Matter of Mind

Story : Re-Peat Again

Illust : Bytomtypl

                เด็กสาวสองคนนั้นแต่งกายด้วยชุดที่เฉิดฉายเยี่ยงสุภาพสตรีชั้นสูงของอวาลอนทุกกระเบียดนิ้ว ชุดกระโปรงยาวสง่างามดูเงียบขรึมด้วยสีเทาและดำ ขับเน้นให้ความงดงามของพวกเธอยิ่งเปล่งประกาย เจ้าหญิงแห่งแฟนตาเซียถอนสายบัวทักทายฉันด้วยมารยาทที่ได้รับการอบรมมาเป็นอย่างดี แม้คนที่ดูเด็กกว่าจะมีท่าทางหงุดหงิดรำคาญใจกับพิธีรีตองพวกนี้อยู่บ้างก็เถอะ

                “ท่านนี้คือองค์หญิงแร็กเนล ฮอลล์ เคาน์เตสแห่งเคลิดอน ส่วนอีกท่านคือคือองค์หญิงแมรี่ ฮอลล์ครับ” วอร์เรนแนะนำเด็กสาวทั้งสองให้ฉันรู้จัก รอยยิ้มเปี่ยมเสน่ห์ของเขาดูโทรมไปไม่น้อยเลย ช่วงนี้เขาต้องวุ่นวายกับหลายเรื่องนี่นะ ไหนจะการควบคุมสื่อ ไหนจะต้องคอยมาต้อนรับแขกคนสำคัญจากต่างแดนอย่างเด็กสองคนนี้ “ส่วนทางด้านหลังคือเซอร์กาเวน หัวหน้าอัศวินแห่งภาคีละอองพิรุณ อัศวินผู้พิทักษ์ขององค์หญิงทั้งสองครับ”

 

                เซอร์กาเวนผู้พิทักษ์สตรี ฉันเคยได้ยินกิตติศัพท์ของเขามานิดหน่อย แม้แต่ผู้ติดตามก็ยังไม่ธรรมดา เขาเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งท่าทางสุภาพ แม้จะอยู่ไม่ได้อยู่ในชุดเกราะแต่ก็ยังดูองอาจผึ่งผาย

 

                “ขอบคุณพวกท่านมาก ที่ให้เกียรติเดินทางมาร่วมงานศพท่านผู้นำของเรา” ฉันจับมือกับองค์หญิงทั้งสองจากอวาลอนทีละคน ไม่ลืมที่จะใส่น้ำหนักลงไปในแรงบีบเล็กน้อยเพื่อให้พวกเธอเชื่อว่าฉันรู้สึกอย่างที่พูดจริงๆ “ได้ยินว่าที่แฟนตาเซียเพิ่งจะเกิดเรื่องวุ่นวาย ถ้ามีอะไรที่ทางเราพอจะช่วยได้ก็ไม่ต้องเกรงใจนะคะ”

 

                “หมายถึงเรื่องของพี่อเลนน่ะเหรอ” องค์หญิงแมรี่โพล่งออกมาท่ามกลางสีหน้าลำบากใจของทุกคนจากทางฝ่ายแฟนตาเซีย “ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงหรอกค่ะ พวกเราตัดหมอนั่นออกจาก....”

 

                “แมรี่ พี่ว่าน้องอย่าพูดเรื่องที่ตัวเองไม่เข้าใจดีกว่านะ” เป็นพี่สาวอย่างองค์หญิงแร็กเนลที่ต้องสอดปากขึ้นมาห้ามปราม ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนโยนของเธอฉายแววตำหนิทั้งที่ยังคงรอยยิ้มอยู่บนสีหน้า องค์หญิงแมรี่ชะงักคำลงเพียงเท่านั้น ก่อนจะเบือนหน้าหลบไปด้วยอาการบูดบึ้ง “ต้องขอโทษด้วยนะคะพันโทนาตาลี น้องสาวของเรายังเด็กอยู่มาก ก็เลยอาจจะพูดอะไรไม่เหมาะสมไปบ้าง”

 

                “ไม่เป็นไรค่ะ” สมกับที่เป็นท่านหญิงแห่งเคลิดอน ทั้งมารยาททั้งบุคลิก สมบูรณ์แบบไร้ที่ติเลยทีเดียว เธอมีรูปหน้าที่งดงามอ่อนหวานรับกับเส้นผมสีทองยาวสลวยเหมือนเส้นไหม ในขณะที่องค์หญิงแมรี่ยังคงลักษณะแบบเด็กๆ เอาไว้บนใบหน้าอยู่มาก แต่องค์หญิงแร็กเนลกลับดูเป็นสาวสะพรั่งเต็มตัวแล้ว ทั้งที่สองคนนี้อายุห่างกันไม่เท่าไหร่แท้ๆ

 

                เอาล่ะ แฟนตาเซียเป็นพวกแรกที่มาถึงจริงๆ ด้วย พวกเขาเป็นคู่ค้าคนสำคัญกับจักรวรรดิของเรา ย่อมให้เกียรติกันมากเป็นพิเศษ ถึงกับส่งองค์หญิงคนสำคัญมาทั้งคู่ นี่ถ้าหากไม่ใช่เพราะเพิ่งเกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้นในตระกูล ลอร์ดเพลเลสกับลอร์ดเพลินอร์คงไม่พลาดที่จะมาร่วมงานด้วยแน่ๆ

 

                ฉันลอบมองนาฬิกาโบราณตอนที่ทั้งสองสาวไม่ทันสังเกต ใกล้ถึงเวลานัดรวมพลกับพวกลินด์แล้ว แต่แขกกิตติมศักดิ์ยังมากันไม่ครบเลย วอร์เรนแจ้งว่ามีปรากฏการณ์ประหลาดเกิดขึ้นเมื่อคืนก่อน จู่ๆ พวกสัตว์ร้ายนอกกำแพงและชายฝั่งก็เกิดอาละวาดขึ้นมา ทำให้ขบวนเรือพาณิชย์เสียหายไปมากมาย แม้จะไม่มีรายงานความสูญเสียเกิดขึ้นกับบรรดาแขกคนสำคัญของเรา แต่ก็คงจะทำให้การเดินทางล่าช้าลงไปบ้าง ดูเหมือนเหตุสัตว์ปีศาจออกอาละวาดนี้จะเกิดขึ้นแทบทุกแห่งทั่วเซ็นเทอร์รา โชคดีที่ไฮเซ็นเบิร์กของเรานั้นมีสัตว์ร้ายพวกนี้หลงเหลืออยู่น้อยมากหลังจากสงครามขับไล่พวกภูตตั้งแต่เมื่อครั้งก่อตั้งจักรวรรดิใหม่ๆ

 

                เหตุการณ์ประหลาดเมื่อคืนนี้งั้นเหรอ นี่มันจะเกี่ยวข้องอะไรกับการระเบิดที่ดัสท์ฟอร์ดรึเปล่านะ ถึงแม้ฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายประชาสัมพันธ์จะลงมติบิดเรื่องไปว่าเป็นฝีมือของพวกกบฏแบ่งแยกดินแดนเพื่อจะใช้เป็นข้ออ้างในการตอบโต้ในภายหลัง แต่ว่าฉันที่อยู่ในเหตุการณ์ได้เห็นเต็มสองตาว่าการระเบิดนั้นเกิดขึ้นจากเวทมนตร์ สิ่งที่ไม่ได้เห็นกันบ่อยนักในไฮเซ็นเบิร์ก นั่นไม่ใช่ฝีมือของพวกกบฏหรอก แต่เป็นฝ่ายอื่น อาจเป็นมือที่สาม อาจเป็นพวกสร้างสถานการณ์ จุดประสงค์ของการลงมือในครั้งนี้คลุมเครือเสียจนน่าวิตก สุดท้ายตอนที่รายงานความเสียหายปรากฏออกมา จุดที่ถูกระเบิดก็มีแต่อาคารในครอบครองของพวกพ่อค้าในตลาดมืดเท่านั้น แถมยังไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐบาลในตำแหน่งสำคัญคนใดเป็นผู้เคราะห์เลยด้วย คนที่เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ส่วนใหญ่มีแต่พวกทาสที่ถูกเตรียมไว้รอประมูล แต่ใครจะอยากฆ่าทาสที่ไร้ค่าพวกนี้ไปทำไม คนร้ายต้องการอะไรจากการกระทำนี้กันแน่

 

                “ผู้พันครับ เราอาจจะรอคนที่เหลือไม่ได้แล้ว” จ่าฮาเก้นที่ยืนอยู่ด้านหลังโน้มตัวลงมากระซิบ “ทางนี้ให้คุณวอร์เรนรับหน้าไปก่อนมั้ยครับ”

