายนอก กินพลังอาร์เคนเพียงไม่มาก ไม่ว่าใครก็สามารถประจุพลังเข้าไปใหม่ได้ไม่ยาก ที่สำคัญมันยังถูกจัดวางโดยคำนึงถึงองค์ประกอบทางศิลปะด้วย งานศิลปะวงเวทนั้นหาดูได้ยากเต็มที มีจอมเวทน้อยคนมากๆ ที่เชี่ยวชาญการทำเรื่องแบบนี้ และค่าตัวของพวกเขาก็สูงลิบอย่างไม่ต้องสงสัย

 

                “หยุดเลย ไม่ต้องลอกเก็บไว้เลยนะ” แมทยั้งมือของฉันไว้ทันทีที่หยิบสมุดจดขึ้นมา “ไม่เห็นเหรอ วงเวทนั่นมันมีกับดักลายเซ็นป้องกันการคัดลอกอยู่ด้วยนะ”

               

                “ชั้นว่าชั้นอาจจะถอดกับดักนั่นออกได้นะ” มันดูซับซ้อนก็จริงอยู่ คงจะยาก แต่ถ้ามีเวลานั่งแกะดีๆ ก็อาจจะทำได้ จอมเวทบางคนจะใส่รูปแบบเฉพาะของตัวเองลงไปในวงเวท เพื่อสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว ลายเซ็นของคนนี้เป็นกับดักที่จะทำให้วงเวทเลียนแบบกลายเป็นสีเละๆ ไหลลงมาจากผนัง

 

                “ในเมื่อเค้าใส่ลายเซ็นกับดักป้องกันไว้แบบนั้น ก็แสดงว่าเค้าไม่อยากให้ใครมาลอกไป เธอก็ควรจะเคารพความคิดของเจ้าของผลงานด้วยสิ” เรื่องพวกนี้แมทค่อนข้างจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษเสมอ เขาเป็นพวกที่ให้ความสำคัญกับการสร้างวงเวทเฉพาะตัวมากๆ “เอาไว้ถ้าเธอมีเวทอัตลักษณ์เป็นของตัวเองเมื่อไหร่ก็จะเข้าใจเองแหละ ว่าการลอกวงเวทที่คนอื่นออกแบบไว้มันไม่เข้าท่า”

 

                “อะไรกัน เก่งๆ อย่างมอลลี่ยังไม่มีเวทอัตลักษณ์อีกเหรอ” เซกัลเดินตรงเข้ามาหาพวกเราพร้อมกับรอยยิ้ม เขามาถึงก่อนแล้วจริงๆ ด้วย เป็นพวกชอบมารอก่อนเวลาสินะ ว่าแต่ทำไมถึงออกมาจากฝั่งเคาท์เตอร์พนักงานล่ะเนี่ย “เดินทางเหนื่อยมั้ย ทานอะไรกันมารึยัง”

 

                “แค่ออกก้าวผ่านประตูมิติ มันจะเหนื่อยสักแค่ไหนเชียว” แมทตอบพลางส่งเสียงฟึดฟัดขึ้นจมูก “อ้อ แต่ยัยนี่คงจะเหนื่อยแย่แล้วล่ะ ตั้งแต่ลงมาถึงข้างล่างนี่ก็โอ้โห อื้อหือไม่หยุดเลย ไม่รู้จะตื่นเต้นอะไรนักหนา”

 

                “ตอนได้ลงมาโลกเบื้องล่างครั้งแรก ผมก็ตื่นเต้นเป็นเด็กๆ แบบนี้เหมือนกันนะครับคุณแมท” ตอนลงมาครั้งแรกของเขานี่น่าจะผ่านมานานมากแล้วล่ะมั้ง ตอนนี้เซกัลดูกลมกลืนกับข้างล่างนี่มากเลย “ผมเปิดห้องพักเอาไว้ให้พวกคุณแล้ว อยู่ทางปีกตะวันออกนะครับ ช่วงฤดูมรสุมแบบนี้ วิวทะเลก็สวยดีไปอีกแบบ”

 

                “ขอบคุณค่ะ แต่จริงๆ เราไม่เห็นต้องมาพักที่แบบนี้เลยก็ได้นี่คะ” ฉันกลัวว่าค่าที่พักจะโดนเอาไปหักออกจากเบี้ยเลี้ยงในภายหลังน่ะสิ “พวกโรงเตี๊ยมใกล้ๆ เขตประตูมิติก็ใช้ได้นี่นา”

 

                “อะไร นี่ใจคอเธอจะให้คุณชายเร็กซ์เกริทไปนอนที่พักชั้นสองแบบนั้นจริงๆ เหรอยัยบ้า” แมทส่งเสียงหัวเราะยียวน โห นี่เขาเป็นคนสำคัญระดับนั้นเลยเหรอ

 

                “คุณแมทก็พูดเกินไป ที่ผมเลือกพักที่โรงแรมนี่ เพราะว่าวีเดอร์โฮเล็นนัดเราไว้ที่ร้านอาหารในโรงแรมนี้ครับ พรุ่งนี้บ่ายโมง เรามีเวลาพักผ่อนกันอีกคืนนึง” อ้อ นักเขียนใหญ่นี่นะ สถานที่นัดพบย่อมไม่ธรรมดาเช่นกัน “แล้วเรื่องค่าใช้จ่ายไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ นี่เป็นโรงแรมของครอบครัวผมเอง ผมจัดการทุกอย่างให้หมดแล้ว”

 

                ฮะ นี่เป็นโรงแรมของเขางั้นเหรอ ไอ้ตึกใหญ่เบ้อเริ่มที่สุดจะหรูหราเนี่ยนะ เป็นของเขาทั้งหมดเลยอย่างนั้นเหรอ

 

                “แกรนด์ซิลวิสไง เธอไม่ได้อ่านป้ายชื่อโรงแรมรึไง” ไม่ได้อ่าน ฉันก็แค่เดินมาตามทางที่แมทบอกนั่นแหละ แต่ถึงอ่านฉันก็ไม่รู้อยู่ดีว่าแกรนด์ซิลวิสเป็นธุรกิจของตระกูลเร็กซ์เกริท เท่าที่รู้ก็แค่มันเป็นเครือข่ายธุรกิจโรงแรมหนึ่งเดียวของเลมิวเรีย นี่เขาต้องร่ำรวยขนาดไหนกันนะ “เป็นหนอนหนังสือแท้ๆ ไม่ละเอียดเอาซะเลยนะเธอนี่”

