Evil Being

Story : Re-Peat Again

Illust : Bytomtypl

                เสียงระฆังเตือนภัยดังขึ้นอีกครั้งหนึ่งแล้ว ฉันเบียดแทรกผ่านฝูงชนที่กำลังหลั่งไหลเข้ามาในล็อบบี้โรงแรมด้วยความยากลำบาก ระยะทางจากบันไดหลักไปจนถึงห้องอาหารนั้นแค่ไม่ถึงยี่สิบก้าวแท้ๆ แต่กลับต้องใช้เวลาไปมหาศาล เกิดอะไรขึ้นกันนะ ทำไมผู้คนถึงแห่กันเข้ามาในเมืองมากขนาดนี้ หรือว่าจะเป็นเพราะงานเทศกาลอาหารอะไรนั่น ไม่ใช่แน่ๆ มันมีบางอย่างแปลกๆ ความรู้สึกที่พลุ่งพล่านอยู่ภายในนี่มันอะไรกัน ฉันพยายามอย่างหนักที่จะไม่เหยียบเท้าใครสักคน แต่มันก็ยากเหลือเกิน ผู้คนเบียดเสียดกันอยู่ทุกหนทุกแห่ง แต่ละคนต่างก็มีสีหน้ากระวนกระวาย แขกผู้มาใหม่ล้วนอยากได้ห้องพัก และแม้แกรนด์ซิลวิสจะใหญ่โตถึงเพียงนี้ แต่เมื่อเทียบกับจำนวนคนแล้วมันก็ดูคับแคบไปถนัดเลย

 

                “ไม่อยากจะคิดเลยว่าพวกโรงแรมเล็กๆ จะสภาพเป็นยังไง” แมททำเสียงขึ้นจมูกฟึดฟัดอย่างไม่สบอารมณ์นัก ทั้งๆ ที่เขาไม่มีจมูกเนี่ยนะ

 

                “ข้างนอกฟ้ามืดขนาดนี้เชียว” ฉันเพ่งมองออกไปนอกหน้าต่างบานใหญ่ ทั้งๆ ที่นี่มันก็เกือบสิบโมงแล้ว แต่เมฆสีดำที่ดูหนักอึ้งเหนือท้องฟ้าได้กลืนกินแสงอาทิตย์ไปจนแทบหมดสิ้น แม้ฝนจะยังไม่ตกลงมา แต่เสียงคำรามด้วยความอัดอั้นบนนั้นก็ฟ้องชัดว่าวันนี้จะต้องเปียกปอนกันไปหมดแน่ๆ “หรือว่าจะมีพายุใหญ่กันนะ”

 

                “อาจจะใช่ เสียงระฆังเตือนภัยดังเป็นระยะๆ มาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว” ราวกับจะตอบรับถ้อยคำของแมท เสียงระฆังน่าหดหู่นั่นก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง

 

                “ตั้งแต่เมื่อคืนเลยเหรอ สงสัยจะระดับมหาพายุเลยล่ะมั้ง” ฉันคงจะหลับเป็นตาย ถึงไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย ทั้งที่ระฆังนั่นกังวานพอจะได้ยินไปถึงแฟนตาเซียเลยมั้ง “ป่านนี้ที่เกาะเอเลมัสคงวิ่งกันวุ่นแหงๆ”

 

                “คนพวกนี้คงเป็นนักเดินทางที่ต้องหลบพายุเข้ามาในเมือง” แมทคะเน แต่มันก็น่าแปลกอยู่เหมือนกัน ถ้าจะหลบพายุ แฟนตาเซียอาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า ดรีมเกทเป็นเกาะเล็กๆ ที่ยื่นออกมากลางทะเล นักเดินทางที่มาจากทางบกจะต้องผ่านพื้นที่ของแฟนตาเซียก่อนจะมาถึงที่นี่อยู่แล้ว การที่นักเดินทางจำนวนมากแห่กันมาหลบพายุที่นี่ก็แสดงว่าแฟนตาเซียไม่สามารถรองรับพวกเขาได้แล้ว แต่แฟนตาเซียเป็นเมืองใหญ่ แถมยังเป็นเมืองท่องเที่ยวด้วย รองรับผู้คนไม่พองั้นเหรอ เรื่องแบบนั้นมันจะเป็นไปได้ยังไงกัน

 

                เซกัลกำลังนั่งจิบชาอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะด้านในสุดของห้องอาหารโรงแรม แม้แต่ตอนที่มีแขกมากมายขนาดนี้ เขาก็ยังสามารถหามุมที่ดีที่สุดให้ตัวเองได้เสมอ ก็นี่มันโรงแรมของเขานี่นะ กระจกบานใหญ่ด้านหลังซึ่งเผยให้เห็นวิวท่าเรือของดรีมเกทดูไม่งดงามเหมือนที่ฉันจำได้จากเมื่อวานนี้เลย ไม่เลยท่ามกลางคลื่นลมรุนแรงปั่นป่วนขนาดนั้น แต่ละครั้งที่เกลียวคลื่นสูงซัดกระแทกเข้าใส่เรือลำเล็กๆ ที่จอดอยู่ พวกมันก็จวนเจียนจะพลิกคว่ำลงทุกที ระดับความรุนแรงของคลื่นทำให้ฉันอดขนลุกไม่ได้ นี่ไงท้องทะเลที่ฉันอยากเห็นมาตลอด ถ้าต้องไปอยู่ท่ามกลางผืนน้ำที่ปั่นป่วนแบบนั้นจะรู้สึกยังไงนะ ถึงแม้ภายในโรงแรมจะมีระบบตัดเสียงจากภายนอก แต่ตอนนี้ที่ท่าเรือนั่นคงจะลมแรงจนไม่ได้ยินเสียงอะไรแน่เลย

 

                “ฤดูมรสุมมาถึงแล้วสินะ” แมทเอ่ยทักเซกัล ซึ่งอีกฝ่ายเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าพวกเรามาถึงแล้ว จึงละสายตาจากหนังสือขึ้นมาส่งยิ้มทักทาย “ที่นี่คนแน่นขนาดนี้ทุกครั้งที่มีพายุเข้ารึเปล่าเนี่ย พ่อนายคงดีใจแย่”

 

                “ไม่หรอกครับ ผมก็เพิ่งเคยเห็นอะไรแบบนี้เหมือนกัน” วันนี้เขาดูอารมณ์ไม่ค่อยดีแฮะ ถึงจะยังคงรอยยิ้มสุภาพไว้บนสีหน้า แต่เหมือนมีบางอย่างในน้ำเสียงของเขาที่ขุ่นมัวลงไปพอสมควร คนมากขนาดนี้คงวุ่นวายไม่น้อยเลยสินะ “หลับสบายมั้ยมอลลี่”

 

                ฉันพยักหน้า ไม่รู้จะตอบว่ายังไงดี ดูเหมือนเมื่อคืนสติของฉันจะหลุดไปนิดหน่อย จากนั้นก็จำอะไรไม่ได้เลยจนตอนเช้านั่นแหละ ก็เลยไม่รู้เหมือนกันว่าหลับสบายแค่ไหน

 

                “ความจริงก็น่าเป็นห่วงอยู่เหมือนกันนะว่าแขกของเราในวันนี้จะมีปัญหารึเปล่า” เซกัลพยักหน้าไปที่หนังสือในมือของเขา วีเดอร์โฮเล็น นักเขียนใหญ่เป็นคนเก็บตัว เขาต้องไม่ชอบแน่ๆ ที่มีคนเยอะขนาดนี้

 

                พอนึกถึงเรื่องนั้นขึ้นมาก็อดตื่นเต้นไม่ได้ ฉันกำลังจะได้เจอกับวีเดอร์โฮเล็นจริงๆ เหรอเนี่ย ในฐานะแฟนหนังสือแล้วฉันรู้สึกเป็นเกียรติจริงๆ แต่ในขณะเดียวกันฉันก็รู้สึกกลัวอยู่นิดๆ ด้วย สิ่งที่ถ่ายทอดผ่านงานเขียนของเขาล้วนบ้าคลั่งและสมจริงจนน่าขนลุก ตัวตนที่แท้จริงของคนที่สร้างผลงานแบบนั้นออกมาได้จะเป็นยังไงกันนะ

 

                “ถ้าจะอ่านเพื่อหาเรื่องไว้คุยกับเขา เล่มนั้นไม่น่าจะเหมาะเท่าไหร่นะ” หุบเหวมิตรภาพ หนังสือเล่มที่เซกัลถืออยู่นั้นเป็นหนึ่งในไม่กี่เล่มที่วีเดอร์โฮเล็นแสดงความไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจนผ่านงานเขียนเล่มอื่นของเขา “น่าจะลองดูเรื่องอื่นไว้หน่อยนะคะ”

 

                “แย่จัง ชั้นไม่ค่อยได้อ่านนิยายแบบนี้เสียด้วยสิ” เซกัลวางหนังสือลงบนโต๊ะด้วยอาการยอมแพ้ “อย่างน้อยก็มีเธออยู่ที่นี่แล้วไง ฝากด้วยแล้วกันนะ”

 

                โยนให้ฉันหมดเลยแบบนี้จะดีเหรอ ฉันจะทำได้ดีสักแค่ไหนก็ไม่รู้ ไอ้เรื่องผูกมิตรนี่ไม่ใช่งานถนัดเลย

 

                กว่าฉันจะเลือกเมนูอาหารที่เหมาะสมได้ก็ต้องพลิกเมนูไปกลับอยู่หลายตลบ ถึงมันจะดูน่าทานไปหมดทุกอย่างก็เถอะ แต่ราคาของแต่ละจานนั้นก็แพงเอาเรื่อง ฉันต้องแอบบวกเลขคำนวนกับเบี้ยเลี้ยงที่มีอยู่ตลอดเวลา ตอนที่เซกัลเรียกบริกรมาให้พวกเราสั่งอาหารนั้น ทุกโต๊ะในห้องอาหารก็ถูกจับจองไว้หมดแล้ว แขกที่มาใหม่เดินหิวโซลงมาและพบกับความผิดหวัง ต้องระเห็จออกไปหาอะไรกินข้างนอกโรงแรม พวกเขาดูทั้งเหน็ดเหนื่อยและหวาดกลัว แววตาของพวกเขาดูมีอาการตื่นตระหนกตลอดเวลา มันมีอะไรแปลกๆ อยู่จริงๆ นะ พวกเขาบางส่วนดูไม่เหมือนพวกนักเดินทางด้วยซ้ำ

 