 

                ฉันเหลือบไปทางวอร์เรนแวบหนึ่ง เขากำลังคุยกับองค์หญิงแมรี่เรื่องคาสิโนที่พอร์ทเชสเตอร์อย่างออกรส วอร์เรนจะทำหน้าที่นี้ได้เป็นอย่างดี เขารู้จักวิธีเอาใจผู้คนเสมอ แต่ว่าครั้งนี้ฉันคงทิ้งงานเลี้ยงรับรองแขกออกไปเฉยๆ ไม่ได้ ถึงแม้มันจะเป็นแค่งานเล็กๆ ที่จัดขึ้นเฉพาะหน้าก็เถอะ ความจริงงานเลี้ยงต้อนรับบุคคลชั้นสูงระดับนี้ไม่ควรต้องมาจัดในเมืองที่เสื่อมโทรมอย่างนครอันเดอร์คลาวด์เลย พวกเราเตรียมงานใหญ่ไว้ต้อนรับพวกเขาที่เอรินเกลดอยู่แล้ว แต่เพื่อนบ้านและคู่ค้าที่แสนดีบางคนก็อยากรีบมาแสดงความเสียใจกับลูกสาวที่เพิ่งจะสูญเสียบิดาไป พวกเขาไม่รังเกียจที่จะเหยียบเข้ามาในเมืองที่สกปรกแบบนี้หรอก ตราบใดที่มันทำให้ภาพลักษณ์ของพวกเขาออกมาดูดีในสายตาชาวไฮเซ็นเบิร์กนั่นแหละ

 

                ตอนนี้ฉันเป็นว่าที่ผู้นำคนใหม่ของจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเซ็นเทอร์รา ไม่แปลกเลยที่ใครๆ จะพยายามเอาใจ แต่นั่นก็หมายถึงฉันต้องระวังตัวเรื่องความสัมพันธ์ต่อพวกชนชั้นสูงจากอาณาจักรอื่นๆ มากขึ้นด้วยเช่นกัน ฉันส่ายหน้าให้ฮาเก้นเพื่อปฏิเสธคำแนะนำของเขา ยังเหลือผู้ที่แจ้งว่าจะมาพบฉันที่นี่อีกกลุ่มหนึ่ง คนสำคัญจากตะวันออกอันแสนไกล ยังไงก็ต้องรอพวกเขาก่อน

 

                “ผู้พันนาตาลีนี่ เป็นคนที่น่าทึ่งเหมือนอย่างที่คิดไว้เลยนะคะ” ตอนที่ฉันกำลังนึกหาวิธีจัดการกับเรื่องเวลาอยู่ในหัวนั้น รอยยิ้มอ่อนหวานขององค์หญิงแร็กเนลก็ได้เปรยมาทางฉันโดยตรง “ทั้งที่เพิ่งจะพบกับความสูญเสียครั้งสำคัญไปแบบนี้ แต่ก็ยังเก็บอาการได้เป็นอย่างดี เข้มแข็งเอามากๆ เลยล่ะค่ะ”

 

                แววตาของท่านหญิงแห่งเคลิดอนนั้นสดใสเปล่งประกาย รอยยิ้มก็ช่างดูใสซื่อจริงใจ แต่ว่าเธอกำลังหยั่งความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับอดีตท่านผู้นำ เธออยากรู้ว่าฐานะของฉันในรัฐบาลใหม่จะมั่นคงขนาดไหน สายเลือดแห่งตระกูลฮอลล์เป็นพวกเขี้ยวลากดินที่ร้ายกาจ แม้แต่เด็กสาวท่าทางไม่มีพิษภัยคนนี้ก็เช่นกัน ไม่ใช่แค่กับประชาชนหรอกที่ฉันต้องสวมบทบาทเอาไว้ให้ดี กับคนที่น่ากลัวพวกนี้ฉันยิ่งต้องระวังหน้ากากของตัวเองเอาไว้

 

                “ท่านพ่อเป็นคนที่มั่นคง ไม่ยอมให้ตัวเองสั่นไหวกับเรื่องส่วนตัวง่ายๆ ชั้นอยากจะเป็นให้ได้อย่างเขาแค่เพียงสักครึ่งหนึ่งก็ยังดีค่ะ” ลดสายตาลงเล็กน้อยเพื่อให้รู้ว่าฉันสะเทือนใจกับคำถามนั้น เพื่อให้เข้าใจว่าความสัมพันธ์ของฉันกับพ่อบุญธรรมนั้นแข็งแรงเพียงพอ แต่ต้องคงสีหน้าที่นิ่งเฉยเอาไว้ ให้เธอได้เห็นว่าฉันสามารถควบคุมทุกอย่างเอาไว้ได้ “ชั้นหวังว่าความสัมพันธ์ของไฮเซ็นเบิร์กกับแฟนตาเซียจะมั่นคงไปตลอดเหมือนอย่างที่ท่านพ่อตั้งใจเอาไว้นะคะ”

 

                 “เราก็หวังไว้เช่นกันค่ะ” เราต่างฝ่ายย่อมต้องหวังให้ความสัมพันธ์นั้นราบรื่นอยู่แล้ว เราต่างก็พึ่งพากันอยู่พอสมควร แฟนตาเซียเป็นเมืองท่าสำคัญของอวาลอน และยังเป็นท่าเรือศูนย์กลางฝั่งตะวันตกของเซ็นเทอร์รา เป็นตลาดใหญ่ที่ไฮเซ็นเบิร์กจะเสียไปไม่ได้ ในทางกลับกัน อำนาจของไฮเซ็นเบิร์กก็ช่วยปกป้องแฟนตาเซียเอาไว้จากการแทรกแซงของบรรดาอาณาจักรใหญ่ในอวาลอนมาโดยตลอด ที่นครเล็กๆ อย่างแฟนตาเซียเติบโตมั่งคั่งมาได้อย่างทุกวันนี้โดยไม่ถูกพวกมหาอำนาจในเครือศาสนจักรลูมินอสเฉือนกินนั้น ไฮเซ็นเบิร์กเองก็แบกหน้าเอาไว้ให้ไม่น้อยเลย

 

                ลูกตุ้มระฆังของนาฬิกาโบราณเรือนใหญ่ตรงด้านในห้องโถงส่งสัญญาณบอกเวลาแล้ว เสียงกังวานทุ้มลึกของมันทำให้สีหน้าของฮาเก้นดูร้อนรนยิ่งขึ้น ทีมภารกิจลับกำลังจะเริ่มประชุม แต่ฉันซึ่งเป็นผู้บัญชาการของปฏิบัติการกลับไม่อาจปลีกตัวออกจากงานเลี้ยงนี้ไปได้ ตอนที่ฮาเก้นกำลังจะเสนอให้ฉันเลือกทิ้งแขกที่ยังมาไม่ถึงไปอีกครั้ง นายทหารที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ตรงหน้าประตูห้องโถงก็ก้าวตรงมาทางฉันเสียก่อน

 

                “มากันแล้วครับ ให้ผมเชิญเข้ามาเลยมั้ย” มากันได้เสียที ฉันพยักหน้า ไม่มีเวลาให้เสียมากไปกว่านี้แล้ว

 

                พวกเขาปรากฏตัวขึ้นตรงช่องโค้งของทางเข้าห้องโถง พวกเข้าใจยากที่มาจากแดนไกล ในบรรดาอาณาจักรน้อยใหญ่มากมายที่ตอบรับคำเชิญมาร่วมแสดงความอาลัยในพิธีศพของท่านผู้นำ มีเพียงสองดินแดนที่แสดงความประสงค์จะรีบมาให้กำลังใจฉันถึงที่อันเดอร์คลาวด์นี่ แฟนตาเซียนั้นมีเหตุผลเป็นร้อยที่ต้องแสดงท่าทีเช่นนี้ แต่อีกกลุ่มนึงนี่สิ ฉันไม่เข้าใจเลยว่าพวกเขาคิดอะไรอยู่กันแน่

 

