Leak of Doom

Story : Re-Peat Again

Illust : Bytomtypl

                ร่างนั้นเริ่มส่งกลิ่นแล้ว หลังจากค้นหากันมาตลอดช่วงเช้า ฉันก็สังหรณ์ใจอยู่บ้างแล้วว่าอาจจะพบเธอในสภาพแบบนี้ เมื่อคืนเธอบอกว่าเจอร่องรอยของหมูป่า คนของหน่วยลาดตระเวนแทบทั้งหมดล้วนเป็นพรานมือฉมัง และพวกเราก็เริ่มจะเบื่อเนื้อตากแห้งชื้นๆ ที่เริ่มจะมีราขึ้นแล้วด้วย ดังนั้นตอนที่เธอบอกว่าจะออกไปตามรอยหมูป่าตัวนั้น ทุกคนจึงไม่ได้รั้งเธอไว้ มันเป็นคืนที่เจ็ดของการเดินทาง หลังจากเหตุร้ายในคืนแรก ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะสงบราบรื่นมาตลอด ตราบใดที่พวกคนของเอ็นเก็ทสึยังรู้สึกว่าฉันยังอยู่ในโอวาท พวกเขาพอจะละเลยการกระทบกระทั่งเล็กๆ น้อยๆ ไปได้ ทุกอย่างเหมือนจะดำเนินไปอย่างเป็นปกติ ความเหนื่อยและความหิวก็เลยทำให้พวกเราประมาท

 

                “เธอคงจะไม่ทรมานใช่มั้ยเดชา” ฉันพิจารณาดูบาดแผลที่บริเวณช่วงท้องของศพ เรี่ยวแรงมหาศาลที่ฉีกกระชากร่างของเธอเสียจนเกือบขาดเป็นสองท่อนนั้นคงจะเป็นของสัตว์ใหญ่แน่ๆ ถึงแม้ฉันจะคุ้นชินกับสภาพน่าสยดสยองของความตายอยู่แล้ว แต่ฉันก็ยังไม่คุ้นเคยต่อความตายที่สดใหม่แบบนี้นัก

 

                “จะไปรู้เหรอ เธอคุยกับวิญญาณได้ไม่ใช่รึไง ก็ลองถามเค้าดูเองสิ” น้ำเสียงของเดชาไม่สู้ดีนัก เพื่อนร่วมหน่วยของเขาจากไปทั้งคนนี่นะ ฉันไม่สนิทกับผู้หญิงที่เสียชีวิตคนนี้เท่าไหร่ เธอมาจากหมู่บ้านเขตห้า เป็นคนแปลกหน้าที่เคยเห็นกันเพียงผ่านๆ แต่อย่างน้อยเธอก็อุตส่าห์มีน้ำใจอาสาร่วมทางมาส่ง เป็นเพราะฉันแท้ๆ ที่ทำให้เธอต้องมาพบกับชะตากรรมเช่นนี้ ถ้าวิญญาณของเธออยู่แถวนี้ ฉันคงไม่รู้จะขอโทษยังไงดีเลย แต่วาไม่มีร่องรอยของดวงวิญญาณผู้หญิงคนนี้อยู่ในที่แห่งใดเลย เป็นไปได้สูงว่าวิญญาณของเธอจะกลับคืนสู่กระแสธารแห่งวิญญาณไปเรียบร้อยแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าเป็นการตายที่หมดจด ไม่เหลืออะไรให้ติดค้างอีก ฉันดีใจที่ดวงวิญญาณของเธอได้พบกับความสงบนั้น

 

                “รอยเท้าหมูป่าเต็มไปหมด ยัยหวายคงจะพลาดเองจริงๆ” พี่นราเงยหน้าขึ้นจากพื้นดินรอบๆ พลางผิวปากเรียกมั่นที่ออกไปตรวจสอบร่องรอยบริเวณใกล้ๆ “รอยเท้าไม่ใหม่นัก เรื่องน่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนรุ่งสาง”

 

                “หมูป่านั่นน่าจะบาดเจ็บแค่เล็กน้อยเท่านั้นครับ มีรอยเลือดนิดหน่อยตรงแถวพงหญ้าทางนู้น ป่านนี้น่าจะเผ่นไปไกลลิบแล้วล่ะ” มั่นกำลังกังขา เสียงข้างในจิตใจของเขาบอกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง ผู้ตายเป็นพรานชั้นเลิศ ไม่มีทางโดนจู่โจมโดยไม่ตั้งตัวแน่ แล้วทำไมหมูป่านั่นถึงได้แทบไม่บาดเจ็บเลย “ไม่น่าเชื่อเลยนะครับ พรานมือรางวัลอย่างพี่หวายจะโดนเล่นงานได้ หมูป่านั่นมันแน่จริงๆ”

 

                “บางที ไอ้ที่เล่นงานหวายอาจไม่ได้มีแค่หมูป่านั่นก็ได้” เดชาหยิบคันธนูของผู้ตายซึ่งหักในสภาพร่องแร่งอยู่บนพื้นขึ้นมาพิจารณาใกล้ๆ “มีคนเฉือนสายธนูของยัยนี่เอาไว้ ตอนที่จะยิงมันก็เลยขาด ที่ตาซ้ายมีแผลอยู่ด้วย สายธนูที่ขาดคงจะดีดเข้าหน้าพอดี เพราะอย่างนี้ก็เลยเสียจังหวะ”

 

                “แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็หมายความว่าพี่หวายโดนวางแผนฆ่าน่ะสิ” มั่นกัดฟันกรอด ถ้ารูปการออกมาแบบนี้ ไม่ต้องอ่านใจได้ก็พอจะรู้ว่าพวกเขาสงสัยใคร “งั้นเราจะทำยังไงกันดีล่ะ”

                หลังจากฝังศพเรียบร้อย พวกเราสี่คนก็ตรงดิ่งกลับมายังค่ายพักแรมอย่างรวดเร็ว เราจะทำยังไงกันต่อไปดี ในหัวของเดชานั้นพวยพุ่งไปด้วยโทสะเหมือนระเบิดที่ถูกจุดชนวน เขาดูจะหงุดหงิดเป็นพิเศษมาตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว ตอนที่พบว่าเพื่อนของเราหายไปคนหนึ่ง พวกเอ็นเก็ทสึปฏิเสธที่จะออกค้นหาหรือรั้งรออยู่ พวกเราไม่มีเวลาสำหรับตัวถ่วง คุณยูคาริพูดเอาไว้อย่างนั้น จนเมื่อฉันยืนกรานว่ายังไงก็จะออกไปช่วยหาด้วยตัวเองนั่นแหละ พวกเขาถึงยอมหยุดพักต่ออีกสักครู่ ยังไม่ออกเดินทางไปไหนต่อ

 

                “ใจเย็นก่อนเอาไว้นะเดชา นี่อาจเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดก็ได้” แต่ธนูที่ถูกควั่นสายนั่นเป็นเรื่องจริง ฉันไม่รู้หรอกว่าเดชารับฟังมากน้อยแค่ไหน เขาแค่พยักหน้า แต่ในหัวของเขาไม่ได้ลดความร้อนแรงลงเลย มันมีแต่ถ้อยคำเกรี้ยวกราด มีกระทั่งวิธีการเอาคืนอย่างสาสม นี่นายกลายเป็นคนโมโหร้ายแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ

 

                พวกเราที่เหลือกำลังรอฟังข่าวอยู่ที่บริเวณรอบนอกของค่ายพัก ทุกคนดูมีสีหน้าร้อนใจ คงเพราะเห็นว่าพวกเราหายไปนาน พวกคนของเอ็นเก็ทสึกระจัดกระจายกันอยู่รอบกองไฟ ท่าทางไม่ได้ใส่ใจอะไรกับพวกเรานัก เดชาไม่ตอบคำถามใครแม้แต่คนเดียว เขามุ่งหน้าตรงไปยังจุดที่คุณยูคารินั่งอยู่กับพวกมิโกะคนอื่นๆ ก่อนจะโยนธนูของหวายลงไปตรงกลางวงสนทนาของพวกเธอ

 

                “ต้องให้เฆี่ยนกันจริงๆ สักครั้งใช่มั้ย ถึงจะทำให้ลิงป่าเถื่อนพวกนี้มารยาทขึ้นมาได้บ้าง” คุณรันโคซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ คุณยูคาริจ้องเดชาเขม็ง ซึ่งอีกฝ่ายก็ตอบโต้ด้วยสายตาที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

 

                “เป็นยังไงบ้างล่ะ” คุณยูคาริกลับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดูใจเย็นกว่า “เจอศพมั้ย”