                วันนี้เซกัลดูเงียบไปมาก เขาไม่ได้ทำตัวเป็นฝ่ายชวนคุยเหมือนที่เคย ดวงตาสดใสของเขามีอาการอิดโรยอยู่ไม่น้อย แมทบอกว่าระฆังเตือนภัยนั้นดังมาตลอดทั้งคืน เป็นไปได้ที่ทายาทเจ้าของโรงแรมอย่างเขาอาจจะต้องลงมาช่วยดูแลความเรียบร้อยตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว ถ้าอย่างนั้นเขาก็ควรจะนอนพักสักหน่อยนะ เรามีนัดตอนบ่ายโมง ฉันกลัวเขาจะหมดแรงไปก่อนหน้านั้นจริงๆ แต่ถึงยังไงฉันก็คงได้แค่เก็บความเป็นห่วงไว้ในใจ เซกัลไม่ใช่คนที่จะพูดเรื่องของตัวเองออกมามากนัก ยิ่งไม่ยอมเผยส่วนที่ต้องการจะปิดบังไว้ออกมาให้คนอื่นรู้ง่ายๆ แน่ และถ้าเขาจะมีความอ่อนแออยู่ในใจแม้เพียงสักนิด เขาก็คงจะพยายามซ่อนมันไว้จนมิดเลยล่ะ

 

                มีหลายเรื่องเกี่ยวกับเซกัลที่ฉันยังสงสัยอยู่ เขาบอกว่าเคยเจอฉันมาก่อนหน้านี้แล้ว และโฮเมอร์ก็พูดถึงใครบางคนที่ฉันเคย จัดการ ไป แต่เซกัลดูไม่ค่อยอยากให้โฮเมอร์พูดเรื่องนั้นเท่าไหร่ ฉันค่อนข้างชินกับการที่คนอื่นรู้เรื่องของฉันดีกว่าตัวฉันเองอยู่บ้าง อาการจิตหลุดของฉันบางครั้งมันก็ทำให้ความทรงจำขาดหายไปเป็นช่วงๆ บางครั้งก็ทำให้ฉันลืมบางอย่างได้ ในเมื่อแมทไม่ได้ใส่ใจอะไรกับเรื่องนี้มากนัก ฉันก็เลยตั้งใจจะปล่อยผ่านเหมือนกัน พวกเขาเป็นรุ่นพี่ที่อาคาเดีย และฉันก็อยู่ที่นั่นมาตั้งแต่เด็กๆ เราจะบังเอิญเคยเจอกันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

 

                “หมอนั่นมาจริงๆ ด้วยแฮะ” แมทเอ่ยขึ้นขณะที่อาหารเช้าของพวกเราเพิ่งจะยกมาถึงพอดี ตอนแรกฉันนึกว่าวีเดอร์โฮเล็นจะมาถึงก่อนเวลาเสียอีก แต่กลับเป็นโฮเมอร์ ที่กำลังลอยผ่านล็อบบี้โรงแรมข้ามศีรษะของคนอื่นๆ เข้ามา ถึงแม้พวกพนักงานโรงแรมจะพยายามห้ามไม่ให้เขาใช้เวทมนตร์ในล็อบบี้ แต่โฮเมอร์ไม่ให้ความร่วมมือเลยสักนิด

 

                “เร็กซ์เกริท คุณแมท” บรรณาธิการแห่งเซ็นเทอร์ราโครนิเคิลแตะหมวกรูปกะโหลกอีกาทักทาย “แล้วก็...สาวน้อยปอดแหกคนโปรดของอาจารย์เฟรย์”

 

                “เฮ้ย ชั้นชอบชื่อนี้นะ” แมทหัวเราะชอบใจ ฉันเกลียดเสียงหัวเราะแบบนี้จัง

 

                “ได้ยินว่าเมื่อเช้านายไปที่แฟนตาเซียมาด้วยเหรอ” คำถามของเซกัลทำให้โฮเมอร์ต้องเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ “ที่นั่นเป็นยังไงบ้าง ตกลงว่าเกิดอะไรขึ้นกันล่ะ ระฆังนั่นลั่นไม่หยุดเลย”

 

                “นี่ขนาดทิ้งพวกเราไปแล้ว ก็ยังอุตส่าห์มีคนคอยส่งข่าวให้แกอีกนะ” โฮเมอร์โคลงศีรษะด้วยความไม่พอใจ “ก็วุ่นกันไปหมดเลยล่ะ ที่แฟนตาเซียหนักกว่าที่นี่เยอะ ด่านตรวจคนเข้าเมืองนี่แทบจะระเบิดเลย ขนาดเมืองท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของอวาลอนยังไม่เคยรับมือกับผู้คนจำนวนมหาศาลขนาดนี้เลยนะ”

 

                “ล้อเล่นน่า ช่วงนี้มีนักเดินทางเยอะขนาดนั้นเชียวเหรอ” ดูเหมือนแมทจะเริ่มวิตกขึ้นมาจริงๆ แล้ว ยิ่งมีคนเยอะขึ้น พวกที่มองว่าเขาเป็นตัวประหลาดก็จะยิ่งหนาแน่น

 

                “ก็เรือเกือบทั้งหมดที่อยู่ในอ่าวแห่กันเข้ามาขอเทียบท่าเลยนี่ แต่มันไม่ใช่แค่นักเดินทางน่ะสิ” คำตอบของโฮเมอร์ทำให้รู้สึกเป็นกังวลขึ้นมาอย่างน่าประหลาด “ที่คนมันเยอะขนาดนี้ เพราะว่าพวกผู้คนตามหมู่บ้านนอกเมืองทั้งหลายพากันอพยพเข้ามาในเมืองด้วยนี่แหละ”

                “พวกชาวบ้านเนี่ยนะ” แมททวนคำด้วยความประหลาดใจ ฉันไม่ค่อยรู้เรื่องพฤติกรรมของคนข้างล่างพวกนี้เท่าไหร่ แต่ถ้าจะหลบภัยพายุ พวกเขาไม่เห็นจำเป็นต้องทิ้งบ้านเรือนและไร่นากันเลยนี่นา “ทำไมล่ะ จะมีสงครามแถวนี้รึไง”

 

                “พูดแบบนี้ ยังไม่รู้สินะว่าเกิดอะไรขึ้น” รอยยิ้มกรุ้มกริ่มผุดขึ้นที่ริมฝีปากของโฮเมอร์ เขาชอบนักแหละที่จะได้เป็นคนกุมความรู้บางอย่างเอาไว้ “ตั้งแต่เช้า คงยังไม่ได้ออกจากโรงแรมกันเลยสินะ”

 

                “พวกสัตว์ปีศาจเกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมา ก็เลยไล่ทำร้ายผู้คนใช่มั้ยล่ะ” กลับเป็นเซกัลที่ทำลายความภูมิใจเล็กๆ น้อยๆ ของโฮเมอร์ลงในพริบตา ซึ่งโฮเมอร์ต้องถลึงตาจ้องกลับเหมือนจะบอกว่าถ้ารู้อยู่แล้วจะถามทำไมแต่แรกกัน “เรือที่มาเทียบท่าเมื่อคืนนี้ส่วนใหญ่มีร่องรอยการถูกโจมตีมาด้วย แล้วพวกลูกค้าของโรงแรมก็พูดกันให้แซ่ดเลย เรื่องที่จู่ๆ ก็มีปีศาจชั้นไพรมอลบุกเข้าโจมตีถนนสายหลักน่ะ”

 

                “ถนนสายหลัก เป็นไปไม่ได้ พวกปีศาจระดับไพรมอลเนี่ยนะจะกล้าโจมตีถนนสายหลัก” แมทร้องออกมา ปีศาจระดับไพรมอล หรือพวกสัตว์ปีศาจเป็นคำเรียกรวมๆ ของพวกสัตว์ร้ายที่กำเนิดในความมืด ถือเป็นปีศาจเหมือนกัน แต่มีสติปัญญาต่ำเท่าสัตว์ป่าทั่วไป ปกติแล้ว แม้จะมีพฤติกรรมก้าวร้าว แต่ก็มักอยู่เป็นที่เป็นทาง ไม่แสดงการคุกคามออกมานอกถิ่นของตัวเองนัก “เป็นเพราะพวกเพี้ยนๆ ในแฟนตาเซียไปทำอะไรแปลกๆ เข้ารึเปล่า ยัยอลิซอะไรนั่นไง”

 

                “ไปว่าศิลปินยอดนิยมเป็นพวกเพี้ยนๆ เดี๋ยวก็โดนแฟนคลับเค้ารุมเล่นงานเอาหรอก” โฮเมอร์กระแทกเสียงใส่แมท ดูเหมือนเขาเองก็จะเป็นหนึ่งในแฟนคลับของอลิซด้วยเหมือนกัน ขนาดบก.ของเซ็นเทอร์ราโครนิเคิลที่น่าจะได้กระทบไหล่คนดังบ่อยๆ นะเนี่ย ที่เค้าเรียกกันว่าสองดาราเจิดจรัสแห่งอวาลอน เซเลสทีนมีแคเดนซ์ แฟนตาเซียมีอลิซนั้น เห็นจะไม่เกินจริงเสียแล้วแฮะ “แล้วความจริง แถวนี้...หมายถึงแฟนตาเซียจนถึงดรีมเกทเนี่ย ก็เป็นที่ที่ถูกโจมตีน้อยที่สุดด้วยนะ”

 

                “หมายความว่าไง” คราวนี้แม้แต่เซกัลเองก็ดูจะประหลาดใจแฮะ รอยยิ้มเหยียดๆ กลับคืนมาแต่งแต้มบนริมฝีปากของโฮเมอร์อีกครั้ง

 

                “หมายความว่าตลอดแดนเหนือตั้งแต่อารามไซเลนเทียมโรแทม จรดแดนใต้ถึงนครโซลาเรียส มีรายงานการโจมตีของสัตว์ปีศาจกระจายทั่วแผ่นดินเต็มไปหมด คาล์มเคลียร์นี่โดนไปหนักถึงกับต้องปิดประตูเมืองเลยล่ะ” สัตว์ปีศาจทั่วแผ่นดินอวาลอนออกอาละวาดงั้นเหรอ นี่ฟังดูเป็นเรื่องใหญ่มากเลยนะเนี่ย เพราะอย่างนี้ ผู้คนถึงไม่สามารถอยู่นอกเมืองใหญ่ได้ เพราะอย่างนี้พวกเขาถึงต้องยอมอัดกันเข้ามาในนครต่างๆ ที่มีกำแพงละทหารปกป้อง ต้องยอมทิ้งบ้านเรือนเพื่อเอาชีวิตรอด “ตอนนี้ข่าวยังไม่แน่ชัดเท่าไหร่ แต่ชั้นเชื่อว่าที่แชงกรีลาหรือแม้แต่เลมิวเรียก็คงเกิดอะไรแบบนี้ขึ้นเหมือนกัน ถ้ากลับไปที่กองบรรณาธิการก็คงจะรู้เรื่องอยู่”

