Evidence of Lament

Story : Re-Peat Again

Illust : Bytomtypl

                “เหนื่อยหน่อยนะงานคราวนี้” เสียงแหบพร่าผสานเสียงลมหายใจฟืดฟาดแปร่งหูลอดผ่านหน้ากากยังชีพออกมาอย่างยากเย็น ฟันเฟืองตัวเล็กๆ บนแขนทั้งสองขางของเขาขยับหมุนเป็นจังหวะตลอดเวลาแม้ยามที่ไม่ได้เคลื่อนไหว แม้แต่เส้นผมสีทองตัดสั้นเป็นระเบียบนั้นก็เป็นแค่ของเทียมที่สังเคราะห์ขึ้นมาใหม่ ภายใต้รูปร่างสูงใหญ่สะดุดตานี้ บาดแผลถึงชีวิตมากมายถูกซุกซ่อนเอาไว้ด้วยระบบจักรกลอันน่าพิศวง ผมยิ้มตอบให้เขาด้วยความเห็นใจเหมือนทุกครั้งเมื่อเจอหน้ากัน “ช่วยฝากอาวุธเอาไว้ข้างนอกด้วย”

 

                “ตกลงคราวนี้ผมต้องฝากแจสเปอร์เอาไว้ข้างนอกด้วยจริงเหรอคุณโจเซฟ” ผมสะกิดเตือนแจสเปอร์ให้พยายามส่งสายตาขอความเห็นใจ ครั้งก่อนที่มาเยี่ยมฐานทัพแห่งนี้ แจสเปอร์ดันไปอาละวาดใส่พวกทหารหนุ่มๆ ที่เข้ามากวนประสาทเธอเข้า ถึงเรื่องจะจบลงแค่เลือดตกยางออกนิดหน่อยก็เถอะ แต่สาวน้อยตัวแสบของผมก็ถูกลงบัญชีไว้ว่าเป็นอาวุธอันตรายไปเสียแล้ว

 

                “นายก็รู้นี่ ผบ.รูบิซาลไม่เคยล้อเล่นกับเรื่องคำสั่ง” ร้อยเอกโจเซฟ เวอร์เฟลพยักหน้าไปทางห้องรับแขกซึ่งอยู่อีกฟากของทางเดิน แจสเปอร์สบถคำหยาบออกมาสองคำเต็มๆ เอาน่ะ อย่างน้อยดวงตาของโจเซฟก็ไม่ได้เป็นเครื่องจักรเหมือนของผู้พันเรย์โนลต์ อย่างน้อยมันก็ยังแสดงอารมณ์เห็นใจออกมาได้อยู่บ้าง “หนังสือนั่นด้วย ห้ามเอาเข้าไป”

 

                “ไหงวันนี้เข้มงวดจัง เพราะเรื่องระเบิดเมื่อคืนเหรอ” ผมตบไหล่แจสเปอร์ที่กำลังยื่นวัตถุทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ถูกห่อหุ้มด้วยปกหนังเหมือนหนังสือมาให้ ลวดลายคล้ายเส้นสานบนปกตัดไขว้กันและวิ่งห่างออกจากกัน โดยเหลือพื้นที่ตรงกลางไว้เล็กน้อยเพื่อเว้นที่ให้แผ่นศิลาวงกลมเรียบขุ่นคล้ายกระจกได้ปรากฏอยู่ตรงนั้น มันถูกมองว่าเป็นอาวุธด้วยหรือนี่ สมบัติเพียงชิ้นเดียวที่ผมมีอยู่ตั้งแต่จำความได้ แจสเปอร์จ้องมองผมเหมือนจะบอกว่าอย่างน้อยก็ให้เอามันติดตัวไปด้วย ซึ่งผมเพียงยิ้มตอบเป็นการปฏิเสธ ไม่เป็นไร ที่นี่ไม่มีศัตรู วันนี้ต้องทำตัวดีๆ หน่อย ถึงแจสจะไม่ชอบพวกทหารของค่ายดีพไลน์เท่าไหร่ก็เถอะ “มีข่าวอะไรคืบหน้าบ้างมั้ย”

 

                “ยังไม่มีหรอกข่าวน่ะ เราเพิ่งจะเริ่มส่งคนออกไปเคลียร์พื้นที่เมื่อชั่วโมงที่แล้วนี่เอง” เพิ่งจะเริ่มส่งคนออกไป ผ่านมาตั้งเกือบวันแล้วเนี่ยนะ ทำไมถึงได้ล่าช้าแบบนี้ ดวงตาสีฟ้าหม่นแสงปรากฏขึ้นมาในความทรงจำ ร่างของเธอไม่ควรต้องถูกทิ้งไว้นานขนาดนี้เลยนะ “ไม่ต้องมองอย่างนั้นเลย เราก็อยากรีบลงมืออยู่หรอก แต่พวกที่ศูนย์เซอร์แลงก์สั่งห้ามเข้าไปยุ่งกับที่เกิดเหตุจนกว่าพวกเขาจะตรวจสอบเรียบร้อยเสียก่อน”

 

                “นี่ไม่ใช่มาตรการปกตินี่” สั่งระงับปฏิบัติการของกองทหารในพื้นที่ได้เชียว ศูนย์เซอร์แลงก์ไม่ได้มีอำนาจมากขนาดนี้สักหน่อย

 

                “ตั้งแต่ท่านผู้นำเสียชีวิตลง มันก็ไม่มีมาตรการอะไรที่เป็นปกติแล้วล่ะ” ร้อยเอกถอนใจ แม้แต่เสียงยามถอนใจ เมื่อผ่านหน้ากากยังชีพแล้วก็ยังฟังดูเหมือนเสียงคำรามไม่มีผิด “รีบเข้าไปข้างในกันเถอะ ผู้บัญชาการรออยู่ในสวนน่ะ”

 

                ค่ายดีพไลน์เป็นฐานทัพขนาดใหญ่ ดัสท์ฟอร์ดนั้นเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างภายในกับภายนอกกำแพง เป็นชัยภูมิอันสำคัญยิ่ง ฐานทัพที่ตั้งอยู่ตรงนี้จึงเปรียบเสมือนประตูหน้าบ้านของจักรวรรดิ จากอาคารรับรองของประตูใหญ่ที่ร้อยเอกโจเซฟออกมาต้อนรับ พวกเราเดินตัดผ่านลานกว้างที่เป็นทั้งสนามฝึกและลานกิจกรรมของฐาน จากตรงนี้ยังมองเห็นเรือนพักสองหลังของทหารที่ประจำการอยู่ในค่าย รวมถึงอู่ยานเกราะซึ่งมีทั้งแบบติดล้อและติดขาจอดเรียงรายกันจนล้นออกมานอกโรงเก็บ เราก้าวเหยาะๆ ผ่านทางเดินเลียบสนามกีฬาที่พวกทหารกำลังเล่นรักบี้กันอยู่ วันนี้พวกเขาดูไม่มีกะจิตกะใจจะเล่นสนุกกันเท่าไหร่ คงเพราะการระเบิดเมื่อคืนมันก็เหมือนมีคนมาตบหน้าทหารดีพไลน์ทั้งค่ายนั่นแหละ

 

                ถึงจะรู้สึกผิดอยู่หน่อยๆ ที่ต้องทิ้งแจสเอาไว้ในห้องรับแขก แต่ก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ ครั้งก่อนอุตส่าห์ย้ำแล้วย้ำอีกว่าให้ทำตัวดีๆ เล่นเกือบจะกลายร่างแบบนั้น ที่เขายังยอมปล่อยให้เข้ามานั่งในห้องรับแขกได้ก็ถือว่าใจกว้างมากแล้ว หวังว่ายัยนั่นจะไม่ไปทำอะไรบ้าๆ เข้าอีกก็แล้วกัน

 

                ศูนย์บัญชาการหลักของค่ายดีพไลน์เป็นอาคารสี่ชั้นที่ตั้งอยู่ส่วนในสุดของฐานทัพ ถือเป็นหัวใจสำคัญของฐานซึ่งเชื่อมต่อการควบคุมระบบทั้งหมดของดีพไลน์เอาไว้ ด้านข้างศูนย์บัญชาการขนาบข้างด้วยหอวิทยุและลานจอดเฮลิคอปเตอร์ขนาดใหญ่ ตัวอาคารแม้จะปรากฏร่องรอยของกาลเวลาให้เห็นพอสมควรแล้ว แต่ก็ยังคงดูทรงพลัง ราวกับรอยแผลกะเทาะของปูนและอิฐพวกนั้นจะยิ่งทำให้มันดูน่าเกรงขามยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อผ่านประตูเข้าไปสัมผัสกับกลิ่นของเครือ่งปรับอากาศเย็นเฉียบภายใน ทหารหญิงที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะประชาสัมพันธ์ก็จำพวกเราได้ทันที

 

                “หมอนี่มาพบกับผบ.ตามที่นัดไว้น่ะ” ร้อยเอกโจเซฟตอบรับวันทยหัตถ์ของทหารหญิงด้วยการยกมือขึ้นแตะที่ปลายคิ้วครั้งหนึ่ง นี่ต้องนัดไว้ด้วยเหรอ อย่างกับว่าถ้าจู่ๆ โผล่มาแล้วเขาจะไม่อยู่ที่นี่อย่างนั้นแหละ “ข้างบนจัดการเรียบร้อยรึยัง”

 

                “เรียบร้อยแล้วค่ะ ผบ.กำลังรออยู่เลย” ประชาสัมพันธ์สาวตอบ ก่อนจะยื่นบัตรผู้มาติดต่อให้ผม ตามปกติแล้วผมควรจะต้องมีเอกสารอะไรสักอย่างมาแลก บัตรประจำตัวประชาชน หนังสือเดินทาง อะไรก็ตามที่ระบุตัวตนได้ แต่ว่าผมไม่มีของพวกนั้นอยู่เลย เพราะว่าไม่ได้เป็นพลเมืองของอาณาจักรใด ไม่มีแม้แต่ชื่อหรือคนรู้จัก จึงไม่มีใครสามารถออกเอกสารรับรองฐานะของผมได้ หลักฐานการมีตัวตนอยู่ในโลกใบนี้ของผมนั้นว่างเปล่าพอๆ กับความทรงจำช่วงก่อนหน้า อย่างกับว่าจู่ๆ ผมก็ถูกโยนเข้ามาในโลกใบนี้เฉยๆ อย่างนั้นแหละ การเข้าออกศูนย์บัญชาการของดีพไลน์จึงเป็นเรื่องที่ได้รับอนุญาตจากผบ.รูบิซาลเป็นกรณีพิเศษเท่านั้น

 

                สวนของรูบิซาลนั้นอยู่ที่ชั้นบนสุดของศูนย์บัญชาการแห่งดีพไลน์ เมื่อออกจากลิฟท์ตัวหลักมาแล้ว ก็จะเห็นประตูอัตโนมัติบานใหญ่ที่สุดปลายทางเดิน ที่ด้านหลังประตูนั้นเอง นายทหารอาวุโสผู้เป็นหนึ่งในขุมกำลังอันแกร่งกล้าของฝ่ายยุทธการกองทัพบกแห่งไฮเซ็นเบิร์กกำลังทำงานอย่างขยันขันแข็งไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ศาสตราจารย์พลโทรูบิซาล ฟอน ซาเล็นกำลังรอผมอยู่ในนั้น

 

                พอนึกถึงรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เบื้องหลังแว่นโมโนเคิลนั่นแล้วก็อดรู้สึกเหนื่อยใจขึ้นมาไม่ได้เลยแฮะ

 

                ตอนที่ร้อยเอกโจเซฟรายงานตัวและบอกจุดประสงค์การมาเยือนให้แก่ระบบตอบรับที่หน้าประตู กล้องตรวจจับตรงเพดานก็จ้องตรงมาทางพวกเราเขม็ง ผมโบกมือให้ใครก็ตามที่กำลังมองอยู่ที่อีกฟากของระบบตรวจจับนั่น ซึ่งเขาก็อุตส่าห์มีแก่ใจตอบรับด้วยการบังคับกล้องให้ขยับขึ้นลงช้าๆ เหมือนกำลังพยักหน้า ผบ.รูบิซาลแหงๆ ประตูเหล็กปลดสลักเปิดออก ปล่อยให้อากาศเย็นยะเยือกยิ่งกว่าอากาศภายนอกไหลทะลักออกมาจนแทบตัวสั่น เสียงสัญญาณดิจิตอลและคลื่นไฟฟ้าดังแว่วออกมาพอให้สัมผัส วันนี้ก็ยังคงแข็งแรงเหมือนเคย ผมก้าวตามร้อยเอกเข้าไปในห้องนั้น และปล่อยให้ประตูอัตโนมัติปิดลงตามหลังไปเพียงไม่กี่อึดใจ

