Gentle Invitation

Story : Re-Peat Again

Illust : Bytomtypl

                จดหมายฉบับนั้นถูกส่งมาถึงตั้งแต่เมื่อวันก่อน แต่กว่าที่ผมจะทันได้เปิดอ่านก็ต้องรอให้คุณการ์ธมาเตือนนั่นแหละ ความจริงตราประทับครั่งรูปจอกมังกรบนซองจดหมายนั่นก็น่าจะเพียงพอแล้วที่จะทำให้ใครก็ตามรีบกุลีกุจอเปิดซองออกมาอ่าน แต่เพราะว่าผมมัวแต่ง่วนอยู่กับการจัดการเรื่องต่างๆ ให้เรียบร้อย หลังจากไม่ได้กลับมาที่นี่เสียตั้งนาน พวกจดหมายก็เลยไปกองสุมๆ กันอยู่ในถาดเต็มไปหมด ตราจอกมังกรอันยิ่งใหญ่ก็เลยโดนบังเสียมิดเลย

 

                นึกไม่ถึงว่าจะได้รับเกียรติขนาดนี้แฮะ ราชสำนักแห่งโซลาเรียสส่งจดหมายมาเชิญให้ร่วมคณะเดินทางไปยังไฮเซ็นเบิร์กด้วยกัน ร่วมเดินทางไปกับเชื้อพระวงศ์แห่งปราสาทคาเมล็อตเชียวนะ ฝีมือคุณการ์ธแหง ความจริงเพิ่งจะกลับจากการเดินทางครั้งใหญ่ ไม่ค่อยอยากเดินทางอีกในเร็วๆ นี้เลย แต่ว่าเดินทางในฐานะราชอาคันตุกะอย่างเป็นทางการแบบนี้คงจะได้นั่งยานเหาะไป งั้นก็น่าจะแค่ไม่กี่วัน ถึงแม้จะบอกว่าเป็นการไปร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของอดีตผู้นำไฮเซ็นเบิร์กก็เถอะ ลองมาขอความร่วมมือจากพ่อค้าวาณิชย์แบบนี้ ราชวงศ์เพ็นดรากอนเองก็คงเริ่มจะอับจนหนทางแล้วสินะ พอมีข่าวว่านายทุนใหญ่อย่างพวกเร็กซ์คัมปะนีจะถอนการลงทุน พวกรายย่อยก็พลอยแตกตื่นไปกันหมด การไปเยือนไฮเซ็นเบิร์กในครั้งนี้พวกเขาคงต้องหาทางทำอะไรสักอย่างเพื่อเรียกความมั่นใจคืนมาจากพวกนักลงทุนให้ได้ สัญญาการส่งออกระยะยาว หรือการแลกเปลี่ยนสินค้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ ไฮเซ็นเบิร์กกำลังอยู่ในช่วงผลัดใบ เป็นโอกาสเหมาะในการเปิดการเจรจา เวลาแบบนี้ก็มีแต่นายวาณิชย์เจ้าเก่าในพื้นที่ที่ซี้ย้ำปึ้กกันแบบพวกคุณการ์ธนี่แหละ ที่พวกเขาจะหวังพึ่งพาได้

 

                ไม่ค่อยอยากไปเจรจาค้าขายกับพวกไฮเซ็นเบิร์กเลยแฮะ ถึงพวกเขาจะมีทั้งเงินและสินค้าที่น่าสนใจมากมาย แต่พวกไฮเซ็นเบิร์กนั้นทั้งเจ้าเล่ห์และหัวสูง ไม่เคยพลาดโอกาสที่จะเอาเปรียบ ไม่เคยพลาดโอกาสที่จะดูแคลนคนจากแผ่นดินอื่นเลย ถ้าเป็นคนของสามนครทองคำ ถึงจะเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม แต่พวกนั้นก็รู้จักโอนอ่อน ยอมเสียบ้างเพื่อรักษาน้ำใจ หรือถ้าเป็นที่เมืองเสียน ชาวอวาลอนนั้นถือเป็นคู่ค้าชั้นเลิศ เป็นพลเมืองชั้นหนึ่งของพวกเขาอยู่แล้ว แต่นั่นมันทัศนคติของพวกที่อยู่ทางตะวันออก สำหรับพวกที่อยู่ทางตะวันตกนี่เป็นคนละเรื่องกันเลย

 

                “ว่าไงเจ้าหนูมาร์โค พร้อมรึยัง” คุณการ์ธเดินอุ้ยอ้ายเข้ามาในห้องเล็กๆ แสนหรูหราที่ผมกำลังยืนอยู่ เขาอยู่ในชุดเสื้อสูทแบบไฮเซ็นเบิร์กสีเทาฟิตเปรี๊ยะไม่เข้ากับรูปร่าง ไปยืมของคนอื่นมาล่ะสิ ไหล่กับพุงของเขาแทบจะดันเอาแนวตะเข็บหลุดออกมาเลยทีเดียว “โอ้โห หล่อไม่เลวเลยนี่หว่า”

                ถึงจะเป็นคำชมจากตาลุงหน้าตาน่ากลัวอย่างการ์ธแต่ผมก็อดเขินไม่ได้ เมื่อหันกลับมามองตัวเองในกระจกอีกครั้ง ชุดสูททักซิโด้ที่อุตส่าห์สั่งตัดเตรียมเอาไว้เผื่อกรณีแบบนี้ในที่สุดก็ได้ทำงานสมกับราคาเสียที ผมขยับหูกระต่ายให้เข้าที่ก่อนจะติดกระดุมเม็ดสุดท้าย ไม่ได้แต่งตัวแบบนี้นานแล้ว รู้สึกไม่คุ้นเลยแฮะ การไปเยือนไฮเซ็นเบิร์กในครั้งนี้พวกเราต้องไปในฐานะตัวแทนจากโซลาเรียส  เราจึงต้องทำตัวให้เหมาะสม การแต่งกายเพื่อให้เกียรติเจ้าภาพนั้นเป็นสิ่งที่ราชสำนักขอร้องมาเป็นการส่วนตัวเลย

               

                “แต่ว่าเดี๋ยวพอถึงวันจริง นายอย่าเหน็บดอกไม้นั่นไปด้วยจะดีกว่านะ” คุณการ์ธบุ้ยใบ้มาทางกุหลาบแคระที่ผมเหน็บไว้ตรงอกเสื้อ “สีมันแดงไปหน่อย ช่วงนี้ที่นั่นเค้ากำลังไว้อาลัยกัน”

 

                ผมพยักหน้ารับคำเรียบๆ ครั้งนี้เห็นได้ชัดว่าโซลาเรียสต้องยอมลงให้ไฮเซ็นเบิร์กมากเลยทีเดียว ทั้งที่ปกติแล้วมักจะออกอาการต่อต้านฝ่ายนั้นอยู่ตลอดแท้ๆ มีสัญญาณหลายๆ อย่างที่เริ่มกระซิบกระซาบว่าโซลาเรียสใกล้จะสูญเสียอำนาจในฐานะผู้นำของอวาลอนไปแล้ว ตัวเต็งของพระสันตะปาปาองค์ใหม่เป็นสังฆราชแห่งเซเลสทีน การถอนทุนของกลุ่มธุรกิจใหญ่ การคุกคามของโจรสลัดในอ่าวทไวซ์ฮาร์ท ไปจนถึงการอาละวาดครั้งใหญ่ของเหล่าสัตว์ร้ายเมื่อวันก่อน ซึ่งทำให้หมู่บ้านสำคัญนอกกำแพงของโซลาเรียสถูกทำลายไปสองแห่ง นี่ยังไม่นับเรื่องหินบวงสรวงแห่งไอน์อีกนะ ที่พวกเขาถึงกับต้องขอให้พวกเรามาฟังบรรยายสรุปก่อนออกเดินทางด้วยชุดที่เหมาะสมกับทางนั้น มันก็แสดงให้เห็นว่างานนี้พวกเขาไม่อยากพลาดแม้แต่น้อย

