Entangled

Story : Re-Peat Again

Illust : Bytomtypl

                ปีกทั้งสองขยับช้าๆ ขณะที่ร่างนั้นกำลังบินตัดผ่านท้องฟ้า สูงขึ้นไปจนเกือบถึงก้อนเมฆบนนั้น ราวกับปลาตัวใหญ่ที่กำลังแหวกว่ายอยู่ในทะเลแห่งดวงดาว ชายหนุ่มเหยียดฝ่ามือขึ้นไปจนสุดแขน เพื่อบดบังสิ่งสูงส่งเกินเอื้อมจากสายตา เพื่อลองคะเนระยะห่างจากผู้ที่อยู่บนนั้น ไกลจนสุดแรงคว้าก็ยังไม่อาจเข้าใกล้ได้แม้แต่น้อย ร่างที่ล่องลอยอยู่เหนือผืนนภายังคงค่อยๆ โบกบินห่างไกลออกไป

 

                “มาร์โค เจ้าตัวแสบ ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะไอ้หนู” เสียงแหบห้าวที่ดังขึ้นจากด้านหลังดึงสายตาของชายหนุ่มให้หันกลับไปยังร่างใหญ่โตอุ้ยอ้ายซึ่งเพิ่งจะก้าวขึ้นมาบนเรือของเขา ตอนแรกมาร์โคเกือบจะจำชายคนนี้ไม่ได้ ด้วยน้ำหนักที่ล้นทะลักเพิ่มขึ้นเสียจนน่าตกใจ แต่เรือนผมบางๆ สีแดงไม่เข้ากับเคราเป็นตอๆ พวกนั้น และรอยสักรูปนางเงือกที่ต้นแขนของชายร่างหนาก็สะกิดความทรงจำของชายหนุ่มได้ในที่สุด

 

                “ผมออกเรือไปแค่ครึ่งปี คุณดูอย่างกับคนท้องใกล้คลอดแน่ะครับ” ชายหนุ่มเอ่ยทักผู้มาต้อนรับ เสียงพื้นไม้ของเรือลั่นเอี๊ยดอ๊าดในทุกย่างก้าวที่อีกฝ่ายเหยียบเข้ามาใกล้ พวกลูกเรือที่กำลังช่วยกันขนของอย่างขะมักเขม้นหลายคนถึงกับอดไม่ได้ที่จะหันมามอง นี่เขากินอะไรเข้าไปกันนะ ถึงได้ตัวใหญ่ซะขนาดนี้ “เพลาๆ หน่อยก็ดีนะคุณการ์ธ ดูมาเรียสิ ปริจนจะร้องไห้อยู่แล้ว”

 

                “ยัยนี่น่ะเรอะ” ชายร่างหนาขยับต้นแขนขึ้นดูรอยสักรูปนางเงือกของเขาแล้วแค่นหัวเราะ “ไม่ใช่มาเรียแล้วมาร์โค ชั้นตัดขาดกับแม่นั่นไปแล้ว ยัยผู้หญิงสำส่อนขี้ขโมย นี่เด็กใหม่ของชั้น ชื่อทริช เธอเป็นเด็กดีเชียวล่ะ ถึงจะกินเยอะไปหน่อยก็เถอะ”

 

                “อ้อ ทริชสินะ” บางทีมาร์โคก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าผู้หญิงทั้งหลายที่การ์ธชอบพูดถึงนี่มันมีตัวตนอยู่จริง หรือเป็นแค่แฟนสาวในจินตนาการของเขาเท่านั้น ต่อให้ตอนที่ยังไม่ได้ตัวใหญ่บะลักกั้กเท่านี้ หน้าตาของการ์ธนั้นก็ใช่ว่าจะชวนมองนัก แต่เขาเป็นคนเก่ง มีทั้งเงินทองและอิทธิพล แถมไอ้เรื่องรสนิยมนี่ก็เป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ การ์ธมีชื่อเสียงเรื่องผู้หญิงมากทีเดียว นั่นเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็รู้กัน แต่ถึงจะรู้จักกันมานาน มาร์โคก็ไม่เคยเห็นเหล่าสาวๆ นางเงือกของเขาตัวเป็นๆ สักที