 

                 สวนของรูบิซาลนั้นไม่ได้เขียวขจีไปด้วยพรรณไม้อย่างที่ใครๆ เข้าใจ มันเป็นห้องขนาดกลางที่เต็มไปด้วยหน้าจอและแผงควบคุมมากมาย ไอ้สีเขียวที่ทำให้รื่นสายตานั่นก็พอมีอยู่บ้างล่ะนะ แต่ก็แค่แซมๆ อยู่ตามชั้นวางของเท่านั้น เจ้าหน้าที่หญิงสองคนที่นั่งอยู่ตรงแผงควบคุมหันมาทำความเคารพร้อยเอกโจเซฟแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับไปง่วนกับงานของตัวเองต่อ มองผ่านๆ แล้วห้องนี้ก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากห้องควบคุมระบบขนาดย่อมๆ แบบที่มักจะได้เห็นตามศูนย์ควบคุมวงจรทั่วไปเลย เพียงแต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้สวนของรูบิซาลแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

               

                ที่ตรงกลางของห้อง หลอดแก้วทดลองขนาดใหญ่ซึ่งบรรจุของเหลวเอาไว้จนเต็มตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้น และที่ล่องลอยอยู่ท่ามกลางของเหลวนั่นโดยมีสายไฟมากมายเชื่อมต่อยึดโยงเอาไว้ก็คือก้อนสมองสังเคราะห์ ซึ่งถูกเคลือบด้วยสารเคมีและโลหะบางชนิดจนมันมีขนาดใหญ่กว่าสมองปกติ มันเปล่งประกายออกมาเป็นสีฟ้าเรืองๆ ชวนให้รู้สึกเหมือนถูกสะกดจิต ตรงฐานของหลอดแก้วนั้นมีตัวอักษรชุดหนึ่งสลักเอาไว้ ZDV System หรือ Zahlen Diagnosis Virtual System ระบบวิเคราะห์แบบเสมือนจริงของซาเล็น เขายังคงทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเสมอมา แม้สังขารจะร่วงโรยไปแล้วตลอดกาล

                หน้าจอหลักที่ของห้องนั้นกระพริบสว่างขึ้น ดึงดูดสายตาให้ผมต้องหันไปมอง ภาพของชายหนุ่มวัยสามสิบเศษในชุดนักวิจัยของกองทัพปรากฏขึ้นเป็นร่องรอยแตกพร่าบนจอภาพ ใบหน้าเฉลียวฉลาดที่คุ้นเคยส่งยิ้มให้ผมเหมือนเพื่อนเก่า แม้แต่แว่นโมโนเคิลที่เขาสวมเอาไว้ก็ยังลอกแบบมาจากของเก่าไม่มีผิดเพี้ยน กล้องตรวจจับตรงด้านข้างจอภาพปรากฏจุดแดงเล็กๆ ขึ้นมา ผมพยักหน้าทักทายเขา แม้จะน่าเสียดายที่เราคงไม่มีโอกาสได้ร่วมดื่มด้วยกันเหมือนครั้งก่อน แต่ก็ยังดีที่รู้ว่าตัวตนของเขายังคงอยู่ตรงนี้

 

                “ผมคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานแล้วล่ะ” เขาบอกกับผมในคืนสุดท้ายที่ทะเลสาบวิโดว์เวล หลังจากเรารอดผ่านโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่มาได้อย่างหวุดหวิด น่าเศร้าที่การดื่มฉลองของเรากลับต้องเป็นการดื่มอำลาด้วย “แต่ผมว่ามันคุ้มค่ามากเลยนะ”

 

                มันคุ้มค่ามาก และเขาก็ไม่เสียใจเลย เพราะว่าเขาได้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากๆ ให้แก่ผู้คนมากมายที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน รวมถึงตัวผมด้วย หลังจากวันนั้นผมก็ไม่ได้ข่าวคราวของผบ.รูบิซาลอีกเลยเกือบครึ่งปีได้ จนกระทั่งมีจดหมายจากค่ายดีพไลน์ส่งมาถึงนั่นแหละ ตอนแรกผมนึกว่าเขาสามารถหาวิธีเยียวยาตัวเองได้แล้ว ไม่คิดว่ากลับเป็นรัฐบาลแองกริฟฟ์ที่ไม่ยอมปล่อยให้เขาตายไปเฉยๆ ผบ.รูบิซาลเป็นคนเก่ง เป็นทั้งนายทหารชั้นเลิศและนักวิจัยที่มีผลงานยอดเยี่ยม บุคคลระดับที่หลายร้อยปีจะมีสักคน พวกเขาจึงเสนอโอกาสอันยากจะปฏิเสธให้แก่ผู้ชายที่ใกล้ตายคนนั้น

               

                ร่างกายของผบ.รูบิซาลนั้นเสียหายเกินกว่าจะเยียวยาแล้ว แต่ว่าสมองของเขายังคงใช้งานได้ เมื่อแยกเฉพาะส่วนที่จำเป็นออกมา ด้วยเทคโนโลยีระดับสูงจากศูนย์อีเดน พวกเขาก็สามารถรักษาภูมิความรู้และความสามารถในการวิเคราะห์ของผบ.รูบิซาลเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน กลายเป็นระบบสมบูรณ์แบบที่สามารถทำงานได้เหมือนกับว่าเขายังคงอยู่ที่นี่จริงๆ ทั้งที่ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าภาพที่กำลังจ้องตอบกลับมาจากจอมอนิเตอร์นั้นคือตัวเขาจริงๆ หรือเป็นแค่โปรแกรมที่จำลองขึ้นมาเพื่อให้คนอื่นสบายใจเท่านั้น

 

                - ภารกิจเรียบร้อยดีมั้ย – จอมอนิเตอร์ปรากฏข้อความขึ้นมาเป็นตัวอักษรสีขาว

 

                “เรียบร้อยดี ผู้พันเรย์โนลต์บอกว่าจะติดต่อมาหาคุณเอง” ผมตอบกับกล้องตรวจจับ น่าเสียดายที่พวกเขาไม่สามารถทำให้ระบบของผบ.รูบิซาลสามารถพูดได้ ความสามารถทางการสื่อสารของเขาถูกทำลายลงไปแล้วตอนที่โครงการนี้เริ่มขึ้น “ความจริงผมก็อยากให้เขาติดต่อเข้ามาทันทีอยู่หรอกนะ แต่ดันเกิดเรื่องขึ้นเสียก่อน”

 

                - พันเอกเรย์โนลต์เป็นคนรักษาคำพูด ถ้าเขาบอกว่าจะติดต่อมา มันก็จะเป็นไปตามนั้น – ตัวอักษรกระพริบไล่ขึ้นมาเร็วปร๋อ เขาเป็นคนพูดเร็วแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร

 

                เขาคงจะส่งข้อความไปที่หน้าจอของเจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่งด้วย เธอคนนั้นถึงได้นำซองจดหมายสีขาวมามอบให้ผม ค่าตอบแทนที่ตกลงกันไว้ เนื่องจากผมไม่มีหลักฐานยืนยันตัวตน จึงไม่สามารถใช้บริการธนาคารได้ แจสเองก็ยังเด็กและมีชาติกำเนิดแปลกประหลาดเสียจนยากจะได้รับการอนุมัติ เวลาทำงานผมจึงต้องรับค่าจ้างเป็นเงินสดเท่านั้น

 

                “ได้ยินว่า....พวกเซอร์แลงก์เข้ามาวุ่นวาย เลยทำให้ส่งทหารออกไปเคลียร์พื้นที่ได้ช้าเหรอครับ” มาถึงเรื่องสำคัญกันเสียที ความจริงนี่เป็นเรื่องภายในของพวกเขา ถามขึ้นมาแบบนี้คงไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ แต่ถ้าผมจะลุยเรื่องนี้ต่อ ผมควรจะต้องได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงสักคนก่อน “พอดีว่าผมเองก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย มีอะไรที่ผมพอจะช่วยได้มั้ย”

 

                - คงไปเห็นภาพที่ทำให้ใจสลายเข้าล่ะสิ – แม้จะมีเพียงแค่ตัวอักษร แต่ผมนึกน้ำเสียงของเขาออกเลย ใช่ ภาพที่ทำให้ใจสลาย ตุ๊กตาตัวน้อยที่แสนเศร้า ดวงตาสีฟ้าหม่นของเธอยังคงติดอยู่ในความทรงจำของผมมาจนถึงตอนนี้ – นิสัยใจอ่อนแบบนี้ สักวันจะทำร้ายตัวคุณเองนะ –

 

                มันก็ทำร้ายผมตลอดเวลาอยู่แล้วนี่

 

                “ผมเห็นนะ พวกคนที่ก่อเรื่องขึ้น” เสื้อคลุมที่มีลายดวงตามากมาย ผมจำหน้าของพวกเขาได้ทุกคน “พวกนั้นก็รู้ว่าผมเห็นพวกเขาเหมือนกัน”

 

                “ถ้าเป็นเรื่องนั้นล่ะก็ มีคนแจ้งรูปพรรณสัณฐานของพวกผู้ก่อเหตุเข้ามากันพอสมควรแล้วล่ะ” ร้อยเอกโจเซฟตอบ สีหน้าลำบากใจของเขาบอกชัดว่าไม่ต้องการให้ผมเข้ามายุ่งเกี่ยวไปมากกว่านี้ แค่พวกเซอร์แลงก์ก็ยุ่งยากพอแล้ว ขืนให้คนนอกเข้ามาวุ่นวายเพิ่ม พวกเขาจะแทบควบคุมอะไรไม่ได้เลย

 

                “ผมพอจะจำวงเวทที่พวกเขาใช้ได้” มันเกือบจะถูกใช้เพื่อเล่นงานผมโดยตรงเลยด้วยซ้ำ เวทมนตร์เป็นศาสตร์ที่ต้องเชื่อมต่อพลังออกมาจากจิตวิญญาณ แม้พื้นฐานของวงเวทจะมีรูปแบบที่แน่นอน แต่วงเวทที่ซับซ้อนและทรงพลังมากๆ มักจะมีรูปแบบเฉพาะตัวของผู้ร่ายอยู่ด้วย “ผมได้ตรวจสอบจากใน หนังสือ นั่นแล้วด้วย มันมีรูปแบบเฉพาะตัวที่ชัดเจน มีตัวอักษรที่ไม่เคยเห็นมาก่อนหลายตัว อาจเป็นอักษรโบราณที่ถูกลืมไปแล้ว อาจเป็นตัวอักษรที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ มันเป็นเวทอัตลักษณ์แน่นอน”

 

                เวทอัตลักษณ์ เวทชั้นสูงที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยความชำนาญพิเศษ มีเพียงจอมเวทที่มีความเชี่ยวชาญในแขนงเวทมนตร์ของตัวเองถึงขีดสุดเท่านั้นจึงจะสามารถสร้างมันขึ้นมาได้ เป็นเวทมนตร์ที่ยากแก่การเลียนแบบ เพราะจะมีการผสมผสานเอกลักษณ์ของพลังอาร์เคนจากผู้ร่ายลงไปด้วย อาจเรียกได้ว่าเป็นเวทมนตร์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเฉพาะตัว ไม่น่าแปลกใจเลย การระเบิดเมื่อคืนนี้ทั้งรุนแรงและแม่นยำ มีทั้งคุณสมบัติการตั้งชนวนและการแพร่กระจายของเปลวไฟ มันเป็นเวทมนตร์ที่ทรงพลังมากๆ แถมยังถูกใช้ติดๆ กันหลายครั้ง ตัวคนร่ายเวทนี้ย่อมไม่ธรรมดา จอมเวทอัคคีคนนั้นดูแปลกใจมากที่เวทของเขาสลายหายไป ไม่ว่ามันจะเป็นด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่พวกเขาได้ทำผิดพลาดครั้งใหญ่ไปแล้วที่ปล่อยให้ผมรอดมาได้

 

                “ผมอาจจะสามารถหาตัวผู้ก่อเหตุได้นะ” พวกเขาเป็นใคร ต้องการอะไร มันสำคัญมากถึงขนาดที่ต้องทำร้ายเด็กๆ ที่น่าสงสารพวกนั้นเลยเหรอ “คุณไม่อยากพลาดโอกาสช่วยกู้หน้าให้รัฐบาลแองกริฟฟ์หรอก จริงมั้ย”