 

                “แก!!” โทสะเดือดพล่านเกือบจะกระตุ้นให้เดชาพุ่งเข้าใส่คุณยูคาริแล้ว แต่ฉันที่สัมผัสได้ก่อนรั้งแขนเขาเอาไว้แน่น “แสบมากนะ เรื่องนี้จบไม่สวยแน่”

 

                “จบไม่สวยอะไร คนของพวกแกออกไปตายข้างนอกนั่นเอง เกี่ยวอะไรกับพวกเราล่ะ” คุณรันโคเลื่อนมือของเขาลงแตะที่ด้ามดาบ สองคนนี้ฟาดปากกันทีไรก็เป็นเรื่องใหญ่ทุกครั้ง

 

                “ไม่เกี่ยวแล้วรู้ได้ยังไงว่าหวายตายแล้ว” ยิ่งเห็นท่าทางแบบนั้นของคุณรันโค เดชาก็ยิ่งพลุ่งพล่าน พี่นรีที่เพิ่งจะตามมาถึงจึงต้องมาช่วยผลักเดชาให้ถอยไปเพื่อเรียกสติ

 

                “ก็เห็นพวกนายคุยโวกันนักนี่ ว่าเป็นพรานชั้นยอด หายไปนานขนาดนั้น ยังไงก็คงไม่กลับมามือเปล่าแน่” ดวงตาเยือกเย็นของคุณยูคาริทำทีว่าปรายไปทางกลุ่มพวกหน่วยลาดตระเวนซึ่งค่อยๆ ทยอยกันเดินเข้ามาใกล้ “แต่ว่าไม่เห็นผู้หญิงคนนั้นกลับมาด้วย งั้นก็แสดงว่าตายไปแล้ว”

 

                “โธ่ จริงเหรอครับท่านมิโกะ น่าสงสารจริงๆ ต้องมาเสียชีวิตไกลบ้านแบบนี้” พอทราบถึงชะตากรรมของพี่หวาย หัวหน้าทหารของเอ็นเก็ทสึก็สะอึกสะอื้นขึ้นมาทันที อารมณ์สุดโต่งแบบนี้ของเขาสร้างปัญหาให้ฉันมากเลย ทันทีที่คลื่นความสะเทือนใจไหลมากระทบความคิด ดวงตาของฉันก็รื้นน้ำขึ้นมาด้วยเหมือนกัน

 

                “เงียบนะอิวาโอะ” คุณรันโคตวาด “จันทรากลับมาแล้ว ถ้าว่างมากนักก็ไปบอกพวกคนงานให้เตรียมตัวเดินทางต่อกันได้แล้ว”

 

                “มีใครบางคนเล่นตลกกับธนูของหวาย” พี่นราโพล่งออกมาในที่สุด เธอพยักหน้าไปทางซากธนูที่กองอยู่บนพื้น พวกมิโกะที่นั่งอยู่ตรงนั้นก้มลงมองตามพร้อมๆ กัน เห็นแบบนี้ฉันก็อดนับถือพวกเธอไม่ได้ ขนาดทำท่าว่าจะเกิดเรื่องวิวาทขึ้นใกล้ตัว พวกเธอยังไม่ขยับลุกหนีไปไหน ไม่แม้แต่จะส่งเสียงร้องด้วยซ้ำ

 

                “สายธนูโดนเฉือน” คุณรันโคดูออกในปราดเดียว เขาหันไปสบตากับคุณยูคาริแวบหนึ่ง ฉันจับสัมผัสได้ถึงความรู้สึกไม่สบายใจที่แทรกผ่านออกมาจากกำแพงความคิดของพวกเขา “แล้วไง จะบอกว่าเป็นฝีมือพวกเรางั้นสิ”

 

                “นั่นก็น่าสงสัยอยู่จริงมั้ย” พี่นราตอบ พวกเราก็มีกันอยู่แค่นี้ มันก็ต้องเป็นฝีมือใครสักคนอยู่แล้ว “แต่ว่าไม่เป็นไรหรอก ถึงคาดคั้นไปก็คงไม่มีใครยอมรับ เสียแรง เสียเวลากันเปล่าๆ อุบัติเหตุมันเกิดขึ้นได้นี่นะ”

 

                แม้เดชาจะแสดงท่าทีฮึดฮัด แต่พี่นราก็ตัดบทเดินจากไปเพียงเท่านั้น ถ้าหากว่าเธอขู่อาฆาตหรือวางตัวเป็นศัตรูออกมาอย่างเปิดเผยเลย มันคงจะเข้าใจได้ง่ายกว่า และพวกคุณยูคาริก็คงไม่มีสีหน้าลำบากใจแบบตอนนี้ พวกเราถูกไล่ต้อนเข้ามาสู่สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดของการร่วมทางกันแล้ว แม้ในหัวของแต่ละฝ่ายต่างจ้องจะหาทางเล่นงานกันตลอดเวลา แต่ทุกคนก็จะสงวนท่าที และพยายามวางตัวสุภาพต่อกันมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ต่อไป พวกเขารู้ดีว่าหากอยู่เฉยย่อมตกเป็นเหยื่อ แต่จะไม่มีใครชิงลงมือออกหน้า รอให้มีใครสักคนพลั้งเผลอ ลิดรอนกำลังของอีกฝ่ายลงไปเรื่อยๆ ฉันจะทำยังไงดีนะเพื่อหยุดสภาพที่เป็นอยู่ในตอนนี้

 

                มีเรื่องหนึ่งที่ยังคงรบกวนจิตใจฉันอยู่ไม่คลาย จุดเริ่มต้นของความบาดหมางนี้อาจจะเกิดขึ้นจากการที่คนของเอ็นเก็ทสึใช้อำนาจหักหาญพาตัวฉันมาจากสุริยา แต่ว่าใครกันล่ะที่เป็นคนจุดชนวนสัญญาณการเข่นฆ่ากันในตอนนี้ มันเริ่มมาจากการหายตัวไปของทหารเอ็นเก็ทสึสองคน แต่ว่าใครกันหนอที่เป็นคนลงมือ ฉันพยายามสำรวจความคิดของทุกคนในหน่วยลาดตระเวนดูแล้ว ไล่สำรวจไปจนถึงในหัวของพวกทหารเอ็นเก็ทสึเลยด้วยซ้ำ ใช้ทั้งคำถามหลอกล่อ ทั้งการเฝ้าสังเกตต่างๆ นาๆ แต่ไม่มีใครเลยที่หลุดข้อมูลอะไรออกมา ไม่มีใครรู้เบื้องหลังการหายตัวไปของสองคนนั้นเลย

 

                ความจริงแล้วมันก็พอจะเข้าใจได้ ที่เมื่ออยู่ในคณะเดินทางกลุ่มนี้แล้วการพยายามฟังเสียงในจิตใจของคนอื่นดูเป็นเรื่องยากลำบากกว่าปกติ พวกเขาทั้งสองฝ่ายต่างก็ต้องรู้กันอยู่บ้างแล้วว่าฉันสามารถทำอะไรได้ คงจะมีการเตรียมตัวและฝึกฝนการป้องกันจิตใจของตัวเองในระดับหนึ่ง แต่ฉันก็ฝึกฝนการใช้พลังของตัวเองมาจากท่านศิวะเชียวนะ แม้พวกเขาจะป้องกันดีแค่ไหน ฉันก็มั่นใจว่าสามารถเจาะพวกเขาได้ในระดับหนึ่งล่ะ จะมีก็แต่บางคนเท่านั้นที่เป็นปัญหามากๆ อย่างคุณยูคารินั้นไม่ต้องพูดถึง อย่างกับปราสาทน้ำแข็ง ทั้งลึกลับและเต็มไปด้วยแง่มุมที่ไม่อาจแตะต้อง คุณรันโคเองก็มีเกราะกำบังจิตใจที่เข้มแข็งมากเช่นกัน เหมือนกับความคิดของเขาถูกห่อหุ้มเอาไว้ด้วยม่านบางๆ ที่ให้ความรู้สึกสงบนิ่ง คงเป็นผลมาจากการฝึกตนในวิถีของซามูไรล่ะมั้ง คุณอิวาโอะ หัวหน้าทหารคนนั้นก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ยากจะเข้าถึง ไม่ใช่เพราะกำแพงจิตใจหรอก แต่เป็นคลื่นอารมณ์ที่ผันผวนรุนแรงเสมอของเขา พวกคนที่อารมณ์อ่อนไหวมากๆ มักจะมีสัมผัสบางอย่างที่ทำให้ฉันรู้สึกกระอักกระอ่วนจนยากจะเข้าใกล้