 

                “หนอนหนังสือไม่ได้หมายความว่าต้องอ่านไปซะทุกอย่างเสียหน่อย” พอเห็นภาพลักษณ์ของฉันที่ชอบจมอยู่กับตัวอักษร ใครๆ ก็เอาแต่คิดว่าฉันจะต้องรอบรู้ไปซะทุกเรื่อง มอลลี่รู้ไปหมด นั่นแหละที่พวกเพื่อนร่วมรุ่นในอาคาเดียชอบล้อฉันทั้งต่อหน้าและลับหลัง

 

                “มอลลี่นี่เก่งนะ อ่านหนังสือยากๆ ของวีเดอร์โฮเล็นได้ด้วย” น้ำเสียงของเซกัลนั้นมีความชื่นชมอัดแน่นจนฉันเขินเลย “จริงๆ ชอบอ่านหนังสือแบบนี้ ทำไมไม่ลองหางานที่เกี่ยวกับสายวรรณกรรมดูล่ะ”

 

                “ยัยนี่อยากเป็นนักเขียนจะตาย” พอเข้าเรื่องหางานทีไร แมทก็อดแขวะฉันไม่ได้ทุกที “แต่พอบอกให้ลองเขียนหนังสือดูก็เอาแต่อ้างนู่นอ้างนี่ไปเรื่อย”

 

                “ไม่ได้อ้างสักหน่อย ก็มันไม่รู้จะเขียนอะไรจริงๆ นี่นา” ฉันไม่ได้ถนัดอะไรเป็นพิเศษสักเรื่อง จะเขียนนิยายก็ไม่รู้จะเล่าเรื่องอะไรดี ฉันคงทำได้แค่อยากไปเรื่อยๆ นั่นหละ

 

                “เขียนเกี่ยวกับตัวเองก็ได้นี่” เซกัลคงจะเพียงแค่พูดเพื่อให้กำลังใจฉันไปอย่างนั้นเอง มันเป็นแค่คำพูดอ่อนโยนเท่านั้นเอง “ชั้นจะรออ่านนะ”

 

                “นายคงต้องรอยันชาติหน้าเลยล่ะ” แมทหัวเราะร่วน ตลกอะไรนักหนา นี่มันไม่ตลกเลยสักนิด “งั้นพวกเราขึ้นไปพักผ่อนในห้องกันเลยดีมั้ยมอลลี่ ชั้นว่าเธอน่าจะอยากกลับไปอยู่ในโลกหนังสือของเธอแล้วมั้ง”

 

                “นี่ก็เพิ่งจะเที่ยงเอง ลงมาข้างล่างทั้งที มอลลี่คงไม่อยากจะอุดอู้อยู่แต่ในห้องใช่มั้ยล่ะ เอากระเป๋าให้พนักงานเถอะ เดี๋ยวชั้นจะพาออกไปหาอะไรอร่อยๆ ทานกัน” กระเป๋าของฉัน พอรู้ว่ากำลังคุยอยู่กับทายาทเจ้าของโรงแรมที่หรูหราแบบนี้ ฉันก็รู้สึกเขินกระเป๋าเดินทางโทรมๆ ที่มีรอยปะเต็มไปหมดของตัวเองขึ้นมาเลยแฮะ “ดูสิ ช่วงนี้พวกร้านดังๆ ในเมืองกำลังทำแคมเปญใหญ่อยู่ด้วย เรามาได้ถูกจังหวะพอดีเลย”

 

                บนกระดานข่าวที่อยู่บนกำแพงฝั่งหนึ่งมีใบปลิวของสถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมมากมายเต็มไปหมด เอายังไงดีนะ ความจริงฉันก็อยากขึ้นห้องไปอ่านหนังสือแล้วอย่างที่แมทว่านั่นแหละ แต่ดรีมเกทส์ก็คล้ายจะมีอะไรที่น่าสนใจให้ชมอีกเยอะเลย ดูเหมือนว่างานแข่งขันทำอาหารครั้งใหญ่ที่เอ็นเก็ทสึใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว พวกร้านอาหารใหญ่ๆ ทั่วเซ็นเทอร์ราก็เลยดูจะคึกคักเป็นพิเศษ ฉันไล่สายตาไปตามข้อความที่ชวนให้น้ำลายสอพวกนั้น ไล่ไปจนถึงโฆษณาของพวกย่านการค้าและประกาศกิจกรรมจากแฟนตาเซีย แค่อ่านข้อความบนบอร์ดพวกนี้ก็รู้สึกได้ถึงความมีชีวิตชีวาของเบื้องล่างแบบที่เลมิวเรียทาบไม่ติดเลย ร้านพวกนี้มันอยู่ที่ไหนกันนะ แฟนตาเซียต้องไปอีกไกลรึเปล่า แล้วแชงกรีลาล่ะ เอ็นเก็ทสึคงจะต้องอยู่ไกลจากที่นี่มากแน่ๆ คงจะไกลยิ่งกว่าจาก อาคาเดียไปจนถึงอาเครอนเสียอีก ประกาศคำเตือนจากศาสนจักรที่แปะอยู่ข้างๆ ใบปลิวโฆษณาท่าอากาศยานของไฮเซ็นเบิร์กให้ความรู้สึกที่ดูเป็นปรปักษ์ต่อกันแม้จะกำลังพูดกันอยู่คนละเรื่อง ข้อความเตือนภัยพายุฝนจากสมาคมนักเดินเรือวาดภาพมหาสมุทรอันเวิ้งว้างคลุ้มคลั่งขึ้นมาในใจของฉัน ทุกอย่างช่างดูน่าตื่นเต้นไปหมด จนสายตาฉันไปสะดุดเข้ากับภาพของใครคนหนึ่งเข้า