 

                “เราก็อยากทำแบบนั้นอยู่หรอกนะ แต่เบื้องบนคงไม่ยอม” ร้อยเอกโจเซฟขมวดคิ้วเขม็ง เขาคงกำลังพยายามขบกรามที่ไม่มีอยู่แล้วด้วยความคับข้องใจล่ะมั้ง “พวกนั้นตั้งใจจะโยนเรื่องนี้ให้เป็นความผิดของกลุ่มเจนซิส ที่คนของเซอร์แลงก์เข้ามาจัดการทุกอย่างก่อนเพื่อนก็เพราะเขาอยากจะจัดฉากให้มันออกมาเป็นแบบนั้นนั่นแหละ เดาว่าตอนนี้พวกเขาไม่อยากได้ความจริงหรอก”

 

                “แล้วก็ปล่อยให้คนร้ายตัวจริงลอยนวลงั้นเหรอ” นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่เข้าท่าเลยสำหรับรัฐบาลใหม่ ถ้าต้องการจะชี้นำให้เป็นไปในทางนั้น พวกเขาย่อมทำได้อยู่แล้ว คนร้ายไม่ได้แสดงตัวออกมารับผิดชอบหลังเกิดเหตุ แสดงว่าไม่ได้ทำไปเพื่อข่มขวัญ มีโอกาสสูงที่พวกเขาจะบรรลุจุดประสงค์ไปแล้ว และจะไม่ลงมือซ้ำอีก สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์จะไม่มีสิทธิ์รู้เลยว่านี่เป็นการระเบิดด้วยเวทมนตร์ ส่วนคนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้น....ชาวดัสท์ฟอร์ดค่อนข้างเป็นมิตรกับรัฐบาลแองกริฟฟ์และเงินอยู่แล้ว พวกเขาจะยอมหุบปากได้ไม่ยากเย็นอะไรเลย “นี่ไม่สมกับเป็นคุณเลยนะ ผบ.รูบิซาล”

 

                หน้าจอมอนิเตอร์นิ่งไปครู่ใหญ่ เคอร์เซอร์ที่กระพริบอยู่ตรงท้ายประโยคที่แล้วยังคงติดๆ ดับๆ สม่ำเสมอเหมือนกับจังหวะของหัวใจ ว่าไงล่ะ จิตวิญญาณของคุณยังอยู่ในนั้นหรือเปล่า หรือว่านี่เป็นเพียงแค่โปรแกรมที่จะคำนวณทุกอย่างตามความเหมาะสมเท่านั้น

 

                - เคยสอนแล้วใช่มั้ย ว่าอย่าตัดสินใจด้วยอารมณ์ – ในที่สุด ข้อความบนหน้าจอก็ปรากฏขึ้นมา เป็นข้อความที่ทำให้ผมรู้สึกละอายใจขึ้นมาอย่างน่าประหลาด – แบบนี้ไม่สมกับที่นิมูเอยกย่องคุณเอาไว้เสียเยอะเลย –

 

                 “ถ้าปล่อยให้ความจริงถูกกลบฝังไปต่อหน้าต่อตา นั่นต่างหาก ถึงจะไม่สมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นคมหอกแห่งโชคชะตา” เมื่อมีเรื่องของพวกรัฐบาลแองกริฟฟ์มาเกี่ยวข้อง ผมยิ่งจำเป็นต้องใช้ความช่วยเหลือของผบ.รูบิซาลในการขุดคุ้ยเรื่องนี้ “คุณเองก็คงคิดเหมือนผม คนร้ายลงมืออุกอาจขนาดนี้ เจตนาย่อมไม่ธรรมดา มันต้องยังไม่จบแค่นี้แน่ มันต้องมีอะไรตามมาอีก และเราก็ควรที่จะรู้ล่วงหน้าว่ามันกำลังจะเกิดอะไรขึ้น”

               

                - สหายเอ๋ย ชายไร้ชื่อเอ๋ย ยังเป็นคนที่ดึงดันเหมือนเดิมเลยนะ – ตัวอักษรบนหน้าจอคล้ายกำลังตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ – ถ้าอย่างนั้นลองเดิมพันด้วยหมากสักตาไหมล่ะ ถ้าคุณชนะ บางทีเราอาจพอหาทางช่วยสนับสนุนในเรื่องนี้ได้ –

 

                “ผบ.ครับ แบบนี้อาจไม่เหมาะ” ร้อยเอกโจเซฟขยับขึ้นมาคัดค้าน แต่กล้องตรวจจับของผบ.รูบิซาลเพียงขยับหันไปมองเขาแวบหนึ่งเท่านั้น

 

                - ผมเองก็สนใจเรื่องคดีนี้อยู่เหมือนกันนะโจเซฟ ผมพยายามคำนวณหาทฤษฏีที่เหมาะสมมาอธิบายการกระทำของคนร้ายแล้ว แต่ดูเหมือนมันจะมีแต่เรื่องไม่สมเหตุสมผลเต็มไปหมด – การระเบิดที่ไม่ได้เล็งเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ ผู้เคราะห์ร้ายไม่มีความสำคัญต่อจักรวรรดิ ระเบิดนอกกำแพงไม่ได้ข่มขวัญประชาชนในกำแพงนัก แถมยังไม่มีใครออกมาแสดงตัวเพื่อประกาศศักดาหลังการระเบิด ทุกข้อมูลที่มีอยู่ทำให้เป้าสันนิษฐานกระจัดกระจายไปหมด – ถ้าเป็นไปได้ ผมก็อยากรู้ความจริงเหมือนกัน –

 

                แต่ถึงอย่างนั้นคุณก็ยังอยากเล่นเกมกับผมก่อนเนี่ยนะ

 

                “คุณจะเล่นหมากอะไรล่ะครับ” เขาเป็นยอดนักเดินหมากชั้นเลิศ ทั่วทั้งไฮเซ็นเบิร์กมีคนจำนวนเพียงนับนิ้วได้ด้วยมือข้างเดียว ที่สามารถเดินหมากกับผบ.รูบิซาลได้อย่างทัดเทียม นี่เป็นการเดิมพันที่ยากเย็นทีเดียว

 

                - หมากล้อมโบราณของจินหลง – เหวยฉีงั้นเหรอ ให้ตายเถอะ ต้องเลือกไอ้ที่ยากสุดๆ นั่นด้วยนะ

 

                “ผมไม่เคยเล่นหมากล้อมชนะคุณเลยนะ” บางทีเขาอาจจะแค่อยากให้ผมถอยไปโดยไม่มีข้อโต้แย้งเท่านั้น หากรับคำท้าแล้วแพ้ ก็เท่ากับว่าคงไม่มีโอกาสร้องขออะไรเพิ่มเติมอีกแล้ว

               

                - จะปล่อยให้อดีตหลอกหลอนตัวเองไปถึงไหนกัน – ครั้งนี้ผมเดาน้ำเสียงจากตัวอักษรไม่ออกจริงๆ ว่านี่เขากำลังให้กำลังใจหรือว่าท้าทายผมอยู่กันแน่ - ไม่เคยชนะ ก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องแพ้ไปตลอดกาลสักหน่อย –

 

                เหวยฉีนั้นเป็นเกมเดินหมากที่มีต้นกำเนิดมาจากอาณาจักรจินหลงแห่งแชงกรีลาซึ่งล่มสลายไปนานแล้ว ปัจจุบันถูกนำมาพัฒนาต่อยอดจนได้รับความนิยมมากขึ้นในเอ็นเก็ทสึและดินแดนข้างเคียง กติกานั้นง่ายดายมาก แค่แบ่งหมากออกเป็นสองฝ่าย ขาวและดำ ผลัดกันลงหมากคนละตาเพื่อปิดล้อมอาณาเขตหมากของอีกฝ่าย เมื่อจบกระดานฝ่ายไหนได้แต้มมากที่สุดก็ชนะไป จุดที่ยากอยู่ที่ความหลากหลายในกลยุทธ กระดานหมากนั้นเปิดกว้างให้ผู้เล่นสามารถลงหมากที่ตำแหน่งใดก็ได้ ทำให้ยากต่อการคิดคำนวณและคาดเดาเส้นทางเดินของอีกฝ่าย กล่าวกันว่าเป็นหมากที่ล้ำลึกที่สุดในบรรดาหมากทั้งหลาย แน่นอนว่าถ้าให้ผมเลือกล่ะก็ ขอเป็นหมากรุกแบบอวาลอนยังจะมีลุ้นกว่าเยอะเลย

 

                “ถ้างั้นผมคงต้องหวังว่าคุณจะออมมือบ้างแล้วล่ะ” เดิมพันกับผบ.รูบิซาลที่มีชื่อเสียงในเรื่องการเดินทัพพิสดารย่อมไม่ใช่เรื่องที่จะคาดหวังชัยชนะได้เลย

 

                - เข้าใจผิดแล้วสหาย คนที่จะดวลหมากกับคุณไม่ใช่ผมหรอก – หน้าจอมอนิเตอร์ฝั่งหนึ่งพร่าเลือนไปชั่วขณะ ก่อนที่ใบหน้าของชายหนุ่มคนหนึ่งจะปรากฏขึ้นมาบนนั้น ใบหน้างดงามมีเค้าของชาวตะวันออกไกล ผมสีขาวยาวเหยียดตรง ดวงตาสีแดงคมกริบ ดูจากลักษณะท่าทางแล้ว ไม่ใช่ชนชั้นสามัญแน่ – เขามีชื่อว่าชิน เป็นเสนาบดีใหญ่แห่งอาณาจักรเอ็นเก็ทสึ เขาเดินทางมาเยือนจักรวรรดิของเราเพื่อร่วมพิธีศพของท่านอดีตผู้นำ เมื่อนานมาแล้ว ตอนที่ผมยังเป็นทูตทหารอยู่ที่ตะวันออกไกล เราเคยติดค้างการดวลหมากเอาไว้หนึ่งตา –

 

                “ก็เลยจะให้ผมไปดวลแทนอย่างนั้นสิ” ให้เล่นกับต้นตำรับเลยเหรอ ไม่ใช่งานง่ายแหงๆ “เขาเก่งแค่ไหน”

 

                - เชื่อว่าผมยังเอาชนะเขาไม่ได้ – ลองหนึ่งในนักเดินหมากที่ดีที่สุดของจักรวรรดิออกปากมาแบบนี้ เสนาบดีใหญ่ผู้นั้นคงต้องระดับมือพระกาฬแน่นอน – เข้าใจใช่มั้ยสหาย ผมแบกรับหน้าตาของไฮเซ็นเบิร์กเอาไว้ จึงไม่อาจพ่ายแพ้ –

 

                แต่ถ้าเป็นผม แม้จะแพ้ก็ไม่มีอะไรเสียหาย หากผมไปดวลหมากกับเสนาบดีใหญ่ผู้นั้นในฐานะศิษย์ของผบ.รูบิซาล แน่นอนว่าด้วยศักดิศรี อีกฝ่ายจะยอมต่อให้อย่างมโหฬาร หากผมชนะขึ้นมาผบ.เองก็จะพลอยได้หน้าไปด้วย

 

                “คุณนี่มันยังเป็นไอ้มหาวายร้ายตามเคย” เมื่อรู้ว่าต้องเจอคู่ต่อสู้ที่ไม่อาจเอาชนะ ให้เลี่ยงไปสู้ด้วยสนามรบอื่นแทน การดวลหมากของผบ.รูบิซาลเริ่มต้นขึ้นแล้วตั้งแต่เลือกส่งผมลงไปเป็นมือดวลแทนเขา หมากตานี้ทั้งปิดทางพ่ายของตัวเอง ทั้งเปิดช่องรุกอย่างแหลมคม แค่ขยับครั้งเดียวเขาก็ปกป้องทั้งชื่อเสียงของตัวเองและจักรวรรดิไปเรียบร้อยแล้ว

 