                “ผู้พัน ระวังไว้หน่อยนะ คนนี้น่ะไม่ธรรมดาเลย” วอร์เรนแอบเข้ามากระซิบกับฉันขณะที่กลุ่มอาคันตุกะผู้สูงศักดิ์กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ แม้จะมากันเพียงเจ็ดคนเท่านั้น แต่ก็สามารถทำให้บรรยากาศในห้องรับรองเปลี่ยนไปได้ในพริบตา พวกเขาดูโดดเด่นสะดุดตาจนแม้แต่กลุ่มขององค์หญิงแห่งแฟนตาเซียยังต้องหยุดการสนทนาเพื่อหันมาจับตามอง วอร์เรนกระแอมเบาๆ ครั้งหนึ่ง ก่อนจะประกาศนามของผู้มาเยือนออกมา “ผู้พันครับ ทางนี้คือท่านมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายแห่งเอ็นเก็ทสึ ผู้ถือพระราชสาสน์จากสมเด็จพระจักรพรรดินากะสึเนฮิโกะ ท่านชินแห่งตำหนักโฮไดครับ”

 

                “ผู้พันนาตาลี ยินดีที่ได้พบกันครับ” เขาเป็นชายหนุ่มที่มีใบหน้างดงามหมดจด ทว่าภายใต้ความหมดจดนั้นกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่แหลมคมดุจใบมีด เรือนผมยาวเหยียดตรงเป็นสีขาวซีดๆ ส่วนดวงตาของเขาเป็นสีแดง สีของพวกที่มาจากความมืด เขามีสายตาที่ทำให้คนที่ถูกจ้องรู้สึกอึดอัดขึ้นมาได้ ด้วยสีตาแบบนั้น กับอายุที่ยังดูไม่น่าจะมากเท่าไหร่ กลับมีตำแหน่งสูงส่งถึงเพียงนี้ ก็คงไม่ธรรมดาอย่างที่วอร์เรนว่าไว้จริงๆ เขาเลือกที่จะปรากฏตัวในชุดทักซิโด้สีดำอย่างชาวตะวันตกที่ศิวิไลซ์ ทั้งท่วงท่าสบายๆ และรอยยิ้มแสดงถึงความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม แม้จะยืนอยู่ท่ามกลางเหล่าบุคคลผู้ทรงอำนาจในดินแดนที่ห่างไกลจากบ้านเกิดของเขาถึงเพียงนี้ มีหลายสิ่งในตัวชายคนนี้ที่ส่งสัญญาณเตือนให้ฉันต้องระวังเอาไว้ให้มาก “ต้องขออภัยในความล่าช้า พวกเราประสบปัญหาในการเดินทางเล็กน้อย หวังว่าทางไฮเซ็นเบิร์กคงจะไม่ถือสา”

 

                “แค่พวกคุณให้เกียรติเดินทางมาถึงที่นี่ พวกเราก็รู้สึกขอบคุณมากแล้วค่ะ” เขาเลือกที่จะกล่าวขอโทษกับไฮเซ็นเบิร์ก ไม่ใช่กับฉัน นั่นทำให้ทุกเขาพูดของฉันจะถือเป็นท่าทีของจักรวรรดิไปในตัว ทำให้ฉันยิ่งต้องระวังคำพูดมากขึ้น วอร์เรนพูดถูก ผู้ชายคนนี้เผยเขี้ยวเล็บออกมาตั้งแต่ประโยคแรกโดยที่ไม่ต้องแยกเขี้ยวขู่ด้วยซ้ำ

 

                “เพื่อเป็นการแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น องค์จักรพรรดิของเราได้ทรงพระราชสาสน์มาถึงไฮเซ็นเบิร์กด้วยพระองค์เอง” เขาเว้นช่วงลงครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปทางผู้ติดตามที่ยืนอยู่เคียงข้าง เรือนผมสีน้ำทะเล รูปร่าง

บอบบางเล็กจ้อยในชุดทักซิโด้ตัวจิ๋วให้ความรู้สึกน่าเอ็นดูทีเดียว ยังเด็กอยู่เลยไม่ใช่หรือนั่น ผู้หญิงหรือผู้ชายกันนะ ดวงตาสีน้ำเงินจ้องมองฉันเหมือนพยายามจะค้นหาอะไรบางอย่าง จนกระทั่งท่านเสนาบดีฝ่ายซ้ายแห่งเอ็นเก็ทสึกระแอมออกมานั่นแหละ “หลิน พระราชสาสน์น่ะ”

 

                เขาพยักหน้าทั้งที่ดวงตากลมโตเบื้องหลังกรอบแว่นคู่นั้นยังคงไม่ละไปจากฉัน เด็กคนนี้น่าจะมีอายุไม่เท่าไหร่ กลับได้รับความไว้วางใจให้เป็นคนเก็บพระราชสาสน์ คงจะสำคัญไม่เบา มือเล็กๆ ของเขาล้วงเอาจดหมายประทับครั่งออกมาจากอกเสื้อ ก่อนจะส่งมันให้กับเสนาบดีใหญ่ แผ่นกระดาษที่ทรงคุณค่า เสนาบดีแห่งเอ็นเก็ทสึยื่นมันส่งต่อให้แก่ฉัน ในฐานะผู้นำของจักรวรรดิ ฉันควรจะรับมันด้วยมือของตัวเอง แต่ในอีกทางหนึ่ง ฉันสามารถส่งสายตาบอกให้วอร์เรนเป็นคนเข้ามารับจดหมายไปได้ ถ้าทำแบบนั้นจะเป็นการประกาศเป็นนัยๆ ว่าสถานะของผู้นำไฮเซ็นเบิร์กนั้นสูงกว่าจักรพรรดิเอ็นเก็ทสึ ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องจริง

 

                “ไฮเซ็นเบิร์กซาบซึ้งในน้ำใจของเอ็นเก็ทสึมาก” ฉันเลือกที่จะรักษามารยาทเอาไว้ รับจดหมายด้วยมือตัวเอง แต่เลี่ยงไปใช้ฐานะของจักรวรรดิแบบเดียวกับที่ชินเพิ่งจะใช้ไปเมื่อครู่ แบบนี้ก็เท่ากับว่าฉันไม่ได้แสดงท่าทีอะไรเป็นการส่วนตัวทั้งนั้น สถานะของผู้นำทั้งสองชาติจะยังคงคลุมเครือ ฉันอยากให้มันคงอยู่ในสภาพเช่นนี้ต่อไปก่อน “พวกคุณเดินทางมาไกล คงจะลำบากมาก เมื่อคืนนี้มีเหตุประหลาดเกิดขึ้นทั่วทั้งเซ็นเทอร์รา ดีใจที่พวกคุณมาถึงที่นี่ได้โดยสวัสดิภาพค่ะ”

 

                “เรื่องนั้นต้องยกความชอบให้ซามูไรผู้พิทักษ์ของพวกเราแล้วล่ะครับ” ชินผายมือไปทางผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่ด้านหลังของเขา ใบหน้าดุดันห้าวหาญ หนวดเคราบริเวณแนวกรามและคางยิ่งขับเน้นให้รอยแผลเป็นบนใบหน้าดูขึงขังยิ่งขึ้น ตัวใหญ่จริงๆ สูงกว่าฮาเก้นเสียอีก กล้ามอกของเขาแทบจะดันชุดที่ใส่อยู่จนระเบิดออกมาเลย “ทาทาระน่ะเชี่ยวชาญเรื่องการรับมือกับพวกสัตว์ปีศาจมาก ที่เรามาถึงที่นี่ได้อย่างปลอดภัยส่วนใหญ่แล้วก็เพราะคำแนะนำของเขานั่นแหละครับ”

 

                “อ๊ะ นี่น่ะเหรอ พวกซามูไรที่เค้าร่ำลือกัน” องค์หญิงแมรี่ซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลนักตาโตขึ้นมาด้วยความสนใจ เธอใช้ข้อศอกกระทุ้งแขนของเซอร์กาเวนเบาๆ “เห็นว่าเป็นยอดนักรบแห่งตะวันออกเลยไม่ใช่เหรอ เทียบกับอัศวินอย่างนายจะเป็นยังไงบ้างนะ”

 

                “แมรี่ เรานี่พูดอะไรไม่คิดอีกแล้วนะ” องค์หญิงแร็กเนลขมวดคิ้วใส่น้องสาวของเธอ แม้จะเพียงแค่เล็กน้อยแต่ก็ทำให้องค์หญิงแมรี่ออกอาการเง้างอนไม่พอใจได้แล้ว

 