 

                ถ้าอย่างนั้น สัตว์ปีศาจในมหาสมุทรก็คงจะเอากับเข้าด้วยเหมือนกัน เลมิวเรียไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องสัตว์ปีศาจนัก เนื่องจากหมู่เกาะลอยฟ้านั้นมีการจำกัดสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตอย่างเป็นระบบ ที่อาจจะวุ่นวายหน่อยก็คงจะเป็นโบทาเนีย โพเทนไคม์ กรานาดา แล้วก็แถวหุบเขาสายฟ้าของเอเลมัสล่ะมั้ง แต่ว่าเดี๋ยวก่อนนะ นี่ถ้าหากพวกที่คลั่งขึ้นมานั้นรวมไปถึงพวกที่มาจากเดอะวอยด์ด้วยล่ะก็ มันต้องแย่มากแน่ๆ

 

                อย่างไรก็ตาม สิ่งที่โฮเมอร์เล่ามานั้นฟังดูน่ากลัวจริงๆ การจู่โจมของสัตว์ปีศาจเป็นเรื่องที่หาได้ยากมากในปัจจุบัน ตั้งแต่พวกอัศวินดิไวนัสเริ่มทำการปราบปรามและให้ความรู้แก่พรานป่าในการจัดการกับพวกมันนั่นแหละ แต่ถึงอย่างนั้น พวกมันก็ยังคงเป็นฝันร้ายที่คอยคุกคามผู้คนมาตลอดหลายยุคสมัย นี่เองที่มาของความหวาดหวั่นในสายตาของผู้คน มันเกิดอะไรขึ้นกันนะ ทำไมจู่ๆ พวกสัตว์ปีศาจถึงได้พร้อมใจกันก้าวร้าวขึ้นมาล่ะ

 

                “ตอนนี้สถานการณ์สงบลงในระดับนึงแล้ว พวกอัศวินของนครต่างๆ ช่วยกันออกมาระงับเหตุแล้ว แต่ก็ยังนิ่งนอนใจไม่ได้ ถนนหนทางยังไม่ค่อยสงบเท่าไหร่....บางหมู่บ้านยังถูกทิ้งไว้ในสภาพเดิม เละเทะไปหมดเลยล่ะ อย่างกับรูน....” โฮเมอร์ละคำพูดถัดไปเอาไว้ แต่พอหันมามองทางฉัน เขาก็เลือกที่ยั้งปากไว้เพียงเท่านั้น

 

                อย่างกับรูนสโตน นั่นคือสิ่งที่เขาเกือบจะเอ่ยออกมา เรื่องที่ฉันเป็นเด็กหญิงผู้รอดชีวิตจากหมู่บ้านที่สลายหายไปในชั่วข้ามคืนนั้นเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ในอาคาเดียรู้กันอยู่แล้ว ในคืนหนึ่งเมื่อราวๆ สิบห้าปีก่อนได้เกิดปรากฏการณ์ทางเวทมนตร์ที่รุนแรงขึ้น พลังเวทมหาศาลซึ่งไม่มีใครทราบที่มาได้ระเบิดหมู่บ้านนั้นหายไปจนหมดสิ้น ไม่เหลือแม้แต่ละอองของความทรงจำ มีเพียงฉันที่นอนอยู่ตรงนั้น เหลือเพียงอนาคตที่ว่างเปล่า ไร้ซึ่งอดีตให้จดจำ โศกนาฏกรรมที่ใครต่อใครก็พากันสะเทือนใจ แต่ความจริงชื่อรูนสโตนนั้นไม่ได้ทำร้ายฉันอย่างที่คนอื่นเข้าใจหรอก ฉันไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับหมู่บ้านนั้นด้วยซ้ำ ไม่มีความผูกพันอะไร ไม่มีใครให้คิดถึง ไม่แม้แต่จะอยากกลับไปเห็นมันอีกครั้ง เป็นแค่ชื่อหนึ่งทำให้รับรู้ว่าฉันเองก็มีที่มาเหมือนกัน มันอาจจะรู้สึกหน่วงๆ อยู่บ้างเวลาได้ยินชื่อรูนสโตน แต่มันก็เป็นแค่ความรู้สึกที่ไม่มีความหมายอะไร นับว่าโชคดีแค่ไหนแล้วอาจารย์เฟรย์เป็นคนไปพบฉันเข้า ไม่อย่างนั้นฉันอาจจะตายไปแล้วก็ได้

 

                มีหลายเหตุผลที่ทำให้พวกเด็กรุ่นเดียวกันไม่ค่อยชอบฉันเท่าไหร่ ตอนที่เช้าเรียนในอาคาเดีย ฉันมักจะถูกเมิน ถูกกลั่นแกล้ง ฉันเข้าใจพวกเขาที่ทำแบบนั้นนะ ถึงจะโกรธ ถึงจะน้อยใจ แต่ก็พอจะเข้าใจ ฉันมีปัญหาเรื่องสมาธิ ทำให้กลายเป็นคนแปลกแยก นั่นก็เหตุผลหนึ่งแล้ว ความสนใจของฉันก็มักจะพุ่งเป้าไปที่ของแปลกๆ เพราะเข้ากับคนอื่นไม่ค่อยได้ ฉันเลยชอบอยู่คนเดียว แถมฉันยังเป็นเด็กที่อาจารย์เฟรย์ดูแลอยู่ อาจารย์เฟรย์เลยเชียวนะ มีเพื่อนร่วมรุ่นจำนวนไม่น้อยเลยล่ะ ที่เกลียดฉันด้วยเหตุผลนี้ และยังมีอีกเหตุผลหนึ่งด้วย รูนสโตน การหายไปของหมู่บ้านนั้นเป็นข่าวที่ค่อนข้างคึกโครมในอวาลอนและเลมิวเรีย ถึงจะเป็นแค่หมู่บ้านขนาดกลางๆ แต่รูนสโตนก็มีชื่อเสียงอย่างยิ่งในฐานะบ้านเกิดของศาสนาลูมินอส เป็นสถานที่ที่มีความหมายต่อผู้ศรัทธาในแสงสว่างมาก ฉันที่รอดมาได้จึงถูกจับโยงว่าเป็นสาเหตุการหายไปของรูนสโตนเสียอย่างนั้น

 

                “มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นแบบนี้ พวกเฟเธอร์เอเจนท์คงวิ่งกันวุ่นแหงๆ” แมทแค่นหัวเราะ “แล้วนี่นายกเทศมนตรีของดรีมเกทไม่คิดจะแถลงข่าวอะไรเลยรึไง”

 

                “ท่านนายกไปเข้าร่วมการประชุมความร่วมมือระหว่างอาณาจักรที่โซลาเรียสน่ะครับ” เซกัลตอบ อ้อ ที่ข้างล่างนี่ก็มีการประชุมระหว่างแต่ละอาณาจักรเหมือนกันแฮะ คงคล้ายๆ สภาดูโอเดซิมัสล่ะมั้ง แต่ว่าดรีมเกทถือเป็นส่วนหนึ่งของเลมิวเรียนี่นา ไหงถึงไปประชุมร่วมกับฝ่ายนั้นได้ล่ะ “หวังว่าท่านคงปลอดภัย”

 

                “ได้ยินว่าแถวรอบนอกของโซลาเรียสก็โดนไปไม่น้อย” โฮเมอร์ขยับหมวกกะโหลกอีกาของเขาให้เข้าที่ พอดูดีๆ แล้ว หมวกนี่มันออกจะเหมือนกะโหลกจริงๆ เสียจนน่าขนลุกเหมือนกันแฮะ “แต่เพราะมีการประชุมความร่วมมืออะไรนั่นแหละ พอมีคนของอาณาจักรอื่นอยู่ด้วย พวกเขาก็เลยจะยอมให้ตัวเองถูกคุกคามไม่ได้ พวกโซลาเรียสก็เลยจัดกองทัพออกมาชุดใหญ่เลย”

 

                ดูท่าจะลำบากกันไปทั่วเลยสินะ ลูเซียน่าเองก็กำลังเข้ารับการฝึกฝนที่ดิไวนัส ปราการแห่งนั้นมีชื่อเสียงเรื่องการต้านทานผู้คืบคลานในความมืด แบบนี้ลูจะต้องออกมาปฏิบัติหน้าที่ด้วยรึเปล่านะ อุตส่าห์ได้ลงมาข้างล่างแล้ว ฉันอยากไปพบกับลูเหลือเกิน ถ้าเธอปลอดภัยก็คงดี

 

                “ก่อนที่เราจะห่วงเรื่องของคนอื่น กลับมาที่เรื่องของเราก่อนดีกว่า” เซกัลยื่นแขนขวาของเขาออกมาตรงหน้าทุกคน บนข้อมือของเขาปรากฏเครื่องหมายรูปวงกลมกางเขนเรืองแสงขึ้นมาชัดเจน สัญลักษณ์ของของเมอร์คิวรี่พรินท์ มีคนเพิ่งจะส่งจดหมายมาถึงเขาตอนนี้เลย เซกัลชี้ไปยังตัวอักษรเล็กๆ ที่กำลังหมุนวงไปตามขอบวงกลมของเครื่องหมาย วีเดอร์โฮเล็น เขาติดต่อมาแล้ว “มาลุ้นเถอะ ว่านักเขียนใหญ่ของเราจะเบี้ยวนัดรึเปล่า”

 

                ติดต่อมาก่อนเวลานัดแค่ไม่กี่ชั่วโมงแบบนี้ ต้องมีอะไรเปลี่ยนแปลงแน่ มีโอกาสสูงเหมือนกันนะที่เขาจะขอเลื่อนนัด สถานการณ์ตอนนี้มันดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่พอเซกัลสัมผัสเครื่องหมายของเมอร์คิวรี่พรินท์ ตัวอีกษรเล็กๆ ที่เรืองรองออกมาตรงหน้าก็ทำให้พวกเราโล่งอก เขาไม่ได้ขอเปลี่ยนเวลา แค่ขอเปลี่ยนสถานที่เท่านั้น

 