 

                ห้องรับแขกของปราสาทคาเมล็อตนั้นโอ่อ่าแต่ไม่งดงาม ผนังอิฐสีเทาเคร่งขรึมกับชุดเกราะแวววาวที่วางประดับอยู่ตามมุมห้องดูคล้ายจะกดทับแขกผู้มาเยือนด้วยอาการคุกคามอยู่ในที ไม่ได้มีเครื่องตกแต่งอันวิจิตรอ่อนช้อยเช่นที่พระราชวังทินทาเกลแห่งเซเลสทีนหรือการประดับประดาที่หรูหราเช่นปราสาทลิสเตอนอยส์แห่งแฟนตาเซีย คาเมล็อตนั้นคือปราสาทที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการศึก และมันก็ยังคงเตรียมพร้อมสำหรับหน้าที่ดั้งเดิมของมันมาตลอดจนถึงปัจจุบัน ข้ามผ่านกาลเวลามาหลายร้อยปี เกียรติภูมินั้นก็ยังคงแจ่มจรัสเฉกเช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่มันยืนหยัดกำชัยเหนือราชวงศ์โฮเซ็นไฮม์ผู้หลงผิดโดยไม่ด่างพร้อย

 

                “ชุดนั่นไม่คับไปหน่อยเหรอ” ท่ามกลางผู้คนมากมายในห้องนั้น ถ้อยคำแรกที่เอ่ยทักพวกเรากลับเป็นคำวิจารณ์ตรงไปตรงมาของหญิงสาวเพียงคนเดียวในห้อง บุคลิกงามสง่าและผมสีแดงยาวสยายอันโดดเด่นช่างดูสะดุดตา เธอกำลังยืนอยู่ตรงปลายสุดของโต๊ะที่เต็มไปด้วยเอกสารมากมายก่ายกองนั่น แม้แต่ยามที่กล่าวถ้อยคำ มือขวาของเธอก็ยังคงไม่ละขึ้นมาจากจดหมายที่เขียนอยู่ “ขอบใจที่ตอบรับคำเชิญของเรานะคุณการ์ธ”

 

                “ท่านแม่ทัพวิคตอเรีย” คุณการ์ธโค้งศีรษะลงต่ำที่สุดเท่าที่พุงของเขาจะเอื้ออำนวย ผมปล่อยให้ตัวเองเผลอจ้องมองสิ่งแปลกประหลาดที่ปรากฏอยู่บนแผ่นหลังของแม่ทัพใหญ่แห่งโซลาเรียสครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบน้อมศีรษะตาม ปีกสีแดงเพลิง สิ่งที่มนุษย์ไม่คู่ควรจะครอบครอง สัญลักษณ์ของทูตสวรรค์ แม้จะเป็นเพียงมนุษย์ที่ไม่มีอะไรเทียบเคียงกับทวยเทพแต่แม่ทัพวิคตอเรียกลับได้ครอบครองสิ่งที่ทรงเกียรติถึงเพียงนั้น ไม่แปลกใจเลยที่ราชสำนักแห่งโซลาเรียสจะชื่นชมตัวเธอนัก “ไม่ได้พบกันตั้งนานเลยนะครับ ตั้งแต่เมื่อครั้งปราบพวกโจรสลัดในไทวซ์ฮาร์ทได้”

 

                “ท่านสุภาพบุรุษ นี่คือคุณการ์ธ นายวาณิชย์ใหญ่แห่งนครของเรา” ท่านแม่ทัพหันไปแนะนำคุณการ์ธให้บรรดาผู้ชายท่าทางน่ากลัวที่ยืนอยู่รายล้อม พวกเขาส่วนใหญ่สวมผ้าคลุมสีแดง แดงฉานแบบที่เห็นแล้วก็อดนึกถึงพวกผ้าคลุมแดงของลักซ์ยูดิซีไม่ได้ แต่พวกนี้ไม่ใช่นักล่าคนนอกรีตหรอก สีแดงเป็นสีของกองทัพโซลาเรียส พวกเขาคืออัศวินเพลิงอมตะผู้รับใช้ราชวงศ์เพ็นดรากอน แม้จะห่มคลุมด้วยสีสันคล้ายคลึงกัน แต่เกียรติและความภาคภูมิที่พวกเขาแบกอยู่บนสองบ่านั้นยิ่งใหญ่กว่าคนละเรื่องกันเลย “ส่วนคนที่ยืนอยู่ข้างๆ นั่น....”

 

                “เจ้าหนูนี่ชื่อว่ามาร์โคครับท่านแม่ทัพ บางทีท่านน่าจะเคยได้ยินชื่อของเขามาบ้างแล้ว หมอนี่เป็นคนเก่งเลยล่ะ” อวยกันเสียขนาดนี้ ถ้าผมตอบสนองความคาดหวังของท่านแม่ทัพไม่ได้ขึ้นมา พวกเราจะซวยกันหมดนะคุณการ์ธ

 

                “มาร์โคผู้โด่งดัง....เด็กกว่าที่คิดไว้นะ” ผมเองก็อยากจะคืนคำนั้นให้กับเธอเช่นกัน แม่ทัพวิคตอเรีย เพ็นดรากอน บุตรสาวบุญธรรมผู้ล้ำเลิศแห่งกษัตริย์อูเธอร์ อ่อนเยาว์กว่าที่คิดไว้จริงๆ ได้ยินว่าเป็นอัศวินหญิงที่ประสบความสำเร็จมามาก ผ่านสมรภูมิมาหลายครั้ง นึกว่าจะดูน่ากลัวกว่านี่เสียอีก “เอาล่ะ ท่านสุภาพบุรุษทั้งสอง ที่ถูกเรียกตัวมาแบบนี้ก็น่าจะพอรู้แล้วใช่มั้ยว่าพวกเรามีเรื่องจะไหว้วาน”

 

                ตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อมดีจัง เธอมีคุณสมบัติของนักรบอย่างเต็มเปี่ยม แต่ไม่มีคุณสมบัติของคนทำมาค้าขายเอาเสียเลย การที่แม่ทัพวิคตอเรียเป็นคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ นั่นก็แสดงว่าสุดท้ายราชสำนักก็เลือกที่จะส่งเธอซึ่งไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดโดยตรงกับกษัตริย์อูเธอร์หรือราชินีอิเกรนไปที่ไฮเซ็นเบิร์ก พวกเขาหลีกเลี่ยงกระทั่งตัวเลือกที่ดีที่สุดในแง่ของความเหมาะสมอย่างเจ้าชายอาเธอร์ นี่หมายความว่าตอนนี้โซลาเรียสเริ่มต้องมองสีหน้าของฝ่ายเซเลสทีนอย่างจริงจังแล้วใช่ไหม

               

                แม้ว่าเรื่องอื้อฉาวระหว่างสองราชวงศ์ที่เกือบจะก่อให้เกิดสงครามใหญ่ในอวาลอนนั้นจะผ่านมาแล้วเกือบยี่สิบปี แต่ว่าความบาดหมางระหว่างเพ็นดรากอนและเดอ เฟรีสนั้นไม่เคยจางหายไปเลย ภายใต้สายตาห้ามปรามของศาสนจักร ทั้งสองอาณาจักรยังคงจ้องจะหาทางทำร้ายกันตลอดเวลา โดยเฉพาะฝ่ายเซเลสทีนที่ไม่เคยพลาดโอกาสปัดแข้งปัดขาโซลาเรียสแม้สักครั้ง ด้วยชนวนเหตุอันเกิดมาจากความงามของผู้หญิงเพียงคนเดียวเท่านั้น