                มันเป็นภาพวาดที่ไม่ชัดเจนนัก เป็นแค่ภาพเสก็ตช์ตามคำบอกเล่า เด็กสาวคนหนึ่งที่มีดวงตาดุร้าย เส้นผมของเธอเป็นสีขาวเหมือนหิมะ สวยแต่อันตรายเหมือนเปลวไฟ มีจุดบกพร่องมากมายที่ทำให้รูปนี้ไม่สามารถบอกลักษณะที่ชัดเจนของเด็กสาวคนนี้ออกมาได้ ใต้ภาพของเธอเป็นตัวอักษรตัวใหญ่ๆ ที่ระบุถึงข้อหาและค่าหัว ฆาตกรรม พวกนอกรีต เด็กผู้หญิงคนนี้เนี่ยนะ ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ

 

                ถ้าหากว่าเธอเป็นฆาตกร ถ้าอย่างนั้นก็หวังว่าเราไม่พบกันเลยคงจะดีกว่า ถึงค่าหัวของเธอจะสูงมากก็เถอะ

                พอออกมาจากโรงแรมมาได้แค่ไม่กี่นาที พวกเราก็มาอยู่บนถนนเส้นหลักของเมืองเรียบร้อยแล้ว สุดท้ายฉันก็เลือกออกมาเดินเล่นข้างนอก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่อยากให้แมทได้ขึ้นห้องไปพักสมใจด้วยนั่นแหละ ดรีมเกทส์เป็นเมืองที่คึกคัก ขนาดแมทยืนกรานเป็นครั้งที่ร้อยว่าเดี๋ยวนี้คนมาใช้บริการประตูมิติกันน้อยลงกว่าแต่ก่อนมาก ฉันก็ยังว่าปริมาณผู้คนบนท้องถนนก็ยังเยอะเกินไปอยู่ดี แถมนี่ก็เพิ่งจะเลยเที่ยงมาไม่นาน กระเพาะอาหารทุกก้อนบนถนนต่างก็ส่งเสียงครวญครางวิ่งตรงไปยังร้านอาหารที่ใกล้ที่สุดกันทั้งนั้น พวกเราจึงไม่สามารถหาร้านดีๆ นั่งได้เลย เซกัลยืนกรานว่าเขาสามารถใช้สิทธิพิเศษบางอย่างจองภัตตาคารที่ดูน่าจะแพงเกินเบี้ยเลี้ยงของฉันได้ แต่แค่ไปพักในโรงแรมของเขาฟรีๆ ก็เกรงใจจะแย่อยู่แล้ว ถ้าต้องให้คุณรุ่นพี่คนนี้มาเลี้ยงข้าวอีก ไอ้ที่ตามลงมาด้วยนี่ก็เท่ากับมาเป็นภาระให้เขาชัดๆ

 

                “เอาล่ะ ถ้ามันจะยุ่งยากขนาดนี้ เธอก็ซื้ออาหารกระป๋องกลับไปนั่งกินที่ห้องก็ได้นะมอลลี่” เป็นแมทอีกตามเคยที่หมดความอดทนก่อนใคร ทั้งที่เขาเองก็ไม่ได้มีปัญหาเรื่องความหิวอยู่แล้ว แต่ก็อีกนั่นแหละ ที่โลกเบื้องล่างนี่ หมวกพูดได้อย่างเขาคงเป็นของแปลกพอสมควร แมทไม่ชอบเวลาถูกมองด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่สายตาแบบนั้นมาจากพวกเด็กตัวเล็กๆ ซึ่งมักจะหัวเราะชอบใจเวลาเขาขยับปากหรือเปลี่ยนสีหน้า

 

                “เอ๋...แต่ว่า....” ฉันเองก็อยากจะมีความทรงจำดีๆ เก็บไว้บ้างนี่นา มื้อแรกของแผ่นดินเบื้องล่างแท้ๆ “อ๊ะ ถนนเส้นนั้นเรายังไม่ได้ลองเข้าไปดูเลยนะ ดูเหมือนจะไม่มีคนซะด้วย อาจจะมีร้านดีๆ ให้นั่งก็ได้”

 

                “ถนนเส้นนั้น....” ชั่วขณะหนึ่ง สีหน้าของเซกัลมีความประหลาดใจปรากฏขึ้นมา แววตาของเขาดูเหมือนจะบอกว่านี่ไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก แต่ก็แค่อึดใจเดียวเท่านั้นก่อนที่เขาจะกลับมายิ้มแย้มเป็นปกติ “จริงด้วยสินะ มันมีที่ดีๆ อยู่ที่นี่ด้วยนี่นา”

 

                พริบตาแรกที่เหยียบเข้ามาบนถนนเส้นนั้น ฉันสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่แปลกประหลาดซึ่งโรยตัวลงมาทาบทับพวกเราเอาไว้ทันที มันเป็นความรู้สึกไม่เป็นมิตรที่น่าอึดอัด เหมือนมีบางสิ่งกำลังพยายามผลักไสพวกเราอยู่ เหมือนว่าพวกเรานั้นไม่เป็นที่ต้อนรับในสถานที่แห่งนี้ มันเป็นความรู้สึกที่รุนแรงเสียจนฉันต้องชะงักฝีเท้าเอาไว้ ซึ่งทั้งเซกัลและแมทก็เหมือนจะคอยเฝ้าดูปฏิกิริยาของฉันอยู่แล้ว

 

                “เจ็ดก้าวเชียวเหรอเนี่ย ไม่เลวเลย” แมทเอ่ยขึ้นมาอย่างร่าเริงพลางหันไปส่งเสียงเย้ยหยันใส่เซกัล “ครั้งแรกของนายทำได้กี่ก้าวกันล่ะเจ้าหนู”

 

                “สี่ก้าวเท่านั้นเองครับ ผมเกือบจะหันหลังเดินกลับออกไปด้วยซ้ำ” เซกัลเกาแก้มอย่างเคอะเขิน

 