                “ห้องพักตรงท่าเรือเหรอเนี่ย นักเขียนใหญ่เลือกสถานที่ได้ธรรมดาผิดคาดแฮะ” โฮเมอร์กำลังประเมินนิสัยใจคอของวีเดอร์โฮเล็นอยู่ เขาจำเป็นต้องใช้ทุกข้อมูลที่มีเพื่อช่วยในการโน้มน้าวนักเขียนชื่อดังคนนั้นมาร่วมสังกัด “หรือเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคุณชายเร็กซ์เกริท ก็เลยจะหยั่งเชิงแกรึเปล่า”

 

                “คิดมากไปแล้ว เค้าก็คงแค่อยากหาที่เงียบๆ นั่นแหละ” คุณชายเร็กซ์เกริทหันมาดึงใบเสร็จค่าอาหารเช้าไปจากมือของฉัน “บอกแล้วไงว่าไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายอะไรในโรงแรมนี่ทั้งนั้น”

 

                “แต่ว่า....” อาจารย์เฟรย์ให้เบี้ยเลี้ยงมาแล้ว และค่าอาหารที่นี่ก็ไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ

 

                “ถ้าเกรงใจกันล่ะก็ ขออะไรอย่างนึงได้มั้ยมอลลี่” ตอนที่เขาโน้มตัวลงมาจ้องหน้าฉัน แววตาเฉลียวฉลาดใจดีของเขาก็ดูเปล่งประกายขึ้นมาเป็นครั้งแรกตั้งแต่เช้านี้เลย “ถ้าหากว่ายังอยู่ในความดูแลของชั้นอยู่ ห้ามกินอะไรลวกๆ แบบพวกอาหารกระป๋องเมื่อคืนอีกนะ มันไม่ดีต่อสุขภาพเท่าไหร่เลย”

 

                “เอ้อ...ค่ะ” มันมีคำตอบเป็นร้อยอยู่ในหัวของฉัน ซึ่งทุกคำมันผุดขึ้นมาพร้อมกันเต็มไปหมด แต่ฉันตอบออกไปได้เพียงแค่นี้เอง ฉันไม่ค่อยคุ้นกับการที่มีคนมาใจดีด้วยแบบนี้เลย ดวงตาสีทองของเขาสว่างไสวจริงๆ นะ สีทองคือสีแห่งความหวัง และธรรมชาติของความหวังก็มักจะมาพร้อมกับความเจ็บปวด ระวังเอาไว้เถอะมอลลี่ ระวังเอาไว้ให้ดี “ขอบคุณนะเซกัล”

 

                “ถอยออกไปหน่อยเซกัล นายจะทำให้มอลลี่อึดอัดนะ” พอเห็นว่าฉันดูอึกอัก แมทจึงออกปากเตือนขึ้นมา ซึ่งเซกัลก็ได้ตัวยิ้มเก้อๆ แล้วขยับถอยออกไปโดยดี ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เขารู้สึกไม่ดีนะ มันก็แค่กลไกการป้องกันตัวตามธรรมชาติของฉันเท่านั้น

 

                “ถ้าหากว่ายังอยู่ในความดูแลของชั้น ห้ามกินอะไรลวกๆ นะ” โฮเมอร์ส่งเสียงล้อเลียน ก่อนจะโบกมือเรียกบริกรให้เอาเมนูมาให้ แต่ว่าเซกัลดึงเมนูออกไปจากมือเขาทันที “เฮ้ย อะไร เมื่อวานชั้นเพิ่งเลี้ยงข้าวพวกแกไปนะ”

 

                “แต่ว่าเราต้องรีบไปกันแล้ว เวลานัดไม่ได้เปลี่ยน พวกเราควรออกไปดูสถานที่ล่วงหน้านะโฮเมอร์” ความจริงมันก็ยังพอมีเวลาเหลืออยู่นะ นี่เซกัลต้องเอาคืนที่โฮเมอร์ล้อเลียนเขาเมื่อกี้นี้แน่ๆ เลย “เอาไว้ชั้นจะเลี้ยงนายคืนคราวหน้าก็แล้วกัน”

                จำนวนของผู้คนบนท้องถนนในวันนี้ยิ่งมหาศาลกว่าเมื่อวานอีกหลายเท่า เมืองที่เคยดูกว้างขวางกลับคับแคบลงไปถนัดตา ยิ่งประกอบด้วยสำเนียงแห่งความสับสนวุ่นวายที่ปกคลุมอยู่ทั่วทุกมุมถนน ยิ่งทำให้ภาพวาดของหายนะที่นอกกำแพงเมืองดูร้ายกาจยิ่งขึ้นไปอีก ฉันเพิ่งจะได้สัมผัสภาพที่ชัดเจนของคำว่าการอพยพลี้ภัยเป็นครั้งแรกก็ตอนที่พวกเราเดินมาถึงจัตุรัสกลางเมืองนี่เอง ผู้คนตะโกนโหวกเหวกต่อรองราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ร้านค้าขึ้นราคาข้าวของกันอย่างไม่ไว้หน้าจนมีการทะเลาะทุ่มเถียงกันใหญ่โต เจ้าหน้าที่บ้านเมืองต้องออกหน้ามาระงับเหตุ ถ้าผู้คนที่อาศัยอยู่นอกเมืองละทิ้งที่ดินของตัวเองมาจริงๆ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็อาจไม่ใช่พวกสัตว์ปีศาจแล้ว แต่จะเป็นปัญหาเรื่องการขาดแคลนอาหารเสียมากกว่า

 

                แม้แต่ที่บริเวณหน้าศูนย์อำนวยการสถานีประตูมิติก็มีคนมาออกันอยู่แน่นขนัด พวกคนที่รู้สึกว่าแม้แต่ในกำแพงเมืองก็ยังไม่ปลอดภัย พวกที่ต้องการจะหนีไปให้ไกลจากฝันร้ายที่พวกเขาเพิ่งจะเผชิญมา แต่จะหนีไปที่ไหนกันล่ะ ถ้าที่โฮเมอร์พูดมาเป็นเรื่องจริง ไม่ว่าจะหนีไปที่ใดก็คงไม่อาจรอดพ้นไปจากฝันร้ายนี้ได้อยู่ดี

 

                ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังท่าเรือ แมทยืนกรานให้พวกเราแวะไปที่บูธของเมอร์คิวรี่พรินท์ก่อน เขาต้องการส่งจดหมายกลับไปแจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นกับอาจารย์เฟรย์ ซึ่งฉันสงสัยอยู่ว่าอาจารย์ก็น่าจะทราบเรื่องแล้วล่ะมั้ง แมทคงอยากเลียบๆ เคียงๆ ถามข่าวคราวข้างบนนั้นมากกว่า ฉันเองก็อยากได้ยินว่าที่อาคาเดียยังคงปลอดภัยดีเช่นกัน หวังว่าพวกตัวร้ายๆ ที่อยู่ในกรีนแวลเลย์จะไม่บุกเข้าไปทำร้ายพวกเด็กๆ ที่เหลืออยู่ในหอพักนะ เซกัลเองก็ได้รับจดหมายมาอีกหลายฉบับ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากครอบครัวของเขา โบทาเนียเจอปัญหาตามที่คาดไว้ แต่พอท่านดีมิเทอร์ออกหน้ามาจัดการด้วยตัวเอง ความเสียหายก็เลยไม่มากนัก

 

                “มอลลี่ดูนั่น” แมทกระตุกผมฉันเบาๆ ให้หันไปมองทางอีกฟากของจัตุรัส โรงพยาบาลของเมืองตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้น อาคารสามชั้นขนาดค่อนข้างใหญ่กลับไม่สามารถรองรับคนเจ็บทั้งหมดได้ ฉันเห็นคนที่เต็มไปด้วยบาดแผลมากมายยังคงนั่งรออยู่ตามเต็นท์ที่ถูกจัดขึ้นมาเป็นพิเศษด้านหน้าตัวโรงพยาบาล พวกหมอกับผู้เยียวยาวิ่งกันวุ่นไปหมด และรถม้าก็ยังคงทยอยขนคนเจ็บมาจากทางท่าเรือไม่หยุด เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลคนหนึ่งยืนอยู่บนเก้าอี้ พลางใช้เวทประทับขยายเสียงของตัวเองประกาศหาผู้ที่มีความสามารถทางเวทมนตร์สายพิทักษ์มาเป็นอาสาสมัคร การเยียวยาบาดแผลด้วยเวทมนตร์นั้นเป็นวิชาพื้นฐานอย่างหนึ่งที่อาคาเดีย บางทีฉันอาจจะช่วยอะไรได้บ้างก็ได้

 

                “มอลลี่ เราต้องรีบไปที่ท่าเรือนะ” เซกัลเตือน แม้เขาจะพูดถูก แต่เสียงโอดครวญของพวกคนเจ็บก็ยังคงรบกวนจิตใจฉันอยู่มาก “เอาไว้เสร็จเรื่องกับวีเดอร์โฮเล็นแล้วเราค่อยกลับมาที่นี่ก็ได้นะ”

 

                “คนเยอะมากจริงๆ แต่ก็ยังไม่เยอะอย่างที่คิด” แมทเอ่ยขึ้นมา นี่ยังไม่เยอะพออีกเหรอ ฉันไม่เคยเห็นผู้คนปริมาณมหาศาลขนาดนี้มาก่อนเลยนะ “นี่แสดงว่าคนส่วนใหญ่ยังเลือกจะปักหลักอยู่กับบ้านของตัวเองสินะ”

 

                “ก็น่าจะสองจิตสองใจกันพอสมควรแหละ จะทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลังมันไม่ง่าย แถวนี้ไม่ได้โดนโจมตีหนักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ที่อพยพกันนี่ก็คงจะเพราะว่าตกใจเสียมากกว่า” โฮเมอร์สายตาไปตามใบประกาศที่แปะอยู่บนกระดานประกาศข่าวกลางเมือง ดูเหมือนสภาเมืองจะออกแถลงการณ์มาแล้ว แต่ทุกอย่างในแถลงนั้นดูคลุมเครือมาก แค่บอกว่ามีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้น ขอให้ทุกคนรักษาความสงบเรียบร้อย ส่วนประกาศอีกแผ่นเป็นเรื่องการตั้งเพดานราคาสินค้าเท่านั้น “ส่วนใหญ่ที่เห็นๆ นี่คงมากับพวกเรือสินค้าล่ะมั้ง ขืนพวกชาวบ้านนอกเมืองแห่กันเข้ามาในกำแพงหมดจริงๆ มีหวังเมืองแตกแหงๆ”