                “ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเองก็เคยนึกสงสัยอะไรแบบนั้นอยู่เหมือนกันนะ แต่เกรงว่าขืนเอาทาทาระไปเทียบกับอัศวินชื่อดังอย่างเซอร์กาเวน เอ็นเก็ทสึก็คงมีแต่จะต้องขายหน้าเท่านั้น” เสียงหัวเราะเบาๆ ของเสนาบดีใหญ่จากตะวันออกไกลบอกว่าเขาไม่ได้คิดตรงกับที่เอ่ยออกมาเสียทีเดียว ว่าแต่...นี่เขารู้เสียด้วยว่าอีกฝ่ายเป็นใคร เขาคงจะรู้จักชื่อของทุกคนในโถงรับรองนี้ด้วยซ้ำ หูตาของเสนาบดีใหญ่แห่งเอ็นเก็ทสึไม่ธรรมดาเลย “เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบนะครับ เคาน์เตสแห่งเคลิดอน”

 

                “เช่นกันค่ะ ท่านสะไดจิน” องค์หญิงแร็กเนลถอนสายบัวตอบ เธอเลือกขานชื่อตำแหน่งของอีกฝ่ายด้วยสำเนียงเอ็นเก็ทสึโดยตรง นั่นน่าประทับใจมากทีเดียว สองคนนี้กินกันไม่ลงเหมือนกันนะ

 

                การพูดคุยหลังจากนั้นเต็มไปด้วยเรื่องสัพเพเหระ ข่าวสารและเรื่องเล่าจากดินแดนต่างๆ บทสนทนาดำเนินไปอย่างลื่นไหล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีวอร์เรนคอยเป็นคนกลาง แต่ในทุกๆ สามถึงสี่ประโยค เราก็จะได้พบกับการหยั่งเชิงทางการเมืองแฝงอยู่เสมอ สายตาของแต่ละฝ่ายต่างก็ต้องคอยชำเลืองมองท่าทีของกันและกัน จุดยืนของแฟนตาเซียนั้นค่อนข้างชัดเจน พวกเขาต้องการให้ความสัมพันธ์ยังงอยู่ในลักษณะเดิมต่อไป แม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยพลาดโอกาสหาผลประโยชน์เพิ่มเติมเล็กๆ น้อยๆ ตลอดเวลา ส่วนฝ่ายเอ็นเก็ทสึนั้น แม้จะแสดงออกถึงความเป็นมิตร และมักจะเน้นย้ำบ่อยครั้งถึงการเริ่มต้นของความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น แต่พวกเขาก็สื่อสารออกมาอย่างชัดเจนว่าพวกเขาไม่ต้องการให้เราเข้าไปแผ่ขยายอิทธิพลในดินแดนของเขามากเกินไป ฉันอยู่ร่วมบทสนทนากับพวกเขาไปครู่ใหญ่ๆ ปล่อยให้เข็มนาฬิกาทำหน้าที่ของมันไปเรื่อยๆ ท่ามกลางสีหน้าร้อนใจของฮาเก้น จนเมื่อวอร์เรนออกปากเชิญทุกคนไปร่วมทานน้ำชาและเล่นไพ่ที่ห้องเล็กนั่นแหละ ฉันถึงมีจังหวะที่จะขอปลีกตัวออกมาได้

 

                “เด็กคนนั้นอาจจะมีความสามารถในการอ่านใจนะ” ก่อนที่จะออกมาจากห้องรับรองวอร์เรนกระซิบกับฉันพลางพยักหน้าไปทางผู้ติดตามตัวเล็กของเสนาบดีใหญ่แห่งเอ็นเก็ทสึ “เผลอหลุดข้อมูลที่ไม่สมควรเปิดเผยออกมาในหัวบ้างรึเปล่าครับ”

 

                ฉันเหลือบมองไปทางเจ้าของเรือนผมสีน้ำทะเล ชิลิน หรือที่ชินเรียกว่าหลิน จนถึงตอนนี้ฉันก็ยังดูไม่ออกว่าเขาเป็นเด็กผู้ชายหรือผู้หญิงกันแน่ แม้จะแต่งกายเยี่ยงบุรุษ แต่ทั้งรูปร่างหน้าตาและน้ำเสียงล้วนส่อไปทางสตรีทั้งสิ้น อาจจะอ่านใจได้งั้นเหรอ ก็คงเป็นไปได้นะ ดูจากที่เขาแทบไม่ละสายตาไปจากฉันเลย แถมเสนาบดีใหญ่คนนั้นยังดูจะให้ความสำคัญกับเขามากเสียด้วย เพราะว่าเราต้องมารับแขกที่อันเดอร์คลาวด์โดยไม่มีเวลาเตรียมการล่วงหน้ามากนัก เราจึงไม่มีเวลาจัดการเรื่องความปลอดภัยต่อเวทมนตร์ตามมาตรการปกติ นครที่เสื่อมโทรมแห่งนี้ไม่มีสถานที่รับรองแขกของฝ่ายรัฐบาลเลย เราจึงต้องใช้โรงแรมที่ดูดีที่สุดในเมืองซึ่งก็ห่างไกลจากคำว่าปลอดภัยอยู่มาก วงเวทตรวจจับเวทมนตร์ที่เขียนอยู่เหนือเพดานห้องโถงนั้นทั้งซีดและจางจนน่าสงสัยว่าจะยังใช้งานได้อยู่หรือไม่ หากเป็นพวกผู้ใช้เวทมนตร์ มองปราดเดียวก็คงรู้เลยว่าจะต้องรับมือกับวงเวทที่ดูร่อแร่แบบนั้นยังไง สิ่งที่พวกเรากังวลที่สุดจึงเป็นเรื่องการถูกล้วงความลับโดยผู้ที่สามารถมองทะลุจิตใจคนได้ ก่อนเริ่มงานรับรองนี้ ฉันจึงถูกจับติวเข้มหลักสูตรพิเศษในการปิดกั้นความคิดของตัวเองจากผู้ใช้เวทมนตร์ล้วงความลับ แน่นอนว่าฉันเคยผ่านคลาสเรียนนี้มาแล้ว และฉันก็มั่นใจว่าสามารถรับมือกับเรื่องนี้ได้ในระดับหนึ่ง แต่การได้ทบทวนบทเรียนอีกครั้งก่อนเริ่มงานก็จะทำให้พวกวอร์เรนมั่นใจมากขึ้น ฉันจึงยอมเสียเวลาไปนั่งในห้องเรียนนั่นแต่โดยดี

 

                “ไม่ต้องห่วง ชั้นนึกถึงแต่เรื่องของพ่อบุญธรรมตลอดเวลาเลยล่ะ” ไม่ว่าใครก็ตามที่พยายามจะเจาะเข้ามาในความคิดของฉันตลอดหลายชั่วโมงที่ผ่านมา พวกเขาก็จะเจอกับภาพของท่านผู้นำที่เข้มแข็งและยิ่งใหญ่ในใจฉันเท่านั้น “ฝากดูแลพวกเขาต่อด้วยนะวอร์เร็น”

 

                “ฝากดูแลคุณอาเดรียเน่ด้วยนะครับผู้พัน” เขายิ้มตอบ ท่ามกลางบรรดาพวกคนที่น่ากลัวจากต่างแดนทั้งหลายในห้องนี้ วอร์เรน เอเวอรีกลับเป็นคนที่ทำให้ฉันรู้สึกเย็นยะเยือกขึ้นมาบนผิวหนังได้มากที่สุด รอยยิ้มของเขาสดใสและเปี่ยมพลังเสมอ แม้แต่ตอนที่เขากำลังเอ่ยถึงผู้หญิงที่เคยเป็นทั้งอาจารย์และผู้สนับสนุน เป็นคนที่คอยดูแลเขามาตลอด ทั้งที่เขาเองก็รู้ว่าฉันกำลังจะลงคำสั่งประหารเธอในค่ำคืนนี้ เขาก็ยังคงยิ้มให้กับฉันตอนที่เอ่ยชื่อของเธอออกมาแบบนั้น ผู้ชายคนนี้ซ่อนความรู้สึกแบบไหนเอาไว้กันแน่นะ เป็นคนที่คาดเดาได้ยากจริงๆ

                เพราะว่าเราเสียเวลาไปมากกับการรอคณะเดินทางจากเอ็นเก็ทสึ ฮาเก้นจึงได้จัดแจงขอย้ายที่ประชุมภารกิจลับมาเป็นที่โรงแรมเดียวกันนี้แล้ว แม้จะน่าเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยที่อาจจะลดทอนลงมามาก แต่ก็ยังดีกว่าพลาดกำหนดการช่วงแรกไปซึ่งอาจจะทำให้ภารกิจล้มเหลวได้ ฉันลงลิฟท์มาจนถึงชั้นสามของโรงแรม ก่อนจะปล่อยให้ฮาเก้นนำทางไปจนถึงห้องพักตรงสุดทางเดิน ความจริงพวกเราเหมาห้องพักฝั่งนี้ของโรงแรมเอาไว้ทั้งชั้นแล้ว ภายใต้ชื่อปลอมมากมายแตกต่างกันไป มุกง่ายๆ เพื่ออำพรางตัวตน ยังไงนี่ก็เป็นแค่โรงแรมสี่ดาวที่ไม่ค่อยจะมีคุณภาพเท่าไหร่นัก ถ้าเป็นพวกโรงแรมห้าดาวอย่างแกรนด์ซิลวิสที่แองกริฟฟ์ การใช้ชื่อปลอมเปิดห้องอาจจะสร้างปัญหาตามมาได้