 

                จะว่าไปคนนี้ผมสีน้ำตาลนี่นา มาเรียผมสีทอง แต่คนนี้มีผมสีน้ำตาลเข้มที่ดูอ่อนโยน

 

                “ว่าแต่คำนวณเวลาได้พอดีเป๊ะเหมือนเคยเลยนะ ถ้าช้ากว่านี้อีกสองวัน นายต้องโดนพายุเล่นงานแน่ๆ” การ์ธกวาดสายตาไปรอบๆ ถึงจะดูอุ้ยอ้ายงุ่มง่าม แต่สายตาของการ์ธนั้นเฉียบคมอย่างยิ่ง แม้จะเป็นในคืนที่ลมแรงจนแสงไฟจากโคมตะเกียงทั้งหลายในท่าเรือวูบไหวจนริบหรี่แบบนี้ “กลับมาครบทุกลำเลยนี่นา ยังรักษาสถิติไว้ได้อยู่นะไอ้หนู”

                “เพราะเรือของคุณมันดีด้วยแหละครับ” กองเรือใหญ่น้อยร่วมสิบลำ ลูกเรืออีกหลายร้อยชีวิต กับเส้นทางหฤโหดข้ามมหาสมุทรแคลคัส งานใหญ่ขนาดนี้ ต่อให้เป็นกองเรือของไฮเซ็นเบิร์กก็ใช่ว่าจะผ่านไปได้รอดปลอดภัยหมดจดได้ ถ้าไม่ใช่เพราะการควบคุมที่ยอดเยี่ยมของมาร์โค เรือที่กลับมาถึงพอร์ทคัลเลนแห่งโซลาเรียสในคืนนี้คงจะมีน้อยลงไปกว่าครึ่ง แต่จะไม่ยกเครดิตให้การ์ธเลยก็คงไม่ได้ เรือของเขานั้นถูกสร้างขึ้นมาด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ จากไฮเซ็นเบิร์ก การขึ้นโครงเหล็กและการวางกระดูกงูแบบใหม่นั้นทำให้เรือของการ์ธทนทานมากจริงๆ แม้จะเป็นเทคโนโลยีราคาแพงมหาศาล แต่การ์ธก็ถือเป็นพ่อค้าที่มองการณ์ไกลและกล้าเปลี่ยนแปลง นั่นทำให้เขาเหนือกว่าพวกนายทุนคนใด นั่นทำให้มาร์โคเลือกที่จะทำการค้ากับการ์ธมาตลอด “รายการสินค้าอยู่ในสมุดบันทึก ผมแยกส่วนของผมออกมาแล้ว เออ แล้วก็พอดีมีเวลาเหลือนิดหน่อย เลยได้แวะที่เดเน็บด้วย ผมว่าคุณน่าจะชอบของที่ผมเอากลับมาจากที่นั่น”

 

                 “นายนี่มันรู้ใจชั้นเสมอจริงๆ ไอ้หนู” ชายร่างใหญ่หัวเราะเสียงดัง ก่อนจะหันไปสั่งให้คนของเขาไปตรวจสอบสินค้าในเรือ ถ้าเป็นกัปตันคนอื่น มันจะมีขั้นตอนอีกมากมายในการตรวจสอบสภาพเรือและสินค้าก่อนจะทำการส่งมอบเรือคืน ขั้นตอนยุ่งยากที่เหล่านายทุนเจ้าของเรือมักจะใช้เพื่อหาข้ออ้างยิบย่อยในการหักเงินพวกกัปตันกองเรือทั้งหลาย แต่สำหรับการ์ธและมาร์โค พวกเขาค้าขายกันมานานจนข้ามผ่านจุดนั้นไปเรียบร้อยแล้ว มันมีส่วนผสมระหว่างความเชื่อใจและการซื้อใจกันตอนที่ชายร่างใหญ่วางฝ่ามืออวบหนาของเขาลงบนบ่าของชายหนุ่มที่เพิ่งกลับบ้าน เป็นสัญญาณบอกว่าทำได้ดีมาก ไปพักผ่อนได้แล้ว จากตรงนี้ไปเขาจะช่วยดูแลให้เอง “นั่นมันท่านกาดิเอลนี่นา ดึกป่านนี้แล้วยังไม่กลับไปที่วิหารอีกแฮะ”