 

                ความจริงจะไปโทษราชินีอิเกรนก็ไม่ถูก เรื่องนี้ใครๆ ก็รู้ว่ากษัตริย์อูเธอร์ต่างหากที่ทำเกินเหตุ ถ้าหากเขารู้จักยับยั้งชั่งใจ ไม่ชิงตัวราชินีอิเกรนมาจากท่านลอร์ดกอร์ลอยส์ ดยุคแห่งคอร์นวอลล์ สามีที่ถูกต้องตามกฎหมายของเธอ ราชินีเอเลน เดอ เฟรีสก็คงจะไม่ต้องกำพร้าแม่ และเซเลสทีนกับโซลาเรียสก็คงจะยังเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกันมาจนถึงตอนนี้

 

                แม้โซลาเรียสจะมีกองทัพที่เข้มแข็งเพียงใด แต่โลกทุกวันนี้ไม่ได้หมุนไปด้วยเพียงเพราะความแข็งแกร่งของกำลังทหารอีกแล้ว ดูอย่างการล่มสลายของซาลอันธุมในอดีตก็ได้ การเงินต่างหากที่ชี้นำโลก แม้แต่ไฮเซ็นเบิร์กยังเข้าใจในเรื่องนี้เลย แต่โซลาเรียสนั้นเริ่มต้นช้าเกินไป ด้วยความเข้มงวดของระบบราชการในอาณาจักรและรูปแบบการจัดการที่เยิ่นเย้อตามแบบฉบับรัฐทหาร ทำให้เศรษฐกิจของอาณาจักรเติบโตด้วยความทุลักทุเล กว่าที่เจ้าชายอาเธอร์จะผลักดันให้มีการปฏิรูประบบการค้าได้สำเร็จ ศัตรูคู่แค้นอย่างเซเลสทีนก็นำหน้าไปหลายช่วงตัวแล้ว ไหนจะเรื่องพื้นเพความหลังครั้งอดีตกับราชวงศ์โฮเซ็นไฮม์ทีทำให้โซลาเรียสกับไฮเซ็นเบิร์กถูกขวางกั้นเอาไว้ด้วยกำแพงขวากหนามสูงลิ่ว จะเจรจาอะไรก็มักจะติดขัดไปหมด โซลาเรียสจึงมีแต่ต้องพึ่งพาตลาดฝั่งตะวันออกเท่านั้น เคราะห์ร้ายที่ระยะหลังอสูรแห่งคุชาร์ดแสดงท่าทีก้าวร้าวอย่างชัดแจ้ง ทำให้เส้นทางค้าขายฝั่งตะวันออกเริ่มติดขัด แถมพวกดิไวน์เนอร์ที่เคยโอ๋โซลาเรียสเป็นพิเศษมาตลอดก็เริ่มเสียงแตก ความช่วยเหลือบางอย่างที่เคยผูกขาดต่อราชวงศ์อันเป็นที่รักยิ่งได้ถูกกระจายไปสู่ตระกูลใหญ่น้อยอื่นๆ ตามกำลังสนับสนุนที่ตระกูลเหล่านั้นจะทุ่มเทให้ แม้แต่ความช่วยเหลือจากทวยเทพยังสามารถใช้เงินซื้อได้เลย

 

                แผนการมากมายถูกกางออกมาบนโต๊ะ ส่วนใหญ่เป็นทิศทางการทำธุรกิจกับฝ่ายไฮเซ็นเบิร์ก แม้แม่ทัพวิคตอเรียจะไม่ใช่คนทำมาค้าขาย แต่น้องชายต่างสายเลือดของเธออย่างเจ้าชายอาเธอร์นั้นมีหัวทางด้านนี้พอสมควร เขาได้ตระเตรียมช่องทางต่อลมหายใจของโซลาเรียสเอาไว้หลายอย่าง ยังไงพวกไฮเซ็นเบิร์กก็ยังต้องการแร่เหล็กจำนวนมากจากบาร์นัม และสัมปทานแร่เหล็กนั้นก็ยังคงถูกผูกขาดเอาไว้กับโซลาเรียสเพียงฝ่ายเดียว พวกเรายังมีอำนาจต่อรอง ผมยังไม่เคยเจอเจ้าชายอาเธอร์ตัวจริง แต่เมื่อได้เห็นแผนเศรษฐกิจที่เขาเขียนเอาไว้ก็ทำเอาอยากได้ลองพบดูสักครั้งเหมือนกัน อัตราที่เขาเปิดไว้สำหรับต่อรอง ช่องทางกระจายสินค้า คนที่ต้องเจรจาด้วย คนที่ต้องบีบบังคับ สิ่งที่เขาเลือกจะยอมเสีย สิ่งที่เขาปรารถนา มีลูกเล่นแพรวพราวมากมายถูกซุกซ่อนเอาไว้ในเอกสารพวกนั้น

 

                ราชวงศ์เพ็นดรากอนยังไม่ถึงทางตันเสียทีเดียวหรอก ยังมีความหวังอยู่ในตัวเจ้าชายหนุ่มคนนี้แน่นอน

 

                “เป็นยังไงบ้าง คิดว่ามีส่วนไหนที่ต้องปรับแก้มั้ย” หลังจากฟังสรุปแผนการเจรจาเสร็จ แม่ทัพใหญ่ก็เอ่ยขึ้นต่อพวกเราทั้งสองคน ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าไอ้ที่ถูกเขียนเอาไว้ทั้งหมดในเอกสารพวกนั้น คงต้องเป็นผมกับคุณการ์ธนี่แหละที่ต้องไปดำเนินการ “คิดว่าพอไหวมั้ย พูดมาตรงๆ ได้เลยนะ”

 

                “เรื่องขอซื้อเทคโนโลยีการสื่อสารนี่ท่าทางจะยากครับ พวกนั้นหวงเทคโนโลยีนี้อย่างกับมังกรกกไข่แน่ะ” คุณการ์ธเกาศีรษะด้วยความลำบากใจ ไอ้นั่นน่ะยากสุดๆ แน่นอน แต่ส่วนที่ยากมันไม่ได้มีแค่นี้หรอก “แล้วเรื่องที่จะขอผูกขาดการส่งออกแร่ทองแดงด้วย ผมว่าเซเลสทีนมีปัญหาแน่ ท่านก็รู้ว่าพวกไฮเซ็นเบิร์กสนิทกับเซเลสทีนมากกว่าทางเรานะ”

 

                “เราอาจเจรจากับรัฐบาลแองกริฟฟ์ตรงๆ ไม่ได้หรอกครับเรื่องนี้ แต่ถ้าแยกคุยแบบรายย่อยเป็นส่วนๆ อาจจะพอล็อบบี้ได้นะ” แม้ว่าวิธีของผมมันจุดูยุ่งยากไปสักหน่อย แต่การคุยกับรายย่อยย่อมง่ายกว่าการคุยกับผู้ที่กำหนดนโยบายระดับจักรวรรดิอยู่แล้ว ขอแค่เราต้องเร็วพอที่จะจับทุกส่วนเซ็นต์สัญญาได้หมดก่อนที่พวกเขาจะไหวตัวทันนั่นแหละ “งานนี้ต้องมีคนของอาณาจักรอื่นๆ มาด้วยใช่มั้ยครับ ผมว่าบางทีเราอาจมีตัวช่วยที่คาดไม่ถึงนะ”

 

                “เรากำลังรอการยืนยันข่าวจากทางนั้นอยู่เหมือนกัน แต่เท่าที่รู้ พวกองค์หญิงแห่งแฟนตาเซียกับเสนาบดีใหญ่จากเอ็นเก็ทสึไปถึงที่นั่นแล้ว” แม่ทัพวิคตอเรียกล่าว คุณการ์ธต้องใช้เวลาครู่ใหญ่กว่าจะนึกออกว่าเอ็นเก็ทสึนี่มันอยู่ตรงไหนของเซ็นเทอร์รากันแน่