 

                ฮาเก้นเคาะประตูเป็นรหัสสามสี่ครั้ง ฉันเปิดข้อความจากเครื่องสื่อสารติดตามตัวขึ้นดูขณะที่กำลังรอให้มีคนมาเปิดประตู ผบ.เคิร์ทส่งรหัสข้อความมาแจ้งความคืบหน้าในการระดมพลจากเดอะบ็อกซ์ พวกเขาจะเคลื่อนกำลังมารั้งรออยู่ที่เขตเจ็ดภายในคืนนี้ เขาทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีมากจริงๆ จัดสรรกำลังพลได้เร็วขนาดนี้ แถวยังทำได้โดยที่ไม่โดนสื่อใดระแคะระคายด้วย ถึงจะเป็นช่วงที่มีการปิดกั้นสื่ออยู่ก็เถอะ

 

                “ผู้พัน เชิญครับ” นายทหารหนุ่มคนหนึ่งเปิดประตูห้องออกมาก่อนจะทำความเคารพให้ฉัน ริ้วรอยความกังวลบนใบหน้าบ่งบอกชัดเจนว่าฉันเสียเวลาอยู่ในงานเลี้ยงมากเกินไปแล้ว

 

                ห้องนั้นมีขนาดประมาณ 60 ตารางเมตร เป็นห้องขนาดใหญ่เอาการ ถูกแบ่งเป็นสองส่วนด้วยผนังกั้น พวกเราเลือกใช้โถงห้องนั่งเล่นเพื่อเป็นที่ประชุมภารกิจ แผนที่และฉากโปรเจ็คเตอร์ถูกตระเตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว บรรดาผู้ร่วมภารกิจสิบสองชีวิตต่างนั่งกระจัดกระจายกันอยู่ในห้องด้วยสีหน้าเคร่งขรึม พวกเขาลุกขึ้นทำความเคารพพร้อมกันเมื่อฉันปรากฏตัว กลิ่นบุหรี่ราคาถูกคละคลุ้งเต็มห้อง ก้นกรองยาสูบอัดแน่นเต็มที่เขี่ยบุหรี่เซรามิคบนโต๊ะไม้ขัดมัน ฉันมองหน้าพวกเขาทีละคนแบบผ่านๆ ลินด์อยู่ตรงมุมห้องด้านหนึ่งกำลังง่วนกับการตรวจสอบอุปกรณ์และวงจรระเบิดรอบสุดท้าย พี่น้องบาร์ธกำลังจัดการเอกสารประกอบการบรรยายภารกิจ คนอื่นๆ เป็นพวกทหารของทีมปฏิบัติการพิเศษ ฉันอ่านประวัติของพวกเขามาบ้างแล้ว สายตาของฉันกวาดผ่านพวกเขาไปจนถึงคนสุดท้าย ชายผิวคล้ำรูปร่างบึกบึนที่เพิ่งจะขยี้ก้นบุหรี่ลงกับผิวโต๊ะ

 

                “ร้อยตรีเจ็นกินน์ ฮอลเลอร์ หน่วยปฏิบัติการพิเศษรายงานตัวครับ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงยานคาง นี่น่ะเหรอ เจ็นกินน์จอมเสียบ ผิวของเขาเป็นสีเข้ม ไว้ผมทรงโมฮ็อคแปลกๆ ท่าทางเหมือนพวกนาวิกโยธินทัพเรือมากกว่าคนของทัพบก ฉันพยักหน้ารับเป็นเชิงให้ทุกคนนั่งลงได้ โดยพยายามไม่สนใจลินด์ที่พยายามโบกไม้โบกมือให้ด้วยความสนิทสนมเกินพอดี

 

                “เนื่องจากกำหนดการของเราล่าช้าไปพอสมควร ผมเลยถือวิสาสะอธิบายรายละเอียดปฏิบัติการไปคร่าวๆ แล้ว ผู้พันอยากจะให้ทวนซ้ำอีกรอบมั้ยครับ” การตัดสินใจของแกริคทำให้ฉันโล่งอกไปเปาะหนึ่ง รายละเอียดปฏิบัติการนั้นค่อนข้างซับซ้อน ขืนรอจนป่านนี้แล้วยังไม่ได้เริ่มงาน เราอาจจะพลาดโอกาสแทรกซึมเข้าไปในเขตสิบได้

 

                “ไม่เป็นไร ชั้นอ่านรายละเอียดมาคร่าวๆ แล้ว” ฉันหันไปทางพวกคนของหน่วยพิเศษอีกครั้ง “จำนวนคนไม่มากไปหน่อยเหรอ รวมสิบเอกโครเน็นเบิร์กด้วยก็ตั้งสิบคนเลยนะ”

 

                “เราจะแบ่งเป็นสองทีม ทีมละสี่คน เพื่อแบ่งโซนการระเบิดตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ สิบเอกลินด์จะอยู่โยงคอยให้คำแนะนำที่สถานีรถรางโดยจะมีคนคุ้มกันอีกคนหนึ่งครับ” ร้อยตรีเจ็นกินน์อธิบาย แบบนั้นมันต่างไปจากแผนเดิมนิดหน่อย เดิมทีพวกเขาจะใช้คนทั้งสิ้นเจ็ดคนเท่านั้น แบ่งเป็นสองทีมโดยให้ลินด์ร่วมปฏิบัติการพร้อมกับทีมที่หนึ่งโดยตรง เพราะทีมที่หนึ่งรับผิดชอบการระเบิดส่วนอาคารสำนักงานอำนวยการเขต ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของปฏิบัติการนี้ “ฝ่ายยุทธการของเซอร์แลงก์เป็นคนเสนอมาเองว่าให้พวกเราเก็บผู้เชี่ยวชาญพิเศษไว้ในที่ปลอดภัย ก็เลยต้องเพิ่มมือวินาศกรรมประจำทีมขึ้นมาอีกตำแหน่งด้วยครับ”

 

                ถ้าลินด์ลงพื้นที่เอง ทีมที่หนึ่งก็ไม่จำเป็นต้องใช้มือวินาศกรรม และไม่จำเป็นต้องมีคนคุ้มกันลินด์ด้วย ฉันหันไปมองหน้าแกริคแวบหนึ่ง นี่เป็นความเห็นจากศูนย์เซอร์แลงก์ หรือพูดง่ายๆ ก็คือเป็นข้อเสนอของเขา นี่ต้องไม่ใช่เพราะเขาอยากเก็บลินด์ไว้ในที่ปลอดภัยแน่ แกริคยังไม่ไว้ใจสิบเอกมือวินาศกรรมนัก เขาจะไม่เสี่ยงให้เธอมีโอกาสได้ติดต่อกับคนในพื้นที่หรอก คนคุ้มกันที่ว่าคงจะมีหน้าที่คอยจับตาดูลินด์เอาไว้ ถ้ามีอะไรฉุกเฉินขึ้นมา กระสุนของคนคุ้มกันจะฝังลงไปในร่างของสิบเอกลินด์เป็นคนแรก เพื่อไม่ให้รายละเอียดของปฏิบัติการลับนี้รั่วไหล

 