 

                “ช่วงนี้ท่านกาดิเอลมาประจำอยู่ที่โซลาเรียสเหรอครับ” มาร์โคมองตามสายตาของการ์ธไปยังร่างที่บัดนี้เหลือเพียงจุดประกายแสงสีทองวิบวับเหนือท้องทะเลเท่านั้น ไกลออกไปอีกแล้ว ไกลออกไปในทุกๆ วินาทีที่หายใจ “ตอนแวะที่แฟนตาเซีย ได้ยินว่าเพิ่งเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นที่นั่น ช่วงนี้ท่านคงยุ่งๆ น่าดู”

 

                “ไม่ใช่แค่ท่านหรอกที่ยุ่ง ทางเราเองก็หัวปั่นเลยเหมือนกันนั่นแหละ พอเอิร์ลแห่งชีพพีคตายปุ๊บ พวกพี่น้องตระกูลฮอลล์ก็เปิดฉากแย่งชิงอำนาจกันทันทีเลย พวกที่ซวยก็คนทำมาค้าขายนั่นแหละ เมืองท่าสำคัญดันเป็นซะแบบนั้นแล้ว พ่อค้ารายใหญ่หลายๆ เจ้าก็เลยพยายามวิ่งเต้นหาตลาดใหม่ไว้รองรับเรื่องไม่คาดฝันกันอยู่” ชายร่างใหญ่บ่นอย่างหัวเสีย ลมทะเลเหนียวเหนอะหนะมีส่วนช่วยอย่างมากให้เขายิ่งดูหงุดหงิดขึ้นกว่าปกติ “พวกที่แห่กันมาที่โซลาเรียสนี่มีไม่น้อยเลยล่ะ”

 

                “ก็ฟังดูดีออกนี่ครับ คุณก็น่าจะได้ลูกค้าเพิ่มไม่ใช่เหรอ” เรื่องนี้มาร์โคไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่ เขาเองก็คาดการณ์เอาไว้คร่าวๆ ตั้งแต่ตอนที่รู้ข่าวทีแรกแล้ว

 

                 “มันไม่ง่ายอย่างนั้นสิ ที่นี่โซลาเรียสนะ ไม่ได้ค้าขายกันได้อิสระเหมือนแฟนตาเซียสักหน่อย นี่ก็มีพวกแปลกๆ มาติดต่อด้วยเต็มไปหมด เวลาแบบนี้ถ้าไม่ระวังให้ดี ไปเลือกค้าขายกับคนผิดเข้า มีหวังพังพินาศแน่” ถึงแม้ภาพลักษณ์จะดูเป็นคนหยาบกร้าน แต่มาร์โครู้ดีว่าการ์ธนั้นละเอียดลอออย่างยิ่งในเรื่องธุรกิจ เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ชายหนุ่มเลือกร่วมงานกับนายทุนร่างหนาคนนี้มาตลอด “ไหนจะเรื่องที่พวกโจรสลัดเริ่มอาละวาดหนักมือขึ้นเพราะขบวนเรือสินค้ายังสับสนในทิศทางของตัวเองจากเรื่องที่เกิดขึ้นในแฟนตาเซียอีก เพราะอย่างนี้ท่านกาดิเอลเลยต้องร่อนไปร่อนมาทั้งวันไง”

               