               

                ทางฝั่งหน่วยลาดตระเวนของสุริยาเองก็ใช่ย่อย พี่เอกนรานั่นก็คนหนึ่งล่ะที่ฉันล้วงข้อมูลออกมาไม่ได้เลย ได้ยินว่าครอบครัวของเธอเป็นพรานมือฉมัง ทั้งยังเป็นพวกหมออาคมด้วย ส่วนเดชา รายนี้ไม่ค่อยจะปิดบังความคิดตัวเองเท่าไหร่ แต่หมู่นี้ในหัวของเขามักยุ่งเหยิงไปด้วยเรื่องหงุดหงิดรำคาญใจเสียจนฟังอะไรแทบไม่รู้เรื่อง ฉันไม่คิดว่าเดชาพยายามจะซ่อนอะไรเอาไว้หรอก เรารู้จักกันมานานมาก เขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ฉันสามารถฟังเสียงได้อย่างสบายใจมาตลอด

                พวกเราออกเดินทางกันต่อหลังจากนั้นไม่นาน เมฆตั้งเค้ามืดครึ้มมาอีกแล้ว พอผ่านไปได้ไม่กี่ชั่วโมงฝนก็เทลงมาห่าใหญ่อีกคำรบ พวกเราตัดสินใจถูกที่เปลี่ยนเส้นทางมาใช้ถนนของเมืองเสียน เพราะเท่าที่รู้มาคร่าวๆ ตอนนี้ถนนฝั่งเทือกเขาเงาทมิฬจมน้ำไปเรียบร้อยแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเราจะหนีปัญหาพ้น คุณยูคาริบอกว่าค่ำนี้เราน่าจะพ้นแนวชายป่า มุ่งเข้าสู่ทุ่งหญ้าของเนินโพรงกระต่าย มันเป็นสถานที่อันตรายที่คนส่วนใหญ่มักจะหลีกเลี่ยง พี่นราบอกว่าตราบใดที่ยังเกาะเส้นทางลัดผ่านทุ่งหญ้าก็จะไม่เป็นอะไร ถึงแม้จะมีความเสี่ยงที่ต้องเผชิญหน้ากับผู้พิทักษ์แห่งทุ่งหญ้า แต่นั่นก็ดีกว่าการมุ่งหน้าขึ้นสู่เนินโพรงกระต่ายแน่ๆ

 

                “เนินนั่นมีอะไรน่ากลัวงั้นเหรอคะ” ฉันพยายามชวนคุณยูคาริคุยบ่อยๆ เผื่อว่ามันจะช่วยลดทอนความรู้สึกแง่ลบออกไปจากใจของเธอได้บ้าง “เป็นรังของสัตว์ร้ายหรือว่ามีวิญญาณสิงสู่อย่างนั้นเหรอ”

 

                “เธอเคยได้ยินเรื่องของเมืองที่ชื่อว่าดรีมเกทมั้ยล่ะ” ครั้งนี้เธอให้ความร่วมมือดีแฮะ คงจะเบื่อที่ต้องนั่งอยู่บนเกี้ยวเฉยๆ ตลอดทั้งวันแน่เลย “เมืองนั้นเป็นจุดที่มีการผันผวนทางมิติอย่างรุนแรง พวกจอมเวทของหมู่เกาะเลมิวเรียก็เลยส่งคนมาควบคุม ทำให้กลายเป็นศูนย์กลางของประตูมิติโลกไปเลย”

 

                “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ....” ฉันยังไม่ทันจบคำถาม เสียงในหัวของคุณยูคาริก็ตอบจนกระจ่างแจ้งเรียบร้อยแล้ว เนินโพรงกระต่ายเองก็เป็นจุดที่มีการผันผวนทางมิติรุนแรงเหมือนกับดรีมเกท เพียงแต่ว่าไม่มีใครมาคอยควบคุม มันก็เลยกลายเป็นสถานที่อันตราย เพราะคนที่เหยียบย่างเข้าไปนั้นไม่มีทางรู้เลยว่าจะหลุดผ่านประตูมิติเข้าไปตอนไหน และจะถูกส่งไปยังที่ใด

 

                “ว่ากันว่าการผันผวนทางมิติพวกนี้เป็นสิ่งที่หลงเหลือตกค้างอยู่จากสงครามแห่งทวยเทพ มันก็เลยมีโอกาสที่ผู้เคราะห์ร้ายอาจจะถูกส่งผ่านไปยังมิติอื่นที่ไม่ได้อยู่ในเซ็นเทอร์ราด้วยก็ได้” คุณยูคาริเสริมในส่วนที่เธอไม่ได้กล่าวเอาไว้ในความคิด

 

                “งั้นเราก็มีโอกาสได้ไปเที่ยวมหาเทวาลัยด้วยสิคะ” ฉันพยายามหาส่วนที่ดีที่สุดมานำเสนอ แต่คุณยูคาริเพียงมองด้วยสายตาเหยียดๆ เท่านั้น จ๋อยเลยสิเรา

 

                “ในบรรดามิติทั้งห้าที่เรารู้จัก เธอลืมเดอะวอยด์กับนรกไปได้ยังไงกันนะ” นั่นสินะ ถ้าเป็นเรื่องของการข้ามผ่านมิติ โอกาสที่จะหลุดเข้าไปในสถานที่อันตรายนั้นมีมากกว่าตั้งเยอะ ตำนานของดิไวน์เนอร์เล่าว่า เซ็นเทอร์รานั้นเป็นมิติที่อยู่ตรงกลางระหว่างมิติทั้งหมด สูงขึ้นไปคือสรวงสวรรค์ มหาเทวาลัยอันเป็นดินแดนของดิไวน์เนอร์ และเบื้องล่างคือนรกภูมิที่คุมขังเหล่ามารร้าย นอกจากนี้ยังมีกระแสธารวิญญาณ ศูนย์รวมของดวงวิญญาณทั้งหลาย และเดอะวอยด์ มิติลี้ลับที่ยากจะหยั่งถึง

 

                “แต่มันยังมีอีกสามมิติที่เรายังไม่รู้ว่าคืออะไรนะคะ บางทีมันอาจจะมีสถานที่ดีๆ ซ่อนอยู่ด้วยก็ได้” ฉันเคยอ่านเจอในนิตนสารเซ็นเทอร์ราโครนิเคิล พวกเขายกข้อความในบันทึกเก่าแก่ของดิไวน์เนอร์ชิ้นหนึ่งมาอ้าง ถ้อยคำนั้นถูกเขียนด้วยอักษรรูนซึ่งน้อยคนนักที่จะอ่านออก แต่พวกเขาอ้างว่าข้อความนั้นระบุถึงมิติทั้งแปดอย่างชัดเจน “เราไม่ควรมองอะไรในแง่ร้ายไปซะทั้งหมดจริงมั้ยคะ”

 

                “แต่เราควรจะมองอะไรตามความเป็นจริง” ดูเหมือนเธอจะไม่เชื่อทฤษฎีมิติทั้งแปดเท่าไหร่แฮะ ก็นั่นสินะ คนส่วนใหญ่มองว่าโครนิเคิลชอบหยิบเรื่องนู้นเรื่องนี้มาจับแพะชนแกะไปเรื่อยเปื่อย เรื่องของมิติทั้งแปดนี่ก็ฟังดูออกจะเป็นนิทานก่อนนอนไปสักหน่อย “นี่จันทรา เธอสนิทกับพวกคนที่ตามมาด้วยมากมั้ย”

 

                เอ๋ อารมณ์ไหนกันนะ อยู่ๆ ก็ถามขึ้นมาแบบนี้

 

                “คุณคงไม่ได้คิดจะทำอะไรพวกเขานะคะ” คงไม่ใช่แบบ ถ้าไม่สนิทเท่าไหร่ก็แล้วไป ถ้าสนิทก็ขอโทษด้วย อะไรแบบนี้นะ “พวกเขาเป็นเพื่อนที่สำคัญมากๆ ของหนูค่ะ”

 

                “ชั้นก็แค่อยากรู้ว่าทำไมพวกเขาถึงยอมเสี่ยงชีวิตติดตามเธอมาด้วย ทั้งที่เกลียดขี้หน้าพวกชั้นขนาดนี้” เธอกำลังนึกถึงพี่หวาย นึกถึงคนที่ตายไป นี่เกือบจะเป็นความอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยนะเนี่ย อย่างกับว่าคุณยูคาริกำลังสงสารพวกเขาอย่างนั้นแหละ “เธอคงจะเป็นคนพิเศษมากๆ เลยสินะ”