                - คุณเองเป็นนักเดินหมากที่มีพรสวรรค์นะ คุณก็แค่ยังขาดคู่ต่อสู้ที่เหมาะสม และยังขาดจิตมุ่งมั่นที่จะชิงชัย – จนถึงตอนนี้เขาก็ยังคงวางท่าเป็นเหมือนอาจารย์คอยสอนสั่งอะไรๆ อยู่เสมอ การดวลครั้งนี้เขายังตั้งใจจะให้ผมได้เรียนรู้จากเสนาบดีใหญ่แห่งตะวันออกไกลด้วย เชื่อได้ว่าเขาต้องเตรียมแผนนี้เอาไว้ตั้งแต่ก่อนที่ผมจะเข้ามาที่ห้องนี้เสียอีก เขาคงรู้อยู่แล้วว่าผมจะอยากขุดคุ้ยคดีนี้ – อย่างที่ผมบอก ถ้าคุณชนะ เราอาจหาทางช่วยคุณเรื่องคดีระเบิดนี่ได้ ตอนนี้เสนาบดีแห่งเอ็นเก็ทสึอยู่ที่นครอันเดอร์คลาวด์ โดยพักร่วมโรงแรมกับพันโทนาตาลี ฟอน ริทเธิร์น บอกแค่นี้คุณน่าจะเข้าใจแล้ว –

 

                การดวลหมากจากตัวแทนของสองดินแดน สาวน้อยว่าที่ผู้นำคนนั้นย่อมต้องมาร่วมเป็นสักขีพยานแน่ ถ้าผมสามารถช่วยให้ไฮเซ็นเบิร์กได้หน้า แค่หลังจากนั้นผบ.รูบิซาลจัดแจงให้ผมได้พบกับผู้พันนาตาลี ที่เหลือจะคุยอะไรต่อก็คงไม่ยากแล้ว

 

                “ถ้าอย่างนั้น ผมก็ต้องไปที่อันเดอร์คลาวด์สินะ” ถ้าได้การสนับสนุนจากว่าที่ผู้นำจักรวรรดิ การเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ก็คงจะง่ายขึ้น ยังไม่นับความช่วยเหลือด้านกำลังคนและปัจจัยด้วย ถ้านั่นจะไม่ดูเป็นการฝันหวานไปสักนิด “แต่ก่อนหน้านั้น ผมต้องมีทฤษฎีที่น่าสนใจพอเสียก่อน อย่างน้อยผมต้องรู้ทิศทางก่อนว่าเรากำลังเจอกับคนประเภทไหน และพวกเขาน่าจะคาดหวังสิ่งใดจากการระเบิดครั้งนี้”

 

                - ร้อยเอกโจเซฟกำลังจะต้องไปช่วยคุมกำลังพลที่เข้าไปบูรณะกู้ภัยซากระเบิดในเมือง เขาสามารถพาคุณเข้าไปหลังเทปเหลืองได้ – เทปเหลืองคือเทปที่พวกเจ้าหน้าที่จะนำมาขึงกั้นพื้นที่หวงห้าม เช่นจุดเกิดเหตุอาชญากรรมหรือบริเวณที่มีอันตรายจากภัยพิบัติบางอย่าง มีคุณสมบัติในการตรวจจับเวทมนตร์แบบละเอียด ปกติแล้วพลเรือนจะถูกกันเอาไว้ไม่ให้ล่วงล้ำเข้าไปด้านหลังแนวเทปเหลืองพวกนั้น – ส่วนที่ยากก็คือ คุณจะมีเวลาน้อยมากในการรวบรวมหลักฐานและสรุปข้อสันนิษฐาน ค่ำนี้คุณจะต้องออกเดินทางไปที่อันเดอร์คลาวด์ทันที ก่อนที่เมืองจะปิดและคุณจะพลาดโอกาสได้เข้าไปดวลหมากตามที่ตกลงกันไว้ –

 

                “ทำไมอันเดอร์คลาวด์ถึงจะปิดล่ะ” มันเป็นเมืองใหญ่ที่แออัด เป็นด่านสำคัญในการผ่านเข้าไปด้านหลังกำแพงของจักรวรรดิ เป็นไปได้หรือที่เมืองซึ่งพลุกพล่านขนาดนั้นจะถูกปิดลงได้

 

                - มีสัญญาณหลายอย่างที่ทำให้ผมเชื่อว่ารัฐบาลแองกริฟฟ์กำลังจะทำเรื่องใหญ่บางประการ – ข้อความบนหน้าจอปรากฏขึ้นมาช้าบ้างเร็วบ้าง แสดงว่าเขายังคงไม่มั่นใจกับสิ่งที่คิดเอาไว้นัก – ทั้งการต้อนรับอาคันตกะคนสำคัญที่อันเดอร์คลาวด์ซึ่งไม่เหมาะสม ทั้งการนำตัวว่าที่ผู้นำไปไว้ในเขตที่ถูกกบฏแทรกซึมมากที่สุด ไหนจะความพยายามในการบิดเบือนข้อมูลการระเบิดเมื่อคืนนี้ และยังมีเรื่องการเคลื่อนกำลังพลที่น่าสงสัยอีก –

 

                “ผบ.หมายถึงกองพันยานเกราะที่สามเหรอครับ” ร้อยเอกโจเซฟเอ่ยขึ้น ซึ่งกล้องตรวจจับตอบด้วยการขยับขึ้นลงช้าๆ “หรือพวกเขาจะเตรียมบุกเขตสิบเอ็ด”

 

                - เป็นไปได้ เขายังไม่มีข้ออ้างที่จะทำแบบนั้นโดยชอบธรรม แต่ผมเชื่อว่าเขากำลังหาทางสร้างข้ออ้างนั้นขึ้นมา – การบุกเขตสิบเอ็ดจะเป็นก้าวแรกที่มั่นคงของรัฐบาลใหม่ มันจะกลายเป็นทั้งหลักการและนโยบายหลังจากนี้ไปอีกหลายสิบปีเลย รัฐบาลแองกริฟฟ์ภายใต้การนำของนาตาลี ฟอน ริทเธิร์นจะไม่ปราณีต่อพวกกบฏหรือผู้ที่ลักลอบให้ที่ซ่อนตัวแก่พวกกบฏอีกต่อไป – ผมอยากให้พวกคุณเข้าไปในอันเดอร์คลาวด์ให้ได้ ก่อนที่เรื่องนั้นจะเกิดขึ้น ซึ่งดูตามรูปการแล้ว มันคงจะเกิดขึ้นในไม่กี่วันนี้แน่ –

 

                “ถ้างั้นเราก็มีเวลาเหลือน้อยมากแล้วล่ะ” หากจะมุ่งหน้าไปยังอันเดอร์คลาวด์ให้ได้ภายในคืนนี้ ผมจะเหลือเวลาตรวจสอบที่เกิดเหตุและรวบรวมข้อมูลเพียงแค่ไม่ถึงครึ่งวันเท่านั้น “งานนี้เราคงต้องรีบหน่อยแล้ว”

 

                - อีกเรื่องนะสหาย – ข้อความบนหน้าจอรั้งฝีเท้าผมเอาไว้ให้ยังไม่ก้าวออกไปจากห้องนั้น – คุณบอกว่าคนร้ายคิดว่าคุณอาจจะจดจำใบหน้าพวกเขาได้ งั้นก็ระวังไว้หน่อยดีกว่านะ –

 

                โอ้โห ถึงขนาดผบ.รูบิซาลต้องออกปากเตือนด้วยตัวเองแบบนี้ ไม่ธรรมดาเลยแฮะ

 

                “เมื่อคืนนี้ตอนที่เกิดเรื่องขึ้น สัญญาณการสื่อสารของเราเป็นอัมพาตไปหมด สภาพแบบนั้นพวกเราทำอะไรไม่ได้เลย” ร้อยเอกโจเซฟกล่าวเสียงเครียด “ทั้งที่ฐานดีพไลน์ครอบครองระบบการสื่อสารที่ทรงพลังที่สุดของกองทัพบกเอาไว้ พวกเราเป็นจุดเชื่อมต่อของภายในและภายนอก การถูกตัดการสื่อสารนี่ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตายของเราเลยล่ะ”

 

                “หมายความว่าคนร้ายไม่ได้มีดีแค่เวทมนตร์สินะ” พวกนั้นมีจอมเวทนักประดิษฐ์จากซานทอเรียมอยู่ด้วย เจ้าคนตัวเล็กที่มีแผลเต็มนิ้วนั่น แต่นักประดิษฐ์จากซานทอเรียมไม่น่ามีวิทยาการเพียงพอจะมาต่อกรกับระบบที่ดีที่สุดของไฮเซ็นเบิร์กได้นี่นา

 

                - พวกเขามีหลายสิ่งที่เกินกว่าพวกเราจะคาดคิด – ข้อความของผบ.รูบิซาลยิ่งตอกย้ำความรู้สึกหนักอึ้งในจิตใจ – แค่ลำพังการระเบิดเมื่อคืนก็พอจะพิสูจน์ได้แล้วว่า ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใครก็ตาม ถ้าหากพวกเขาคิดจะเป็นศัตรูกับพวกเราขึ้นมา เราต้องเดือดร้อนแน่ -

                เศษซากปรักหักพังที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วเมืองถูกรื้อถอนออกไปบ้างแล้วบางส่วน ซากเมืองอยู่ในสภาพเละเทะอึมครึมเป็นสีเทา ทั้งรถถังที่ถูกดัดแปลงเป็นรถไถและหุ่นรบ GX-02 ต่างก็กำลังช่วยกันทำงานอย่างขะมักเขม้น ประชาชนในพื้นที่ถูกกวาดต้อนไปรวมกันที่ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยหมดแล้ว พื้นที่ส่วนตลาดมืดของดัสท์ฟอร์ดจึงแทบจะรกร้างไปเลยทีเดียว เนื่องจากการระเบิดนั้นกินวงค่อนข้างกว้าง งานนี้พื้นที่หลังเทปเหลืองจึงมีขนาดมหึมา จึงต้องมีการสร้างป้อมตรวจยามขึ้นมาตามจุดต่างๆ ของถนนเพื่อป้องกันไม่ให้มีคนนอกแอบลักลอบเข้ามาลักขโมยข้าวของ ท้องฟ้าค่อนข้างแจ่มใสทีเดียวเมื่อเทียบกับหลายวันมานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเทียบกับเมื่อคืนที่เมฆครึ้มปั่นป่วนอย่างกับจะถล่มลงมาเสียให้ได้ แต่ท้องฟ้าที่สดใสก็ไม่ได้ช่วยขับไล่ความหดหู่ออกไปจากจิตใจของผู้คนได้เลย

 

                ตอนที่ร้อยเอกโจเซฟพาผมผ่านจุดตรวจเข้ามาในพื้นที่เกิดเหตุ ผมยังสังเกตเห็นเจ้าหน้าที่ของเซอร์แลงก์สองคนที่กำลังยืนสูบบุหรี่พูดคุยกันอยู่ตรงป้อมตรวจยาม พวกเขาคงกำจัดร่องรอยของคนร้ายตัวจริงส่วนใหญ่ไปเกือบหมดแล้ว มันจะยังเหลืออะไรให้ผมค้นหาอีกสักเท่าไหร่กันนะ พวกผู้สื่อข่าวถูกกันเอาไว้ที่เต็นท์ใกล้ๆ ป้อมยามโดยมีเจ้าหน้าที่อีกคนกำลังป้อนข้อมูลให้ ท่ามกลางการควบคุมสื่อในยามนี้ การบิดเบือนข้อเท็จจริงใดๆ ก็สามารถทำได้ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ ที่ต้องระวังก็มีแค่สื่อภายนอกจอมล้วงลูกอย่างเซ็นเทอร์ราโครนิเคิลเท่านั้น แจสเปอร์สูดจมูกฟุดฟิดในอาการอย่างกระตือรือร้น แม้กลิ่นของเขม่าควันและเถ้าถ่านจะทำให้เธอแสบจมูก แต่กลิ่นคาวเลือดที่ยังคงคละคลุ้งทำให้สัตว์ร้ายตัวน้อยของผมตื่นตัวเอามากๆ รถจี๊ปของเราแล่นมาจอดที่ศูนย์ข้อมูลหลักฐาน ซึ่งเดิมเป็นร้านขายของมือสองที่โดนระเบิดเล่นงานจนแหลกยับ เจ้าหน้าที่ห้าคนที่อยู่ภายในซากอาคารกำลังช่วยกันตรวจสอบและคัดแยกข้าวของที่รวบรวมมาได้ออกจากกัน ซึ่งเมื่อเทียบกับขนาดของความวอดวายที่เกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่ถูกรวบรวมมาไว้ในอาคารนี้กลับมีน้อยกว่าที่คาดไปมาก

 