                “นี่มันอะไรกันเหรอคะ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ล่ะ” ทำไมฉันถึงได้หมดสิ้นพลังใจที่จะก้าวต่อไปข้างหน้า อย่างกับว่ามีกำแพงที่มองไม่เห็นกำลังบดบังจิตใจของฉันอยู่อย่างนั้นแหละ “เวทมนตร์เหรอคะ เวทพิทักษ์สายปัดป้องใช่มั้ย”

 

                “ใช่แล้วมอลลี่ แต่ไม่ใช่แค่เวทพิทักษ์นะ มันยังมีส่วนผสมของเวทรังสรรค์ลวงอยู่ด้วย” เวทรังสรรค์ลวง เวทมนตร์ที่ใช้เพื่ออำพรางความจริงด้วยมนต์มายา ทั้งปัดป้องทั้งลวงตา ถนนเส้นนี้ไม่ต้อนรับแขกถึงขนาดต้องมีเวทมนตร์ที่ซับซ้อนขนาดนี้กำกับไว้เลย “ที่เธอมองเห็นถนนเส้นนี้ได้นั่นก็น่าทึ่งพออยู่แล้ว แต่ที่เดินฝ่าเขตอาคมเข้ามาได้ถึงเจ็ดก้าวนี่ ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ด้วย”

 

                “ถนนเส้นนี้มันอะไรกันน่ะ นี่เราเผลอหลุดเข้ามาในที่แปลกๆ แล้วใช่มั้ยคะ” ปกติแล้วพวกพื้นที่ที่มีเขตอาคมป้องกันอยู่มันก็ชัดเจนว่าเป็นพื้นที่หวงห้าม การเข้าไปวุ่นวายย่อมไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสมแน่ ฉันนี่ไม่ระวังตัวเอาเสียเลย “งั้นเรากลับไปทานอาหารกระป๋องที่โรงแรมกันก็ได้นะ”

 

                “ไม่ต้องห่วง มันไม่ได้อันตรายขนาดนั้นหรอก” เซกัลก้าวเข้าไปตรงเสาตะเกียงต้นหนึ่งซึ่งขึ้นอยู่ตรงริมทางเดินด้านหน้าของถนน ก่อนจะหมุนสลักตรงตะเกียงนั้นเพื่อหรี่ไฟลง “ขอต้อนรับสู่กองบรรณาธิการของเซ็นเทอร์ราโครนิเคิลนะมอลลี่”

 

                ทันทีที่แสงไฟในตะเกียงถูกหรี่จนมอดดับลง ความรู้สึกไม่เป็นมิตรที่พยายามผลักไสฉันออกไปจากถนนนี้ก็สลายหายไปทันที หนทางข้างหน้าคล้ายจะเปิดโล่งขึ้นมาทั้งที่มองด้วยตาเปล่ามันก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง กองบรรณาธิการของเซ็นเทอร์ราโครนิเคิล นิตยสารที่ทั้งอื้อฉาวและเป็นที่นิยมที่สุดทั่วทั้งเซ็นเทอร์รา ตั้งอยู่บนถนนเล็กๆ แบบนี้เองเหรอเนี่ย อาคารที่เรียงรายอยู่สองข้างทางหน้าตาเหมือนกันไปหมด ผนังอิฐสีเทาเงียบขรึมเย็นชา มีเพียงเสียงน้ำจากรางน้ำเหนิอหลังคาที่หยดกระทบพื้นดังเปาะแปะ บนถนนก็ไม่มีคนเดินอยู่เลยด้วยซ้ำ เงียบเหงากว่าที่คิดแฮะ

 

                “แล้วนายมีสิทธิ์อะไรมา ยินดีต้อนรับ ในบ้านของคนอื่นเค้าแบบนี้ฮะ เจ้าบ้าเร็กซ์เกริท” ฉันเกือบสะดุ้งแน่ะ ตอนที่เสียงนั้นดังขึ้น จริงๆ ก็ไม่เกือบนะ ฉันน่าจะสะดุ้งแรงพอสมควร เซกัลถึงได้หัวเราะออกมา ก็รอบๆ นี่มันไม่มีใครอยู่เลยนี่นา แล้วก็ไม่ได้มีใครปรากฏกายขึ้นมาจากความมืดหรือกลุ่มควันที่จู่ๆ ก็พวยพุ่งออกมาจากกลางอากาศอะไรทั้งนั้น มีแค่เพียงอีกาตัวใหญ่ตัวหนึ่งที่บินลงมาเกาะเสาแขวนตะเกียง ก่อนจะเปล่งสำเนียงต่อไปด้วยน้ำเสียงแหลมสูงแหบพร่าเหมือนเสียงนก “ออกไปซะ นายไม่ได้ทำงานที่นี่อีกแล้ว”

 

                “ไม่เอาน่าโฮเมอร์ เราแค่แวะมาหาอะไรทาน” อีกาตัวนี้ชื่อโฮเมอร์เหรอเนี่ย ฉันพยายามโบกมือให้เขาอย่างเป็นมิตร แต่ดันถูกเมินเสียอย่างนั้น แต่เซกัลพูดว่าอะไรนะ เราจะมาหาอะไรทาน ในกองบรรณาธิการของเซ็นโครเนี่ยนะ “ไม่ได้เจอกันตั้งนาน นายจะต้อนรับเพื่อนเก่าอย่างนี้จริงๆ เหรอ”

 

                “นั่น....คุณแมทไม่ใช่เหรอ” ดวงตาที่แวววาวคล้ายลูกปัดของอีกาจ้องมาทางหมวกลอยได้ด้วยความสนใจ “ใช่จริงๆ ด้วยไอ้คุณแมทตัวแสบ ใช่จริงๆ ด้วย”

 

                “เออ อาจารย์เฟรย์ฝากคำทักทายมาให้” แม้แต่แมทก็รู้จักอีกาตัวนี้ด้วยเหรอเนี่ย ทำไมฉันถึงได้กลายเป็นคนที่ไม่รู้อะไรเลยอยู่คนเดียวแบบนี้ล่ะ สงสัยต่อไปต้องคุยกับคนอื่นให้มากกว่านี้หน่อยแล้วมั้ง “แต่ว่าสบายใจได้ วันนี้เราไม่ได้มาเพราะเรื่องของแกหรอก”

 

                “จริงๆ นะโฮเมอร์ เราแค่แวะมาหาอะไรทานแค่นั้น” น้ำเสียงของเซกัลบ่งชัดเลยว่าเขาไม่ค่อยมั่นใจในการต้อนรับของเพื่อนเก่าคนนี้เท่าไหร่ “เปิดประตูให้หน่อยเถอะน่า”

 

                “ถ้านั่นคือแมท งั้นเด็กผู้หญิงคนนั้น....” อีกาเอียงคอจ้องมาทางฉัน จุดสีดำในดวงตาของเขากลอกไปมาเพื่อมองหาบางสิ่งที่ฉันไม่แน่ใจ “คนที่เล่นงานหมอนั่น.....”