 

                แปลกดีแฮะ เมื่อคืนนี้ตอนที่พวกวิญญาณเจ้าที่มาทักทาย พวกเขาก็ถามคำถามแบบเดียวกันนี่เป๊ะเลย พวกเขาดูจะประหลาดใจที่เห็นคณะเดินทางร่วมของเอ็นเก็ทสึกับสุริยา ยมบอกว่าพวกเจ้าที่แถบนี้ไม่ค่อยคุ้นกับคนเดินทางกลุ่มใหญ่ขนาดนี้เท่าไหร่ ก็เลยมีอาการอยากรู้อยากเห็น พวกเขาใจดีมากทีเดียว ช่วยเตือนฉันด้วยว่าทางข้างหน้าค่อนข้างอันตราย แต่เราคุยกันได้ไม่นานเท่าไหร่เพราะฉันเหนื่อยจากการเดินทางเอามากๆ ถึงจะนั่งอยู่บนเกี้ยวตลอดมันก็เพลียเอาเรื่องเหมือนกัน ยมก็เลยแยกไปคุยกับพวกเจ้าที่ต่อตามลำพังขณะที่ฉันเข้านอน

 

                ยมเองก็เป็นอีกคนที่ออกอาการเหม็นหน้าคนของเอ็นเก็ทสึอย่างชัดเจน แม้เขาจะไม่ปรากฏตัวออกมาบ่อยนัก แต่เขาก็อ้างว่ารับรู้ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นตลอด ดูเหมือนตุ๊กตาไม้ในขวดแก้วนั่นจะเป็นช่องทางการรับสาสน์ต่างๆของเขา วันก่อนตอนที่ฉันลองเอาขวดแก้วนั่นไปซุกไว้ในก้นกระเป๋าเดินทางทั้งวัน ยมโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงเลยล่ะ น่ารักชะมัด

 

                “พวกเรามาถึงเขตทุ่งหญ้าแล้วนะครับ” เสียงของคุณรันโคลอดผ่านม่านบังตาตรงฝั่งของคุณยูคาริเข้ามา “พวกคนงานเสนอว่าเราควรจะหยุดพักทานอาหารก่อนข้ามทุ่งหญ้า”

 

                “งั้นหยุดพักสักครู่ก็ได้” คุณยูคาริเองก็อยากอกไปยืดเส้นยืดสายข้างหน้าเต็มแก่แล้วล่ะมั้ง ฉันเองก็เป็นห่วงพวกเดชาเหมือนกัน

 

                แสงจันทร์เบียดแทรกม่านเมฆขมุกขมัวลงมาอย่างยากลำบาก สายฝนยังคงโปรยปรายลงมาไม่หยุด เสียงฟ้าคำรามขานรับกันอยู่เบื้องบนชวนให้ใจสั่น ฉันก้าวลงจากรถเกี้ยวพลางน้อมศีรษะขอบคุณม้าลากรถที่อุตส่าห์เหนื่อยแทนพวกฉันมาตลอดทาง พวกเรามาถึงสุดชายเขตแดนของป่าพยัคฆ์แล้วจริงๆ เกือบสัปดาห์อันยาวนานได้ทิ้งหมู่บ้านสุริยาเอาไว้เบื้องหลังแสนไกล ถึงตอนนี้จะหันมองย้อนกลับไปก็ไม่มีแม้แต่กลิ่นอายหลงเหลือให้ได้โหยหาเสียแล้ว แนวต้นไม้สูงใหญ่ไหวเอนด้วยแรงลมอยู่เบื้องหลัง ด้านหน้าคือทุ่งหญ้ากว้างไกลสุดลูกหูลูกตาสลับกับเนินสูงๆ ต่ำๆ แนวหญ้าสูงท่วมถึงเอวส่ายไหวราวกับเกลียวคลื่น นี่สินะทุ่งโพรงกระต่าย ในที่สุดเราก็มาถึงจนได้

 

                พวกคนงานพยายามหาไม้แห้งแล้วหินมาก่อไฟ แต่ท่ามกลางพายุฝน ทั้งหมดนั่นก็เป็นไปอย่างยากลำบาก สุดท้ายพวกเขาก็ลงเอยด้วยการแจกเนื้อแห้งและธัญพืชกันคนละนิดหน่อย เทียบกับฝั่งพวกเดชาแล้ว ดูเหมือนการเดินทางช่วงเย็นที่ผ่านมาจะผลิดอกออกผลเป็นห่านป่าและนกกระทาพวงเบ้อเริ่ม

 

                “แต่ก่อไฟไม่ได้ก็เท่านั้นแหละ” พี่นราถอนใจ ก่อนจะหันไปทางเดชา “ว่าไง พอจะสละกระสุนมาสักสองสามนัดได้มั้ย”

 

                “เฮ้ย ของแพงนะนั่น” เมื่อรู้ว่าพี่นราต้องการอะไร เดชาถึงกับสีหน้าเหยเกไปเลย

 

                “จันทรา อยากกินนกกระทามั้ย ดูสิตัวอ้วนมากเลยนะ ปล่อยให้เน่าไปเสียดายแย่” นี่มันความสามารถในการบีบบังคับระดับตัวแม่จริงๆ สมแล้วที่เธอเป็นพี่ใหญ่ของน้องๆ ตั้งสามคน

 

                “เออๆ เข้าใจแล้ว” เดชากัดฟันกรอด ก่อนจะปลดกระสุนปืนออกจากซองกันน้ำส่งให้พี่นราสองนัด “แค่นี้ก็พอแล้วน่า ไม่ต้องมาจ้องแบบนั้นเลย”

 

                หลังจากรับเอากระสุนพวกนั้นมาแล้ว พี่นราก็จัดแจงใช้มีดแงะเอาปลอกกระสุนออก แล้วโรยผงดินปืนข้างในลงบนเศษผ้าที่ปูไว้ ก่อนที่เธอจะลากนิ้วไปในอากาศอย่างคล่องแคล่ว วงเวทรูปจัตุรัสกากบาทปรากฏขึ้นพร้อมกับเสียงอากาศแตกตัวออก ขนนกสีน้ำตาลปลิวสะบัด ร่างเพรียวบางพุ่งทะยานออกมาจากรอยแยกของอากาศตรงกลางวงเวทนั้น เหยี่ยวภูเขาตัวโตที่มีผ้าพันคอสีแดงผูกอยู่ปรากฏกายออกมาจากความว่างเปล่า ดึงดูดสายตาของทุกคนแม้แต่พวกมิโกะจากเอ็นเก็ทสึ มันกระพือปีกบินวนไปรอบๆ ก่อนจะร่อนลงมาเกาะบนแขนของพี่นรา พวกเดชาดูจะไม่ตื่นเต้นอะไรนัก แต่ฉันเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก นี่คือสัตว์อัญเชิญประจำตัวของเธอ

 

                “ระกา ขอไฟหน่อย” พี่นรากระซิบพลางเอานิ้วไซร้ด้านข้างจะงอยปากของสัตว์อัญเชิญเบาๆ ระกาส่งเสียงขานรับ ก่อนจะตีปีกโผลงไปเหนือกองผงดินปืน มันอ้าปากแล้วสำลักเอาก้อนลูกไฟดวงใหญ่ออกมาหนึ่งคำ เพียงเท่านั้นดินปืนก็พร้อมจะทำหน้าที่ของมันต่อทันที กองไฟลุกโชติช่วงขึ้นท่ามกลางพายุฝน เดชาหันไปหลิ่วตาให้พวกคุณรันโคที่กำลังลังกัดเนื้อแห้งอย่างผู้มีชัย

 

                “พี่นรา หนูว่าเราแบ่งเนื้อให้พวกเขาหน่อยดีกว่านะคะ” เนื้อที่พวกเดชาล่ามาได้นั้นมีมากพอจะแจกจ่ายได้ทั้งคณะเดินทางเลย เราไม่มีเวลาพอจะรมควันหรือตากแห้งแน่ ปล่อยให้เน่าไปก็เสียของเปล่า “คุณพ่อเคยบอกว่าเวลารู้สึกว่าใครกำลังเป็นศัตรูกับเรา ให้พยายามสร้างบุญคุณกับเขาเอาไว้ เขาจะได้เกรงใจ”

 

                ความจริงแล้วฉันก็แค่อยากให้พวกคุณยูคาริได้ทานอะไรดีๆ บ้างเท่านั้นแหละ แต่ถ้าไม่พูดแบบนี้พี่นราคงไม่เอาด้วยแหงๆ หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนสาวมองฉันด้วยสายตาชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า