                “พวกเซอร์แลงก์ขนของส่วนใหญ่ไปหมดแล้วครับ” ทหารหนุ่มคนหนึ่งรีบแจ้งกับร้อยเอกโจเซฟด้วยอาการหงุดหงิด “พวกนั้นเหลือแต่ขยะเอาไว้ให้พวกเรา”

 

                “ยังเหลือไว้ให้บ้างก็ดีแค่ไหนแล้ว” ร้อยเอกตบบ่าลูกน้องพลางพยักหน้ามาทางผม “ว่าไง พอไหวมั้ย”

 

                “ก็ต้องลองดู แต่ก่อนอื่น ขออ่านรายงานสรุปความเสียหายก่อนดีกว่า” คำร้องของผมถูกตอบกลับมาด้วยสายตาเคลือบแคลงของพวกทหาร จนกระทั่งร้อยเอกโจเซฟออกปากบอกให้พวกเขาไปเอารายงานมาให้นั่นแหละ ถึงได้ยอมขยับกัน พวกเขาคงนึกว่าผมเป็นคนของเซอร์แลงก์ด้วยล่ะมั้ง ทหารหญิงคนหนึ่งพยายามส่งยิ้มทักทายให้แจสเปอร์ แต่ก็โดนเมินไปตามคาด แจสไม่ค่อยชอบสุงสิงกับเพศเดียวกันเท่าไหร่ “แล้วก็ผมอยากสอบถามอะไรบางอย่างกับคนในพื้นที่หน่อย พอจะตามตัวเจอริโค ผู้ดูแลการประมูลทาสมาให้หน่อยได้มั้ยครับ เขาน่าจะยังอยู่ที่ศูนย์ผู้ประสบภัย”

 

                ความจริงผมก็แอบภาวนาให้ไอ้บ้านั่นโดนระเบิดตายไปด้วยเหมือนกันนะ แต่การที่หมอนั่นดวงแข็งรอดมาได้ก็ถือว่ามีข้อดี เขาเป็นผู้ที่ถือบัญชีรายชื่อผู้เข้าร่วมการประมูลทั้งหมด บางทีอาจมีชื่อของเจ้าพวกผ้าคลุมดวงตานั่นหลุดมา หรือถ้าโชคดีกว่านั้น เราอาจได้ชื่อของคนที่เป็นเป้าหมายการระเบิดมาด้วยก็ได้

 

                อันที่จริงเรื่องเป้าหมายการระเบิดก็น่าสงสัย ดูจากรูปการแล้ว ทุกอย่างบ่งชี้ว่านี่เป็นการระเบิดเพื่อหวังผลเด็ดขาดบางประการ ซึ่งถ้าไม่ใช่การทำลายธุรกิจก็คงเป็นการลอบสังหาร แต่ระเบิดนั้นกระจัดกระจายไปหลายที่ ถ้าจะเป็นการลอบสังหารก็น่าจะใช้วิธีที่เงียบและแม่นยำกว่านี้ ไม่ใช่ลากเอาคนจำนวนมากให้ตายตามไปด้วย ถึงจะบอกว่าอาจเป็นการอำพรางเป้าหมายก็เถอะ แต่ถ้าจะมุ่งไปทางการทำลายธุรกิจ ไอ้ที่โดนเล่นงานหนักที่สุดก็คือธุรกิจค้าทาส ซึ่งมีเครือข่ายโยงใยไปทั่วเซ็นเทอร์รา ทำไมพวกเขาถึงเลือกมาเล่นงานสาขารองๆ ที่ดัสท์ฟอร์ด ทำไมถึงไม่ไปเล่นงานสาขาใหญ่ อย่างที่เกาะแบล็คคลาร์กหรือฮาวล์ลิงพีค ถ้านี่คือการส่งสัญญาณบางอย่างของพวกต่อต้านการค้าทาส สภาพที่ปรากฏออกมาก็ดูไม่ดีเอาเสียเลยเมื่อนับว่าผู้เคราะห์ร้ายส่วนใหญ่กลับเป็นพวกทาสเสียอย่างนั้น

 

                “ข้าวของทั้งหมดมีเท่านี้เองเหรอ” ผมเอ่ยถามกับทหารอีกคนหนึ่งขณะกำลังกวาดสายตาไปรอบๆ อาคาร ข้าวของที่ถูกนำมาวางเรียงๆ กันอยู่ส่วนใหญ่จะเป็นกระเป๋าถือ รองเท้า ของใช้ส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ ทั้งหมดเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเขม่าและคราบเลือด เมื่อนึกถึงชะตากรรมของผู้ที่เป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติพวกนี้แล้วก็ชวนให้รู้สึกหดหู่ขึ้นมาทันที พวกเขาส่วนใหญ่ยังคงทอดร่างไหม้เกรียมแหลกเหลวอยู่ที่ซากอาคารถัดไปจากตรงนี้อีกสามหลัง ถูกนำมารวมกันไว้เพื่อรอการชันสูตรโดยละเอียดอีกครั้ง

 

                “ยังมีของจากพื้นที่ด้านในที่ยังไม่ได้เก็บกู้ออกมาด้วยครับ” แต่ว่าพวกเซอร์แลงก์เข้าไปรื้อค้นก่อนเรียบร้อยแล้ว สายตาของทหารหนุ่มกล่าวเช่นนั้น “ถ้าคุณอยากจะเข้าไปตรวจสอบ เดี๋ยวผมจะพาเข้าไป”

 

                “ถ้าจะออกไปก็ระวังหน่อยนะ ได้ยินว่าพื้นที่ด้านในนั้นยังเปราะบางมากๆ มีตึกที่พร้อมจะถล่มลงมาได้ทุกเมื่ออยู่ด้วย” ร้อยเอกโจเซฟนั่งลงบนโซฟาขาดๆ ตัวหนึ่งพลางจุดบุหรี่ขึ้นด้วยความเคยชิน ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าสภาพอย่างเขานั้นไม่สามารถสูบบุหรี่ได้อีกแล้ว จึงต้องส่งต่อให้ทหารหญิงที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ด้วยความเสียดาย ความจริงไอ้การที่ร่างกายเป็นอย่างนั้นแล้ว แต่ก็ยังอุตส่าห์พกบุหรี่ไปไหนมาไหนด้วยนี่ก็ถือว่าเป็นเอามากแล้วนะ “แล้วก็ระวังอย่าให้ยัยตัวประหลาดนั่นเที่ยวได้ไปค้นซากอะไรมากินล่ะ”

 

                “นี่คุณจ่าฝูง ที่นี่ไม่มีกลิ่นของพวกคนเมื่อวานนี้เหลืออยู่แล้วล่ะ” แจสเปอร์เงยหน้าขึ้นกล่าวกับผม ก็พอจะเข้าใจได้ ต่อให้พวกนั้นไม่พยายามกำจัดร่องรอยของตัวเอง พวกเซอร์แลงก์ก็คงบริการให้เรียบร้อยไปแล้ว “แต่ว่าเหมือนจะมีกลิ่นแปลกๆ อยู่ด้วยนะ”

 

                “พยายามหากลิ่นของพวกที่มาจากเลมิวเรียเอาไว้นะ” ผมลูบศีรษะแจสเปอร์เบาๆ ซึ่งเธอตอบรับด้วยการพยักหน้าแรงๆ เด็กดี แจสเปอร์ตัวน้อยที่ยากจะคาดเดา สำหรับคนอื่นๆ เด็กที่มีเลือดต้องสาปแบบเธอคงจะถูกมองว่าเป็นสัตว์ร้ายกระหายเลือดที่ควบคุมไม่ได้ เป็นเพียงเครื่องจักรสังหารที่น่าพรั่นพรึงเท่านั้น แต่ความจริงแล้วสัตว์ร้ายไม่ได้กระหายเลือดขนาดนั้น เธอไม่ใช่เครื่องจักรสังหารหรอก ก็แค่เติบโตมาแบบผิดๆ ก็เลยอารมณ์ร้ายไปหน่อย

 

                หากจะนับกันตามจริงแล้ว การที่มีแจสเปอร์มาคอยอยู่เคียงข้างและช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ นี่มันแทบจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อเลย ครั้งแรกที่เราเจอกัน ผมอยู่ในฐานะเหยื่อที่เธอหมายหัวจะล่าด้วยซ้ำ

 

                รายงานความเสียหายมาถึงหลังจากนั้นเพียงไม่นาน ทุกบรรทัดในรายงานล้วนเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ตัดเรื่องคนร้ายกับแรงจูงใจที่เขียนไว้ในนี้ออกไปได้เลย ไร้สาระทั้งเพ พวกเจนซิสไม่ลงมือกับเขตพลเรือนนอกกำแพงหรอก ที่ผมอยากรู้จริงๆ คือจำนวนจุดที่เกิดระเบิดและปริมาณผู้เสียชีวิตต่างหาก

 

                “เยอะเอาเรื่องนะเนี่ย” ร่วมสามร้อยกว่าคนได้ ก็เล่นไล่ระเบิดวินาศสันตะโรขนาดนั้น “ชาวเมืองตายไปเยอะขนาดนี้ ต่อไปดัสท์ฟอร์ดเงียบเหงาแย่”

 

                “เรื่องนั้น....จะว่าโชคดีรึเปล่าก็ไม่รู้นะครับ ชาวเมืองที่เสียชีวิตจริงๆ กลับมีไม่มากเท่าไหร่” เอ๋ จริงด้วยแฮะ พออ่านรายชื่อแบบจำแนกประเภทผู้เสียชีวิต ในสามร้อยกว่าคนนี่มีชาวเมืองดัสท์ฟอร์ดแค่ไม่ถึงยี่สิบเอง “นักท่องเที่ยวเองก็โดนไปพอสมควร แต่ที่หนักสุดก็พวกทาสนี่แหละครับ”

 

                “เพราะสถานที่จุดระเบิดสินะ” เป็นที่ยืนยันชัดเจนแล้วว่าจุดที่เกิดระเบิดส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ของเครือข่ายฮันติ้งกราวนด์ นั่นทำให้ทางเดินใต้ดินถล่มลงไปเกือบทั้งหมด รวมถึงหอประมูลด้วย พวกเด็กๆ ที่ติดอยู่ในนั้นจึงถูกไฟคลอกตายกันหมด จินตนาการของผมกรีดเสียงร้องโหยหวนของพวกเด็กๆ ดังระงมขึ้นมาในหัว พวกเด็กที่น่าสงสาร แม้แต่แสงสว่างครั้งสุดท้ายในชีวิตก็ยังแผดเผาพวกเขาอย่างเจ็บปวด “ถ้าอย่างนั้นก็น่าจะเป็นศัตรูของพวกค้าทาส”

 

                “พวกที่เสียผลประโยชน์รึเปล่า” ร้อยเอกโจเซฟเสนอความเห็น ก็อาจเป็นได้ แต่ธุรกิจค้าทาสนั้นเป็นเครือข่ายที่มีขนาดใหญ่ มีคนมากมายทั่วทั้งเซ็นเทอร์รากำลังเสพรับผลประโยชน์จากมันอย่างอิ่มหนำ การโจมตีตลาดค้าทาสรายย่อยเพียงแห่งเดียวออกจะดูเป็นวิธีลงมือที่หยุมหยิมไปหน่อยสำหรับพวกที่มีพร้อมทั้งเวทมนตร์และวิทยาการแบบนั้น  “หรือจะเป็นเรื่องการล้างแค้น”

 

                “ล้างแค้น.....ไม่น่าเป็นไปได้ คนที่มีปัญหากับพวกค้าทาสที่สุดตอนนี้ก็ออกไปปฏิบัติภารกิจไกลถึงอีกฟากของมหาสมุทรแล้วนี่” ตั้งแต่ความล้มเหลวของปฏิบัติการกวาดล้างขบวนการค้าทาสในอ่าวทไวซ์ฮาร์ทเป็นต้นมา รัฐบาลแองกริฟฟ์ก็ผ่อนปรนท่าทีที่มีต่อพวกค้าทาสลงไปมาก เพราะฉะนั้นนี่ก็คงไม่ใช่ฝีมือของรัฐบาลเหมือนกัน “ล้างแค้นไม่น่าลงมือมั่วซั่วขนาดนี้ น่าจะระบุเป้าหมายชัดเจนไปเลย แถมพวกนั้นลงมือกันเป็นชบวนการ ถ้าบอกว่าทำเพราะขัดผลประโยชน์กันยังจะฟังดูเข้าท่ากว่ามาก”

 