                เพราะอย่างนี้เทพธิดาผู้คอยดูแลเหล่าพ่อค้าวาณิชย์จึงต้องทำงานหนักขึ้น มันก็ไม่ใช่ว่าทูตสวรรค์ผู้พิทักษ์อย่างท่านกาดิเอลจะออกหน้าไปจัดการกับพวกโจรสลัดด้วยตัวเองอะไรแบบนั้นหรอก การใช้อำนาจศักดิ์สิทธิ์เข้าปราบปรามเป็นงานของพวกจัสติคาร์ พวกผู้ลงทัณฑ์ ซึ่งพวกนั้นก็จะไม่ขยับตัวกับแค่เพราะกิจกรรมนอกชายฝั่งเล็กๆ น้อยๆ ของพวกโจรสลัดอยู่แล้ว แต่อย่างน้อยการที่มีทูตสวรรค์ผู้พิทักษ์คอยช่วยส่องแสงนำทาง พวกชาวเรือทั้งหลายก็จะรู้สึกเหมือนได้รับการอำนวยพรอยู่ตลอดเวลา มันทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัย แถมพวกโจรสลัดก็ไม่กล้าลงมือบุ่มบ่ามเวลาที่เห็นทูตสวรรค์อยู่เหนือท้องฟ้าใกล้ๆ ไม่มีคนสติดีที่ไหนกล้าท้าทายโทสะของดิไวน์เนอร์ ไม่มีใครอยากโดนเหมือนที่ราชวงศ์โฮเซ็นไฮม์เคยเจอ การขับไล่สีน้ำเงิน มาร์โคปล่อยให้สายตาของตัวเองเฝ้าติดตามดวงดาวสีทองบนท้องฟ้าดวงนั้นไปจนสุดระยะที่สายตาจะอาจเอื้อม ไกลออกไป ไกลออกไปทุกที แม้จะค่ำมืดดึกดื่นสักเพียงใด ความหวังก็ควรจะอยู่ตรงนั้นเสมอเวลาที่ผู้คนแหงนหน้าขึ้นมองหา แม้แต่พวกดิไวน์เนอร์เองก็ไม่ได้สบายเหมือนกัน

               

            แต่ท่านก็คงชอบอยู่แล้วใช่มั้ยล่ะ การได้เป็นดวงดาวที่คอยชี้นำผู้คนจากบนฟ้า เป็นเงาสะท้อนในดวงตาของทุกๆ คน ไม่ใช่แค่ใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น

                เป้สัมภาระบนบ่าถูกปลดออกวางลงบนเก้าอี้ไม้ตัวเล็กๆ กว่าพวกคนงานจะขนของมาเก็บไว้ในโกดังเสร็จเรียบร้อยก็เล่นเอาเหนื่อยจนแทบสลบ ยังเหลือต้องทำบัญชีอีก ถึงจะง่วงแค่ไหนแต่จะผัดวันประกันพรุ่งไม่ได้ เขาควรจะต้องเปิดร้านของเขาทันทีที่รุ่งเช้ามาถึง ซึ่งนั่นหมายถึงบัญชีทั้งหมดต้องเรียบร้อยในคืนนี้ ที่พักของมาร์โคเป็นอาคารเล็กๆ สองชั้นที่มีโกดังเก็บของอยู่ติดกัน มันตั้งอยู่ไม่ไกลจากท่าเรือนัก ห่างจากสำนักงานของการ์ธออกมาสองช่วงถนน ความจริงเมื่อก่อนมันเคยเป็นหนึ่งในโกดังสินค้าของการ์ธมาก่อน จนกระทั่งมาร์โคขอซื้อมันต่อมาในราคาย่อมเยานั่นแหละ ชายหนุ่มดัดแปลงพื้นที่ชั้นช่างของอาคารเป็นร้านขายของ ที่ซึ่งเขาจะนำสินค้าแปลกๆ ที่ได้มาจากการเดินทางมาวางขาย อาวุธรูปทรงแปลกตาที่ไม่มีให้เห็นในอวาลอน เครื่องกระเบื้องลายกนกจากแชงกรีลาตะวันออกอันแสนไกล คัมภีร์ภาษาต่างชาติที่เก่าแก่ มีคนมากมายให้ความสนใจในสินค้าพวกนี้ และมาร์โคก็เก่งกว่าใครในการนำเสนอความลี้ลับและความแปลกใหม่ของพวกมัน

 