                หากจะพูดกันตามตรงแล้ว ทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ต่างก็ต้องเตรียมใจที่จะมือเปื้อนเลือดกันหมดอยู่แล้ว การระเบิดครั้งนี้จะทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์มากมาย จะมีลูกๆ มากมายที่กำพร้าพ่อแม่ในวันพรุ่งนี้ จะมีหลายคนที่ต้องใจสลาย โลกของพวกเขาจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป พวกเราจะลงมือต่อผู้คนที่พวกเราสาบานจะปกป้อง ทั้งที่พวกเขาไม่เคยทำอันตรายแก่พวกเราเลย ทั้งหมดนี่ก็เพียงแค่เพื่อความมั่นคงของรัฐบาลเท่านั้น นี่คือบาปมหันต์ที่พวกเรายินดีจะแบกรับ ต้องเจ็บปวดทุกข์ทรมานอีกเพียงใดในภายหน้าก็คงไม่อาจสาสม แต่พวกเราจะไม่หยุดยั้งมันกลางทางแน่นอน ฉันไม่สงสัยความแน่วแน่ของพวกพี่น้องตระกูลบาร์ธหรอก พวกเขาคือเสป็คเตอร์แห่งศูนย์เซอร์แลงก์ สำหรับคนพวกนี้ภารกิจอยู่เหนือทุกสิ่งอยู่แล้ว หน่วยปฏิบัติการพิเศษก็เช่นกัน พวกเดนตายจากนอกกำแพง พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความเป็นความตายมาตลอด จะมีคนตายเพิ่มขึ้นอีกกี่ร้อยคนก็ไม่ต่างกันในสายตาของพวกเขา เราก็แค่สัญญาว่าการเสียสละในครั้งนี้จะทำให้สงครามที่พวกเราเผชิญอยู่ยุติลงได้ในเร็ววัน อันที่จริงพวกเขาบางคนไม่สนใจเรื่องสงครามจะจบลงหรือไม่ด้วยซ้ำ พวกเขาก็แค่อยากเอาชนะศัตรูของจักรวรรดิเท่านั้น เราสร้างพวกเขามาดีเหลือเกิน

 

                แต่ว่าลินด์นั้นต่างออกไป แม้ประวัติการทำงานของเธอจะเต็มไปด้วยคราบเขม่าจากการระเบิดพวกภูตพรายนอกกำแพง และแบบประเมินทางจิตวิทยาก็บ่งชัดว่าเธอมีแนวโน้มจะรักความรุนแรงมากกว่าความถูกต้อง แต่ใครจะรู้ เรื่องนี้อาจจะเกินขีดที่เธอจะรับไหวก็ได้ แม้จะมีคำว่าภารกิจแปะหน้า แต่หากจะพูดกันตามตรง นี่มันก็คือการฆาตกรรมหมู่ การล้างสังหารที่เหี้ยมโหด ลินด์อาจจะยังคงยิ้มแย้มเหมือนว่าไม่มีปัญหา แต่เธออาจกำลังหาทางยับยั้งปฏิบัติการนี้อยู่ในใจก็เป็นได้ แน่นอนว่าทั้งหมดนี้เป็นแค่ข้อสันนิษฐาน จนถึงตอนนี้ยังไม่มีอะไรบ่งชี้ว่าลินด์จะทำแบบนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว แต่การระแวดระวังเอาไว้ก่อนก็เป็นหลักการที่พวกคนของตระกูลบาร์ธยึดถือ พวกเขายอมฆ่าคนบริสุทธิ์เป็นสิบเป็นร้อยคนดีกว่าปล่อยให้ศัตรูเล็ดรอดไปได้แม้แต่คนเดียว

 

                “หลังจากติดตั้งระเบิดเรียบร้อย ทั้งสองทีมจะกลับมารวมตัวกันที่สถานีรถราง” เกลเป็นคนบรรยายต่อในส่วนที่เหลือ เธอดูประหม่าจนเสียงสั่นทุกครั้งที่มองมาทางฉัน เห็นได้ชัดเลยว่าต้องใช้ความพยายามมากทีเดียวในการบังคับไม่ให้กัดลิ้นตัวเองเข้า “หลังจากนั้น....เค้า...เอ้อ....แกริคช่วยหนอ่ยสิ”

 

                “หลังจากนั้นทุกคนจะรอจนถึงเวลาเจ็ดนาฬิกาห้าสิบนาที สิบเอกลินด์จะแจกสวิตช์ระเบิดแบบรีโมทให้กับทุกคนในทีม ในสวิตช์สิบอันจะมีของจริงแค่อันเดียวเท่านั้น ทุกคนกดระเบิดพร้อมกันตอนแปดนาฬิกาตรง ไม่มีใครรู้ว่าสวิตช์ของจริงอยู่ที่ใคร” พวกเราทุกคนจะแบกรับบาปครั้งนี้เอาไว้เท่าๆ กัน แน่นอนว่ารวมถึงฉันที่เป็นคนออกคำสั่งด้วย “จากนั้นทุกคนใช้รถรางเดินทางกลับมาที่อันเดอร์คลาวด์ กลับมารายงานตัวที่ห้องนี้อีกครั้ง สิบเอ็ดนาฬิกาคุณวอร์เร็นแห่งกรมข่าวสารและประชาสัมพันธ์จะออกมาแถลงการณ์ประณามการก่อเหตุครั้งนี้ โดยโทษว่าเป็นฝีมือของพวกเจนซิสและเอลริชที่แฝงตัวอยู่ในเขตสิบและสิบเอ็ด ผมกับเกลจะใช้อำนาจของศูนย์เซอร์แลงก์ยั่วยุให้พวกเจนซิสในเขตสิบเอ็ดออกมาตอบโต้เพื่อยกระดับความรุนแรงขึ้นไปอีก สิบสี่นาฬิการัฐบาลแองกริฟฟ์จะประกาศกฎอัยการศึกในเขตที่เกี่ยวข้อง เพื่อรักษาความปลอดภัยให้แก่บุคคลสำคัญจากแฟนตาเซียและเอ็นเก็ทสึซึ่งบังเอิญมาติดอยู่ในอันเดอร์คลาวด์ กองพันยานเกราะที่สามและกองพลทหารม้ารักษาพระองค์ที่รออยู่ในเขตเจ็ดจะเคลื่อนทัพเข้ามาปิดล้อมเขตสิบเอ็ด และเชิญผู้พันนาตาลีขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการทัพปราบกบฏ”

 

                เปิดฉากสงครามกลางเมืองอย่างเต็มรูปแบบ ถึงกับส่งกำลังหลักที่เดอะบ็อกซ์มาให้ฉันใช้ ผบ.เคิร์ทก็ถือว่าเอื้อเฟื้อมากทีเดียว ที่ต้องจัดหนักกันขนาดนี้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อข่มขวัญพวกผู้นำชาติต่างๆ ที่กำลังเดินทางมาร่วมงานศพของอดีตท่านผู้นำด้วย เราต้องแสดงให้พวกเขาเห็นว่ากองทัพของพวกเราแข็งแกร่งเพียงใด ทำให้พวกเขากลัวจนหัวหดจนต้องกลับไปหลบอยู่หลังโล่เหล็กกับบาเรียเวทมนตร์ของพวกเขาต่อไป

 

                “ผู้พันมีอะไรจะเพิ่มเติมมั้ยครับ” แกริคหันมาถามความเห็นฉันเป็นครั้งสุดท้าย ฉันเพียงแค่ส่ายหน้า ไม่มีอะไรแล้ว ทุกอย่างถูกเรียบเรียงมาเป็นอย่างดี ฉันเป็นคนเขียนแผนนี้ขึ้นมาเองกับมือ แต่ถึงกับลากเอาองค์หญิงจากแฟนตาเซียกับมหาเสนาบดีแห่งเอ็นเก็ทสึมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของข้ออ้างในการเปิดฉากโจมตีได้ ทีมของวอร์เรนก็ทำได้ไม่เลวเหมือนกัน “ถ้าอย่างนั้น ต้องขอให้ผู้พันออกคำสั่งปฏิบัติด้วยครับ”

 

                เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว การฆาตกรรมหมู่ครั้งนี้คือสิ่งที่จำเป็น ฉันบอกกับตัวเองเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ ตอนที่สายตาทุกคู่ในห้องพุ่งตรงมาทางฉัน ได้เวลาแล้ว ฉันหลับตาลงครู่หนึ่ง พยายามระลึกภาพของเกรย์ฮอลล์ขึ้นมาในหัว แม้จะไม่มีโอกาสได้ไปเยือนที่นั่นบ่อยนัก แต่ฉันก็จำภาพของพวกเด็กๆ ในศูนย์การเรียนของอุโมงค์ตัวตุ่นนั่นได้ ฉันยังจำได้ถึงตลาดสีเทาที่คึกคัก และกลุ่มอพาร์ทเมนท์ของชาวชุมชนอุตสาหกรรม ที่ซึ่งพวกผู้หญิงและเด็กจะเฝ้ารอคอยพวกผู้ชายให้กลับบ้านอย่างใจจดใจจ่อ

 

                “ระเบิดต้องรุนแรงขนาดไหนคะ” ลินด์ถามฉันตอนที่เธอกำลังจะเริ่มลงมือประกอบผลงาน

               