 

                “เหมาะเลย ไฮเซ็นเบิร์กเพิ่งวางโครงการสร้างท่าอากาศยานแห่งใหม่ที่เอ็นเก็ทสึ พวกเขาต้องใช้ทั้งเหล็กและทองแดงมหาศาล” ไฮเซ็นเบิร์กให้ความสำคัญกับการกระจายท่าอากาศยานไปทั่วทุกภูมิภาคอยู่แล้ว สำหรับเรื่องนี้ พวกเขาจะทุ่มทุกสิ่งที่มีอยู่ในมือไปอย่างไม่อั้นเลย “เอ็นเก็ทสึไม่มีสายแร่โลหะเป็นของตัวเอง โครงการใหญ่ขนาดนั้นพวกเขาจำเป็นต้องนำเข้าแร่เหล็กจากเสียน และเสียนก็เป็นแหล่งระบายสินค้าชั้นเลิศของเรา”

 

                ทางตะวันตกอาจจะเป็นสนามเด็กเล่นของเซเลสทีน แต่ที่ฝั่งตะวันออก พวกเราโซลาเรียสวางรากฐานเอาไว้นานมากแล้ว

 

                “งั้นเราก็สามารถบีบผู้ค้ารายย่อยผ่านทางเสนาบดีแห่งเอ็นเก็ทสึได้” คุณการ์ธพยักหน้าเห็นด้วย “ข้าหลวงผู้ตรวจการนครของเสียนตอนนี้เป็นอดีตเจ้าหน้าที่ภาษีของโซลาเรียส เราตกลงกันได้สบายมาก”

 

                “ยังมีเรื่องการรื้อฟื้นแผนการกวาดล้างอ่าวทไวซ์ฮาร์ทอีกอันนึงที่ผมว่ายากไปหน่อยครับ ผมไม่รู้ว่าทางนั้นเค้าจะเหลือกองเรือมาดูแลอ่าวนี้สักเท่าไหร่” ความจริงโซลาเรียสนั้นควรจะได้เปรียบเซเลสทีนในการค้าขายกับไฮเซ็นเบิร์ก เพราะระหว่างสองดินแดนนั้นถูกขวางกั้นเอาไว้ด้วยผืนน้ำเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ถ้าไม่มีพวกโจรสลัดแบล็คคลาร์ก อ่าวทไวซ์ฮาร์ทจะกลายเป็นสรวงสวรรค์การเดินเรือของเหล่านายวาณิชย์ไปเลย ทว่าเรื่องนั้นคงยากที่จะคาดหวัง ไฮเซ็นเบิร์กอาจจะมีกองทัพเรือที่ยิ่งใหญ่ แต่พวกเขาทุ่มเทกำลังเกือบทั้งหมดไปกับการสำรวจมหาสมุทรและแผ่นดินใหม่ที่ชื่อว่าดิอินโนเซนต์ ขนาดกองเรือที่เคยถูกส่งไปคุกคามฝั่งตะวันออกของแชงกรีลายังถูกถอนทัพกลับมาเลย หลายปีมานี้กิจกรรมของทัพเรือไฮเซ็นเบิร์กถูกลดระดับลงมาเหลือแค่การป้องกันแนวชายฝั่งเท่านั้น “ต่อให้พวกเขาตกลงจะร่วมมือกับพวกเราจริง ก็เกรงว่าจะกลายเป็นพวกเรานี่แหละที่ต้องเหนื่อยฝ่ายเดียว สุดท้ายลำพังกำลังของเรา ไม่มีทางทำให้อ่าวปลอดภัยจากโจรสลัดได้หรอกครับ”

 

                “เรื่องนั้นเราก็ไม่ได้หวังให้มีการร่วมมือในการปฏิบัติการอยู่แล้ว” น้ำเสียงของแม่ทัพวิคตอเรียสั้นห้วน แสดงว่าเธอเองก็ไตร่ตรองเรื่องนี้มาแล้วเช่นกัน “หัวใจสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่การสนับสนุนข้อมูลและยุทธวิธีทางทะเลต่างหาก แค่ขอให้พวกนั้นยอมรับข้อเสนอ ฝ่ายเราจะพยายามรีดข้อมูลออกมาให้ได้ว่าพวกนั้นมีกองทัพเรือเหลืออยู่ที่เวิร์ลพูลเท่าไหร่ นั่นต่างหากที่พวกเราอยากรู้”

 

                “นี่พวกท่านคิดจะโจมตีไฮเซ็นเบิร์กงั้นเรอะ” คุณการ์ธร้องเสียงหลง การโจมตีไฮเซ็นเบิร์กตามลำพังถือเป็นการฆ่าตัวตายอย่างโง่เขลา ดูจากสายตาของอัศวินทุกคนในห้องนี้ก็รู้ว่าพวกเขาไม่คิดที่จะฆ่าตัวตายด้วยวิธีนั้น

 

                “ที่โซลาเรียสต้องการข้อมูลกองเรือที่เหลืออยู่ในฐานเวิร์ลพูลนั่นไม่ใช่เพื่อคำนวณกำลังป้องกันของไฮเซ็นเบิร์กหรอกครับคุณการ์ธ” ผมสบตากับแม่ทัพวิคตอเรียวูบหนึ่ง ไม่แน่ใจว่าควร อวดฉลาด ออกไปดีหรือไม่ “ท่านแม่ทัพอยากรู้ว่าไฮเซ็นเบิร์กส่งกำลังออกไปภายนอกมากแค่ไหนต่างหาก....นี่แสดงว่า พวกเรากำลังหมายตาดิ อินโนเซนต์อยู่ใช่มั้ยครับเนี่ย”

 

                ดิ อินโนเซนต์ แผ่นดินลึกลับตกสำรวจที่เพิ่งจะถูกค้นพบเมื่อไม่นานมานี้ ดินแดนที่เต็มไปด้วยภัยอันตรายและปริศนา ยังไม่มีใครรู้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่ที่นั่นบ้าง ดิ อินโนเซนต์อาจมีขนาดใหญ่พอๆ กับทวีปหนึ่งเลยด้วยซ้ำ ความบริสุทธิ์ของมันทำให้เชื่อว่าแผ่นดินนั้นจะยังคงมีทรัพยากรธรรมชาติอีกมากมายที่ยังไม่ถูกแตะต้อง ในขณะที่ทรัพยากรส่วนใหญ่ในเซ็นเทอร์ราล้วนถูกจับจองเกือบหมดแล้ว ดิ อินโนเซนต์ก็คือแหล่งขุมทรัพย์อันประเมินค่าไม่ได้ดีๆ นี่เอง

 

                ปัญหาคือแหล่งขุมทรัพย์ที่ว่านั้นอยู่ภายใต้สายตาหิวกระหายของหมาป่าที่มีชื่อว่าไฮเซ็นเบิร์กอยู่แล้ว

 

                “โอ้โห เจ้าหมอนี่ฉลาดจริงๆ แฮะ” น้ำเสียงทีเล่นทีจริงนั้นแฝงความรู้สึกไม่เป็นมิตรเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม ชายหนุ่มผมทองในชุดขาวที่ยืนอยู่อีกฝั่งของโต๊ะหรี่ตามองผมด้วยความสนใจ เขาสวมผ้าคลุมไหล่สีแดงเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ในห้องนี้ แต่มีบางสิ่งในตัวของเขาให้ความรู้สึกที่ต่างออกไป นี่มันนักล่าพวกนอกรีต อัศวินเชือกแขวนคอแห่งลักซ์ยูดิซีนี่นา “เสียดายที่คุณกาเฮรีสไม่อยู่ ไม่งั้นเราอาจจะได้คนช่วยดูแลกองเรือสำรวจตะวันตกเลยก็ได้นะ”