 

                “โฮเมอร์” ฉันเพิ่งเคยได้ยินเซกัลใช้เสียงแบบนี้แฮะ เยือกเย็นและเฉียบขาด ใครคือหมอนั่น ฉันไปเล่นงานใครเข้างั้นเหรอ “อย่า....”

 

                “รู้แล้วน่า ชั้นเองก็ทำสัญญาไว้เหมือนกัน จำไม่ได้เหรอ” อีกาบิดคอไปมาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะใช้ขาเตะฝาด้านหน้าของโคมตะเกียงให้เปิดออก ดวงไฟข้างในถูกหรี่จนดับไปแล้ว แต่ไส้เชื้อเพลิงยังเหลือแสงเรืองๆ สีแดงติดอยู่ “เอ้า เข้ามาสิ นายก่อนเลยเร็กซ์เกริท”

 

                ชั่วอึดใจแรกที่ฉันกำลังงงว่าเข้าไปนั้นหมายถึงเข้าไปไหน เซกัลก็แสดงให้ฉันดูทันที เขารับขนกาของโฮเมอร์มาเส้นหนึ่ง ก่อนจะสอดมันเข้าไปในโคมตะเกียง ใช้ปลายขนสีดำแตะที่ไส้เชื้อเพลิงเพียงแผ่วผิว จากนั้นเพียงแค่บิดขนกาเหมือนไขกุญแจ เปลวไฟเรื่อเรืองที่ปลายไส้เชื้อเพลิงนั้นก็ลามเข้ามายังขนกาทันที กลายเป็นแถบแสงสีส้มคล้ายเปลวไฟลามเลียผ่านขนกามาจนถึงปลายนิ้วของเซกัล ฉันเกือบนึกว่าเขาจะโดนไฟคลอกเสียแล้ว แต่แค่พริบตาเดียวเท่านั้น ร่างของเขาก็หายไป หายไปเหมือนละอองสะเก็ดไฟ ต่อหน้าต่อตาฉันเลย

 

                “เอ้า ตาเธอแล้วมอลลี่” แมทกระตุ้นเตือนให้ฉันรับขนกาที่โฮเมอร์กำลังยื่นมาให้ ดวงตาที่ไม่น่าไว้วางใจยังคงจ้องมองฉันด้วยความรู้สึกที่แปลกประหลาด “นี่เป็นประสบการณ์ที่ดี เธออยากเป็นนักเขียนไม่ใช่เหรอ ไม่อยากเห็นเหรอว่าสำนักพิมพ์ของจริงเค้าทำงานกันยังไง”

 

                แสงไฟจากปลายขนนกลามเลียมาจนถึงนิ้วมือของฉันแบบเดียวกับที่เกิดขึ้นกับเซกัล มันไม่ได้ร้อนอะไรมากมาย แค่อุ่นๆ และจั๊กจี้นิดหน่อย มันวิ่งขึ้นมาตามแขนของฉันเหมือนฝูงงู แต่ก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกที่คุกคามอะไร พอแสงไฟนั้นลามขึ้นมาจนถึงดวงตา ภาพตรงหน้าทั้งหมดก็พร่าเลือนกลายเป็นแสงสว่างสีขาวโพลน ว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย ชั่วขณะหนึ่งฉันนึกว่าตัวเองหลุดเข้ามาอยู่ในโลกสีขาวอีกแล้ว แต่เพียงไม่นานเท่านั้น สิ่งต่างๆ ก็เริ่มปรากฏขึ้นมา

 

                ถนนสีเทาอึมครึมหายไปแล้ว ตอนนี้ฉันกำลังยืนอยู่ตรงหน้าอาคารขนาดกลางที่มีกำแพงรั้วล้อมรอบ มันเป็นอาคารที่มีลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรมแบบแฟนตาเซียไม่มีผิดเพี้ยน ประตูด้านหน้าเปิดโล่งให้เห็นด้านในซึ่งเต็มไปด้วยข้าวของและผู้คนมากมายวิ่งกันขวักไขว่ กระดาษเอกสารซึ่งถูกพับเป็นรูปต่างๆ บินกันว่อน บางส่วนบินออกมาถึงข้างนอก ต้องมีคนมาวิ่งไล่เก็บกันวุ่นวาย ด้านข้างของอาคารเป็นสวนกว้างขวางที่ดูร่มรื่น มีคนอีกกลุ่มหนึ่งกำลังชมการสาธิตการให้อาหารลูกมังกรหนองน้ำกันอยู่ ที่นี่คือกองบรรณาธิการของเซ็นเทอร์ราโครนิเคิลที่แท้จริง ถนนข้างนอกนั่นเป็นตัวหลอกอีกชั้นหนึ่ง ของจริงอยู่ในตะเกียงต่างหาก พวกเขาคงจะต้องมีศัตรูเยอะมากแน่ๆ ถึงต้องระวังตัวขนาดนี้ พื้นที่โดยรอบที่อยู่นอกเหนือจากอาคารตรงหน้านั้นเป็นสีขาวที่แผ่ขยายทอดยาว แต่ไม่ได้ไกลสุดลูกหูลูกตาเหมือนโลกสีขาวของฉัน มันกว้างขวางในระดับหนึ่ง แต่ก็เห็นจุดสิ้นสุดอยู่ ระยะสักประมาณห้าสิบก้าวเห็นจะได้ ซึ่งจุดสิ้นสุดนั้นปรากฏเป็นวงเวทหลายวงซ้อนกันอยู่คล้ายโดม นี่เป็นเวทมนตร์ชั้นสูงที่ทรงพลังมากๆ เป็นเวทเชื่อมต่อเพื่อควบคุมห้วงมิติ แถมดูท่าพวกเขาจะต้องเปิดเวทมนตร์นี้ทิ้งเอาไว้ตลอดเวลาเสียด้วย มันจะกินพลังอาร์เคนสักขนาดไหนกันนะ