                “มากพอที่จะฝังอุโมงค์ตัวตุ่นทั้งหมดได้เลย” พวกเจนซิสจะไม่ทำลายแค่ส่วนใดส่วนหนึ่ง เมื่อเลือกเป้าหมายแล้ว พวกเขาจะลบมันออกไปจากแผนที่ทั้งหมด

 

                เราจะทำลายโครงสร้างค้ำยันทั้งหมดของเกรย์ฮลล์ เพื่อให้อุโมงค์ทุกส่วนถล่มลงมาพร้อมๆ กัน และนั่นจะเป็นโศกนาฏกรรมที่ไม่มีวันลบล้างได้เลย

 

                “เริ่มต้นปฏิบัติการได้” ฉันเอ่ยขึ้นในที่สุด แม้จะไม่ได้ตั้งใจ แต่ฉันก็แอบหันไปสบตากับลินด์แวบหนึ่ง เธอจะรู้สึกยังไงบ้างนะ ผลงานที่เธอสร้างกำลังจะกลายเป็นตำนานแล้ว “ขอให้พวกคุณทุกคนกลับมาโดยปลอดภัย”

 

                แม้ว่าพวกเขาจะทำให้ใครอีกหลายคนไม่เหลือบ้านที่จะให้กลับไปอีกเลยก็ตามที

                “ผู้พัน ดื่มอะไรหน่อยมั้ยครับ” จ่าฮาเก้นชูขวดวิสกี้ขึ้นมาในมือ ขณะที่เครื่องเล่นแผ่นเสียงกำลังขับขานท่วงทำนองอ่อนหวาน บทเพลงของแคเดนซ์แห่งเซเลสทีน พวกเขาไปกันหมดแล้ว เหล่าฆาตกรของฉัน เดินทางไปยังห้วงเวลาอันมืดมิดภายใต้คำสั่งของฉันคนนี้ พวกเราที่ไฮเซ็นเบิร์กไม่เชื่อเรื่องการลงทัณฑ์ต่อบาป ไม่มีดิไวน์เนอร์คนใดแตะต้องพวกเราได้ แต่ถึงอย่างไรความรู้สึกผิดก็จะกัดกินจิตวิญญาณของเราอยู่ดี ฉันนั่งเอนหลังอยู่บนโซฟา ปล่อยให้เสียงเพลงล่องลอยผ่านโสตสัมผัส นี่ฉันเพิ่งจะออกคำสั่งฆ่าคนหลายร้อย หรืออาจจะหลายพันคนออกไป มันจะหลงเหลือเป็นบาดแผลแบบไหนในจิตวิญญาณของฉันกันนะ แล้วถ้าหากว่าฉันไม่รู้สึกอะไรกับการออกคำสั่งสังหารหมู่ในครั้งนี้เลยล่ะ ถ้าฉันไม่ได้รู้สึกเลวร้าย ไม่แม้แต่จะยินดีเลย นี่ฉันยังมีจิตวิญญาณเหลืออยู่บ้างหรือเปล่าหนอ

 

                “ขอเป็นน้ำเปล่าดีกว่า” ต้องคุยกับพวกแขกผู้สูงศักดิ์ตั้งนาน ฉันเพิ่งรู้สึกตัวว่าคอแห้งเป็นผงเลย

 

                หลังจากวินาทีนี้ไป ฉันจะต้องรอฟังผลการปฏิบัติงานอยู่ที่ห้องนี้ ออกไปไหนไม่ได้จนกว่ากองทัพในเขตเจ็ดจะเคลื่อนพลมาถึง มันคงจะวุ่นวายไม่น้อยเลยล่ะ ไหนพวกเรายังต้องรับรองความปลอดภัยให้แขกชั้นสูงด้วย แกริคกับเกลกำลังเดินทางไปที่สำนักงานตำรวจท้องถิ่น ทันทีที่มีการแถลงข่าวประณามพวกเจนซิส พวกเขาจะจัดฉากให้มีกลุ่มคนที่โกรธแค้นบุกเข้าไปยิงนักโทษเจนซิสถึงในห้องขัง มันจะต้องมีการนองเลือด และต้องมีการล้างแค้น นี่คือเส้นทางที่ฉันต้องก้าวไป ฉันถูกเลือกเอาไว้ให้เป็นผู้ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของจักรวรรดิที่เต็มไปด้วยความรุนแรงนี้ และฉันต้องทำมันให้ดีที่สุด

 

                “ฮาเก้น เมื่อคืนนี้มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นทั่วเซ็นเทอร์รา” บางสิ่งที่รบกวนจิตใจของฉันอยู่กลับไม่ใช่ภารกิจอันหนักหนาที่รออยู่ตรงหน้า แต่กลับเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นข้างนอกนั่นมากกว่า “มีข่าวของกองเรือแร็คนาร็อคบ้างมั้ย”

 

                “ผมตรวจสอบไว้ให้แล้วครับ กองเรือแร็คนาร็อคยังคงส่งรายงานไปที่ฐานเวิร์ลพูลตามกำหนดการ คาดว่าคงไม่มีปัญหาอะไร” ฮาเก้นนั้นติดตามฉันมาตั้งแต่วินาทีแรกที่ฉันถูกรับเข้ามาในตระกูลฟอน ริทเธิร์น เขารู้จักฉันดีกว่าใคร “อยากให้ผมต่อสายไปถึงผู้บัญชาการนาตาชามั้ยครับ”

 

                “ไม่เป็นไร” ไม่ต้องติดต่อมาอีก ถ้าไม่มีเรื่องคอขาดบาดตาย นาตาชาบอกไว้อย่างนั้น กองเรือแร็คนาร็อคแข็งแกร่งมาก แค่พวกสัตว์ร้ายในท้องทะเลน่ะทำอะไรพวกเขาไม่ได้หรอก

 

                “คุณวอร์เรนจะมาพบในอีกครึ่งชั่วโมง ผู้พันจะพักสายตาสักงีบก็ได้นะครับ เดี๋ยวผมปลุกให้เอง” ใบหน้ายับย่นของเขาจะดูอ่อนโยนแบบนี้ก็ต้องเมื่อเราอยู่ด้วยกันสองคนเท่านั้น ฉันส่ายหน้าปฏิเสธความหวังดีของฮาเก้น ความอ่อนเพลียมันจางหายไปหมดตั้งแต่เมื่อสักครู่แล้ว ร่ำลือกันว่าเสียงดนตรีของแคเดนซ์แห่งเซเลสทีนนั้นสามารถเยียวยาผู้คนได้ บางทีนี่คงจะเป็นเวทมนตร์แบบหนึ่งเหมือนกันล่ะมั้ง “กองพล 104 เคลื่อนพลเข้าไปในพื้นที่สีแดงแล้วนะครับ ผู้พันจะให้ผมติดตามรายงานปฏิบัติการของพวกเขาด้วยมั้ยครับ”

 

                “เท่าที่จะเป็นก็พอ” กองพล 104 ของฉัน ไม่สิ ไม่ใช่ของฉันอีกแล้ว ต่อให้ฉันไม่อยู่ เฮเดรียนก็คงดูแลทุกคนได้อยู่แล้ว “แล้วเรื่องระเบิดเวทมนตร์ที่ดัสท์ฟอร์ดล่ะ มีอะไรคืบหน้าบ้างมั้ย”

 

                “ยังไม่มีฝ่ายไหนออกมาแสดงความรับผิดชอบในการระเบิดนั่นเลยครับ” แปลกจัง ทำเรื่องเอิกเกริกขนาดนั้นแต่กลับไม่ออกมาแสดงตัว งั้นก็แปลว่าบรรลุเป้าหมายไปเรียบร้อยแล้ว หรือจะเป็นพวกที่ต่อต้านขบวนการค้าทาสกันนะ แต่การระเบิดเมื่อวานนี้ผู้เคราะห์ร้ายส่วนใหญ่กลับเป็นพวกทาสนี่สิ “แต่มีผู้อยู่ในเหตุการณ์ที่เริ่มออกมาให้การถึงกลุ่มบุคคลน่าสงสัยบ้างแล้วนะครับ เห็นว่ามีการยืนยันถึงกลุ่มคนในชุดเสื้อคลุมที่มีรูปดวงตามากมายแบบที่ผู้พันเห็นอยู่ตามจุดต่างๆ ของการระเบิด ฝ่ายสืบสวนกำลังตรวจสอบว่าพวกเขาเป็นใคร”

 