                หากเป็นกัปตันเรือคนอื่นๆ พวกเขาคงจะพอใจแล้วกับการออกเรือครั้งใหญ่สักระยะ แล้วก็กลับมาใช้เงินอย่างสุขสบายจนหมดตัว ก่อนจะหาช่องทางกลับไปสู่ท้องทะเลอีกครั้ง เติมเหรียญแฟลร์เข้ากระเป๋า และกลับมาใช้เงินอีก วนเวียนเป็นวัฏจักรจนกว่าจะทำต่อไปไม่ไหว แต่สำหรับมาร์โค เขาต้องการมากกว่านั้น มันไม่ใช่เรื่องของความมั่นคงสุขสบายในบั้นปลายชีวิตอย่างที่กัปตันแก่ๆ ส่วนใหญ่มักโอดครวญถึง มันเป็นเรื่องของความทะเยอทะยานล้วนๆ มีจุดหมายปลายทางที่เขาปรารถนาจะไปให้ถึง แต่เขายังคงต้องไปอีกไกล และต้องใช้ทรัพยากรอีกมหาศาล นั่นไม่ใช่ปัญหา ตราบใดที่ยังมีเรี่ยวแรง เขาจะไม่มีวันหยุดพักเลย ต่อให้เหนื่อยจนตาแทบจะปิดเหมือนในตอนนี้ก็ตาม

 

                เสียงกระดิ่งที่ประตูร้านดึงความสนใจของมาร์โคออกจากตัวอักษรขยุกขยิกบนหน้ากระดาษ  ดึกป่านนี้แล้วยังมีคนแวะมาอีกแฮะ ตอนแรกชายหนุ่มคิดว่าอาจจะเป็นลุงพ่อบ้านแวะมาทักทาย แต่ทั้งสองร่างซึ่งกำลังยืนอยู่ตรงบานประตูที่เปิดอ้าออกนั้นไม่ใช่ลุงพ่อบ้านแน่ๆ พวกเขาอยู่ในชุดคลุมนักเดินทางแบบที่มีหมวกฮู้ดปิดบังใบหน้าส่วนใหญ่ คนหนึ่งเป็นผู้ชายรูปร่างไม่สูงใหญ่นัก ท่าทางดีทีเดียว ส่วนอีกคนดูเหมือนจะเป็นเพียงเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งเท่านั้น พวกเขาเปิดประตูเข้ามาได้ไม่สนใจป้ายปิดร้านที่แขวนอยู่ข้างนอก แต่พอเปิดเข้ามาแล้วกลับไม่รีบเดินเข้ามาแจ้งธุระ เพียงหยุดยืนอยู่ตรงนั้น จ้องมองเข้ามาเหมือนกำลังประเมินบรรยากาศ แสดงว่าไม่ได้มีเรื่องด่วน ไม่ใช่โจร เพราะถ้าเป็นพวกนั้นคงจะปราศเจตจำนงออกมาแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็คงจะมาเจรจาธุรกิจ และคงจะเป็นธุรกิจที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมแน่ ถึงได้ยังคงรั้งรอจังหวะอยู่แบบนั้น

 

                ถ้าไม่ระวังให้ดี ไปเลือกค้าขายกับคนผิดเข้า มีหวังพังพินาศแน่ คุณการ์ธบอกเอาไว้อย่างนั้น

 

                “วันนี้ร้านยังไม่เปิดนะครับ ช่วยมาใหม่อีกทีพรุ่งนี้เช้าเถอะ” แม้จะฟังดูเป็นการตัดไมตรี แต่หากอีกฝ่ายคิดจะสานต่อ อำนาจต่อรองก็จะอยู่ในมือของชายหนุ่มแล้ว มาร์โคแสร้งทำเป็นไม่สนใจอีกฝ่ายแล้วก้มหน้าลงไปที่สมุดบัญชีต่อไป

 

                “ได้ยินว่ามาร์โคแห่งพอร์ทคัลเลนเป็นนักสะสมของแปลกตัวยง” คนที่ตัวสูงกว่าเอ่ยขึ้นพลางไล่นิ้วมือไปยังชั้นวางของใกล้ๆ มันเป็นชั้นที่มีพวกของเล่นจักรกลจากไฮเซ็นเบิร์กวางเรียงอยู่ “ไม่คิดว่าของแปลกที่ว่าจะรวมไปถึงสิ่งประดิษฐ์พวกนี้ด้วย”

 