                “คุณครับ ผมพาตัวเจอริโคมาแล้ว จะให้เข้ามาเลยมั้ยครับ” ขณะที่กำลัง ขบคิดกันอยู่นั้น ทหารหนุ่มที่วิ่งออกไปหาตัวพ่อค้าทาสที่ศูนย์ผู้ประสบภัยก็กลับเข้ามาพอดี

 

                “คุณโจเซฟ เจอริโคยังไม่รู้เรื่องที่ผมไม่ใช่หลานของผบ.รูบิซาล ผมว่าปล่อยไว้แบบนี้อีกหน่อยดีกว่านะ” ผมหันไปกำชับกับร้อยเอกหนุ่ม เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า

               

                ต้องยอมรับเลยว่าเจ้าหมอนี่ดวงแข็งสุดๆ ทั้งที่ระเบิดรุนแรงขนาดนั้น แถมหมอนี่ก็อยู่ที่ใต้ดินด้วยเหมือนกัน แต่สภาพของเขากลับมีเพียงรอยขีดข่วนฟกช้ำเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อได้เห็นหน้าเหี้ยมๆ นั่นอีกครั้ง ความรู้สึกขุ่นข้องที่อัดอั้นอยู่ภายในก็ราวกับจะพุ่งเป้าไปที่เขาทันที ไอ้สารเลว เพราะแกพาพวกเด็กๆ มาที่นี่ พวกเขาถึงต้องเจอกับเรื่องเลวร้ายแบบนั้น

 

                “นึกว่าใคร คุณชายฟอน ซาเล็นนี่เอง” เจอริโคถือวิสาสะทักทายอย่างสนิทสนม นัยว่าเพื่อเป็นการข่มพวกทหารคนอื่นๆ ไปในตัว สายตาล่อกแล่กของเขาเลื่อนไปจับยังแจสเปอร์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ผมอย่างรวดเร็ว “โอ้โห ผมก็สงสัยอยู่เชียวว่ารสนิยมคุณมันไปไกลขนาดไหน มิน่าล่ะ เด็กๆ ของผมถึงไม่ถูกใจคุณสักคน ของดีเลยนะครับนั่น”

 

                “เก็บเลยมั้ย” แจสเปอร์ส่งเสียงลอดไรฟันออกมาเบาๆ ผมแตะไหล่เธอเป็นเชิงให้สงบใจไว้

               

                “เจอริโค ที่เรียกมาที่นี่เพราะว่าผมมีเรื่องอยากจะสอบถามคุณนิดหน่อย เกี่ยวกับเรื่องเมื่อคืนนี้” กับคนอย่างเจอริโค ผมไม่อยากเสียเวลาไปเสวนาค้าความอะไรด้วยมากมาย เข้าเรื่องเลยดีที่สุด “ผมจะรบกวนเวลาของคุณไม่นานนักหรอก”

 

                “อะไรกัน ผมก็ตอบคำถามให้พวกคนของรัฐบาลไปหมดแล้วนะ” เขาโดนพวกเซอร์แลงก์รีดข้อมูลไปแล้วจริงๆ ด้วย “อ้อ หรือว่านี่จะเป็นบททดสอบ ไม่ต้องห่วง ผมจำได้ทุกคำที่พวกคุณบอกให้ผมพูดเลยล่ะ”

 

                เขาโดนคนของเซอร์แลงก์ซื้อตัวไปแล้ว

 

                “ไม่ใช่แบบนั้นเจอริโค ฟังนะ ผมอยากรู้เรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องโกหกที่พวกเซอร์แลงก์ป้อนใส่ปากคุณ” แบบนี้ท่าทางจะยาก เจอริโคมีสีหน้าลังเลเหมือนยังคงคิดว่านี่อาจจะเป็นบททดสอบที่เซอร์แลงก์จัดฉากใส่เขา “ผมอยากได้รายชื่อของแขกทุกคนที่เข้าร่วมการประมูลเมื่อคืน บางทีอาจมีหนึ่งในนั้นที่เป็นเป้าหมายการระเบิด และอาจมีหลายคนในนั้นที่เป็นคนร้าย”

 

                “พูดเป็นเล่น ผมทำแบบนั้นไม่ได้หรอก” เขาร้องออกมาด้วยสีหน้าเหรอหรา “ไม่ใช่ว่าผมไม่ให้ความร่วมมือนะ แต่ว่าผมไม่มีรายชื่อแขกทั้งหมดหรอกครับ การประมูลเมื่อคืนนี้เป็นงานสำคัญ เพราะจะมีการเปิดคลังเด็กๆ เกรดสูงสุดของฮันติ้งกราวนด์ พวกที่พวกเราทุ่มเททั้งเงินทองและเวลาเลี้ยงดูฝึกฝนขึ้นมาเพื่อให้เป็นทาสชั้นเยี่ยมน่ะครับ พวกนี้เราตั้งราคาไว้สูงเป็นพิเศษ ปีนึงจะมีเปิดขายแค่สองครั้งเท่านั้น ลูกค้าชั้นสูงของเราก็เลยให้ความสนใจกันมาก ผมถึงได้บอกคุณไงว่าเรามีของพิเศษจริงๆ”

 

                “แล้วงานสำคัญขนาดนี้ ทำไมถึงไม่มีรายชื่อผู้เข้าร่วม” เขาเป็นคนบอกเองว่าต้องมีการคัดกรองผู้เข้าประมูลอย่างเข้มงวดนี่นา

 

                “ไอ้รายชื่อน่ะมีอยู่ครับ แต่ไม่ได้อยู่ที่ผมหรอก” พ่อค้าทาสโบกไม้โบกมือปฏิเสธ “งานนี้ต้นสังกัดที่เกาะแบล็คคลาร์กเป็นคนจัดทำรายชื่อแขกเองกับมือเลย การจะไปแงะเอาชื่อแขกทั้งหมดออกมาจากมือพวกที่เกาะนั่นคงเป็นไปไม่ได้หรอก พวกที่มาร่วมงานก็แค่ต้องติดเข็มกลัดที่ทางเราส่งให้มาด้วยเท่านั้น บอกแล้วไงว่าของคุณมันเป็นกรณีพิเศษ”

 

                “ถ้าอย่างนั้น นี่อาจเป็นการตั้งใจทำลายงานประมูลครั้งใหญ่ก็ได้นะ” ร้อยเอกโจเซฟหันมากล่าวกับผม “เท่าที่ฟังดู งานเมื่อคืนนี้ก็เหมือนจะเป็นงานสำคัญอยู่”

 

                “นี่หมายความว่าคนร้ายไม่ได้ทำลงไปเพราะจะหยามหน้ารัฐบาลแองกริฟฟ์งั้นเหรอ” เจอริโคเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ เจ้าหมอนี่รู้อะไรน้อยกว่าที่คิด คุณสมบัติของนักเอาตัวรอดชั้นเยี่ยม “โชคดีนะเนี่ย ที่ไม่มีแขกของเราได้รับอันตราย ไม่งั้นผมหัวขาดแน่”

 

                “ไม่มีแขกของนายได้รับอันตรายเลยงั้นเหรอ” ทั้งที่พวกทาสตายไปตั้งมากนี่นะ “เป็นไปได้ยังไง”

 

                “ตอนนี้คงบอกได้แล้วล่ะ ก็มันถล่มไปหมดแล้วนี่นะ” พ่อค้าทาสบิดคอไปมาเหมือนกำลังชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง “พวกเรามีช่องทางลับสำหรับหลบหนีออกมาจากทางเดินใต้ดินอยู่ครับ”

 

                “แล้วทำไมถึงไม่พาเด็กๆ หนีออกมาด้วย” ผมเกือบจะตวาดใส่เขาเลยทีเดียว ทางสำหรับหลบหนีอาจช่วยให้ชีวิตน้อยๆ พวกนั้นรอดมาได้อีกตั้งไม่รู้เท่าไหร่

 

                “ไม่เอาน่า อย่าทำเหมือนผมไม่พยายามสิ ใครจะไปอยากทิ้งให้บ่อเงินบ่อทองของตัวเองกลายเป็นเถ้าถ่านกัน ยิ่งพวกที่อุตส่าห์ทุ่มเทฝึกฝนมาแทบตายด้วยนะ” สีหน้าของเจอริโคนั้นฟ้องชัดว่าเขาเองก็รู้สึกคับแค้นกับเรื่องนี้เอามากๆ เหมือนกัน แต่ไม่ใช่เพราะมโนธรรมอะไรหรอก มันเป็นเพราะว่างานนี้เขาขาดทุนย่อยยับและอาจจะทำให้โดนต้นสังกัดเล่นงานเอามากกว่า “ระเบิดพวกนั้นทิ้งเปลวเพลิงเอาไว้เป็นทาง ม่านไฟที่ลุกท่วมใต้ดินตอนนี้มันปิดแยกส่วนคลังเก็บสินค้าของเราออกจากทางเดินหลักไปเลย ผมเองก็จนปัญญาจะช่วยจริงๆ”

 

                “คราวเคราะห์จริงๆ มิน่าพวกเด็กๆ ถึงเป็นกลุ่มผู้เคราะห์ร้ายหลักเลย” ร้อยเอกโจเซฟถอนใจ “ถือซะว่าพวกเขาได้หลุดพ้นจากชีวิตที่แสนเศร้าล่ะนะ”

 

                “เฮอะ แต่หลุดพ้นทีเดียวพร้อมกันหมดแบบนี้ ผมนี่แหละที่จะแย่” เจอริโคสบถออกมาคำใหญ่ “บอกได้เลยว่างานนี้เล่นเอาตลาดค้าทาสซบเซาไปหลายเดือนแน่นอน”

 

                “หมายความว่าไง พร้อมกันหมด” แม้จะเป็นถ้อยคำผ่านๆ ที่เจอริโคแค่เอ่ยขึ้นมาตามอารมณ์ แต่บางสิ่งในถ้อยคำนั้นกลับทำให้ผมรู้สึกสะดุดใจขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

 

                “ก็การระเบิดเมื่อคืนนี้น่ะ เล่นเอาผมไม่เหลือทาสเลยสักคนน่ะสิครับ” มันเป็นความรู้สึกเจ็บปวดที่หัวใจพร้อมๆ กับที่ขนบนผิวหนังลุกชูชันขึ้นด้วยความสยดสยอง ผมตั้งใจฟังถัดมาของเจอริโคอย่างไม่เชื่อหู “ทาสทุกคนที่ถูกเก็บไว้ในเมืองนี้ โดนระเบิดฉีกเป็นชิ้นพร้อมกันหมดเมื่อคืนนี่แหละครับ”

 

                ทุกคนเลย ดวงตาสีฟ้าหม่นอีกกี่คู่ ชีวิตน้อยๆ มากมายเท่าไหร่ สามร้อยกว่าศพนั้นมีชาวเมืองเพียงหยิบมือ แต่ไม่มีเด็กๆ ที่ถูกล่ามตรวนคนใดรอดชีวิต พวกเขาไปกันหมดแล้ว ทุกคนเลย จากไปอย่างเจ็บปวดทรมานไม่ต่างจากยามมีชีวิตอยู่ โลกนี้ไม่ได้เหลียวแลหรือมอบความเมตตาให้แก่พวกเขาเลยแม้แต่นิดเดียว

 

                “โชคร้ายจริงๆ” แม้แต่นายทหารอกสามศอกอย่างโจเซฟยังอดสะเทือนใจไม่ได้ “ทำไมพวกเขาถึงได้โชคร้ายกันขนาดนี้นะ”

 

                “นี่....เจอริโค” โชคร้ายงั้นหรือ บางสิ่งในหัวของผมกำลังหมุนติ้วเหมือนเครื่องจักร มันไม่มีหรอก โชคร้ายที่ประจวบเหมาะขนาดนั้น เด็กทุกคนที่ถูกล่ามโซ่ในเมืองนี้มีจำนวนมากขนาดไหนกัน สามร้อยคนเลยหรือเปล่า พวกเขาเสียชีวิตพร้อมกันทั้งหมด ในขณะที่คนอื่นๆ ประสบชะตากรรมแบบเดียวกันน้อยมาก “ปกติแล้ว พวกเด็กๆ ถูกเก็บไว้ที่เดียวกันหมดรึเปล่า”

 

                “เอ้อ ถ้าพูดตรงๆ ก็ต้องบอกว่าไม่นะครับ” เขาอ้อมแอ้มตอบอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก “เรามีคลังหลายแห่งกระจายๆ กันอยู่ทั่วเมือง ผมบอกมากกว่านี้ไม่ได้ นี่เป็นความลับขององค์กรเรา”