 

                “มันยังอีกหลายขั้นตอนนะคุณเรการ์ด กว่าจะใช้คำว่ากองเรือสำรวจตะวันตกได้จริงๆ” แม้จะกล่าวเหมือนเป็นเรื่องที่ยังไม่สมควรเปิดเผย แต่ก็คล้ายจะยอมรับออกมาตรงๆ เลยว่ามีโครงการแบบนั้นอยู่จริง แววตาเปี่ยมไปด้วยอำนาจของแม่ทัพวิคตอเรียจ้องเขม็งมาทางผมอย่างกับจะถามว่าสนใจรึเปล่าเลยอย่างนั้นแหละ “ยังมีอะไรต้องเตรียมการณ์อีกเยอะ ศาสนจักรเองก็คงไม่อยากจะให้มันกลายเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่แบบคราวที่แล้วหรอก”

 

                “ความผิดพลาดอะไรกันครับ คุณกาเฮรีสถึงกับได้ลูกรักคนใหม่มาเลยนะ” อัศวินเชือกแขวนคอที่ชื่อเรการ์ดลูบปลายคางตัวเองเบาๆ “น่ารักเสียด้วยนะเด็กนั่น อยากเห็นตอนที่โตขึ้นมาเป็นอัศวินเร็วๆ จัง หวังว่าคงจะไม่เหลวแบบคราวก่อนอีกนะ”

 

                “ทำไมไม่เก็บความเห็นนี้ไปบอกกับเจ้าตัวตอนที่เค้ากลับมาถึงล่ะเซอร์เรการ์ด” สายตาเฉียบขาดของแม่ทัพวิคตอเรียบ่งชัดว่าเธอไม่พอใจในคำพูดเหล่านั้น “แล้วก็อย่าลืมสิว่าถึงแม้คุณจะเป็นคนของตระกูลแสตมฟอร์ด แต่ตอนนี้คุณก็ถือเป็นแขกของที่นี่เหมือนกับแม่ทัพกาเฮรีสนั่นแหละ ที่คาเมล็อตนี่เราไม่ค่อยชอบแขกที่ยุ่งเรื่องของชาวบ้านหรอกนะ”

 

                สมกับคำร่ำลือเลยแฮะ เล่นหักหน้าคนของลักซ์ยูดิซีเสียจนไม่เหลือต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้ เล่นเอาเซอร์เรการ์ดทำหน้าไปไม่เป็นเลย แต้ทั้งที่ดูเป็นคนเข้มงวดขนาดนี้ พวกอัศวินที่อยู่รอบๆ ตัวเธอกลับรู้สึกผ่อนคลายกว่าที่คิด แสดงว่าเป็นผู้บังคับบัญชาประเภทที่ใกล้ชิดกับลูกน้องมากๆ สินะ

 

                “ยังไงเรื่องที่คุยกันในวันนี้ ต้องขอให้พวกคุณทุกคนช่วยปิดเป็นความลับกันด้วยนะ หลังจากนี้อีกสองวันเราจะออกเดินทางไปยังพอร์ทโดมิเนียนที่แฟนตาเซีย ยานเหาะของพวกเราจะรออยู่ที่นั่น” เมื่อถึงคราวจะตัดบทก็ไม่ปล่อยให้มีช่องได้ถามไถ่อะไรต่อเลย บุคลิกเด็ดขาดขนาดนี้ สมแล้วที่หลายคนมองว่าเธออาจจะเหมาะกับการขึ้นครองบัลลังก์มากกว่าเจ้าชายอาเธอร์ที่ชอบเก็บตัวอยู่เงียบๆ “ช่วงสองวันนี้ถ้าไม่ติดขัดอะไร อยากจะขอให้พวกคุณทั้งสองคนพักอยู่ที่ปราสาทนี้ไปก่อน เซอร์บรูนอร์จะเป็นคนพาคุณไปที่ห้องพักเอง ถ้ามีอะไรที่อยากได้ก็บอกเขาได้เลย”

 

                ถึงจะพูดว่าถ้าไม่คิดขัดอะไร แต่น้ำเสียงของเธอไม่เปิดช่องให้ติดขัดได้เลยแม้แต่น้อย อัศวินหนุ่มผู้มีรอยแผลบากลึกบนใบหน้าก้าวเข้ามาน้อมศีรษะให้เล็กน้อย สีหน้าเคร่งขรึมไม่เป็นมิตร ชุดเกราะของเขาเป็นสีดำผิดแผกจากผู้อื่น แม้ไม่ได้กล่าวอะไร แต่ก็คาดเดาได้ไม่ยากว่าเขานี่แหละคือเซอร์บรูนอร์ที่ว่า สำหรับตัวแม่ทัพวิคตอเรียนั้น เมือกล่าวจบ เธอก็หันกลับไปหาบรรดาอัศวินคนอื่นๆ และเริ่มถกเถียงถึงเรื่องต่างๆ กันต่อเหมือนว่าพวกเราไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้นแล้ว ไม่มีประโยชน์ที่จะรั้งรออยู่ต่อไป เพราะพวกเขาจะไม่ฟังอะไรสามัญชนอย่างพวกเราอีกแล้ว พวกเราจะมีความหมายในสายตาก็ต่อเมื่อพวกเขาเรียกหาเท่านั้น นี่คือความต่างของชนชั้นในสังคม โซลาเรียสนั้นขึ้นชื่อนักแหละเรื่องการแบ่งยศถาบรรดาศักดิ์แบบนี้

 

                ถ้าหากระบบศักดินาที่ขวางกั้นผู้คนออกจากกันแบบนี้หายไปได้ก็คงจะดี ทั้งที่มีคนที่ได้ประโยชน์จากระบบนี้มีเพียงแค่หยิบมือท่ามกลางผู้คนนับล้าน แต่มันกลับเป็นวัฒนธรรมที่ฝังรากลึกจนแข็งแรงอย่างน่ากลัว อาจกล่าวได้ว่าทั้งหมดนี้มันก็เป็นเพราะพวกดิไวน์เนอร์นั่นแหละ มันเริ่มมาจากการที่พวกเขาแบ่งแยกชนชั้นออกจากพวกเราก่อน ในฐานะผู้สูงส่งเหนือกาลเวลา ผู้ที่สรรค์สร้างพวกเราทั้งหมดขึ้นมา มันก็ไม่แปลกหรอกที่พวกดิไวน์เนอร์จะรู้สึกว่าพวกเขาเหนือกว่าใคร แต่การที่พวกเขาซึ่งมีอิทธิพลต่อความคิดของผู้คนมากๆ แสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างกันโต้งๆ ว่าการได้อยู่เหนือกว่าคนอื่นมันดียังไง มันก็เลยทำให้ระบบศักดินาก่อกำเนิดขึ้นมา คนที่อยู่ข้างล่างต่างก็ปรารถนาจะหาหลักยึดเหนี่ยวด้วยความเคยชินจากการพึ่งพาดิไวน์เนอร์ พวกเขาไม่อยากยืนด้วยลำแข้งตัวเอง จึงพร้อมจะศิโรราบต่ออำนาจที่อยู่สูงกว่า ส่วนคนที่อยู่ข้างบนก็พึงพอใจกับการเสพรับความสำคัญเหล่านั้น มันก็เลยเป็นไปไม่ได้เลยที่จะล้มล้างระบบอันเก่าแก่นี้ลงให้ราบคาบ

 