 

                พอข้ามจัตุรัสกลางเมืองมาได้แล้ว พวกเราก็ตัดผ่านถนนเส้นเล็กอีกสายหนึ่ง ผ่านย่านบาร์ของพวกนักเดินทาง ซึ่งก็มีคนล้นออกมาเต็มถนนตามคาด เสียงพูดคุยซุบซิบถึงเรื่องที่เกิดขึ้นข้างนอกดังระงมไปทั่ว ทั้งประสบการณ์ตรงและเรื่องราวประเภท เขาเล่าว่า ต่างคนต่างก็เล่าไปต่างๆ นาๆ มีทั้งเรื่องที่ฟังดูน่าเชื่อถือ และเรื่องที่ดูเกินจริงไปไกล ฝูงสัตว์ร้ายรวมตัวกันจู่โจมผู้คน นั่นคือสิ่งที่ทุกคนพูดตรงกัน พวกกะลาสีเรือพากันใส่สีตีไข่เรื่องของตัวเองอย่างออกรส บ้างก็ว่าเจอฝูงฉลามยักษ์ไล่ล่า บ้างก็ว่าปะทะเข้ากับเมอร์ไลออนแถวเขตโขดหินลึกเข้าไปในอ่าวรูนกัลฟ์ บ้างก็ไปไกลถึงขนาดบอกว่าเห็นงูทะเลขนาดยักษ์ใหญ่เหมือนแนวกำแพงกั้นขอบฟ้า ทุกคนบนถนนดูเมาเท่าๆ กับที่กำลังหวาดกลัว กลิ่นของอะไรต่อมิอะไรปะปนกันจนแสบจมูกไปหมด พวกเราทุกคนอยากหลีกเลี่ยงถนนที่จอแจแบบนี้ แต่ว่านี่เป็นทางที่สั้นที่สุดที่จะลัดไปถึงท่าเรือได้ ก็เลยต้องยอมทุลักทุเลกันหน่อย

 

                ในที่สุดเราก็มาถึงที่หมาย มันเป็นโรงเตี๊ยมเล็กกระจ้อยที่ดูน่าสงสารไปเลยหากเทียบกับแกรนด์ซิลวิส ทั้งเก่า ทั้งคับแคบ ตั้งอยู่ที่ปลายสุดฟากหนึ่งของท่าเรือ ติดกับทางเดินตัดลงไปที่ถนนของคนงาน ซึ่งตอนนี้มีเรือใหญ่น้อยมาจอดอัดแน่นอยู่เต็มไปหมด สถานการณ์ที่ท่าเรือนั้นดูจะสงบลงกว่าตรงกลางเมืองแล้ว แสดงว่าไม่มีเรือเข้ามาเทียบท่าเพิ่มได้สักพักหนึ่งแล้ว ถึงแม้จะยังมีพวกคนงานเรือและนักเดินทางที่ไม่ได้รับอันตรายอะไรยังคงจับกลุ่มพูดคุยกันอยู่ตามท้องถนน แต่บรรยากาศก็พอให้รู้สึกหายใจได้คล่องขึ้นเยอะ ถ้าไม่นับร่องรอยบางอย่างที่รบกวนสายตาอย่างรุนแรง เช่นคราบเลือดจำนวนมากตรงท่าเรือ กับซากยับเยินของเรือบางลำซึ่งเห็นได้ชัดว่าไปเจอกับบางสิ่งที่ร้ายกาจมากๆ เข้า

 

                “ห้องเต็มแล้ว” ชายแก่ตาเดียวร่างเล็กที่นั่งอยู่ตรงคอกพนักงานส่งเสียงเรอทักทายพวกเราพลางโบกมือไล่ “ไปดูแถวๆ ในเมืองโน่น แต่ป่านนี้น่าจะเต็มหมดทุกที่แล้วมั้ง”

 

                “พวกเรานัดคนไว้ที่นี่” เซกัลไม่สนใจท่าทางไม่รับแขกของชายแก่ เขากลับก้าวเข้าไปภายในโถงชั้นหนึ่งพลางกวาดสายตาไปรอบๆ “ห้องเต็มแล้ว แต่ไม่เห็นมีใครอยู่ในนี้สักคนเลยนี่”

 

                นั่นสิ น่าแปลกอยู่นะ ทั้งที่ทุกหนทุกแห่งล้วนเต็มไปด้วยผู้คน แต่ในโรงเตี๊ยมเล็กๆ แห่งนี้กลับว่างเปล่าจนแทบจะร้างเลย เป็นครั้งแรกของวันเลยนะที่ฉันได้พักหูจากเสียงจอแจพวกนั้น

 

                “พอดีมีลูกค้ารายใหญ่มาเหมาไว้น่ะ” ดวงตาข้างเดียวของชายแก่เป็นสีขุ่นๆ แม้แต่ตาที่เหลืออยู่ก็จวนเจียนจะบอดเต็มที “ถ้าพวกแกเป็นคนที่มาจากเลมิวเรียล่ะก็ คนที่นัดไว้รออยู่ข้างบนแล้ว”

 

                รออยู่แล้วงั้นเหรอ ทั้งที่เรามาถึงก่อนเวลาตั้งเกือบชั่วโมง นักเขียนชื่อดังให้ความสำคัญกับการนัดหมายเหมือนกันแฮะ คงเป็นเพราะอาจารย์ดีมิเทอร์เป็นคนนัดให้แน่ๆ เขาเหมาโรงเตี๊ยมเล็กๆ แห่งนี้เอาไว้ เพื่อไม่ให้มีใครอื่น แถมจงใจเลือกที่นี่ซึ่งมีพนักงานที่ตาเกือบจะบอดสนิทอยู่แล้ว คงไม่อยากให้ใครเห็นตัวเองเลยล่ะมั้ง เป็นคนที่ลึกลับจริงๆ

 

                “ยังไงดีล่ะ เราควรจะรอให้ถึงเวลาแล้วค่อยขึ้นไปมั้ย” เซกัลหันมาหยั่งความเห็นจากคนอื่นๆ

 

                “จัดเลยดีกว่า ไหนๆ ก็มาถึงแล้ว” โฮเมอร์เสนอ เขาน่าจะเชี่ยวชาญการรับมือกับศิลปินพวกนี้พอสมควร “ให้อีกฝ่ายเห็นไปเลยว่าทางเราเองก็ใส่ใจเหมือนกัน”

 

                ไม่มีใครคัดค้าน แมทเองก็อยากรีบๆ เสร็จเรื่อง จะได้กลับห้องพักเสียที สำหรับฉัน เสียงประกาศหาอาสาสมัครของโรงพยาบาลยังคงดังก้องอยู่ในหัว และถ้าได้เจอกับวีเดอร์โฮเล็นเร็วขึ้นอีกสักชั่วโมงฉันก็ยินดี เซกัลสำรวจสีหน้าพวกเราทุกคนก่อนจะพยักหน้าและหันไปขอหมายเลขห้องจากชายแก่ ซึ่งเขาตอบกลับมาสั้นๆ แค่ ขึ้นไปชั้นสองห้องซ้ายมือสุดทางเดินเท่านั้น

                ตอนที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องนั้น ฉันต้องพยายามอย่างหนักที่จะข่มระงับหัวใจที่กำลังเต้นโครมครามด้วยความตื่นเต้นลง ห้องชุดที่เรียงรายเป็นแถวมีขนาดไม่ใหญ่นัก ประตูไม้สีซีดที่ทั้งบวมและลอกเป็นสะเก็ดคือปราการด่านสุดท้ายระหว่างฉันกับนักเขียนในดวงใจแล้ว เซกัลตรวจสอบความพร้อมของทุกคนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะยกมือขึ้นเคาะประตูเพียงสองสามครั้ง ก่อนที่พวกเราจะได้ยินเสียงฝีเท้าในห้อง

 

                “พวกเราเป็นคนของอาจารย์ดีมิเทอร์ มาตามที่นัดกันไว้ครับ” เมื่อแจ้งสถานะออกไป ฉันก็ยินเสียงลูกบิดประตูหมุนอย่างติดขัด เขากำลังพยายามดันประตูที่บวมจนไม้มันไปขัดกับบานวงกบ มันคงต้องออกแรงกระแทกนิดหน่อย แต่ในที่สุดบานประตูไม้ก็หลุดออกมาจากกรอบของมันจนได้ ฉันลอบกัดริมฝีปากตัวเองเบาๆ จะทักทายเขาว่ายังไงดีนะ เขาจะใจร้ายรึเปล่า จะเป็นพวกเพี้ยนๆ พูดจาไม่รู้เรื่องรึเปล่านะ

 

                “สวัสดีครับ เอ้อ...ผมไม่ทราบว่าพวกคุณจะมาก่อนเวลา ก็เลย....” ใบหน้าขาวซีดเหมือนไม่ค่อยโดนแสงแดดเยี่ยมหน้าออกมาจากด้านหลังของบานประตูนั่น ดวงตาเรียวเล็กของเขาถูกซ่อนเอาไว้หลังแว่นตาหนาเตอะ ผมสีซีดเขาเขากระเซอะกระเซิงเหมือนไม่ผ่านหวีมานานนับปี รอยยิ้มดูเคอะเขินประดักประเดิด แม้จะสูงแต่ก็ผอมบางจนดูเก้งก้างยังไงพิกล มือของเขาเรียวยาวเต็มไปด้วยเส้นเลือด โดยรวมแล้วให้ความรู้สึกไม่ต่างจากพวกเด็กห้องสมุดของอาคาเดียเท่าไหร่เลย ผิดคาดเลยแฮะ นักเขียนชื่อดังแห่งยุค ท่าทางธรรมดาเหลือเชื่อเลย “เชิญเข้ามาก่อนสิครับ”

 

                “ต้องขอโทษที่มารบกวนด้วยนะครับ ผมเซกัล ศิษย์ของอาจารย์ดีมิเทอร์ ส่วนทางนี้คือโฮเมอร์ บรรณาธิการของเซ็นเทอร์ราโครนิเคิล แล้วก็มอลลี่ ผู้ช่วยของอาจารย์เฟรย์ครับ” เซกัลแนะนำตัวฝ่ายพวกเราทีละคน เข้าเกือบจะจบการแนะนำตัวไปแล้วตอนที่แมทส่งเสียงฮึดฮัดขึ้นมา “อ้อ และนั่นก็แมท สมบัติล้ำค่าของอาคาเดียครับ”

 