 

                ความลับบ้าบออะไรกัน ตอนนี้มันก็แทบจะแดงแจ๋อยู่ตรงหน้านี่แล้ว ไม่ต้องให้เจอริโครับออกมาตรงๆ ผมก็รู้ได้ทันทีว่าคลังที่เก็บเด็กๆ ทั้งหมดคืออาคารที่ถูกระเบิดโดยตรง อาคารพวกนั้นล้วนเป็นธุรกิจในตลาดมืด ถึงจะมีเจ้าของคนละคน และให้บริการคนละด้าน แต่ถ้าสาวลงไปจนถึงรากต้องเจอว่าทั้งหมดนั้นเป็นทรัพย์สินของคนกลุ่มเดียวกันแน่ๆ และนั่นก็จะเชื่อมโยงมาที่ฮันติ้งกราวนด์อย่างไม่ต้องสงสัย

 

                “ข้าวของๆ พวกเด็กๆ ก็ถูกเอามารวมกันไว้ที่นี่ด้วยรึเปล่า” ผมหันไปถามกับทหารที่กำลังยืนปาดน้ำตาอยู่ใกล้ๆ

 

                “พวกเด็กๆ ไม่ค่อยมีของติดตัวหรอกครับ ตรงนี้มีแต่ของพวกผู้เสียชีวิตคนอื่นๆ” ทหารหนุ่มตอบพลางสูดจมูกไม่ให้น้ำมูกไหลออกมา “ถ้าจะมีก็น่าจะอยู่ตรงพื้นที่ส่วนในนั่นแหละครับ ตรงนั้นเรายังไม่ได้ไปรื้อของออกมา”

 

                “โอ้ แถวนั้นเป็นที่ที่เราเก็บสินค้าพิเศษไว้ด้วยนี่ พวกนั้นมีสัมภาระนะ เพราะอยู่กับเรามานาน” เจอริโครีบสอดปากขึ้นมา “ถ้าเจออะไรมีค่าก็ฝากเก็บไว้ให้ด้วยล่ะ อย่างน้อยผมก็ต้องหาทางถอนทุนคืนบ้าง ไม่งั้นแย่แน่”

 

                ต่อให้แย่กว่านี้อีกกี่ร้อยเท่ามันก็ยังไม่สาสม ผมเมินคำร้องของเจอริโคแล้วหันไปทางทหารที่เคยอาสาจะนำทางให้ทันที

 

                “ถ้างั้นเรารีบไปที่นั่นกันเถอะ” หลายๆ สิ่งเริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง ขาดเพียงรอยแตกร้าวอีกไม่กี่แห่ง ชิ้นส่วนอีกไม่กี่ชิ้น ผมเริ่มรู้สึกว่าคำตอบที่ตามหาอยู่มันใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว “แจส ฝากเรื่องกลิ่นด้วยนะ”

 

                “นี่นายเริ่มจะจับหางอะไรขึ้นมาได้แล้วสิ” ร้อยเอกโจเซฟขยับลุกขึ้นเดิมตามมาด้วยท่าทางสนใจ “ศัตรูทางธุรกิจงั้นเหรอ พวกไหนล่ะ”

 

                “ยังไม่แน่ว่าจะเป็นศัตรูทางธุรกิจหรอก แต่จุดประสงค์ค่อนข้างชัดเจนแล้ว” ผมลดเสียงลงขณะกำลังเดินแยกออกมาห่างจากเจอริโค “คนร้ายต้องการสังหารทาสในดัสท์ฟอร์ด”

 

                “บ้าแล้ว จะมีใครอยากฆ่าเด็กพวกนั้นไปทำไม” มันไม่มีความหมาย ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย เด็กๆ พวกนี้ไม่ได้มีคุณค่าอันใดมากไปกว่าของเล่านราคาแพงของคนรวย ไม่ได้มีสิทธิ์เสียงหรืออำนาจจะคุกคามผู้ใด เป็นเพียงสิ่งของชั้นล่างสุดที่ถูกเหยียบย่ำอยู่เสมอ ลำพังการมีชีวิตอยู่ของพวกเขาก็เหมือนกับตายทั้งเป็นอยู่แล้ว จะมีใครอยากสังหารพวกเขาไปทำไมกัน

 

                “นั่นแหละ ที่ผมอยากรู้ ทำไมพวกเขาถึงต้องทำแบบนี้” ทั้งการใช้ระเบิดอานุภาพสูงที่มีคุณสมบัติของเปลวไฟ ทั้งตำแหน่งการวางจุดระเบิด สองสิ่งนี้บ่งชี้อย่างชัดเจนว่าพวกเขาไม่ต้องการให้มีทาสคนใดในดัสท์ฟอร์ดรอดชีวิตเมื่อคืนนี้ “บางทีนะ ผมกำลังคิดอยู่ว่าความจริงแล้ว พวกเขาไม่ได้อยากจะฆ่าเด็กทุกคนหรอก”

 

                “แต่ผลที่ออกมามัน....” ร้อยเอกห่อไหล่ด้วยความสยอง ก่อนจะเปิดประตูรถจี๊ปขึ้นนั่งตำแหน่งคนขับด้วยตัวเอง ถึงตอนนี้เขาเองก็คงร้อนใจอยากรู้เรื่องพอๆ กับผมนั่นแหละ

 

                เป้าหมายอาจจะมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น เพียงแต่เด็กๆ ที่ถูกจับมาเป็นทาสนั้นจะถูกลบล้างประวัติ ไม่มีชื่อ ไม่มีตัวตน กลายเป็นแค่สิ่งของ ทำให้ยากจะแยกออกว่าใครเป็นใคร พวกเขาจึงต้องลงมืออย่างร้ายกาจ เพียงเพื่อไม่ให้เด็กคนหนึ่งรอดไปได้ พวกเขาจึงต้องเผาเด็กทุกคนให้เป็นเถ้าถ่าน

 

                ถ้าอย่างนั้นเป้าหมายของคนร้ายก็น่าจะอยู่ที่เด็กๆ กลุ่มสินค้าพิเศษ พวกที่ถูกฝึกมาเพื่อเปิดขายเมื่อคืนนี้โดยเฉพาะ คนร้ายไม่มีเวลาพอจะระบุตัวเด็กที่ต้องการได้ พวกเขารู้แค่ว่าเป้าหมายจะถูกขายในคืนนี้ และถ้าพ้นคืนนี้ไปก็ไม่รู้เลยว่าเป้าหมายของพวกเขาจะไปอยู่ในมือของใครแล้ว เด็กๆ เกรดพิเศษเป็นที่ต้องการมาก ต้องมีคนซื้อไปอย่างแน่นอน และรายชื่อแขกนั้นไม่อาจช่วงชิงมาโดยง่าย พวกเขาจึงตัดสินใจลงมืออย่างอุกอาจ ก่อนที่เป้าหมายจะอันตรธานหายไปในความมืด

 

                ใครกัน เด็กที่ถูกหมายหัวเอาไว้เป็นใครกัน แล้วทำไมถึงได้สำคัญขนาดที่ต้องทำเรื่องใหญ่ขนาดนี้เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กคนนั้นจะไม่สามารถรอดชีวิตไปได้อย่างแน่นอน มีความจำเป็นอะไรนักหนาถึงต้องพยายามขนาดนี้ในการฆ่าทาสแค่เพียงคนเดียวเท่านั้น

 

                ท่ามกลางซากปรักหักพังซึ่งกลายเป็นหลุมขนาดใหญ่เบื้องหน้า หุ่น GX-02 ตัวหนึ่งเพิ่งจะเสร็จสิ้นภารกิจการสร้างฐานค้ำยันอุโมงค์ใต้ดินช่วงนั้นไม่ให้ถล่มลงมาอีก ตรงจุดนี้เป็นพี้นที่ที่ถูกระเบิดซ้ำซ้อนจนโครงสร้างอาคารและทางเดินข้างล่างพังทลายลงไปหมด คนงานกลุ่มหนึ่งกำลังลำเลียงเอาร่างผู้เสียชีวิตและสัมภาระต่างๆ ออกมากองไว้ด้านนอก ร้อยเอกโจเซฟยื่นหมวกนิรภัยสองใบให้ผมกับแจส สภาพที่เห็นยังไม่น่าไว้ใจนัก แม้แต่หุ่น GX-02 ก็ยังไม่กล้าขยับสุ่มสี่สุ่มห้า ผมก้าวตรงไปยังลานใกล้ๆ กับหลุมลึก ร่างเล็กๆ มากมายถูกคลุมไว้ด้วยผ้าดิบสีขาว รูปทรงของร่างเหล่านั้นล่วนบิดเบี้ยวหงิกงอ ผมน้อมศีรษะลงเล็กน้อยเพื่อให้เกียรติพวกเขา หนึ่งในนี้อาจจะมีเด็กคนนั้นอยู่ เป้าหมายที่แท้จริงของการสังหารเหี้ยม หนึ่งเดียวที่ลากเอาเพื่อนพ้องอีกสามร้อยชีวิตดับดิ้นตามไปด้วย

 

                “ได้กลิ่นอะไรบ้างมั้ยแจส” ผมเอ่ยถามเด็กสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ เธอต้องพยายามอดใจอย่างยิ่งที่จะไม่กลืนน้ำลายด้วยความหิวโหย ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ

 

                “มีแต่กลิ่นเนื้อไหม้” อย่างน้อยช่วงเวลายาวนานที่เดินทางด้วยกันก็ทำให้แจสเปอร์มีมารยาทมากพอที่จะไม่ส่งสายตาหิวกระหายต่อเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายออกมาต่อหน้าผม “แต่ทางนั้นมีกลิ่นแปลกๆ อยู่นะ ได้กลิ่นนี้มาสักพักแล้วล่ะ ไม่ชอบเลย”

 

                “กลิ่นอะไรเหรอ พาไปดูหน่อยสิ” ผมยกมือขึ้นลูบผมเธอครั้งหนึ่งเพื่อปลอบใจ ขอบใจนะที่อดทนต่อสัญชาติญาณในตัวได้มากขนาดนี้

 

                แจสเปอร์รีบวิ่งตัดตรงไปยังปากหลุมลึกนั่น เธอคงไม่อยากทนอยู่ตรงนั้นนานนัก ร้อยเอกโจเซฟเองก็คงไม่อยากเห็นแจสยืนบิดไปบิดมาอยู่ตรงนั้นนานๆ เหมือนกัน เขาจึงถอนใจออกมาอย่างโล่งอก เด็กหญิงวิ่งตรงไปยังกองสัมภาระที่ถูกนำมาวางกระจายๆ กันไว้ตรงพื้นที่หนึ่ง ดูเหมือนพวกเซอร์แลงก์จะไม่สนใจข้าวของของทาสเท่าไหร่ พวกเขาทำงานของตัวเองเสร็จไปเรียบร้อยแล้ว

 

                “ทางนี้คุณจ่าฝูง” เด็กหญิงโบกมือเรียก ตอนที่ผมเดินเข้าไปใกล้นั้น ผมได้ยินเสียงคำรามต่ำๆ ในลำคอของเธอชัดเจนเลย เสียงขู่คำรามที่ไม่เป็นมิตร เธอก้มศีรษะลงต่ำพลางจ้องเขม็งไปที่บางสิ่งเบื้องหน้า หูหมาป่าคู่ใหญ่ปรากฏขึ้นชูชันอยู่บนศีรษะ แย่ล่ะสิ ไปเจออะไรเข้าล่ะเนี่ย ผมส่งสัญญาณให้โจเซฟขยับถอยออกมาห่างเล็กน้อย สภาพนี้แจสจะค่อนข้างเปราะบาง มีแต่ผมคนเดียวเท่านั้นที่สามารถเข้าไปใกล้ได้โดยที่ไม่เจ็บตัว.....เท่าไหร่นัก

 

                “มีอะไรเหรอแจสเปอร์” ผมค่อยๆ วางเท้าลงทีละก้าวอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ทำให้เธอตื่นตัวมากไปกว่านี้ แจสเหลียวกลับมามองผมด้วยแววตาคลุ้มคลั่งลุกโชนเหมือนสัตว์ป่า “เจออะไรงั้นเหรอ”

 