 

                “หลีกทาง!! หลีกทางหน่อย” เสียงโหวกเหวกดังขึ้นมาจากด้านหลังของฉัน ใครคนหนึ่งปรากฏกายขึ้นตรงนั้น เปลวไฟสีส้มเส้นสุดท้ายเพิ่งจะเลือนหายไปจากผิวของเขา ในอ้อมแขนมีลูกมังกรชนิดที่ฉันไม่รู้จักอยู่ด้วย หัวของมันเป็นแผ่นกะโหลกดูหนาทึบ กรงเล็บและปากของมันดิ้นรนตะกุยตะกายจะเล่นงานชายคนที่อุ้มมันอยู่ให้ได้ แม้จะยังตัวเล็กแต่ทรงพลังอย่างร้ายกาจ “ไหน ใครหน้าไหนบอกว่าจะลงเรื่องของมังกรในเดอะท็อปเล่มนี้วะ มาเอาไปเดี๋ยวนี้เลยนะ”

 

                “โห อุตส่าห์ไปหิ้วมาจากไหนเนี่ย ขอบใจมากนะ” น้ำเสียงเล็กแหลมดังขึ้น พร้อมกับร่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เพิ่งจะลอยลงมาจากด้านบน ลอยมาจากไหนกันเนี่ย เมื่อกี้ยังไม่เห็นเลย แม้จะดูตัวเล็ก แต่แว่นตาหนาเตอะกับท่าทางคงแก่เรียนนั่นทำให้เขาดูมีอำนาจมากทีเดียว เขาเอียงคอมองลูกมังกรที่กำลังอาละวาดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเหยียดริมฝีปากออกแล้วตวาดด้วยเสียงดังลั่น “ชั้นบอกแล้วใช่มั้ย ว่าอย่าเอาพวกสายพันธุ์ทะเลทรายมา!! นี่แกฟังไม่รู้เรื่องรึไง เอามันไปคืนที่เดิมเดี๋ยวนี้เลยนะ”

 

                ทะเลทราย หมายถึงทะเลทรายไร้ขอบเขตรึเปล่านะ งั้นก็แสดงว่ากองบรรณาธิการนี่มีประตูมิติเปิดเอาไว้ในหลายๆ ที่ด้วยสินะ มิน่า ข่าวสารของพวกเขาถึงได้เร็วที่สุดในเซ็นเทอร์ราเลย

 

                “เอาล่ะ ทีนี้ก็มาถึงแขกของเรา ขออภัยในความไม่สะดวกนะเร็กซ์เกริท แต่นายจะสะดวกรึเปล่ามันก็ไม่ใช่เรื่องที่ชั้นต้องสนอยู่แล้วจริงมั้ย” เขาหันมากล่าวกับเซกัลหลังจากที่ไล่ชายหนุ่มผู้มาจากทะเลทรายกลับไป “นึกยังไง จะมาหาข้าวกินที่นี่งั้นเรอะ นี่ไม่ใช่ร้านอาหารนะโว้ย”

 

                “ไม่เอาน่านายก็มีห้องรับรองที่ชั้นบนไม่ใช่เหรอ” เซกัลตบไล่เด็กหนุ่มตรงหน้าฉันท์มิตร แต่อีกฝ่ายปัดออกแบบไม่เหลือเยื่อใย

 

                “นั่นมันเอาไว้เลี้ยงแขกพิเศษที่เชิญมาสัมภาษณ์ อย่ามาสำคัญตัวผิดแถวนี้ ที่นี่ไม่ใช่เบลดิเนียมนะ” ดวงตาเรียวเล็กที่ซ่อนอยู่หลังกระจกแว่นปรายมาทางฉันแบบเหยียดๆ เขายังคงลอยอยู่สูงกว่าพวกเราเล็กน้อย ไม่ยอมให้ขาลงมาแตะพื้นด้วยซ้ำ “นอกจากว่านายจะมีแขกที่น่าสนใจกว่านี้มาด้วยน่ะ”

 

                “งั้นชั้นไปพาอาจารย์เฟรย์มาเลยดีมั้ย” แมทหัวเราะเหี้ยมๆ แม้จะเห็นได้ชัดว่าเขาแค่พูดเล่น แต่เด็กหนุ่มคนนั้นหน้าถอดสีไปเลย

 

                “ไม่เอาน่าคุณแมท คุณก็รู้ว่ามันคงไม่ดีเท่าไหร่ ถ้าให้อาจารย์เฟรย์มาเจอกับโฮเมอร์น่ะ” อ๊ะ เขาคืออีกาตัวนั้นสินะ ว่าแล้วเชียว มันมีอะไรบางอย่างในตัวของทั้งคู่ที่ดูคล้ายๆ กันอยู่ “นี่มอลลี่ รู้จักกันไว้ซะสิ หมอนี่คือโฮเมอร์ บรรณาธิการบริหารของเซ็นเทอร์ราโครนิเคิล เป็นเพื่อนร่วมรุ่นอาคาเดียกับชั้น รุ่นพี่ของเธอสี่ปี”

 

                รุ่นพี่!! นี่เขาดูตัวเล็กกว่าฉันเสียอีก เพราะอย่างนี้มั้งเขาถึงชอบที่จะลอยอยู่กลางอากาศตลอดเวลา เพื่อให้สามารถมองคนอื่นจากด้านบนได้

 

                “แล้วก็ยังเป็นศิษย์นอกคอกของอาคาเดีย ที่ดันไปเข้ารีตกับพวกสาวกผู้ไร้ชีพของอาเครอนต่อเสียอย่างนั้นด้วย” แมทต่อช่วงท้ายให้ เพราะอย่างนี้เอง เขาถึงได้ไม่ค่อยอยากเจอกับอาจารย์เฟรย์ “นี่ถ้าพวกเราไปแจ้งวิธีเข้ามาที่นี่ให้พวกอัศวินดิไวนัสรู้จะเป็นยังไงกันนะ”