                “พวกคุณมากันเยอะกว่าที่แจ้งไว้นี่” วีเดอร์โฮเล็นดูลังเลไปครู่หนึ่ง “ไม่ใช่อะไรนะครับ ผมแค่กังวลว่าชุดน้ำชาที่เตรียมไว้จะไม่พอดีคน”

 

                “อย่าห่วงเรื่องนั้นเลย ผมไม่ดื่มชาอยู่แล้ว” โฮเมอร์ตัดปัญหาดื้อๆ

 

                ถึงแม้จะมีอึดใจหนึ่งที่วีเดอร์โฮเล็นดูเหมือนกำลังชั่งใจอะไรบางอย่าง ซึ่งฉันเกือบคิดว่าเขาจะขอยกเลิกนัดเสียแล้ว แต่สุดท้ายเขาก็พยักหน้า ก่อนจะผายมือเชื้อเชิญพวกเราให้ไปนั่งที่โซฟาในห้องพัก แม้มันจะเป็นห้องเล็กๆ แต่ก็ยังอุตส่าห์มีโต๊ะรับแขกด้วย ดูจากสภาพแล้ว เขาคงไปลากเอาเก้าอี้ตัวยาวจากห้องอื่นๆ มาเรียงต่อกันด้วยตัวเองล่ะมั้ง วีเดอร์โฮเล็นอยู่ในชุดเสื้อคลุมนักเดินทางซอมซ่อ ท่าทางเหมือนเขาเพิ่งจะรีบร้อนมาถึงได้ไม่นานเหมือนกัน เขาปล่อยให้พวกเราเตรียมตัวกันอยู่ในห้องครู่ใหญ่ๆ ขณะที่เขาไปเตรียมชาที่อีกห้องหนึ่ง สมเป็นนักเขียนใหญ่จริงๆ นี่เขาเหมาทั้งโรงเตี๊ยมเลยจริงๆ ด้วย

 

                “ผมเอาใบชาติดตัวมาด้วย เสียนเอ๋อเป็นชาชั้นเลิศจากเมืองเสียนของแชงกรีลา ค่อนข้างหายากในแถบนี้เลยล่ะครับ” ตอนที่เขายกชุดน้ำชามาวางบนโต๊ะ กลิ่นหอมแปลกๆ ของเครื่องดื่มที่ระเหยออกมาจากกาดินเผานั้นช่างเย้ายวนเสียจนรู้สึกคอแห้งขึ้นมาทันใด ใบชาชั้นเลิศจากแชงกรีลา เท่าที่พอจะรู้ ราคามันต้องมหาโหดแน่ๆ “ไม่รู้ว่าจะถูกคอกันรึเปล่า ลองชิมได้เลยนะครับ”

 

                “หลายคนบอกว่าชาลวงตาของตำหนักบัวบานนั้นเหนือล้ำกว่าเสียนเอ๋อ แต่ผมว่ามีแต่ชาของหยุนจิ่งเท่านั้นแหละ ที่จะเหนือกว่าเสียนเอ๋อได้” โอ้โห พอเป็นเรื่องของแพงปุ๊บ ก็ดูเหมือนจะเข้าทางคุณชายเร็กซ์เกริทเขาเลยแฮะ “แต่เอาเข้าจริง ผมเองก็มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้แค่นิดหน่อยเท่านั้น ยังไงก็ดีใจนะครับ ที่ได้มาเจอคอเดียวกัน”

 

                “ฮ่าๆ ผมเองก็คิดแบบเดียวกันเลยครับ” วีเดอร์โฮเล็นหัวเราะออกมาอย่างพึงพอใจ ดูเหมือนจะไปได้สวยแฮะ นี่ไม่ต้องมีฉันอยู่ด้วยก็ได้มั้งเนี่ย “ครั้งหนึ่งผมเคยเขียนเรื่องเกี่ยวกับนักชงชาของแชงกรีลาตะวันออก ก็เลยต้องศึกษาเรื่องพวกนี้เอาไว้เยอะมาก เลยกลายเป็นคนติดชาไปเลย สิ้นเปลืองเอาเรื่องเหมือนกัน”

 

                “แมลงปอนักฝัน ใช่มั้ยคะ” หนังสือเล่มแรกๆ ของเขาเลย เป็นเล่มที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงนัก เพิ่งจะมีคนมารู้จักมากขึ้นก็หลังจากที่งานชิ้นหลังๆ ของเขาเริ่มติดตลาดนี่แหละ แต่ว่านั่นเป็นเล่มแรกของวีเดอร์โฮเล็นที่ฉันได้อ่าน และเป็นเล่มที่ทำให้ฉันหลงใหลในงานของเขาด้วย “เล่มโปรดของหนูเลย”

 

                “จริงเหรอ นั่นเป็นเล่มโปรดของผมเหมือนกันนะ” เขาเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ “ปกติพอพูดถึงเล่มโปรด คนมักจะนึกถึงพวกเรื่องที่ดังมากๆ อย่างทางแยกสีขาว หรือเจ้าสาวของนักตัดนิ้ว แต่ผมชอบแมลงปอนักฝันที่สุดเลยนะ เพราะมันเป็นชีวิตที่ตระการตา สวยงาม แล้วก็แสนเศร้า”

 

            เพราะว่าเธอต้องใช้เวลายาวนานกว่าจะฟูมฟักพรสวรรค์อันยิ่งใหญ่ให้ใครต่อใครได้ประจักษ์ แต่เมื่อดวงดาราได้เฉิดฉาย เวลาของเธอก็เหลืออยู่เพียงชั่วอึดใจเท่านั้น

 

                “เพราะว่ามันไม่ค่อยบิดเบี้ยวเท่าไหร่ มันก็เลยไม่เป็นที่นิยมด้วยมั้งคะ” ถึงจะน่าแปลก แต่นั่นก็เป็นเรื่องจริง แฟนหนังสือของวีเดอร์โฮเล็นส่วนมากรอคอยชะตากรรมที่ผิดเพี้ยนของผู้คนในหนังสือมากกว่าที่จะมองหาความงดงามจากตัวอักษรพวกนั้น

 

                “แล้วเธอล่ะ มองหาอะไรในงานเขียนของผมงั้นเหรอ” นักเขียนชื่อดังกระแอมเบาๆ อย่างเคอะเขิน คงเป็นคำถามที่เขาเองก็รู้สึกกระดากๆ อยู่เหมือนกันสินะ

 

                “ความหวังค่ะ” นั่นคือสิ่งที่เขามักแอบซ่อนเอาไว้เสมอ ที่ขีดสุดของความบ้าคลั่ง ในก้นบึ้งของความมืดมิด ความหวังจะส่องประกายเป็นจุดเล็กๆ ให้ผู้คนวิ่งตามไขว่คว้า

 

                แต่ธรรมชาติของความหวังย่อมมาพร้อมกับความเจ็บปวด ฉันต้องระวังคำโกหกที่จะนำมาซึ่งความหวังให้ดี

 

                รอยยิ้มของวีเดอร์โฮเล็นนั้นดูอ่อนโยนและมีความเอ็นดูอยู่ในที เขาจ้องหน้าฉันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอนหลังลงกับพนักโซฟาด้วยท่าทางที่ผ่อนคลายมากขึ้น

 

                “เอาล่ะ ต้องบอกเลยว่าตอนแรกผมตั้งใจจะปฏิเสธคำขอร้องของพวกคุณนะ ผมไม่ชอบแก้งานของตัวเองด้วยเหตุผลภายนอก ที่ยอมรับนัดนี่ก็เพราะเห็นว่าท่านดีมิเทอร์อุตส่าห์ออกหน้า ควรจะปฏิเสธตรงๆ เลยดีกว่า” คำพูดของเขาไม่เหลือพื้นที่ให้ต่อรองแม้แต่น้อย แม้แต่ข้ออ้างใหญ่ที่สุดที่เรามีอย่างอาจารย์ดีมิเทอร์ก็ยังถูกยิงตกไปภายในประโยคเดียวเท่านั้น เขาไม่ได้มองเรื่องเวทมนตร์ต้องห้ามเป็นเรื่องนอกรีตเลย เขาเห็นมันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของผลงาน เป็นแค่เรื่องธรรมดา “แต่ว่า....ผมเองก็ไม่ได้เจอกับแฟนหนังสือที่ถูกใจแบบนี้มานานมากแล้ว ถ้าอย่างนั้น ครั้งนี้จะถือว่าท่านดีมิเทอร์ติดผมเอาไว้สักครั้งก็แล้วกันนะ”

 

                นี่หมายความว่าเขายอมรับปากจะแก้เอาส่วนที่นอกรีตในหนังสือเล่มใหม่ออกแล้วใช่ไหม ฉันกับเซกัลหันมาจ้องหน้าพร้อมๆ กัน มีร่องรอยความชื่นชมปรากฏอยู่ในดวงตาสีทองคู่นั้น และฉันก็น้อมรับมันอย่างภาคภูมิใจ

 

                “ถ้าอย่างนั้นก็จบเรื่องแก้งานอะไรนั่นแล้ว” โฮเมอร์แทรกขึ้นมาโดยไม่รอให้เสียเวลาอีก ทำเอาหัวคิ้วของวีเดอร์โฮเล็นขมวดเข้าหากันเล็กน้อย “อย่างที่ได้แนะนำตัวกันไปแล้ว ผมมาจากกองบรรณาธิการของเซ็น....”