 

                “จันทราเค้าว่างั้นแน่ะ” เธอหันไปพยักหน้าให้เดชากับมั่น “เอาของฝากไปให้เพื่อนร่วมทางของเราหน่อยสิ”

 

                โห แล้วต้องเป็นสองคนนี้ด้วยนะ ฉันนี่ไม่น่าหาเรื่องเลย ทั้งคู่รับคำด้วยสีหน้าลิงโลดเต็มที่ แต่ตอนที่เดชากำลังลุกขึ้นนั้น เหยี่ยวอัญเชิญของพี่นราก็ส่งเสียงร้องเหมือนเห็นอะไรบางอย่าง ก่อนที่มันจะโผทะยานจากไหล่ของพี่นราตรงไปยังพงหญ้าสูงท่วมเอวที่อยู่ใกล้ๆ ด้วยความรวดเร็วดุจสายลมเกรี้ยวกราด

 

                ร่างเล็กๆ สีน้ำตาลอ่อนเผ่นพรวดออกมาจากในพงหญ้า สี่เท้าตะกุยพื้นดินส่งร่างปุกปุยนั้นแทรกผ่านช่องว่างระหว่างกรงเล็บของเหยี่ยวอัญเชิญไปได้อย่างหวุดหวิด มันวิ่งพล่านไปจนมุมอยู่ที่โขดหินใกล้ๆ หูยาวๆ ชี้ตั้งด้วยความตื่นตระหนก หางเป็นหวงเหมือนขนมสายไหม ตอนที่นักล่าติดปีกไล่ตามไปจนสุดทาง มันก็ตัดสินใจมุดศีรษะจนแทบติดพื้นเพื่อเอาเอาตัวรอด ก่อนจะวิ่งตรงมาทางที่พวกฉันนั่งอยู่

 

                “ลูกจิ้งจอกเหรอ” มั่นขยับธนูมาถือไว้ในมือด้วยความลังเล “เอาไงดีพี่นรา เค้าว่ากันว่าพวกจิ้งจอกทางเหนือนี่ห้ามล่าซะด้วย”

 

                “อย่ายิงนะมั่น!! มันกลัวจะแย่แล้วนะ” ฉันร้องออกมาด้วยความตื่นตระหนก มันเป็นอารมณ์ตื่นตระหนกที่เจ้าตัวเล็กนั่นส่งผ่านออกมา

 

                “นั่นไม่ใช่จิ้งจอก” เดชาเอ่ยก่อนจะปัดธนูในมือของมั่นลง “พี่นราบอกให้ระกาหยุดก่อน ผมว่านั่นไม่ใช่ลูกหมาทั่วไปนะ”

 

                หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนเห็นด้วย เธอผิวปากยาวๆ ครั้งหนึ่งเพื่อส่งเหยี่ยวอัญเชิญกลับสู่ที่ที่มันจากมา ร่างของพญาเหยี่ยวสลายไปกลางอากาศเหมือนภาพลวงตา แต่เจ้าตัวเล็กที่วิ่งพล่านอยู่บนพื้นยังคงพรวดพราดตรงเข้ามาด้วยความหวาดกลัว ฉันก้าวผ่านทุกคนออกไปตรงหน้าก่อนจะคุกเข่าลงแล้วอ้าแขนรับมันเอาไว้ แม้ว่ามันจะดูตกใจในตอนแรก แม้ว่ามันจะพยายามดิ้นหนีและงับแขนฉันเข้าเต็มคำ แต่พอมันเห็นว่าฉันปล่อยให้มันงับโดยไม่ขัดขืน เห็นว่าฉันแค่กอดมันเอาไว้เบาๆ เพื่อปกป้องจากอะไรก็ตามที่มันกำลังกลัวอยู่ ร่างเล็กๆ ที่สั่นสะท้านก็ค่อยๆ สงบลง ขนฟูฟ่องของมันเปียกปอนมอมแมมไปหมด แม้ฉันจะไม่สามารถสื่อสารกับพวกสัตว์ได้เพราะพวกมันไม่เข้าใจภาษา แต่อย่างน้อยความสามารถของฉันก็ช่วยให้สามารถส่งผ่านอารมณ์ความรู้สึกซึ่งกันและกันได้อยู่บ้าง มันจึงรู้ว่าสามารถไว้ใจฉันได้

 

                เจ้าตัวเล็กซื่อบื้อ ถ้าฉันแค่แกล้งทำเป็นใจดีด้วยเพื่อที่จะหักคอแกในตอนหลังจะเป็นยังไงฮะ ทำไมไว้ใจคนง่ายแบบนี้ แกยังเด็กมากจริงๆ นะ

 

                “จันทรา นั่นมันอาจจะมีเชื้อโรคนะ” ไม่น่าเชื่อ คนที่ก้าวเข้ามาดูฉันก่อนคือคุณยูคาริ เธอคุกเข่าลงจ้องเจ้าตัวเล็กที่ยังคงไม่ปล่อยแขนฉันออกมา

 

                “ไม่เป็นไรค่ะ เขี้ยวมันยังไม่ขึ้นเลย ไม่มีแผลหรอก” ถึงมันจะพยายามกัด แต่ก็มีแค่ฟันทื่อๆ กับกรามที่ไม่ค่อยจะมีแรงเท่านั้น “นี่เจ้าตัวเล็ก ปล่อยเถอะ ไม่มีอะไรแล้วล่ะ”

 

                “นี่มันตัวอะไรกันน่ะ” คุณยูคาริขยับมือเข้ามาหมายจะสัมผัสขนปุกปุยของมัน แต่พอเธอเข้ามาใกล้เกินไป มันก็ส่งเสียงคำรามเล็กๆ ออกมาจากคอ ทั้งหูทั้งหางชี้ตั้งด้วยอาการขู่ ดวงตากลมโตมองฉันกับคุณยูคาริสลับกันด้วยความหวาดระแวง พอดูดีๆ แล้วเจ้านี่หน้าตาน่ารักมากทีเดียวแฮะ ไม่เคยเห็นตัวอะไรแบบนี้มาก่อนเลย “นี่....กลัวเหรอ”

 

                “เป็นใครจะไม่กลัวล่ะ เล่นยื่นมือเข้าไปทื่อๆ แบบนั้น” เดชาคุกเข่าลงข้างๆ คุณยูคาริก่อนจะส่งขานกกระทาให้เธอขาหนึ่ง “ฉีกให้มันด้วยล่ะ ฟันมันยังไม่ค่อยขึ้น เดี๋ยวจะติดคอ”

 

                “....ขอบคุณ” มันเป็นอาการที่ประดักประเดิดน่าดู แต่ออกมาดีผิดคาดแฮะ ถ้าเป็นเวลาปกติ ฉันเชื่อว่าคุณยูคาริจะไม่รับของจากเดชาแน่ เธอเป็นพวกแพ้สัตว์ตัวเล็กๆ น่ารักๆ สินะ ทำได้ดีมากเจ้าตัวเล็ก ตอนที่คุณยูคาริรับขานกกระทามาจากเดชา เจ้าตัวเล็กนี่ก็เริ่มทำจมูกฟุดฟิดด้วยความสนใจแล้ว แม้จะยังไม่ยอมปล่อยปากออกจากแขนของฉันก็เถอะ

 

                “ไม่เป็นไรหรอก” เดชาลุกขึ้นแล้วเบือนหน้าหลบไปเพียงเท่านั้น “พอดีเพื่อนของเราเพิ่งจะตายไปคนนึง มันก็เลยมีของเหลือน่ะ”

 

                ไอ้บ้าเอ๊ย นี่ฉันไปคาดหวังอะไรกับนายได้ยังไงนะ

 

                นั่นคงเพียงพอจะเตือนให้คุณยูคาริระลึกขึ้นมาได้ว่าพวกเรากำลังอยู่ในสถานการณ์แบบไหน สีหน้าของเธอจึงได้เปลี่ยนกับไปเป็นปราสาทน้ำแข็งอีกครั้ง คุณยูคาริส่งขานกกระทาต่อให้ฉัน ก่อนจะลุกขึ้นและเดินกลับไปรวมกลุ่มกับพวกมิโกะที่กำลังมองมาด้วยความสนใจ จบช่วงเวลาแห่งการผูกมิตรลงเพียงเท่านั้น ฉันได้แต่ถอนใจขณะกำลังฉีกเนื้อนกกระทาให้เจ้าตัวเล็กขนปุยในอ้อมแขน นี่ดูท่าฝ่ายที่เป็นปัญหามากกว่าน่าจะเป็นพวกเดชาแล้วล่ะ แต่จะโทษพวกเขาก็คงไม่ได้ ความรู้สึกเคียดแค้นที่ขุ่นข้นเหมือนโคลนยังคงโอบล้อมพวกเขาเอาไว้อยู่ ถึงฉันจะไม่คุ้นเคย แต่พี่หวายเองก็เป็นพวกพ้องคนสำคัญของเดชาเหมือนกัน เป็นเพื่อนที่ร่วมตายกันมา แผลยังสดเกินไป ถึงหน่วยลาดตระเวนจะมีแต่พวกที่เตรียมใจรับความตายเอาไว้แล้ว แต่พวกเขาลืมไม่ได้เร็วขนาดนั้นหรอก