                “ผมคิดว่าเทคโนโลยีของไฮเซ็นเบิร์กก็มีความลี้ลับเท่าๆ กับเวทมนตร์นั่นแหละครับ” เพราะอีกฝ่ายเลือกตอบบทสนทนาโดยเลี่ยงไม่สนใจคำพูดที่มาร์โคเอ่ยขึ้นไปก่อนหน้า จึงทำให้ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะต้องเงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือนอีกครั้ง ผู้มาเยือนคราวนี้ไม่คิดจะรามือไปง่ายๆ และยิ่งไม่คิดจะยอมเป็นเบี้ยล่างในการเจรจาด้วย “คุณสนใจของพวกนั้นเหรอ”

 

                “ผมก็แค่แปลกใจ คนส่วนใหญ่ในอวาลอนกลัวการข้องเกี่ยวกับสิ่งประดิษฐ์จากไฮเซ็นเบิร์ก พวกเขากลัวจะถูกตัดขาดจากพลังอาร์เคนเหมือนทางนั้น คุณไม่กลัวเหรอ” มีบางอย่างในน้ำเสียงของชายแปลกหน้าที่ทำให้มาร์โครู้ว่าเขามองเรื่องพวกนั้นเป็นเรื่องไร้สาระ ความเชื่อเก่าแก่ที่ฝังหัวกันมาตั้งแต่สมัยอดีต ผู้คนในไฮเซ็นเบิร์กนั้นไม่อาจแปรสภาพพลังแอสทรัลในดวงวิญญาณออกมาเป็นพลังอาร์เคนได้ เวทมนตร์คือสิ่งที่พวกเขาสูญเสียไป และคนส่วนมากในเซ็นเทอร์ราเคยเชื่อว่ามันเป็นเพราะเทคโนโลยีของพวกเขา

 

                “ความเชื่อนั้นมันค่อนข้างล้าสมัยไปแล้วล่ะครับ ผมว่าเดี๋ยวนี้ไม่น่าจะมีใครคิดว่าสิ่งประดิษฐ์พวกนี้เป็นตัวการทำให้คนในไฮเซ็นเบิร์กสูญเสียความสามารถทางเวทมนตร์ไปแล้วนะ” ตั้งแต่ที่อากาศยานของไฮเซ็นเบิร์กเริ่มเป็นที่นิยมนั่นแหละ พอมันมีทางเลือกที่สะดวกกว่ามากๆ ผู้คนก็พร้อมจะลืมความเชื่อที่สืบต่อกันมาได้ง่ายๆ “คุณมีธุระอะไรด่วนรึเปล่าครับ”

               

                มันต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเริ่มต้น ซึ่งมาร์โคไม่พร้อมที่จะเล่นเกมใครเริ่มก่อนแพ้ตอนนี้ ถ้าเป็นไปได้ ไม่ว่าธุระของอีกฝ่ายจะเป็นอะไรก็ตาม เขาอยากรีบๆ คุยให้จบ แล้วปิดงานบัญชีให้เรียบร้อย จะได้ตรงดิ่งไปที่เตียงนอนเสียที

 

                “พอดีเราได้ยินมาว่า คุณเพิ่งจะกลับมาจากการเดินทางไกล ไปถึงเมืองเสียนมาเลยใช่มั้ยครับ” ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนแปลกหน้าจะรู้เรื่องนี้ คนค่อนพอร์ทคัลเลนก็รู้เหมือนกัน “ดูเหมือนขากลับคุณจะแวะที่เดเน็บด้วย ก็เลยมีใครคนหนึ่งติดเรือของคุณไปลงที่แฟนตาเซีย”

 

                แม้สีหน้าของมาร์โคจะยังคงสงบนิ่ง แต่ถ้าเป็นคนที่รู้จักใกล้ชิดกันมานานก็อาจสังเกตได้ว่า ที่ภายใต้ปอยผมซึ่งปรกหน้าผากอยู่ หัวคิ้วของมาร์โคกำลังขมวดเข้าหากัน แค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่นั่นก็เป็นสัญญาณที่บอกถึงความรู้สึกไม่สบายใจของชายหนุ่มได้แล้ว เดเน็บนั้นไม่เท่าไหร่ พวกลูกเรืออาจจะเอาเรื่องเกาะทะเลทรายแห่งนั้นไปฝอยตามร้านเหล้า ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เรื่องที่เขารับคนขึ้นเรือมานั้น ไม่น่าจะมีคนอื่นนอกจากพวกคนสนิทบนเรือของเขาเองที่รู้เรื่องนี้