                ไม่สิ อาจพอมีทางอยู่บ้างนะ ถ้าหากว่าพวกที่เป็นต้นแบบของศักดินาอย่างพวกดิไวน์เนอร์สูญเสียอำนาจไป บางทีทุกคนอาจจะเริ่มหันมามองคนอื่นด้วยระดับสายตาที่เท่าเทียมกันบ้างก็เป็นได้นะ

                ห้องพักที่คาเมล็อตจัดไว้ให้ผมกับคุณการ์ธนั้นไม่ใหญ่โตนัก มันเป็นห้องพักสำหรับแขกทั่วไป อยู่ที่บริเวณชั้นสองของปีกตะวันตก ถึงจะไม่หรูหราอะไรแต่ก็สะอาดและอุ่นสบายแม้ในวันที่ชื้นแฉะแบบนี้ หลังจากคืนก่อนที่สัตว์ร้ายออกอาละวาด ฝนก็ตกหนักไม่หยุดมาตลอดอย่างกับฟ้ารั่ว เล่นเอาผู้คนเดือดร้อนกันไปหมด พวกคนงานไร่แจ้งมาว่าผลผลิตช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้น่าจะคาดหวังอะไรไม่ค่อยได้ แย่หน่อย โซลาเรียสในยามนี้จำเป็นต้องฝากความคาดหวังเอาไว้กับทุกอย่างในมือเสียด้วย

 

                ตอนที่ผมถอดชุดน่าอึดอัดนั้นออกแขวนที่ผนัง ผมก็พบว่าผนังกำแพงห้องพักนั้นค่อนข้างหนาทีเดียว ปราสาทนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำศึก โครงสร้างทุกส่วนจึงแข็งแรงอย่างมาก ก็ดีเหมือนกัน คุณการ์ธน่ะกรนเสียงดังสนั่นเป็นหวูดรถรางเลย ถึงจะนอนแยกห้องกัน แต่ถ้ามีแค่ผนังไม้บางๆ กั้นล่ะก็ไม่ไหวแน่

 

                ต้องเดินทางอีกแล้วสินะ อยากจะแจ้งท่านกาดิเอลไว้ก่อนจัง หลังจากคืนนั้นก็ไม่ได้เจอหน้ากันอีกเลย ถึงจะมีแวะเอาขนมมาวางทิ้งไว้ให้บ้างก็เถอะ เพิ่งจะกลับมาแล้วอยู่ๆ ก็หายหน้าไปแบบนี้ มีหวังรายนั้นต้องหัวเสียแน่ แต่คิดอีกที นี่ก็เป็นแค่การไปร่วมพิธีศพ คงกินเวลาไม่นานนัก ช่วงนี้ท่านกาดิเอลก็วุ่นๆ อยู่กับกับงานอยู่แล้ว บางทีอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าผมไม่อยู่

 

                ถึงแม้การไปคุยกับไฮเซ็นเบิร์กจะเป็นเรื่องน่าปวดหัว แต่งานนี้คุ้มค่าน่าลอง การเจรจาธุรกิจที่มีแบ็คระดับราชวงศ์ใหญ่ ดีร้ายยังไงก็ต้องได้อะไรติดไม้ติดมือกลับมาบ้าง ที่สำคัญคือโอกาสในการสร้างคุณประโยชน์ให้กับบุคคลระดับสูงในโซลาเรียส แถมที่แม่ทัพวิคตอเรียเผยออกมาเมื่อครู่ก็มีชื่อศาสนจักรลูมินอสมาเอี่ยวด้วย ต่อให้เข้าตาจนแค่ไหนราชวงศ์เพ็นดรากอนก็ยังเป็นลูกรักของศาสนจักรและทวยเทพอยู่ดี การทำการค้ากับพวกเขานั้นสามารถหวังผลประโยชน์ได้ ถ้าหากสามารถจบเรื่องผูกขาดทองแดงได้สำเร็จ กระแสการเงินอาจจะเปลี่ยนทิศได้เลย หากสามารถกระตุ้นให้นักลงทุนกลับมาเชื่อถือในโซลาเรียสได้อีกครั้ง พวกเราก็จะพลอยสบายไปด้วย ยังไงก็ต้องวางแผนการเจรจาให้ดีเสียก่อน

 

                จะเริ่มยังไงดีนะ ในห้องพักนั้นมีเครื่องเรือนอยู่ไม่กี่ชิ้น เตียง ตู้เสื้อผ้า โต๊ะอ่านหนังสือ และโต๊ะทานอาหาร แม่บ้านแจ้งว่าอาหารค่ำจะเริ่มตอนทุ่มตรง ส่วนในห้องมีไวน์ตั้งอยู่สองสามขวด ผมหย่อนก้นลงบนเก้าอี้บุนวมอย่างดีพลางเปิดลิ้นชักโต๊ะหนังสือออกดู มีสมุดโน้ตกับปากกาขนนกอยู่ แม่ทัพใหญ่บอกว่าถ้าต้องการอะไรสามารถแจ้งกับเซอร์บรูนอร์ได้เลย ถ้าอย่างนั้นสิ่งที่ผมต้องการตอนนี้ก็คือข้อมูลรายละเอียดของคนที่น่าจะมีอำนาจในรัฐบาลใหม่ของไฮเซ็นเบิร์ก ผมมีคู่ค้าที่เคยร่วมงานกันอยู่ที่นั่นสองสามคน เป็นพวกนายวาณิชย์สัญจรที่พบกันที่เสียน นิสัยไม่ค่อยดีนักแต่ก็พอคบได้ ศูนย์กลางการเงินหลักๆ ของไฮเซ็นเบิร์กนั้นอยู่ที่นครหลวงแองกริฟฟ์ สตอล์คการ์ดวิลล์และพอร์ทเชสเตอร์ กำลังผลิตภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่นิคมเวสต์แบงค์ ยังไงคงต้องไปลุยทั้งสี่แห่งนี้ให้เห็นกับตาก่อน ใครคุมที่ไหน พวกเขากินอะไร เล่นการพนันแบบไหน ชอบดาราคนไหน คนที่นั่นเวลาว่างชอบทำอะไร ผมจดรายละเอียดสิ่งที่อยากรู้ทั้งหมดอย่างคล่องแคล่ว หวังว่าเซอร์บรูนอร์จะสามารถหาทางเอาข้อมูลพวกนี้มาได้

 

                ตอนที่ผมกำลังจะฉีกหน้ากระดาษที่มีข้อความเต็มไปหมดออกจากสมุดจดนั้นเอง ผมก็เพิ่งสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่พับสอดอยู่ด้านในของปกสมุด มันเป็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่ถูกฉีกออกมาจากสมุดจดเช่นกัน กระดาษแผ่นนั้นถูกพับเป็นสี่ทบโดยที่มุมด้านบนมีตัวอักษรตัวเล็กๆ เขียนอยู่ มาร์โค ชื่อของผม สังหรณ์แปลกประหลาดจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว ได้แต่เหลียวซ้ายแลขวาอย่างระมัดระวังแม้จะอยู่ในห้องตามลำพัง นี่มีใครเล่นตลกอะไรหรือเปล่านี่ ผมค่อยๆ หยิบกระดาษแผ่นนั้นออกมา บรรจงใช้นิ้วมือคีบเปิดออกช้าๆ หวังว่าคงไม่ใช่อักขระวงเวทแบบที่จะทำงานเมื่อเปิดอ่านนะ

 

                ห้องที่สองจากทางเดินลอย ระเบียงลิ้นมังกร ชั้นสี่ ปีกตะวันตก

 