 

                 “นี่...ฉีกให้เล็กกว่านั้นหน่อยสิ” เสียงห้าวๆ ของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นที่ด้านหลัง ร่มคันหนึ่งถูกยื่นเข้ามาบังฝนให้แก่ฉัน ตอนหันกลับไปแค่ปลายสายตา ชุดสีขาวแดงนั่นเกือบทันให้ฉันนึกว่าคุณยูคาริยอมหันกลับมาเสียอีก แต่ไม่ใช่แฮะ เธอกลับเป็นหญิงสาวอีกที่มีดวงตาสุกสว่างเปล่งประกาย คนที่ท่าทางเป็นมิตรที่สุดในหมู่มิโกะพวกนั้น “มันยังเล็กอยู่มากเลยนะ ชิ้นใหญ่ขนาดนั้น ติดคอพอดี”

 

                “คุณโคโทริลองป้อนดูมั้ยคะ” ฉันฉีกชิ้นเนื้อออกให้เล็กลงตามที่คุณโคโทริบอก แต่เธอส่ายหน้า พลางผายมือเชื้อเชิญให้จัดการด้วยตัวเอง เจ้าตัวเล็กจ้องชิ้นเนื้อตาไม่กระพริบ ขณะเดียวกัน ปากที่มีน้ำลายสอก็ยังไม่ยอมปล่อยออกจากแขนของฉันด้วย พอฉันยื่นชิ้นเนื้อเข้าไปใกล้ มันก็รีบหันมากระชากไปและเคี้ยวกลืนภายในพริบตา ก่อนจะก้มลงไปงับแขนของฉันต่อ ที่เดิมเป๊ะเลย “กินเร็วขนาดนั้นได้ยังไง เดี๋ยวก็ไม่ย่อยหรอก”

 

                “น่ารักดีนะเนี่ย ท่าทางมันจะติดเธอแล้วล่ะ” มันจะจริงอย่างที่คุณโคโทริว่าแน่เหรอ ถึงตอนนี้มันจะไม่ได้รู้สึกกลัวแล้ว แต่ก็ยังคงระแวดระวัง ตอนที่ฉันกำลังจะลองเอื้อมมือไปลูบขนของมันดู จู่ๆ มันก็ปล่อยแขนของฉันแล้วเบือนหน้าไปอีกทางหนึ่ง ตอนแรกฉันนึกว่ามันจะหนีไปแล้วเสียอีก แต่คลื่นความรู้สึกไม่เป็นมิตรที่แหลมคมรุนแรงก็แผ่พุ่งออกมาจากทิศที่มันมองไป จนฉันต้องหันไปดู

 

                สัตว์ร้ายตัวใหญ่ที่ยืนอยู่ตรงนั้นมีรูปร่างคล้ายหมาป่าตัวมหึมา ขนของมันเป็นสีขาวแซมแถบลายสีฟ้า ท่วงท่าสง่างามแม้ยามกำลังเยื้องย่างอย่างมุ่งร้าย ทรนงราวกับรูปสลักท่ามกลางพายุฝน ดวงตาของมันเป็นสีเหลืองเช่นเดียวกันกับผลึกวัตถุหน้าตาคล้ายอัญมณีก้อนใหญ่ตรงหน้าผาก กรงเล็บแหลมคมสะท้อนแสงแลบแปลบปลาบจากฟากฟ้า มีชิ้นส่วนที่ดูคล้ายเกราะปกคลุมอยู่ตามแผงคอและช่วงหน้าอก นี่มันพวกสัตว์มายานี่

 

                “ผู้พิทักษ์แห่งทุ่งหญ้า” เดชาเอ่ยเสียงเครียด พวกหน่วยลาดตระเวนเอื้อมมือไปสัมผัสอาวุธของตัวเองด้วยความระมัดระวัง ในขณะที่พวกทหารเอ็นเก็ทสึเองก็กำลังรอดูท่าที “เข้ามาใกล้ขนาดนี้โดยที่พวกเราไม่รู้ตัวได้ยังไง”

 

                จะว่าไป แม้มันจะยังคงย่างเท้าวนเวียนดูท่าทีอยู่รอบๆ แต่ฉันกลับไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของมัน หรือแม้แต่เสียงต้นหญ้าเสียดสีกันเวลามันเคลื่อนตัวผ่านเลย เงียบราวกับวิญญาณ ถึงพวกวิญญาณที่ฉันรู้จักจะไม่เงียบเท่าไหร่ก็เถอะ

 

                “มันจะโจมตีมั้ย” มั่นดูลังเลที่จะขยับตัว การกระทำที่ไม่เข้าท่าแม้เพียงเล็กน้อยอาจทำให้พวกเราทั้งหมดกลายเป็นเหยื่อได้ หน่วยลาดตระเวนส่วนใหญ่เป็นพรานป่า พวกเขารู้จักวิธีรับมือกับสัตว์ร้ายในระดับหนึ่ง ที่น่าเป็นห่วงคือพวกทหารเอ็นเก็ทสึด้านหลัง ถ้าใครคนใดคนหนึ่งชักอาวุธออกมาเมื่อไหร่ ต้องมีนองเลือดกันแน่

 

                “ทุกคนอย่าเพิ่งขยับนะคะ” ฉันประกาศ ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นโดยมีเจ้าตัวเล็กอยู่ในอ้อมแขน คุณโคโทริทำท่าจะเอ่ยปากห้าม แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมา “ไม่เป็นไรค่ะ มันแค่จะมาตามลูกของมันเท่านั้น”

 

                ฤดูนี้ผู้พิทักษ์แห่งทุ่งหญ้าจะดุร้ายเป็นพิเศษ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ลูกเล็กๆ ของมันเพิ่งจะได้ออกจากรังเป็นครั้งแรก มันจึงหวาดกลัวมากว่าลิงสองเท้าที่มีกลิ่นไม่คุ้นเคยพวกนี้จะทำอันตรายลูกของมัน ไม่เป็นไรหรอกนะ พวกเราไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร ฉันพยายามโอบกอดคลื่นความห่วงหาอาทรและความตื่นตระหนกที่สัตว์ร้ายตัวใหญ่แผ่ออกมาอย่างใจเย็น พร้อมกับส่งสายตาไปปรามเดชาที่กำลังสับไกปืนช้าๆ ก้าวออกไปข้างหน้าทีละก้าว เข้าไปใกล้เจ้าสัตว์ร้ายทีละน้อย ไม่เป็นไรหรอก ทุกอย่างจะเรียบร้อย เราแค่บังเอิญผ่านมาเท่านั้น เห็นมั้ยว่าเจ้าตัวเล็กยังปลอดภัย

 

                ได้ผลแฮะ ผู้พิทักษ์แห่งทุ่งหญ้าคล้ายจะตอบรับคำขอของฉัน มันเปลี่ยนท่าทีจากเดินหลังโก่งเหมือนกำลังเตรียมจู่โจมมาเป็นท่ายืนปกติ ทั้งหูและหางก็ลดระดับลงเช่นกัน นั่นทำให้ทุกคนที่อยู่ข้างหลังค่อยหายใจสะดวกขึ้น มีหลายคนนึกชื่นชมฉันอยู่ในใจ แม้แต่ในหมู่พวกคนของเอ็นเก็ทสึก็เช่นกัน ดีจัง แบบนี้น่าจะทำให้คำพูดของฉันมีน้ำหนักขึ้นบ้างแล้ว

 