 

                “ผมไม่รู้หรอกนะว่าเขาไปทำอะไรมา หรือจะไปที่ไหนต่อ เราแยกจากกันที่พอร์ทแฟนตาเซีย ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น” หมอนั่นเป็นคนของคอนซอร์เทียม ไม่ผิดแน่ ถ้าอย่างนั้นสองคนที่ยืนอยู่ในร้านตอนนี้อาจจะเป็นคนของดิไวนัส หรือที่ร้ายไปกว่านั้นก็อาจจะเป็นพวกนักล่าพวกนอกรีตจากลักซ์ยูดิซี มันมีเหตุผลที่ทำให้เหงื่อเริ่มผุดขึ้นมาบนฝ่ามือของชายหนุ่ม หากเป็นพวกเสื้อคลุมแดงของปราการแขวนคอจริงก็อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ ในร้านของมาร์โคมีของที่น่าสงสัยว่าจะนอกรีตอยู่ไม่น้อย หมอนั่นเกี่ยวข้องอะไรกับการตายของเอิร์ลแห่งชีพพีครึเปล่านะ ยิ้มไว้มาร์โค อย่าให้พวกนั้นเห็นว่าเรากลัวเชียว

 

                “อย่าห่วงเลยคุณมาร์โค พวกผมไม่ได้สนใจเรื่องของนักกายกรรมใบมีดนั่นหรอก” คำพูดของชายแปลกหน้าไม่ได้ทำให้มาร์โครู้สึกโล่งใจขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย ผู้ชายคนนี้มีบรรยากาศบางอย่างที่น่าอึดอัดแผ่กระจายออกมารอบๆ ตัว ท่ามกลางท่าทางที่ดูสบายๆ ของเขา มันมีความรู้สึกที่เหมือนกับเถาวัลย์อันดำมืดซึ่งเกี่ยวกระหวัดถักทอเป็นเส้นใยที่มองไม่เห็นอยู่รอบห้อง พร้อมจะรัดคอเหยื่อให้ขาดใจตายในชั่วอึดใจ “ที่พวกเรามาพบคุณก็เพราะของที่นักกายกรรมใบมีดใช้แลกเปลี่ยนกับคุณเป็นค่าเดินทางต่างหาก”

 

                มันเป็นสร้อยข้อมือประดับด้วยหินสีหายาก เครื่องประดับจากดินแดนตะวันออกอันแสนไกล ความจริงหน้าตาของมันก็ดูธรรมดาๆ แต่นักกายกรรมใบมีดคนนั้นยืนกรานว่าเป็นของที่พิเศษมากๆ มันได้รับการประทับพลังเวทมนตร์จากแม่หมออะไรสักอย่าง ซึ่งเป็นจอมเวทที่น่าจะโด่งดังในแถบตะวันออกของแชงกรีลา ของหายากที่เหลือรอดมาเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น ทำไมถึงเหลือรอดมาเพียงชิ้นเดียวนะ แม่หมอนั่นอาจจะไปทำอะไรผิดมาสักอย่างก็เลยโดนสั่งทำลายหมดล่ะมั้ง มาร์โคเองพอจะมีพื้นฐานเรื่องเวทมนตร์อยู่บ้าง แต่ก็แค่ในระดับที่สามารถแยกแยะวัตถุเวทมนตร์ของจริงออกจากของปลอมได้ เขาพอจะดูออกว่าสร้อยข้อมือเส้นนั้นมีบางสิ่งที่น่าสนใจ พลังเวทมนตร์ที่ไหลเวียนอยู่ในนั้นให้ความรู้สึกที่อ่อนโยนและแปลกประหลาด ความจริงเขาก็ตั้งใจจะเอามันไปให้พวกจอมเวทที่เชี่ยวชาญในเมืองตรวจสอบคุณสมบัติดูเหมือนกัน สร้อยข้อมือเวทมนตร์ของแม่หมอผู้โด่งดังแห่งนครเดือนดับในตำนาน สิ่งที่เหลือรอดจากอารยธรรมที่ล่มสลาย นั่นคือวิธีที่เขาตั้งใจจะนำเสนอ ผู้คนจะชอบเรื่องราวของมัน มาร์โคเชี่ยวชาญในการเพิ่มมูลค่าให้ทรัพย์สินโดยการใส่ประวัติที่น่าตื่นตาเข้าไป เขาประเมินเอาไว้ว่าสร้อยเส้นนั้นน่าจะขายได้อย่างน้อยๆ ก็สักหกพันแฟลร์เลยทีเดียว