                เธอไม่ได้ตอบอะไร แค่เพียงเบือนหน้ากลับไปยังทิศทางเดิมเท่านั้น เมื่อมองไล่ตามสายตาของแจสไป ผมก็ได้พบกับกระเป๋าเดินทางสีแดงซึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวตรงนั้น มันเป็นกระเป๋าเดินทางของผู้หญิงแบบที่เห็นได้ทั่วไป มีร่องรอยคราบเขม่าเกาะอยู่มากมาย แต่ต่อให้ไม่นับรอยไหม้พวกนั้น ตัวกระเป๋าเองก็เก่าและโทรมมากอยู่แล้ว สัมภาระของเด็กที่ถูกฝึกฝนเอาไว้อย่างนั้นหรือ

                “กระเป๋านั่นมีกลิ่นแบบเดียวกันเลย” แจสกัดฟันแน่นกรงเล็บแหลมคมของเธอจิกพื้นจนเป็นรอยตอนที่ความทรงจำอันเจ็บปวดพวกนั้นย้อนคืนกลับมา “มันมีกลิ่นแบบเดียวกับยัยผมขาวนั่น”

 

                กลิ่นแบบเดียวกันกับเกรเทล

               

               “เที่ยวได้ไปสอดเรื่องของคนอื่นไปทั่ว นายนี่อดใจปล่อยเรื่องที่ไม่รู้ไปบ้างไม่ได้เลยใช่มั้ย”

 

                ภาพของเธอคนนั้นผุดขึ้นมาในหัว ไม่ว่าจะนานแค่ไหนที่เราไม่ได้พบกัน ภาพของเธอก็ยังคงชัดเจนเสมอ ผู้หญิงคนแรกที่ผมจดจำได้ในโลกที่ไร้ความทรงจำใบนี้ ใบหน้าแรกที่ผมได้เห็นเมื่อลืมตาขึ้นมาจากความว่างเปล่า ทำไมถึงมีกลิ่นแบบเดียวกับเธออยู่ที่นี่ล่ะ

 

                “ไม่เป็นไรนะแจส เกรเทลไม่อยู่ที่นี่หรอก” ผมสัมผัสไหล่ของแจสเปอร์เบาๆ ภาวนาให้เธอไม่หันมางับเข้าด้วยคมเขี้ยวของสัตว์ร้าย “คุณโจเซฟ ผมขอกระเป๋าใบนี้ไปได้มั้ย”

 

                “เจอแจ๊คพ็อตแล้วเหรอ” โจเซฟโบกมือสั่งให้พวกทหารรอบๆ และหุ่น GX-02 ลดอาวุธลง

 

                “คิดว่านะ” เมื่อเงยหน้าขึ้นมองฟ้า ก็เพิ่งจะรู้สึกขึ้นมาได้ว่าผืนฟ้านั้นกว้างไกลขนาดไหน ตอนนี้เธอกำลังทำอะไรอยู่ที่ไหนนะ ยังมีชีวิตอยู่รึเปล่า ยังคงเร่ร่อนอยู่บนขอบเขตของแดนสนธยา ออกล่าสิ่งที่คืบคลานอยู่ในเงื้อมเงาของโลกอยู่ใช่ไหม การระเบิดเมื่อคืนนั้นตามมาด้วยเรื่องราวต่างๆ มากมาย หนึ่งในนั้นคือการอาละวาดอย่างคลุ้มคลั่งของพวกสัตว์อสูรทั่วเซ็นเทอร์รา ตอนแรกคิดว่ามันดูไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน เพราะคิดว่าเหตุการณ์นี้จะตีกรอบอยู่แค่ในไฮเซ็นเบิร์ก แต่ถ้าหากว่าที่ตรงนี้มีสิ่งที่ไม่น่าจะมีอยู่อย่างกลิ่นแบบเดียวกับเธอคนนั้น ขอบเขตของเรื่องนี้ก็จะขยายตัวออกไปอีกหลายเท่า เรื่องการอาละวาดของพวกสัตว์ปีศาจก็อาจจะมองข้ามไปไม่ได้แล้ว “แจส ขอหนังสือนั่นหน่อยสิ”

 

                แม้จะยังคงคุกกรุ่นด้วยอารมณ์อันพลุ่งพล่าน แต่แจสเปอร์ก็ยังมีสติมากพอที่จะล้วงเอาของสิ่งนั้นออกมาจากเสื้อโค้ทได้ มันเป็นหนังสือเล่มเล็กๆ ที่ถูกห่อหุ้มเอาไว้ด้วยปกหนังแข็งแรง อันที่จริงจะเรียกว่าหนังสือก็ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะแม้ด้านนอกจะดูเหมือนหนังสือขนาดนี้ แต่ภายในกลับปราศจากหน้ากระดาษหรือข้อความอันใด มีแผ่นเพียงศิลาสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีดำเป็นมันแวววาวแผ่นเดียว ซึ่งมีขนาดหนาพอๆ กับหนังสือเล่มบางๆ เล่มหนึ่งเท่านั้น เมื่อปลายนิ้วของผมสัมผัสลงบนแผ่นศิลานั้น แสงอ่อนๆ ก็ปรากฏขึ้นมาเป็นเส้นหนาทึบ ก่อนจะกระจายตัวออกเป็นรูปลักษณ์อักษรที่แปลกตามากมายบนพื้นสีดำนั่น โจเซฟจ้องมองดูการทำงานของวัตถุประหลาดนี้ด้วยความสนใจ แม้แต่ในดินแดนที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีอันล้ำหน้าอย่างไฮเซ็นเบิร์ก ก็ยังไม่มีใครรู้จักหรือเข้าใจกลไกการทำงานของเจ้าหนังสือเล่มนี้ได้อย่างชัดเจน

 

                ตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาในโลกใบนี้ นอกจากความทรงจำพื้นฐานในการใช้ชีวิตแล้ว ก็มีแค่หนังสือเล่มนี้แหละ ที่ผมครอบครองเอาไว้ตั้งแต่แรก วัตถุประหลาดที่ยากจะเข้าใจ ตอบสนองแค่เฉพาะต่อผมคนเดียวเท่านั้น แม้ผมจะยังไม่รู้จักขอบเขตการทำงานของมันดีนัก แต่หนึ่งในความสามารถที่ผมมักจะเรียกใช้เสมอ นั่นก็คือการใช้มันวิเคราะห์วงเวทที่พบเจอ ถ้าผมจดจำรูปแบบตัวอักษรในวงเวทที่ถูกต้องได้ ยังไม่เคยมีตัวอักษรใดที่หนังสือเล่มนี่ถอดรหัสไม่ออก มันเป็นอักษรชนิดใด หมายความว่ายังไง และตราขึ้นมาเพื่อเป้าหมายใด น่าเสียดายที่ผมจดจำหน้าตาของตัวอักษรในวงเวทพวกนั้นได้ไม่ชัดเจนนัก ทำให้ไม่สามารถถอดรหัสออกมาได้ว่ามันเป็นอักษรชนิดใดกันแน่ แม้จะลองพยายามตรวจสอบโดยสุ่มจากบันทึกเท่าที่ในหนังสือจะมีเก็บไว้ให้ แต่ก็ยังไม่อาจหาพบ

 

                “เมื่อคืนก็ลองหาดูแล้วไม่ใช่เหรอ” แจสเปอร์ดูออกว่าผมตั้งใจจะย้อนรอยไปสู่พวกคนร้ายโดยอาศัยตัวอักษรจากวงเวทของพวกเขา “มันเป็นตัวอักษรที่ไม่เคยเห็นนี่ น่าจะจำรายละเอียดไม่ได้หรอกมั้ง”

 

                “ใช่ ตัวอักษรเมื่อคืนน่ะ จำไม่ได้หรอก” มันเต็มไปด้วยเส้นสายที่พิลึกพิลั่น ยากแก่การจำแนกรายละเอียดในเวลาอันสั้น “แต่ถ้าเป็นอันนี้ ไม่มีทางลืมแน่”

 

                ผมลากนิ้วไปตามแผ่นศิลาอย่างคล่องแคล่ว พยายามควบคุมลมหายใจไม่ให้สั่นไหว แม้จะนานแค่ไหน ภาพของเกรเทลก็ยังคงชัดเจนเสมอ ทุกรายละเอียด ทุกสีสันบนใบหน้าของเธอ ตัวอักษรที่เพิ่งเห็นครั้งแรกน่ะ ผมจำไม่ได้หรอก แต่ถ้าเป็นรอยสักที่ไหล่ของเธอ ผมไม่มีทางลืมแน่ ตั้งแต่ตอนที่เห็นครั้งแรกผมก็รู้สึกแล้วว่ามันเหมือนตัวอักษรมากกว่ารูปภาพ แต่เธอเองก็ไม่รู้ว่ามันเป็นตัวอักษรอะไร และมีเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เป็นรอยสักหรือตราประทับก็ไม่รู้ นี่คือเบาะแสเดียวที่ผุดขึ้นมาในตอนนี้ ขอร้องล่ะ เด็กสาวผู้มอดไหม้ เจ้าของกระเป๋าสีแดงใบนี้ ไม่ว่าเธอจะเป็นใครก็ตาม ช่วยบอกทีเถอะ ว่าเธอเป็นใครกันแน่

 

                “เป็นยังไงบ้าง ได้เรื่องมั้ย” ถึงตอนนี้ ร้อยเอกโจเซฟก็ลืมความหวาดหวั่นที่มีต่อแจสเปอร์ไปจนสิ้นแล้ว

 

                “คุณโจเซฟ พอจะจำเรื่องเมื่อสี่ปีก่อนได้บ้างมั้ย ตอนนั้นผมยังไม่มีความทรงจำอะไรเลย” มันเป็นข่าวดัง ถึงแม้จะเกิดขึ้นที่ดินแดนห่างไกลเหนือท้องฟ้า แต่ก็เป็นข่าวใหญ่พอที่ผมจะเคยได้อ่านผ่านๆ ตามาบ้าง “เรื่องเด็กนักเรียนของอาคาเดียที่ไปค้นพบตำราเวทมนตร์ต้องห้ามเข้าน่ะ”

 

                “ตำราของงู” นามนั้นสะท้านขวัญไปทั่วทั้งเซ็นเทอร์รา สิ่งอันไม่พึงปรารถนาให้ทุกภพภูมิ งูผู้ชั่วร้าย งูผู้บาปหนา ต้นเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดสงครามแห่งทวยเทพในตำนาน เมื่สี่ปีที่แล้วเด็กหนุ่มคนหนึ่งได้ถูกล่อลวงจนเกือบจะก่อหายนะครั้งใหญ่ขึ้นมา จนถึงตอนนี้เด็กคนนั้นก็ยังคงถูกคุมขังอยู่ที่เกาะเอเลมัสแห่งเลมิวเรีย “ทำไมถึงพูดเรื่องนั้นขึ้นมาล่ะ”

 

                “ก็ตัวอักษรที่ผมเจอน่ะ....” ภาพที่ปรากฏอยู่บนแผ่นศิลานั้นตรงตามความทรงจำอย่างไม่มีผิดเพี้ยน แต่ข้อมูลที่ถูกเขียนกำกับถ่ายทอดออกมานั้นกลับทำให้ลมหายใจเหือดหาย “มันเป็นตัวอักษรที่งูสร้างขึ้นมานะครับ”

 

                ผีเสื้อแห่งการเวียนว่ายตายเกิด อักษรต้องห้ามที่ไม่มีใครรู้จัก นี่พวกเธอเป็นใครกันแน่นะเกรเทล

Card Cast

Prof. Lt. Gen. Rubezahl von Zahlen

Zahlen Diagnosis Virtual System

Capt. Joseph Wurfel

Cover Up

       อัพเดทข่าวซุบซิบที่คุณจะต้องว้าวในเซ็นเทอร์รา จริงหรือไม่ที่ชุดของสององค์หญิงแห่งแฟนตาเซียแพงกว่าค่าแรงตลอดทั้งปีของทหารรักษาปราสาท เร็กซ์คัมปะนีจะเอาไงแน่กับทิศทางเศรษฐกิจโซลาเรียส ชาห์ริยาร์หันไปกอดคอกับเชสมูแล้วจริงหรือ รีบมารู้ความจริงวันนี้ก่อนใครที่ The Gossip

After Match

A Man will keep going on

  • Google+ - White Circle
  • Twitter - White Circle
  • Facebook - White Circle

© 2017 by Commandeer TCG                                                                                                                                   
E-mail: commandeertcg@gmail.com
Tel: (66)85-1520522 , (66)813016679
148/4 Sukhumvit 22 Sukhumvit Road Klongtoey Bangkok 10110, Thailand