                พริบตาที่ฉันกำลังเข้าไปใกล้จนเกือบถึงระยะอุ้งเท้าของผู้พิทักษ์แห่งทุ่งหญ้านั้นเอง ความรู้สึกบางอย่างที่รุนแรงและเจ็บปวดก็เสียดแทงเข้ามาในหัวของฉันราวกับเข็มนับพันเล่ม ฉันกรีดร้องออกมาอย่างลืมตัวแต่กลับไม่มีเสียงลอดออกมา มันเจ็บปวดและร้อนแรงเหมือนมีเปลวเพลิงลุกไหม้จากภายใน มันเป็นความรู้สึกของใครกัน ใครบางคนที่ฉันไม่คุ้นเคย ใครบางคนที่อยู่แสนไกล ดวงดาวบนท้องฟ้าไหลผ่านไปราวกับสายน้ำเชี่ยวกราก เสียงฟ้าคำรามฟังดูคล้ายเสียงของระเบิดที่ทรงพลัง ภาพตรงหน้าของฉันบิดเบี้ยวและพร่าเลือน เหมือนจานสีที่กำลังถูกหลอมละลาย

 

                ฉันนั่งอยู่ที่ริมระเบียงของห้องกว้างขวาง สายลมโชยอ่อนขับกล่อมให้ดวงใจล่องลอยออกไป ปล่อยให้มันลอยออกไปเถอะ ปล่อยให้โลกสีขาวโอบล้อมเข้ามา ฉันไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าพื้นที่เล็กๆ ของตัวเองเท่านั้น

 

                ฉันกำลังขี่ม้าผ่านถนนที่จอแจไปด้วยฝูงชน ประตูเมืองกว้างใหญ่กำลังรอฉันอยู่ แต่ความรู้สึกที่กำลังพุ่งพล่านรุนแรงพวกนี้ช่างรบกวนจิตใจเหลือเกิน มีบางสิ่งกำลังดิ้นรนอย่างคลุ้มคลั่ง หยุดสักที หยุดสักที

 

                ฉันกำลังเอนหลังลงกับพนักพิง กลิ่นโลหิตคละคลุ้งอยู่ในจมูก สัมผัสแหลมคมเสียจนราวกับว่าจะสามารถบดขยี้ทุกสิ่งให้แหลกลาญได้ภายในอุ้งมือ ใบหน้ามากมายห้อมล้อมอยู่รอบตัว แต่ฉันไม่มีความรู้สึกอะไรให้พวกเขาเลย

 

                ฉันกำลังจ้องมองสายฝนที่พร่างพรมลงมาจากฟากฟ้า ตอนที่อัศวินหญิงในชุดเกราะสวยงามคนนั้นเรียกให้ไปหา ฉันรู้ว่ามีใครบางคนจากไปแล้ว เพราะว่าทั้งสายลมและผืนดินขานรับห้วงคำนึงของฉันอย่างชัดเจน

 

                ฉันกำลังรอ รอ ว่าเมื่อไหร่จะถึงเวลาที่ฉันจะถูกตีราคา ชีวิตที่ไร้ค่าจะสามารถแลกเป็นเงินได้สักแค่ไหนกันนะ ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกัน โซ่ตรวนที่ล่ามข้อมือและข้อเท้าหนักอึ้ง ฉันกำลังรอ จนแม้ตอนที่เสียงระเบิดดังขึ้นและเปลวไฟได้แผดเผาร่างของฉันจนเป็นเถ้าถ่าน ฉันก็ยังคงรออยู่อย่างนั้น

 

                มันเป็นเสียงเพลงที่แสนโหยหา อ่อนหวานและแปลกประหลาด กระซิบบอกว่าอนาคตของพวกเราเป็นสิ่งที่แสนเศร้า ดวงดาวหกแฉกเปล่งประกายในความมืด มันคือวงเวทแห่งคำสาป เวทมนต์ที่มืดมิดที่สุด ดวงไฟที่ปลายแฉกด้านหนึ่งดับลงไปแล้ว เหลืออีกเพียงห้าดวงเท่านั้น เหลืออีกเพียงห้าคนเท่านั้น

 

                “ใครกันน่ะ พวกเธอเป็นใครกัน” ไม่มีใครเลย ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ฉันกำลังยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไพศาล สายฝมกระหน่ำซัดลงมาอย่างเกรี้ยวกราด ฉันกรีดร้องออกมา แต่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเลย “พวกเธอเป็นใครกัน!!”

 

                “จันทราหลบ!!” เสียงของเดชาดังขึ้นก่อนที่ร่างของฉันจะโดนกระชาก ให้ล้มลงกับพื้นหญ้า อุ้งเท้าแข็งแกร่งตวัดเฉียดผ่านร่างของฉันไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น กรงเล็บคมเหมือนใบมีดเฉือนเอาผมเปียข้างหนึ่งของฉันขาดกระเด็นออกไป ก่อนที่ฉันจะทันได้ตั้งสติ เดชาก็กระชากฉันให้ลุกขึ้นวิ่งแล้ว

 

                “เดชา เดี๋ยวก่อน มันก็แค่....” แค่หวงลูก ไม่ใช่แล้ว ตอนที่ฉันหันหลังกลับไปมองผู้พิทักษ์แห่งทุ่งหญ้าอีกครั้ง มันกำลังจ้องมองกลับมาด้วยแววตาที่ดุร้าย ดุร้ายเยี่ยงสัตว์กระหายเลือด ไม่มีท่วงท่าสง่างาม ไม่มีการเยื้องย่างรอดูสถานการณ์อีกต่อไป สัตว์ร้ายกรีดร้องคำรามกึกก้อง มันสะบัดศีรษะไปมาราวกับกำลังทุกข์ทรมานอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะหยุดนิ่งลงไปอีกอึดใจ จากนั้นกล้ามเนื้ออันแข็งแกร่งก็เขม็งตึงไปทุกส่วน ผู้พิทักษ์พุ่งทะยานตามมาแล้ว ในหัวไม่เหลือที่ว่างของความห่วงหาอาทรอีกเลย มีเพียงความปารถนาที่ดำมืดเหี้ยมโหด ซึ่งมันต้องการระบายออกกับอะไรก็ได้ แม้ว่าจะเป็นลูกเล็กๆ ของมันเองก็ตาม

 

                พวกหน่วยลาดตระเวนนั้นรู้จักสัตว์ร้ายดี พวกเขารู้ว่าเมื่อไหร่ควรถอย เมื่อไหร่ควรสู้ หากว่าที่ตามมาด้านหลังมีเพียงผู้พิทักษ์แห่งทุ่งหญ้า พวกเขาคงปักหลักยืนหยัดอยู่ได้บ้าง แต่ที่เหนือทุ่งหญ้านั้น เงาทะมึนของฝูงปักษาที่แตกฮือขึ้นมาราวกับฉากม่านสีดำปกคลุมท้องฟ้าช่างดูข่มขวัญ เสียงร้องของพวกมันดุจเสียงของโลกใบนี้ที่กำลังแตกร้าว ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีเสียงคำรามจากบางสิ่งที่เรายังไม่เห็นตัวขานรับมาจากที่อื่น ไม่ใกล้จนสัมผัสได้ แต่ไม่ห่างออกไปนัก นี่มันอะไรกัน อย่างกับว่าสัตว์ร้ายทั้งหลายอยู่ๆ ก็เกิดเป็นบ้าขึ้นมาพร้อมกันหมดอย่างนั้นแหละ

 

                “เราผ่านทุ่งหญ้าไปไม่ได้แล้ว ถอยกลับไปในป่าก่อน” พี่นราร้องบอกพวกคนงานของเอ็นเก็ทสึ ซึ่งพวกเขาเสียขวัญขนทิ้งสัมภาระในรับผิดชอบ วิ่งกระเจิดกระเจิงหนีตายกันโดยไม่ฟังเสียงทัดทานของคุณยูคาริอีกต่อไป “มั่น อย่ามัวแต่ขาสั่นอยู่สิ วิ่งได้แล้ว”

 

                ทว่ายังไม่ทันที่เราจะขยับตัวได้มากกว่านั้น เสียงร้องอันน่าสยองขวัญของพวกคนงานที่วิ่งหายเข้าไปในแนวป่าก็ทำให้เลือดของทุกคนเย็นเฉียบไปหมด ก่อนที่ร่างหนึ่งจะถูกโยนออกมาจากแนวป่า ร่วงลงมาแหลกเละอยู่ตรงหน้าพวกเราแค่ไม่กี่ก้าวเท่านั้น สภาพร่างของคนงานเคราะห์ร้ายราวกับถูกบดขยี้ด้วยบางสิ่งที่ทรงพลัง และเสียงฝีเท้าหนักๆ นั้นก็บอกให้รู้ว่าบางสิ่งที่ทรงพลังกำลังก้าวออกมาจากแนวป่า

 

                “ทำไงดี ไม่เหลือทางถอยแล้ว” มั่นลนลานเสียจนเขาเลือกไม่ถูกว่าจะก้าวไปทางไหนดี

 