               

                “ผมไม่สนใจ ขอโทษด้วยครับ” วีเดอร์โฮเล็นปฏิเสธโดยไม่รอให้โฮเมอร์ถามจบด้วยซ้ำ เล่นเอาโฮเมอร์ปั้นหน้าไม่ถูกเลย เขาคงคาดเอาไว้อยู่แล้วว่าบรรณาธิการเซ็นเทอร์ราโครนิเคิลจะโผล่มาที่นี่ทำไม

 

                “แหม ชั้นอยากจะเก็บภาพสีหน้าของแกตอนนี้เอาไว้จัง” แมทแขวะโฮเมอร์เข้าไปคำใหญ่ ทำให้โฮเมอร์ต้องรีบเก็บอาการทันที “เอาไปลงเซ็นโครได้มั้ย คอลัมน์ภาพหลุดคนดังอะไรแบบนี้”

 

                “ต้องบอกไว้ก่อนว่าไม่ใช่ผมเล่นตัวอะไรหรอกนะ” อย่างน้อยเขาก็มีมารยาทพอจะอธิบายแฮะ “ผมไม่ถนัดการเขียนบทความสั้นๆ คงจะเขียนคอลัมน์ลงนิตยสารไม่ได้แน่ ขืนรับปากก็เหมือนไปสร้างความคาดหวังที่ไม่มีวันเป็นจริงให้กับพวกคุณเปล่าๆ”

 

                นี่ก็ผิดคาดเหมือนกันแฮะ การที่เขาเป็นคนตรงไปตรงมาได้ชัดเจนขนาดนี้ บอกตรงๆ ว่าวีเดอร์โฮเล็นที่ฉันได้พบในตอนนี้ ผิดไปจากภาพวาดในหัวไกลเลย

 

                “ถ้าอย่างนั้น...” เซกัลดื่มชาจนหมด ก่อนจะชำเลืองดูสีหน้าของโฮเมอร์อีกครั้ง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้คิดจะดึงดันต่อไปแล้ว เขาจึงวางถ้วยชาในมือลงแล้วหยิบเอาจดหมายแนะนำของอาจารย์ดีมิเทอร์ออกมาจากในเสื้อคลุม “นี่จดหมายของอาจารย์ครับ ถึงจะไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว แต่ให้คุณเก็บไว้ดีกว่า พวกผมคงไม่รบกวนเวลาของคุณแล้วล่ะครับ คงต้องขอตัวก่อน”

 

                “ในเมืองกำลังวุ่นวายเลย พวกคุณเองก็คงจะยุ่งสินะ” นักเขียนชื่อดังพยักหน้าพลางรับจดหมายไป “เห็นว่าเกิดเรื่องประหลาดไปทั่วเลย ระวังตัวกันด้วยนะครับ”

 

                จบแค่นี้แล้วสินะ ง่ายดายกว่าที่คิด การได้พบนักเขียนในฝันทิ้งรสชาติปร่าแปร่งเอาไว้ในความรู้สึกของฉัน ใช่ว่าฉันจะไม่ชอบเขานะ ทั้งอ่อนโยน ใจดีและสุภาพ บุคลิกท่าทางก็นุ่มนวลทีเดียว มีร่องรอยความเฉลียวฉลาดแฝงอยู่ในถ้อยคำ แต่ว่าวีเดอร์โฮเล็นที่ฉันจินตนาการเอาไว้มันไม่ใช่แบบนี้นี่นา นี่เขาเป็นคนเดียวกันกับที่เขียนเรื่องราวสุดอำมหิตพวกนั้นจริงๆ เหรอ ตอนที่ฉันกำลังลุกขึ้นเดินตามพวกเซกัลออกไปที่ประตูห้องนั้น สัญญาณบางอย่างในใจของฉันก็ยิ่งส่งความรู้สึกผิดแปลกอย่างรุนแรงออกมา จนฉันทนไม่ไหว และต้องหันกลับไปจ้องตากับนักเขียนชื่อดังอีกครั้ง

 

                “สมมตินะคะ...” สมมติว่าอะไร ลองเรียบเรียงมันให้ดีสิ “มันจะเป็นไปได้มั้ย ที่คุณจะไม่ใช่วีเดอร์โฮเล็นตัวจริง”

 

                “เอ๋....” สีหน้าประหลาดใจของเขาไม่ได้หมายความว่ายอมรับหรือปฏิเสธอะไรทั้งนั้น ก่อนที่เขาจะเปลี่ยนมันเป็นรอยยิ้มประหลาดๆ แล้วพยักหน้าเป็นสัญญาณให้ฉันลองว่าต่อไปดู “ดูเหมือนเธอจะมีพล็อตเรื่องอะไรบางอย่างขึ้นมาใช่มั้ยมอลลี่”

 

                “เป็นแค่ข้อสันนิษฐานน่ะค่ะ แค่ข้อขัดแย้งบางย่างที่ทำให้รู้สึกว่าคุณไม่น่าจะใช่วีเดอร์โฮเล็น” ฉันอ่านหนังสือของเขาทุกเล่ม จมดิ่งลงไปในตัวอักษรของเขานับหมื่นนับแสนตัว ถึงเขาจะไม่เคยเขียนเรื่องของตัวเอง แต่ฉันก็สัมผัสได้ถึงส่วนหนึ่งของตัวเขาอยู่ในนั้น “ข้อแรก วีเดอร์โฮเล็นเคยเขียนเรื่องของชาชั้นเลิศจริง แต่ว่าเขาเขียนถึงมันในมุมมองของคนที่ไม่ได้ชื่นชมหลงใหลมันนัก แม้ชาพวกนั้นจะล้ำเลิศขนาดไหน แต่ฉันพอใจกับแค่ชาบ้านๆ ที่ปรุงแต่งด้วยกลิ่นหอมหวาน แบบที่พวกนักดื่มชั้นสูงมองว่าเป็นของเสียมากกว่า ฉันเชื่อว่าประโยคนี้มาจากตัววีเดอร์โฮเล็นเองเลยค่ะ”

 

                “นี่เธอจำได้แม่นทุกคำแบบนี้เลยเหรอเนี่ย” แม้แต่เซกัลที่มักจะดูเหมือนควบคุมทุกอย่างอยู่ในมือได้ตลอดก็ยังดูทึ่งกับเรื่องนี้ แน่ล่ะ ก็บอกแล้วว่าฉันขอบเล่มนี้ที่สุดนี่นา

 

                “ถัดมา คุณปฏิเสธโฮเมอร์ในทันที แต่ว่าในงานเขียนของวีเดอร์โฮเล็นนั้น มันเต็มไปด้วยความไม่มั่นคง ความลังเล คุณอาจถูกบอกมาให้คุยเฉพาะเรื่องที่นัดหมายมาเท่านั้น ห้ามรับปากอะไรเรื่องอื่นเด็ดขาด ก็เลยให้คำตอบได้โดยที่ไม่ต้องเก็บไปคิดสักนิด” เขาไม่ใช่คนแบบที่จะรีบตัดสินใจอะไรแน่นอน ถ้าเป็นวีเดอร์โฮเล็นที่ฉันรู้จัก เขาจะบอกโฮเมอร์ว่าขอคิดดูก่อน แล้วก็หายไป ไม่ติดต่อกลับมาอีกเลย “สุดท้าย วีเดอร์โฮเล็นมักเขียนอ้างอิงผลงานเก่าในงานชิ้นถัดๆ มาบ่อยๆ เขาเป็นคนที่ชื่นชอบงานของตัวเองมาก และชอบที่จะพูดถึงมัน แต่พอคุณรู้ว่าฉันเป็นแฟนตัวยง คุณกลับตัดบทโดยยกหัวข้อสนทนาหลักมาอ้าง ถ้าคุณคือวีเดอร์โฮเล็นตัวจริง เชื่อว่าจนถึงตอนนี้ เราน่าจะยังคุยกันเรื่องหนังสืออยู่เลยค่ะ”

 

                “เธอเป็นคนที่มีทั้งจินตนาการและความเชื่อมโยงที่ดีนะ” มุมปากของวีเดอร์โฮเล็นเชิดขึ้นเล็กน้อย ตายล่ะ นี่ฉันพูดจาโอหังเสียมารยาทไปรึเปล่า จะทำให้เขาไม่พอใจรึเปล่านะ “แต่ถ้าผมไม่ใช่ตัวจริง ผมจะตัดสินใจยอมแก้หนังสือโดยพลการได้ยังไง”

 

                “นั่นสิ ตอนแรกเขาบอกว่าจะไม่ยอมแก้ไม่ใช่เหรอ” โฮเมอร์หรี่ตามองฉันด้วยแววตาที่กำลังประเมินว่ายัยเด็กนี่เพ้อเจ้ออะไรของมัน แต่ถึงจะคิดว่าส่วนใหญ่เป็นเรื่องเพ้อเจ้อ เขาก็อดที่จะสนใจไม่ได้เหมือนกัน

 

                “ความจริงวีเดอร์โฮเล็นอาจจะยอมแก้เนื้อหาตั้งแต่ที่รู้ว่าอาจารย์ดีมิเทอร์เป็นคนออกหน้าอยู่แล้ว แต่เขาอาจจะบอกผู้ชายคนนี้ว่าให้ดึงเรื่องไว้สักนิด จะได้สร้างบุญคุณกับอาจารย์ดีมิเทอร์เอาไว้บ้าง” ครั้งนี้จะถือว่าท่านดีมิเทอร์ติดผมเอาไว้สักครั้งก็แล้วกันนะ เขาพูดเอาไว้แบบนี้ ใครล่ะจะไม่อยากได้ดิไวน์เนอร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาเป็นแบ็ค “ดังนั้น ด้วยข้อขัดแย้งที่ฉันยกมา จึงมีเหตุผลสมควรให้ฉันเชื่อว่า คุณไม่ใช่วีเดอร์โฮเล็นตัวจริงค่ะ”

 

                แย่ล่ะ นี่มันดูก้าวร้าวไปรึเปล่านะ มันก็เป็นแค่ข้อสันนิษฐานล้วนๆ ไม่มีหลักฐานสักหน่อย แต่เมื่อฉันประกาศออกไปแบบนั้นแล้ว นี่ก็เท่ากับว่าฉันกำลังกล่าวหาว่าเขาเป็นของปลอมเต็มๆ เลย จะโดนฟ้องหมิ่นประมาทมั้ยนะ

 

                “เธอนี่....เป็นคนที่มีอะไรให้ทึ่งได้ตลอดเลยนะ” วีเดอร์โฮเล็น หรือใครก็ตามที่แสดงตนว่าเป็นนักเขียนใหญ่คนนั้นปรบมือเบาๆ สองสามครั้ง ชั่วขณะหนึ่งฉันนึกว่าเขาจะโยนพวกเราออกมาจากห้องเสียแล้ว แต่เขาก็เพียงแค่ปรบมือด้วยสีหน้าชื่นชมเท่านั้น

 

                ทว่าในอึดใจต่อมา ความเงียบที่ปกคลุมพวกเราอยู่ก็ทำให้รู้สึกอึดอัดขึ้นมาอย่างรุนแรง เป็นความรู้สึกที่โอบล้อมเข้ามาเหมือนอุ้งมือขนาดใหญ่ มีบางสิ่งกำลังเปลี่ยนไป ดวงตาสีน้ำเงินของวีเดอร์โฮเล็นกลายเป็นเหมือนจุดดับของรัตติกาลอันลี้ลับ ดำมืดและเศร้าโศก รอบตัวของเขาปรากฏเป็นคลื่นพลังงานสีขาวซีดคล้ายควันแทรกผ่านออกมาจากผิวหนัง ไหลไปรวมกันเป็นรูปร่างคล้ายกลุ่มก้อนของปุยเมฆ มันเป็นพลังงานที่บริสุทธิ์เสียจนน่ากลัว มี่ไม่ใช่พลังอาร์เคนแน่นอน พลังอาร์เคนไม่มีทางบริสุทธิ์ได้ขนาดนี้