                เอาล่ะ นี่คือจดหมายเชิญอย่างชัดเจน มีใครบางคนต้องการพบกับผมโดยไม่อยากกระโตกกระตาก ผมพลิกกระดาษแผ่นนั้นดูอีกสองสามครั้ง ถึงขั้นลองเอาไปอังเตาผิงดู แต่ก็ไม่มีข้อความอื่นใดอีกแล้ว ใครกันนะ ทำไมต้องทำอะไรยุ่งยากแบบนี้ มีโอกาสสูงแค่ไหนที่ผมจะไม่ได้เปิดลิ้นชักหรือหยิบสมุดจดเล่มนี้ออกมาดูเลยตลอดสองวัน ความจริงแล้วมันมีโอกาสสูงมากที่ผมจะตรงดิ่งเข้ามาหาอะไรเขียนเป็นอย่างแรกหลังจากได้คุยกับแม่ทัพวิคตอเรีย คนที่รู้จักผมในระดับหนึ่งย่อมรู้ว่าช่วงเวลาแบบนี้ในหัวของผมจะแล่นเร็วมาก และผมต้องระบายข้อมูลออกมาทันที แต่นั่นก็หมายความว่าต้องเป็นคนที่รู้จักนิสัยกันดีในระดับหนึ่งจริงๆ บางทีคุณการ์ธอาจจะเป็นต้นคิดในเรื่องนี้

 

                ชั้นสี่ของปีกตะวันตกเป็นบริเวณห้องพักของแขกระดับกิตติมศักดิ์ ห้องของคนสำคัญ ไม่ใช่ที่ที่ชนชั้นสามัญอย่างผมจะไปเสนอหน้า เอายังไงดีนะ ลองไปถามคุณการ์ธตรงๆ เลยดีกว่าแฮะ

 

                หลังจากเคาะประตูอยู่สองสามครั้ง แต่กลับได้รับคำตอบเป็นหวูดรถรางยาวเหยียด คุณการ์ธคงจะซัดไวน์เข้าไปแล้วแน่ๆ ระยะหลังมานี้เขามักบ่นว่าเหนื่อยง่าย อายุที่มากขึ้นกับสังขารที่นับวันจะสร้างภาระขึ้นทุกทีไม่เอื้ออำนวยแก่การเดินทางไกลๆ เลย นับประสาอะไรกับการไปไฮเซ็นเบิร์ก แค่จากท่าเรือมาที่คาเมล็อตนี่เขาก็ทำท่าจะแย่เสียแล้ว

 

                เอาล่ะ ค่อยๆ คิดนะมาร์โค ที่นี่คือปราสาทคาเมล็อต นายจะเดินเพ่นพ่านสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ ขืนทะเล่อทะล่าหลุดเข้าไปในเขตหวงห้ามมีหวังหัวหลุดแหง เผลอๆ คุณการ์ธจะพลอยซวยไปด้วย กลับไปรอที่ห้อง เผื่อว่าเจ้าของจดหมายจะหาทางติดต่อมาใหม่ดีไหมนะ

 

                “เอ่อ ขอโทษครับ....” ผมหันไปทักแม่บ้านคนหนึ่งที่กำลังรีบร้อนยกเครื่องมือทำความสะอาดไปเก็บ “ที่ชั้นสี่ตอนนี้มีใครพักอยู่เหรอครับ”

 

                “เอ...ชั้นสี่ รู้สึกว่าจะเป็นท่านหัวหน้าอัศวินโล่ศักดิ์สิทธิ์นะคะ” อ้อ ท่านกาเฮรีสแห่งดิไวนัสนี่เอง เมื่อครู่ก็เห็นแม่ทัพวิคตอเรียพูดถึงอยู่ แต่คนละดับนั้นจะอยากพบกับผมไปทำไมกันนะ แถมยังใช้วิธีแปลกๆ อย่างการแอบมาเหน็บจดหมายเอาไว้อีก

 

                หรือว่าจะเป็นเรื่องกองเรือสำรวจตะวันตกที่ว่า ถ้างั้นก็เยี่ยมไปเลยสิ ถ้าได้เป็นพ่อค้าคนแรกๆ ที่ได้ไปบุกเบิกทรัพยากรของดินแดนบริสุทธิ์ บางทีเป้าหมายที่ผมพยายามไขว่คว้าก็อาจจะไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว ขอเพียงควบคุมการค้าทั้งหมดได้ ก็จะไม่จำเป็นต้องมีเทพธิดาแห่งการค้าอีกต่อไป ถ้าเป็นเรื่องดิ อินโนเซนต์งั้นก็น่าจะคุ้มค่าที่จะแวะไปคุย เอาเถอะ แค่ขึ้นไปแป๊บเดียว อีกฝ่ายก็เป็นคนเชิญเองด้วย ไม่น่าจะมีปัญหาหรอกมั้ง หวังว่านี่จะไม่ใช่การจัดฉากใส่ร้ายในคดีฆาตกรรมประเภทเปิดประตูเข้าไปแล้วจ๊ะเอ๋กับศพในห้องปิดตายอะไรแบบนั้นหรอกนะ

 

                แม้ระเบียบการจะระบุว่าแขกที่พักในแต่ละชั้นจะไม่สามารถขึ้นไปยังชั้นที่สูงกว่าได้ แต่เอาเข้าจริงพวกทหารก็ดูไม่เห็นจะสนใจอะไรเลย พวกเขาคงเคยชินกับการที่แขกส่วนใหญ่วิ่งขึ้นวิ่งลงพบปะพูดคุยกันอยู่แล้ว แม้การแบ่งชนชั้นจะยังมีอยู่ แต่หลายสิบปีมานี้ระบบเศรษฐกิจเซ็นเทอร์ราได้เอื้อให้ชนชั้นสามัญที่ทำการค้ามีโอกาสมั่งคั่งขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด จนพวกเจ้าขุนมูลนายที่ไม่เชี่ยวชาญเรื่องตัวเลขและผลกำไรต้องยอมลดอัตตาลงขอความช่วยเหลืออยู่เรื่อยๆ ธรรมเนียมหลายๆ อย่างจึงเริ่มหย่อนยานลง ตอนที่ผมเดินผ่านช่องบันไดขึ้นมาถึงชั้นสี่ ทหารสองคนที่นั่งเฝ้าอยู่ตรงทางเดินไม่แม้แต่จะชำเลืองสายตามามองด้วยซ้ำ

 

                “เอ่อ ระเบียงลิ้นมังกร....ห้องที่สอง....” ผมเอ่ยขึ้นอย่างตะกุกตะกัก ไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะให้ความร่วมมือขนาดไหน ที่ชั้นบนนี่ทางเดินตัดไขว้กันสลับซับซ้อนเต็มไปหมดเสียด้วย “ผมหมายถึงห้องพักของท่านกาเฮรีสอยู่ทางไหนนะครับ พอดีท่านอัศวินเรียกผมมาพบ”

 

                “ตรงไปตามทางเดินใหญ่นั่น แล้วข้ามระเบียงที่ยื่นออกไปด้านนอก  นั่นแหละลิ้นมังกร” ดวงตาหรี่ปรือของเขาจะปิดเสียให้ได้ตอนที่พยายามตอบคำถาม “ห้องของท่านกาเฮรีสมันห้องที่หนึ่งนะ ห้องที่สองเป็นห้องของผู้ติดตามต่างหาก”

 

                นัดพบกันที่ห้องผู้ติดตาม ก็ฟังดูเข้าใจได้ บางทีท่านอัศวินศักดิ์สิทธิ์คงอยากสงวนที่พักของตัวเองเอาไว้ ผมเดินไปตามทางที่ทหารคนนั้นบอกแบบก้าวต่อก้าว ทางเดินชั้นบนนั้นถูกตกแต่งเอาไว้อย่างสวยงามผิดกับชั้นล่างๆ อย่างน้อยพวกเขาก็พยายามที่จะประดับประดาอะไรลงไปบ้าง แถวนี้ไม่มีคนเลย เงียบเสียจนวังเวง พวกแขกระดับสูงคนชอบความเป็นส่วนตัวเอามากๆ โชคดีที่ทหารคนนั้นไม่ได้ง่วงเสียจนบอกทางผิด ไม่เช่นนั้น ท่ามกลางทางเดินที่ซับซ้อนแบบนี้ ผมอาจจะหาทางกลับไม่ถูกด้วยซ้ำ