                “ตั้งขบวนรบ ปกป้องพวกมิโกะเอาไว้” เสียงของคุณรันโคตะโกนสั่งพวกทหารดังขึ้นจากอีกด้านหนึ่ง

 

                “เนินเขาค่ะ ยังเหลือทางขึ้นไปบนเนินเขาอยู่” เส้นทางอันตราย พื้นที่ที่มีความแปรปรวนทางมิติอย่างรุนแรง นั่นคือทางรอดเดียวที่เหลืออยู่ของพวกเรา แข้งขาของฉันอ่อนแรงลงไปทุกที เสียงรอบตัวทั้งจากในโลกนี้และในโลกของความคิดวุ่นวายเสียจนหัวแทบระเบิด พวกเราเหลือเวลาไม่มากแล้ว

 

                ชั่วลมหายใจหนึ่ง คล้ายกับว่าทุกคนจะไม่เห็นด้วย มันเป็นความคิดที่ไม่เข้าท่า หนีจากสัตว์ร้ายเพื่อเข้าไปยังเขตแดนที่ไม่มีใครรู้ว่ามีอะไรรออยู่ มันก็เหมือนกับปิดตาวิ่งเข้าหาคมมีด แต่เมื่อผู้พิทักษ์แห่งทุ่งหญ้าโผล่ออกมาพ้นแนวทุ่งหญ้าแล้ว เสียงคำรามของมันก็ทำให้ทุกคนตัดสินใจได้ในที่สุด พวกเราออกวิ่ง เดชาอุ้มฉันขึ้นไหล่เลยด้วยซ้ำ มีเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นจากด้านหลัง พวกเราบางคนไม่ได้วิ่งเร็วนัก ทหารเอ็นเก็ทสึสองคนตัดสินใจรั้งอยู่ด้านหลังเพื่อให้พวกเราที่เหลือ เพื่อให้เหล่ามิโกะที่พวกเขาต้องปกป้องหนีไปได้ เส้นทางขึ้นเนินถูกขวางหน้าด้วยฝูงนกกระหายเลือด มิโกะคนหนึ่งถูกพวกมันโฉบหายไปต่อหน้าต่อตา แต่พวกเรายังต้องวิ่งต่อไป ต้องวิ่งต่อไป

 

                “พยายามเกาะเส้นทางที่เป็นถนนเอาไว้ อย่าก้าวออกจากทางเดินเด็ดขาดนะ” พี่นราเตือนทุกคน เหมือนว่าพวกเราจะลืมเลือนความเหนื่อยล้าที่มีมาตลอดวันไปจนหมดสิ้น ทุกคนขุดเอาเรี่ยวแรงจากที่ไหนก็ไม่รู้มาใช้ไปกับการเอาชีวิตรอด สัมภาระนั้นไม่ต้องพูดถึง เหลือคนที่มีสติหอบหิ้วมาด้วยเพียงนิดหน่อยเท่านั้น ไม่มีใครเอาม้ามาด้วยเลย ไม่มีใครขึ้นม้าและแก้เชือกที่ผูกเอาไว้ทัน มั่นลากรถขนเสบียงมาด้วยคนหนึ่ง อาการตกใจทำให้เขาแสดงพลังออกมาได้มากกว่าที่คิด “พวกมันยังตามมาอยู่รึเปล่า”

 

                ไม่มีใครตอบได้ ไม่มีใครมั่นใจ เสียงร้องและเสียงคำรามยังคงดังแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะๆ ทำให้เราไม่กล้าที่จะชะลอฝีเท้า พวกเราไต่ขึ้นเนินสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่รู้กี่ก้าวต่อกี่ก้าว ฝนตกหนักทำให้อะไรๆ ยิ่งยากลำบากกว่าเดิมหลายเท่า จนกระทั่งพวกเราทั้งหมดมาพบตัวเองอยู่เหนือเนินผาสูงแห่งหนึ่ง มันเป็นหน้าผาสูงชัน สูงอย่างที่ไม่น่าเชื่อว่าเราจะมาได้สูงขนาดนี้ เนินโพรงกระต่ายเป็นแค่เนินเขาเตี้ยๆ เองนี่นา ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อทอดสายตาลงไปเบื้องล่างเรากลับไม่พบทุ่งหญ้ากว้างใหญ่อีกแล้ว มันกลับกลายเป็นผืนป่าที่ทอดยาวไปจนสุดขอบฟ้า ผืนป่าหนาทึบกว้างใหญ่ที่วิ่งไปบรรจบกับเทือกเขาสูงตระหง่านมหึมาที่เส้นขอบฟ้านั่น

 

                “แถวนี้ไม่มีเทือกเขานี่” คุณรันโคเอ่ยคำที่อยู่ในใจของทุกคนออกมา เทือกเขาที่ใกล้ที่สุดคือเงาทมิฬ และมันก็อยู่ไกลเสียจนไม่มีทางที่เราจะมองเห็นด้วยตาเปล่าจากตรงทุ่งโพรงกระต่ายได้เลย

 

                “นั่นเพราะว่าไอ้ที่เราเห็นอยู่นั่นมันไม่ได้อยู่ แถวนี้ ไงล่ะ” เดชาวางฉันลงกับพื้นในที่สุด โดนแบกวิ่งมาตลอดทางเล่นเอาเอวแทบยอก แต่ฉันก็ยังอดตกตะลึงกับภาพที่เห็นไม่ได้ “แนวเขายาวตามขวาง ป่าสนโบราณ นี่คงจะเป็นเทือกเขากั้นนภาล่ะมั้ง”

 

                เทือกเขากั้นนภา อาณาเขตของจินหลง

 

                เสียงคำรามดังกึกก้องขึ้นอีกครา แต่ครั้งนี้มันเป็นเสียงกัมปนาทที่ราวกับว่าจะทำให้ท้องฟ้าถล่มทลาย แม้แต่พื้นที่พวกเรายืนอยู่ก็สั่นสะเทือนเหมือนมีแผ่นดินไหว นี่มันอะไรกัน ความรู้สึกที่เหมือนกับโลกใบนี้กำลังจะถูกบดขยี้นี่มันอะไรกัน

 

                “ดูนั่น!!” มั่นร้องลั่นแทบไม่เป็นภาษา และเมื่อทุกคนมองตามไปยังทิศทางที่เขาบอก มองตรงไปยังเทือกเขามหึมาที่สูงเสียดฟ้า พวกเราทุกคนก็แทบจะต้องหยุดหายใจอยู่ตรงนั้น

 

                ภูเขาลูกหนึ่งกำลังเคลื่อนไหว มันกำลังขยับเขยื้อนอย่างเชื่องช้าเหมือนสัตว์ร้ายที่เพิ่งจะตื่นจากการหลับใหลอันยาวนาน

 

                ข้อมือของฉันเสียวแปลบขึ้นมาจนต้องเผลอร้องด้วยความเจ็บปวด เจ้าตัวเล็กขนปุยที่ยังคงอยู่ในอ้อมแขนพองตัวจนขนฟูด้วยท่วงท่าประหนึ่งนักล่า มันกำลังขย้ำกัดแขนของฉันด้วยเขี้ยวซี่เล็กๆ เหมือนมีดโกนซึ่งเพิ่งจะงอกออกมาราวกับต้องการจะฆ่าฉันให้ตายเสียให้ได้ ฉันลูบขนของมันเบาๆ ก่อนจะฝืนความเจ็บดึงมือออก

 

                นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้กันแน่นะ

Card Cast

Gaurdian of the Plains

Cover Up

       ลำพังพฤติกรรมของเจ้าพวกยักษ์ใหญ่ขนปุกปุยอย่างเยติก็เป็นอะไรที่ลึกลับซับซ้อนมากอยู่แล้ว แต่เรากำลังพูดถึงเยติที่ไม่เหมือนใครอย่างเยติสีม่วงผู้ลึกลับ มีคนมากมายอ้างว่าเคยพบเห็นมัน แต่ไม่มีหลักฐานใดบ่งชี้ถึงการมีอยู่ของมันได้เลย สัตว์ร้ายสีลูกกวาดมีจริงหรือไม่ และมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร หาคำตอบได้ที่นี่ที่เดียว

After Match

Chantra will keep going on

  • Google+ - White Circle
  • Twitter - White Circle
  • Facebook - White Circle

© 2017 by Commandeer TCG                                                                                                                                   
E-mail: commandeertcg@gmail.com
Tel: (66)85-1520522 , (66)813016679
148/4 Sukhumvit 22 Sukhumvit Road Klongtoey Bangkok 10110, Thailand