 

                “นี่มันดวงวิญญาณ....” เซกัลเอามือกันฉันให้ถอยไปด้านหลัง ผู้ช่วงใช้ดวงวิญญาณคือพวกนอกรีต พวกตัวอันตราย เขากับโฮเมอร์ขยับมือร่ายเวททันที

 

                “อย่าเลย พวกเธอไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นหรอก” แม้รูปแบบของน้ำเสียงจะยังคงเดิม แต่โทนเสียงนั้นเปลี่ยนไปแล้ว จะว่ายังไงดีล่ะ ยังคงเนิบนาบ แต่แฝงไว้ซึ่งความอหังการอย่างลึกล้ำ ไม่เพียงแค่โทนเสียงที่เปลี่ยนไป ตอนที่คลื่นพลังงานสีขาวนั้นหลุดลอกออกจากร่างของเขาเหมือนงูลอกคราบ เสื้อคลุมนักเดินทางนั่นก็หายไปด้วย เช่นกันกับความรู้สึกที่ดูอ่อนแอและบอบบาง ที่สำคัญไปกว่านั้นที่ตรงบริเวณศีรษะทั้งสองด้านของเขา ได้ปรากฏบางสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่ตรงนั้นมาก่อนขึ้นมา มันเป็นกระดูกปลายแหลมสองชิ้นที่คดโค้งอย่างสง่างาม ราวกับเขาของสัตว์ร้าย พวกอสูรนั้นมีเขาเหมือนกัน แต่ไม่ใช่รูปทรงแบบนี้แน่ “แย่จริง ผมออกจะชอบนิสัยของเขานะ นึกว่าเขาจะเป็นวีเดอร์โฮเล็นที่ดีได้เสียอีก”

 

                “นี่มัน....มารตัวจริงเลยนี่หว่า” โฮเมอร์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พวกมารคือสิ่งที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของทวยเทพอย่างสุดขั้ว พวกเขาคือศัตรูตามธรรมชาติของความดีงามทั้งปวง มีอำนาจสูงส่งเทียบได้กับพวกดิไวน์เนอร์ ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะต่อกรได้เลย หลังสงครามแห่งทวยเทพ มีมารเหลืออยู่บนโลกนี้แค่ไม่กี่คนเท่านั้น “แล้ววีเดอร์โฮเล็นล่ะ แกทำอะไรกับเขาไปแล้วเหรอ”

 

                “นี่เธอเองก็เป็นพวกสาวกผู้ไร้ชีพด้วยงั้นเหรอ” มารร้ายที่อยู่ตรงหน้าพวกเราไม่ได้ตอบอะไร แค่ขยับเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พร้อมกับลูบผมยุ่งๆ นั่นให้เป็นทรงขึ้น ถึงตอนนี้เขาแทบไม่ปิดบังรอยยิ้มเยือกเย็นที่ดูชั่วร้ายนั่นอีกแล้ว “อย่าเอาเวทมนตร์พวกนั้นมาใช้ต่อหน้าผมดีกว่านะ”

 

                แค่เขาโบกมือเบาๆ เท่านั้น วงเวทที่โฮเมอร์ร่ายขึ้นมาก็สลายหายไปทันที วงเวทของโฮเมอร์นั้นไม่ใช่ธรรมดาเลย การที่มารร้ายผู้นี้สามารถสลายมันลงไปได้อย่างง่ายดายก็มีแค่เหตุผลเดียวเท่านั้น นั่นคือเขาต้องเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญเวทมนตร์ประเภทเดียวกันระดับสุดยอดเท่านั้น เวทต้องห้ามของปราสาทอาร์เวนฟอลล์ มารร้ายเดินผ่านโฮเมอร์ที่ได้แต่ยืนตัวแข็งทำอะไรไม่ถูกมาอย่างง่ายดาย และเมื่อมาถึงเซกัล เขาก็แค่จ้องหน้าเซกัลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินผ่านมาเฉยๆ เท่านั้น แม้เซกัลจะร่างวงเวทเอาไว้จนสมบูรณ์แล้ว แต่เขาก็ไม่กล้าขยับ ไม่กล้าประจุพลังอาร์เคนเพื่อปลดปล่อยเวทมนตร์ออกมา นี่คือความกดดันของการต้องเผชิญหน้ากับมารร้าย อันตรายระดับที่แม้แต่ดิไวน์เนอร์ยังต้องหวาดหวั่น

 

                “ไม่เจอกันนานนะมอล็อค” มารร้ายเอ่ยขึ้นเมื่อมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าฉัน เขาถอดแว่นออกแล้ว เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงอย่างเต็มตา “ตอนนี้ต้องเรียกนายว่าแมทสินะ”

 

                “เป็นแกนี่เอง ถึงว่าทำไมชั้นถึงได้รู้สึกแปลกๆ ตั้งแต่เข้ามาในโรงเตี๊ยมนี่แล้ว” แมทงั้นเหรอ ชื่อจริงๆ ของแมทคือมอล็อคอย่างนั้นเหรอ “จะเอายังไงเบล”

 

                “เบล....คุณคือ....” สีหน้าตะลึงตะลานของโฮเมอร์ทำให้ฉันรู้สึกกลัวขึ้นมาจริงๆ แล้วตอนนี้ แต่ก็เหมือนกับเซกัล ฉันทำได้แค่ยืนตัวสั่นอยู่ตรงนั้น ถึงจะอยากหันหลังแล้ววิ่งแค่ไหน แต่ก็ไม่อาจขยับได้เลย

 

                “ตอนนี้ผมเป็นแค่นักเขียนธรรมดาๆ เท่านั้น” มารร้ายเพียงยกมือขึ้นกวาดเบาๆ ดีดเอาแมทให้กระเด็นออกไป ฉันรู้สึกได้ถึงแรงอัดอากาศที่พุ่งผ่านเส้นผม แม้จะตกใจ แม้จะกรีดร้องเรียกแมทอยู่ในใจ แต่ก็ไม่มีเสียงออกมา “เป็นแค่คนธรรมดา ไม่เหมือนกับเด็กที่น่าสนใจแบบเธอหรอก”

 

                “หนู...” นั่นฟังดูอย่างกับไม่ใช่เสียงของตัวเองแน่ะ ฉันพยายามจะกระถดถอยหนีตอนที่เขาเอื้อมมือข้างที่ผลักแมทออกไปเข้ามาคลอเคลียอยู่ที่ผมเปียของฉัน แต่ว่าแปลกจัง พอสัมผัสเย็นเฉียบของปลายนิ้วเขามาโดนตัวฉันเท่านั้นแหละ อย่างกับว่าความกลัวมันจะหายไปเป็นปลิดทิ้งเลย “คุณเป็นใครกันแน่”

 

                “เมื่อสักครู่ก็แค่เปลือกของคนตายที่ผมสวมเอาไว้ ผมนี่แหละเจ้าของนามปากกาวีเดอร์โฮเล็นตัวจริง” มารร้ายโน้มตัวลงมาจ้องหน้าฉัน ดวงตาของเขาคล้ายจะดูดกลืนฉันเข้าไปทั้งวิญญาณเลยทีเดียว “ชื่อของผมคือเบลเฟกอร์ ยินดีที่ได้รู้จักนะมอลลี่”

                ยินดีที่ได้รู้จัก นักเขียนในดวงใจของฉันเป็นศัตรูของสรวงสวรรค์ ความเหน็บหนาวอันไร้ที่มาเกาะกุมตัวฉันไว้เงียบๆ ก่อนที่สติของฉันจะค่อยๆ เลื่อนลอยออกไป แต่ก่อนที่ภาพตรงหน้าจะดับวูบไป ฉันเห็นพวกเขากำลังพุ่งทะยานเข้ามา แม้จะสั่นไปทั่งตัวด้วยความพรั่นพรึง แต่ก็ยังคงกัดฟันฝืนลงมือ เซกัลปลดปล่อยพลังเวทของตัวเองออกมาแล้ว พื้นและผนังห้องที่เป็นไม้ต่างพากันถักทอตัวขึ้นมาเป็นคมหอกนับสิบ แมทพุ่งทะยานกลับมาจากอีกฟากของห้องพร้อมกับวงเวทหลายชั้นที่ลอยอยู่รอบตัวเขา และคนสุดท้าย ไม่ใช่โฮเมอร์ที่กำลังยืนตัวแข็งอยู่ตรงนั้น แต่เป็นเด็กผู้หญิงผมสีขาวคนหนึ่งซึ่งพุ่งทะยานผ่านหน้าต่างโรงเตี๊ยมเข้ามาพร้อมกับปืนในมือ ฉันจำเธอได้ทันที แม้เราจะไม่เคยเจอกันมาก่อน เด็กสาวฆาตกรคนนั้น

 

                “แย่จัง ผมก็แค่จะชวนดื่มชาแบบที่ชอบแล้วนั่งคุยกันเรื่องหนังสือเท่านั้นเองนะ” รอยยิ้มของวีเดอร์โฮเล็นดูอ่อนใจเหลือเกิน และนั่นเป็นคำสุดท้ายที่ฉันได้ยินก่อนที่โลกสีขาวจะคืบคลานเข้ามา

Card Cast

"Wiederholen" Belphegor

Cover Up

       มหานครแห่งศิลปะวิทยาการอันเจริญรุ่งเรือง ความงามอันล้ำค่าที่ยากจะละสายตา The Place ฉบับนี้พาคุณไปเยือนเซเลสทีน มหานครที่ได้ชื่อว่าเป็นเช่นบทกวีอันล้ำค่าของเซ็นเทอร์รา แน่นอน เพราะมันมีคำว่าล้ำค่า ย่อมหมายถึงราคามหาศาลด้วยเช่นกัน แล้วคุณจะไม่แปลกใจว่าทำไมใครต่อใครถึงได้หลงรักเมืองนี้กันนัก

After Match

Molly will keep going on

  • Google+ - White Circle
  • Twitter - White Circle
  • Facebook - White Circle

© 2017 by Commandeer TCG                                                                                                                                   
E-mail: commandeertcg@gmail.com
Tel: (66)85-1520522 , (66)813016679
148/4 Sukhumvit 22 Sukhumvit Road Klongtoey Bangkok 10110, Thailand