 

                ห้องที่สอง ห้องที่สอง นี่ไง...สมกับเป็นห้องของแขกชั้นสูงจริงๆ แม้แต่ประตูก็ดูหรูหรากว่าที่ชั้นล่างคนละเรื่องแล้ว ลวดลายเถาวัลย์และเทวดาที่สลักเสลาอย่างวิจิตรเคลือบเงาด้วยทองคำโลดแล่นราวกับมีชีวิตอยู่บนไม้สักบานใหญ่คู่นั้น ผมยกมือขึ้นจับห่วงประตูเย็นเฉียบที่ทำเป็นรูปมังกรคาบดาบ ก่อนจะโยกเคาะมันอยู่ครู่หนึ่ง

 

                ไม่มีเสียงตอบรับอันใด ไม่มีใครมาเปิดประตู จริงสิ เซอร์เรการ์ดบอกว่าท่านกาเฮรีสยังไม่กลับมา บางทีผมอาจจะมาถึงเร็วเกินไป ตอนที่ผมกำลังจะหันหลังกลับนั้นเอง เสียงสลักบานประตูก็ลั่นกริ๊ก ก่อนที่ประตูไม้บานใหญ่ทั้งคู่จะเปิดอ้าออก เผยให้เห็นด้านในของห้องที่ถูกตกแต่งไว้อย่างน่ามองด้วยเครื่องเรือนอันหรูหรา แต่ที่ตรงนั้น ที่ห้องหมายเลขสองของระเบียงลิ้นมังกร ความสนใจทั้งหมดของผมกลับถึงบางสิ่งดึงดูดไปจนแทบมองไม่เห็นสิ่งใดอื่นรอบตัวเลย

 

                มันคือเสื้อคลุมสีขาวที่มีลวดลายรูปดวงตาสีแดงมากมายถักทออยู่รอบชายขอบของผืนผ้า แม้จะถูกแขวนเอาไว้บนเสาเหล็กโดยปราศจากผู้สวมใส่ แต่ผมก็ยังจดจำความรู้สึกน่าขนลุกยามที่เห็นมันเป็นครั้งแรกได้เป็นอย่างดี

                ลองนึกถึงโลกที่ดิไวน์เนอร์มีสถานะไม่ต่างอะไรกับคนธรรมดาอย่างพวกเราดูสิ

 

               ทำไมเสื้อคลุมนอกรีตนั่นถึงมาอยู่ในสถานที่แบบนี้ได้ จุดมุ่งหมายของพวกเขานั้นเย้ายวนใจ แต่มันเป็นเรื่องอันตรายและเกินตัว นับตั้งแต่วันนั้นมาผมก็ไม่ได้นึกถึงเรื่องของพวกเขาอีก มาลุม ต้นแอปเปิลแห่งการสำนึกรู้ ถ้าไม่ได้เห็นเจ้าดวงตานับสิบคู่ที่กำลังจ้องตอบกลับมาตอนนี้ ผมคงนึกว่าเรื่องราวในคืนนั้นเป็นเพียงแค่ความฝันที่เป็นผลจากความเหนื่อยล้าแล้วแท้ๆ

 

                สองเท้าของผมผงะก้าวถอยหลังออกมาตามสัญชาติญาณ สายลมกรูเกรียวไร้ที่มาพัดกรรโชกให้เสื้อคลุมนั้นปลิวสะบัด สายลมงั้นเหรอ เป็นไปได้ยังไง ห้องนี้ไม่มีหน้าต่างบานไหนเปิดอยู่เลย และที่ระเบียงก็ไม่มีลมสักนิด ถ้านี่คือเวทมนตร์ ระบบตรวจจับเวทมนตร์ของคาเมล็อตก็ต้องส่งสัญญาณเตือนออกมาแล้วสิ นี่มันเป็นไปไม่ได้เลย นอกเสียจากว่า มันจะเป็นเวทมนตร์ที่ทรงพลังเสียจนระบบไม่สามารถตรวจจับได้

 

                “นึกว่านายจะไม่มาซะแล้ว วิธีของบรูนอร์ไม่เห็นจะเข้าท่าตรงไหนเลย” เสียงหวานใสที่เย็นเยียบดังขึ้นจากทางด้านหลังของผม ใกล้จนแทบจะหายใจรดต้นคอ ที่ปลายสายตา ผมสังเกตได้ถึงบางสิ่งที่ล่องลอยเป็นผงธุลีอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ นี่มัน ขี้เถ้านี่นา “ไม่ต้องกลัวนะมาร์โค ชั้นไม่ได้จะทำให้นายตกใจ แต่ว่าพลังนี้มันเพิ่งจะตื่นขึ้นมาเมื่อคืนก่อน ชั้นก็เลยยังควบคุมมันได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่”

 

                ผมจำเสียงนี้ได้ เสียงของเธอคนนั้น ชั่วขณะที่ความทรงจำของผมหวนย้อนกลับไปในคืนนั้น ชั่วขณะที่รู้สึกหวาดกลัวไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ ที่นี่คือปราสาทคาเมล็อต ใจกลางของความแข็งแกร่งแห่งแสงสว่างอันศักดิ์สิทธิ์ ปราสาทของราชวงศ์ที่เป็นที่รักของเหล่าทวยเทพมากที่สุด ในห้องของผู้ติดตามแห่งหัวหน้าอัศวินศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกเรียกขานว่าโล่ผู้แบ่งกั้นแสงสว่างออกจากความมืด ผมหันหน้ากลับไป และจ้องมองเข้าไปในดวงตาคู่นั้น มันเป็นสีแดงชาดดั่งโลหิตและน้ำเงินลึกล้ำดุจมหาสมุทร ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีสิ่งที่เพิ่มเติมมาจากในภาพความทรงจำ คือตราสัญลักษณ์รูปดวงตาตรงกลางหน้าผาก จ้องมองกลับมาราวกับห้วงลึกอันไร้ก้นบึ้ง

 

                ความมืดมิดที่หมายจะลิดรอนอำนาจของทวยเทพได้เข้ามาเหยียบ ณ ใจกลางหัวใจของพวกเราแล้ว

 

                “พวกเราเริ่มงานกันแล้วนะ” เด็กสาวแห่งมาลุมเอ่ย “ถ้านายมาช้ากว่านี้ ระวังจะถูกทอดทิ้งนะ...มาร์โค”

Card Cast

Sir Victoria Pendragon

Sir Breunor le Noir

Cover Up

       เรื่องราวของสิ่งมีชีวิตปริศนาที่กระจายตัวอยู่ทั่วเซ็นเทอร์รากำลังจะถูกเปิดเผย The Creature สัปดาห์นี้นำเสนอ กิการัง นักจมเรือแห่งอ่าวไทวซ์ฮาร์ท ไอ้จอมพยาบาทผู้พร้อมจะสวาปามทุกอย่างที่ขวางหน้า แล้วคุณจะไม่แปลกใจว่าทำไมเหล่ากะลาสึถึงได้กลัวฟองมันสีส้มอ่อนๆ ที่ลอยอยู่บนผิวน้ำกันนัก

After Match

Marco still need to choose his destiny

  • Google+ - White Circle
  • Twitter - White Circle
  • Facebook - White Circle

© 2017 by Commandeer TCG                                                                                                                                   
E-mail: commandeertcg@gmail.com
Tel: (66)85-1520522 , (66)813016679
148/4 Sukhumvit 22 Sukhumvit Road Klongtoey Bangkok 10110, Thailand