 

                “อย่ามาขู่ผมเลยคุณแมท ศาสนจักรลูมินอสถอดชื่อผมออกจากบัญชีดำไปตั้งแต่ตอนที่ผมให้เซ็นโครเขียนข่าวเชียร์ลักซ์ยูดิซีเรื่องการสังหารหมู่ที่วิโดว์เวลแล้ว” ฉันจำเรื่องนั้นได้ มันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อต้นปีที่ผ่านมานี่เอง มันเป็นการประหารหมู่ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกนอกรีตพร้อมกันทีเดียวเกือบสองร้อยคน หมู่บ้านแห่งหนึ่งถูกลบหายไปจากแผนที่เลย มีคนมากมายบอกว่าลูมินอสทำเกินกว่าเหตุ เรื่องราวใหญ่โตจนถึงขนาดที่ราชวงศ์เฟรีสแห่งเซเลสทีนออกมาประณามการกระทำนี้ด้วยตัวเอง แต่สุดท้ายมันก็จบลงไปแบบเงียบๆ หลังจากที่มีข่าวใหญ่กว่าเข้ามาแทนที่ นั่นคือการจากไปของพระสันตะปาปายูริอุสที่สอง “หัวหน้าอัศวินดิไวนัสเพิ่งจะยอมมาให้สัมภาษณ์ลงหนังสือของเราเล่มที่แล้วด้วยตัวเองเลยด้วยซ้ำ หัดอ่านหนังสือบ้างนะครับ ถึงคุณจะเป็นแค่หมวกก็เถอะ”

 

                “สองคนนี้เจอกันทีไรมีต้องฟาดปากกันทุกทีเลยนะ” เซกัลหัวเราะขันๆ ซึ่งดูเหมือนแมทจะไม่ขำด้วย ฉันไม่เคยเห็นเถียงใครไม่ทันแบบนี้เลย ชักจะนับถือโฮเมอร์คนนี้เสียแล้วสิ “ชั้นอาจจะไม่มีแขกที่น่าสนใจในวันนี้ แต่พรุ่งนี้ก็ไม่แน่นะ นายอยากเจอวีเดอร์โฮเล็นมาตลอดไม่ใช่เหรอ”

 

                “แล้วไง นายจะบังเอิญเจอไอ้โรคจิตนั่นวันนี้พรุ่งนี้รึไง” ดูไม่ออกเลยว่าเขาชื่นชมหรือว่าไม่ชอบวีเดอร์โฮเล็นกันแน่ ถึงจะบอกว่าอยากเจอ แต่น้ำเสียงคำว่าไอ้โรคจิตนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ

 

                “ถูกเผงเลย เพียงแต่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญสักนิด ชั้นมีนัดกับนักเขียนคนนั้นวันพรุ่งนี้” เซกัลลดเสียงลงเพื่อให้คำพูดของเขาดูมีนัยนะที่น่าสนใจมากขึ้น ในขณะที่แมทพยายามจะห้ามแต่ว่าไม่ทันเสียแล้ว แบบนี้จะดีเหรอ พาคนอื่นนอกจากที่นัดไว้ไปด้วย วีเดอร์โฮเล็นอาจไม่พอใจก็ได้นะ “บางที....หลังจากคุยกันเสร็จ เขาอาจจะพอเหลือเวลาให้นายทาบทามมาร่วมงานด้วยอยู่บ้างก็ได้นะ”

 

                “ดีเยี่ยม อยากกินอะไรบอกมาเลยเพื่อนรัก” โอ้โห สีหน้าของโฮเมอร์ดูเป็นมิตรขึ้นมาอย่างกับเป็นคนละคนกับเมื่อกี้แน่ะ “ห้องรับรองของเรามีอาหารเลิศรสจากทั่วทุกมุมโลกไว้คอยบริการแขกผู้มีเกียรติอยู่แล้ว....เฮ้ย แกน่ะ ไอ้พวกรัฐบาลแองกริฟฟ์ส่งจดหมายมาด่าเรื่องที่เราแก้เนื้อหารอบสุดท้ายในเดอะควิซเล่มก่อนอีกแล้ว รีบหาทางทำอะไรสักอย่างสิว้อย เดี๋ยวมันก็ยกพวกมายิงกบาลเข้าหรอก”

               

                ประโยคหลังนั่นเขาหันไปตะคอกใส่พนักงานดวงกุดคนหนึ่งที่เพิ่งจะเดินผ่านพวกเราไปจนเด็กคนนั้นหน้าเสีย กองบรรณาธิการนี่ก็ใช้คนเยอะเหมือนกันแฮะ

 

                “งานยุ่งตลอดเลยนะ” เซกัลส่งรอยยิ้มแสดงความเห็นใจไปให้พนักงานสาวคนนั้น

 

                “เพราะมีไอ้บ้าที่ร่วมก่อตั้งกันขึ้นมาแต่ดันทิ้งงานไปกลางคันนี่แหละ” พูดมาซะขนาดนี้ เซกัลต้องมีความหลังกับเซ็นเทอร์ราโครนิเคิลอย่างไม่ต้องสงสัย “ว่าแต่พรุ่งนี้ห้ามเบี้ยวเชียวนะ จะมาอ้างว่าโดนเลื่อนนัดหรืออะไรนี่ ชั้นเอาตายเลยนะ”

 

                “โอ้โห โดนสาวกผู้ไร้ชีพขู่ฆ่านี่มันน่ากลัวจริงๆ แฮะ” คำนี้แมทตั้งใจกัดโฮเมอร์เต็มๆ “อ้อๆ ลืมไป เป็นแค่อดีต เดี๋ยวนี้นายไม่ได้เป็นพวกนอกรีตแล้วใช่มั้ย เป็นเด็กดีของลูมินอสแล้วนี่เนอะ”

 