                ฉันยังจดจำเสื้อคลุมสีขาวที่มีลวดลายดวงตาสีแดงพวกนั้นได้ พวกเขาคือตัวการ ไม่ผิดแน่ ฉันได้เห็นตอนที่พวกเขาร่ายเวทด้วยซ้ำ ถึงแม้ว่าหลังจากนั้นฉันจะจำอะไรไม่ค่อยได้ก็เถอะ ดูเหมือนฉันจะหยุดการระเบิดครั้งหนึ่งลงได้ ตอนที่ความเจ็บปวดแล่นผ่านสมองนั้น ฉันยังสัมผัสได้ถึงดัสท์ฟอร์ดทั้งเมืองราวกับมันอยู่ในอุ้งมือของตัวเอง นั่นมันอันตรายมากๆ ฉันเกือบที่จะบดขยี้ดัสท์ฟอร์ดไปแล้ว เกือบจะเผลอปลดปล่อยสิ่งที่น่ากลัวในตัวฉันออกมาเหมือนเมื่อตอนนั้น มันน่าตกใจจริงๆ ดัสท์ฟอร์ดอาจไม่ใช่เมืองใหญ่ แต่การที่ฉันสัมผัสถึงมันได้ทั้งหมดในอุ้งมือนี่ก็ออกจะเกินจริงไปหน่อย ความรู้สึกในตอนนั้นมันเหมือนกับว่าฉันไม่ได้เป็นตัวของฉันเองอย่างนั้นแหละ ทั้งๆ ที่เดี๋ยวนี้ฉันก็สามารถควบคุมพลังนี้ได้ดีมากแล้วนะ แต่ว่าตอนที่เกิดเรื่องขึ้นเมื่อคืนนี้ อย่างกับว่ามีบางสิ่งกำลังปะทุออกมาจากข้างในตัวของฉันอย่างนั้นแหละ

 

                ในขณะที่ชาวไฮเซ็นเบิร์กไม่สามารถใช้เวทมนตร์ได้ และการใช้พลังปราณก็เป็นศาสตร์ที่ไกลตัวพวกเราเหลือเกิน พลังจิตจึงเป็นหนทางสุดท้ายที่ชาวไฮเซ็นเบิร์กจะสามารถดึงพลังแอสทรัลในดวงวิญญาณออกมาช่วงใช้ เพียงแต่ผู้ที่สามารถใช้พลังจิตได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นมีจำนวนน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ไม่เหมือนกับเวทมนตร์หรือพลังปราณที่สามารถเรียนรู้สั่งสอนกันได้ พลังจิตนั้นเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ยากกว่านั้น

 

                และฉันก็เป็นหนึ่งในผู้ที่มีพลังจิตเข้มข้นอย่างที่หาได้ยากจริงๆ

 

                นี่อาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่พวกฟอน ริทเธิร์นให้ความสนใจกับฉันมากเป็นพิเศษก็ได้ล่ะมั้ง ตอนนั้น เมื่อคราวที่ฉันได้ระเบิดพลังออกมาเป็นครั้งแรก ฉันได้บดขยี้ทุกสิ่งที่อยู่ในรัศมีรอบตัวเป็นวงกว้างจนแหลกเหลว แม้จะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม หลังจากนั้นฉันก็ถูกพาตัวไปไว้ในไอร์อ้อนสไปร์ หอคอยที่คุมขังนักโทษร้ายแรง และได้เข้ารับการทดสอบมากมายหลายอย่าง แม้แต่ตัวฉันในตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ จนเมื่อตระกูลฟอน ริทเธิร์นมารับฉันไปนั่นแหละ พวกเขาจึงได้เริ่มโครงการจูเวไนล์ขึ้นอย่างเป็นทางการ

 

                ฉันไม่ใช่ผลผลิตของโครงการหน่วยรบพลังจิต แต่ฉันคือหัวใจของมัน คือรากฐานแรกเริ่มของพวกจูเวไนล์ พวกเขานำเอาสูตรสารเคมีและรูปแบบการกระตุ้นต่างๆ ที่ได้มาจากผลการทดลองกับตัวฉันไปใช้กับพวกเด็กๆ ที่ถูกคัดเลือกมาเข้าโครงการ ตอนแรกพวกเขาเลือกทำการทดลองกับพวกนักโทษและทหารอาสาสมัคร แต่ผลที่ได้ออกมานั้นกลายเป็นฝันร้าย พออายุล่วงเลยถึงวัยหนึ่ง สมองจะไม่สามารถทนรับการกระตุ้นที่รุนแรงขนาดนั้นได้อีก เด็กๆ จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า และนั่นคือเหตุผลที่โครงการนี้ถูกเรียกว่าจูเวไนล์ หรือเหล่ายุวชนตามสำเนียงเก่าแก่ของอวาลอน

 

                ทำไมฉันถึงมีพลังจิตเข้มข้นมากกว่าใคร เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ยังไม่มีใครสามารถหาคำตอบได้ บางทีมันอาจจะเกี่ยวกับชาติกำเนิดที่คลุมเครือของฉัน อาจจะเกี่ยวข้องกับโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ก่อนที่ฉันจะถูกส่งเข้าไปอยู่ที่ศูนย์อนาไฮม์ พวกเขาไม่เคยบอกว่าพ่อแม่ที่แท้จริงของฉันเป็นใคร แต่ฉันพอจะจดจำพวกท่านได้ เหมือนภาพเลือนรางในม่านหมอก ฉันพอจะจดจำไออุ่นของอ้อมกอดสุดท้าย จดจำรถม้าที่กำลังวิ่งทะยานออกไปโดยมีสัตว์ร้ายพวกนั้นไล่ตามมาติดๆ พวกเราไม่ควรมาอยู่ที่นี่ น้ำเสียงอ่อนโยนที่หวาดกลัวเอ่ยขึ้นมา ฉันยังจดจำน้ำตาของผู้หญิงคนนั้นได้ เธอน่าจะเป็นแม่ของฉัน ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเสียจนฉันไม่ทันได้ตกใจ ก่อนที่แสงสว่างตรงขอบฟ้าจะเปล่งประกายจนแสบตา แล้วมันก็ไม่มีอะไรเหลืออีกเลย

 

                อากาศยามค่ำคืนนั้นสดชื่นขึ้นกว่าเมื่อคืนก่อน แม้อันเดอร์คลาวด์จะเต็มไปด้วยเสียงจอแจและกลิ่นเหม็น ฉันตั้งใจเมินคำเตือนของฮาเก้นที่บอกว่าไม่ควรจะปรากฏตัวให้ใครเห็น ก่อนจะเปิดประตูระเบียงห้องนอนแล้วก้าวออกไปข้างนอก เครื่องเล่นแผ่นเสียงยังคงขับขาน รัตติกาลโอบกอดเหล่าผู้คนที่หลงใหลในความมืด เพราะว่ามันทั้งน่าหวาดกลัวและน่าหลงใหล พวกเราจึงถูกชักจูงเข้าสู่เส้นทางแห่งบาปได้อย่างง่ายดาย ฉันสูดลมหายใจเข้าไปอีกครั้ง สัมผัสอากาศเย็นเฉียบในปอด สัมผัสความสงบนิ่งของโลกอันอ้างว้าง ซึ่งจะมีคนมากมายนับพันที่ไม่อาจได้สัมผัสมันอีกแล้วในคืนพรุ่งนี้

Card Cast

Ragnelle Hall, Countess of Celidon

Mary Hall

Sir Gawain

Shin

Shilin

Truruoka Tatara

Jenkinn Holler

Cover Up

       แม้แต่ตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็ยังไม่ได้อยู่กันอย่างสุขสบายเหมือนที่ใครๆ คิด The People พาคุณมุ่งหน้าสู่ดินแดนแห่งความขัดแย้งอันล้ำหน้า ร่วมพูดคุยกับชายหนุ่มผู้เป็นเช่นรากฐานแห่งอนาคตของรัฐบาลที่กำลังจะเกิดใหม่ เรื่องลับๆ ภายในรั้วบ้านที่ไม่เคยมีใครรู้ ข่าวลือมากมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังสัญลักษณ์หมาป่าคำราม เพราะฟอน ริทเธิร์น คือทุกสิ่งทุกอย่างของไฮเซ็นเบิร์ก และพวกเขาจะทำทุกอย่างเพื่อให้มั่นใจว่ามันจะเป็นเช่นนั้นไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

After Match

Natalie will keep going on

  • Google+ - White Circle
  • Twitter - White Circle
  • Facebook - White Circle

© 2017 by Commandeer TCG                                                                                                                                   
E-mail: commandeertcg@gmail.com
Tel: (66)85-1520522 , (66)813016679
148/4 Sukhumvit 22 Sukhumvit Road Klongtoey Bangkok 10110, Thailand