                “เรื่องพรุ่งนี้ไม่ต้องห่วงหรอกโฮเมอร์ แต่มีข้อแม้อย่างนึงนะ” พอเซกัลพูดจบ หัวคิ้มของโฮเมอร์ก็ขมวดเข้าหากันด้วยความไม่พอใจทันที สีหน้าของเขาแปลออกมาได้ชัดเลยว่า ยังจะเอาข้อแม้อะไรอีก นี่ชั้นก็กำลังจะเลี้ยงข้าวอยู่นี่ไง “มอลลี่น่ะ เธออยากเป็นนักเขียน แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี”

 

                นี่ที่เขายอมยืนต่อล้อต่อเถียงกับโฮเมอร์มาตลอด เขาทำเพื่อเรื่องนี้เหรอเนี่ย มันไม่ใช่แค่เรื่องอาหารมื้อแรกในโลกเบื้องล่างของฉัน แต่เป็นเรื่องอาชีพในฝันของฉันด้วย เขาเป็นคนที่ใจดีจริงๆ ไม่แปลกใจเลยที่จะมีคนชื่นชมเขามากมายแบบนี้

 

                “เริ่มด้วยการทัวร์กองบรรณาธิการนิตยสารที่ขายดีที่สุดในเซ็นเทอร์ราก่อนเลยแล้วกัน” บรรณาธิการบริหารดีดนิ้ว ก่อนจะผายมือเข้าไปยังอาคารใหญ่ซึ่งประตูของมันเปิดรอรับข่าวสารจากทั่วโลกอยู่ตลอดเวลา

 

                นี่อาจจะเป็นก้าวแรกของการเริ่มเดินอย่างแท้จริงก็ได้ ฉันรอคอยโอกาสแบบนี้มาตลอดไม่ใช่เหรอ เป็นนักเขียนสร้างสรรค์ผลงานที่คนมากมายจะได้ชื่นชม สำหรับคนที่พูดไม่เก่งอย่างฉัน การได้เขียนความรู้สึกในหัวของตัวเองออกมาเป็นเรื่องราวอาจจะเป็นวิธีที่จะแสดงตัวตนของฉันให้โลกรู้จักได้ดีที่สุดแล้ว ไม่ต้องอยู่เงียบๆ และหายไปอย่างไร้ค่า บางทีฉันควรจะ....บางทีฉัน.....

                เสียงของกล่องดนตรีค่อยๆ แผ่วหายไปอีกครั้ง หนังสือเล่มที่อ่านค้างไว้จากวันก่อนยังคงวางอยู่ข้างตัว สายลมของท้องทะเลที่โชยมาสัมผัสใบหน้าส่งดวงใจของฉันไปสู่ที่แสนไกล แมทหลับไปแล้ว ทั้งที่ยังเหลือเวลาอีกตั้งชั่วโมงกว่าจะค่ำ อาหารกระป๋องที่ทานหมดแล้วถูกรวบกองไว้บนพื้นห้อง แม้จะไม่ใช่อาหารเลิศรสจากทั่วทั้งเซ็นเทอร์รา แต่มันก็อิ่มเหมือนกัน

 

                ฉันมันบ้า เซกัลอุตส่าห์สร้างโอกาสที่ยอดเยี่ยมให้ขนาดนี้ แต่พอมองเข้าไปในอาคารของเซ็นเทอร์ราโครนิเคิล มองเข้าไปเห็นสายตาหลายสิบคู่ที่กำลังจ้องมองตรงมาทางฉันด้วยความสงสัยใคร่รู้ ฉันก็ดันเกิดปอดขึ้นมาเสียอย่างนั้น ฉันมันบ้าจริงๆ นั่นแหละ พรุ่งนี้คงต้องขอโทษเซกัลกับโฮเมอร์อีกที นักเขียนอะไรกัน แค่ถูกคนไม่ถึงสามสิบคนจ้องมองฉันก็ขาสั่นแล้ว อย่างฉันคงทำได้แค่หายไปเหมือนฟองอากาศจริงๆ ล่ะมั้ง

 

                “ถ้าอย่างนั้นก็เอารหัสเมอร์คิวรี่พรินท์ของชั้นไป” โฮเมอร์พูดไว้อย่างนั้นก่อนจะยัดกระดาษที่จดชุดตัวอักษรสิบตัวลงมาในมือฉัน แม้เขาจะดูหัวเสียเล็กน้อย แต่ก็คงต้องรักษาน้ำใจเซกัลไว้บ้าง “พร้อมเมื่อไหร่ก็ลองส่งต้นฉบับมาดูแล้วกัน”

 

                เสียงคลื่นกระซิบอ่อนหวานกับหากทราย ฉันหมุนลานกล่องดนตรีอีกครั้งก่อนจะหลับตาลง คงจะเป็นอย่างที่แมทพูดไว้ล่ะมั้ง ถ้าจะรอให้ฉันพร้อมก็คงจะเป็นชาติหน้านั่นแหละ บทเพลงอันแสนโหยหาล่องลอยปะปนกับเสียงคลื่น ก่อนที่ฉันจะค่อยๆ ปล่อยให้โลกสีขาวกลืนกินตัวเองเข้าไปอีกครา

Card Cast

Homer

Cover Up

       มังกร คือสิ่งมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่และทรงอำนาจ เผ่าพันธุ์ของพวกมันคงอยู่มายาวนาน และมีความลึกลับมากมายซุกซ่อนอยู่ พวกมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ใกล้เคียงกับคำว่าอุดมคติที่สุด ท่ามกลางมังกรหลากหลายสายพันธุ์ที่พวกเรารู้จัก เรามาลองจัดอันดับกันดูดีกว่า ว่าสายพันธุ์ใดบ้าง ที่จะเป็นสุดยอดแห่งเหล่ามังกรทั้งหลาย

Molly will keep going on

After Match

  • Google+ - White Circle
  • Twitter - White Circle
  • Facebook - White Circle

© 2017 by Commandeer TCG                                                                                                                                   
E-mail: commandeertcg@gmail.com
Tel: (66)85-1520522 , (66)813016679
148/4 Sukhumvit 22 Sukhumvit Road Klongtoey Bangkok 10110, Thailand