 

                แต่ดูเหมือนเรื่องราวที่แท้จริงของเจ้าสร้อยข้อมือที่ว่านี่จะน่าสนใจกว่าเรื่องที่เขาเตรียมไว้พอสมควรเลย

 

                “ผมคงขายให้คุณไม่ได้ มันเป็นของสำคัญมาก” สินค้าทุกชิ้นที่มีคนอยากได้ล้วนเป็นของสำคัญมากสำหรับพ่อค้าอย่างเขา

 

                “ไม่เอาน่าคุณมาร์โค คุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร” ชายแปลกหน้าหัวเราะ พอลองพินิจดูดีๆ มาร์โคก็พบว่าคู่สนทนานั้นดูหนุ่มกว่าที่คิด น่าจะอายุไม่ห่างจากเขาเท่าไหร่เลย “หนึ่งพันแฟลร์ แล้วเราจะได้กล่าวราตรีสวัสดิ์กันก่อนที่หนังตาของคุณจะหย่อนลงมามากไปกว่านี้”

 

                ราคาเริ่มต้นคือหนึ่งพันแฟลร์ เยอะกว่าที่คิด มูลค่าที่แท้จริงของมันคงไม่ต่ำกว่าห้าพัน งั้นก็แสดงว่าแม่หมออะไรนั่นเป็นของจริงน่ะสิ แบบนี้เขาควรจะโขกไปถึงหมื่นแฟลร์ได้เลยด้วยซ้ำ ใจเย็นๆ เอาไว้มาร์โค อย่าเพิ่งรีบจนเกินไป

 

                “ผมเสียใจจริงๆ ถ้าคุณมองหาสร้อยเวทมนตร์ดีๆ สักเส้น ผมพอจะมีของที่ได้มาจากเดเน็บอยู่นะ” สร้อยคอดวงตาแห่งสุริยะจากเดเน็บมีราคาตามท้องตลาดอยู่ที่ห้าพันแฟลร์ นี่เป็นการบอกให้อีกฝ่ายรู้เป็นนัยๆ ว่าราคาที่เขาควรจ่ายต้องไม่น้อยไปกว่านั้น

               

                “เอาล่ะ ผมยอมรับว่าเราเสนอราคาเอาเปรียบเกินไปหน่อย” ชายแปลกหน้าโบกมือยอมแพ้ เร็วอย่างนี้เลย เขาไม่ใช่พ่อค้า ไม่ได้กะซื้อไปเก็งกำไร เขาต้องการมันจริงๆ “หกพันห้าร้อยแฟลร์ ผมคิดว่านี่เป็นราคาที่เหมาะสมมากแล้ว”

 

                เหมาะสมมาก แต่เหมาะสมพอหรือยัง การเสนอราคาครั้งที่สองมูลค่าพุ่งสูงขึ้นมากว่าหกเท่า นี่ทำให้มาร์โคชักอยากรู้จริงๆ แล้วว่าสร้อยข้อมือนี้ซุกซ่อนเวทมนตร์ประเภทไหนอยู่กันแน่ วัตถุเวทมนตร์จากตะวันออกไกลที่มีความเป็นมาน่าสนใจนั้นจะมีคุณค่าอย่างยิ่งในตลาดนักสะสมที่เซเลสทีน ลองนึกถึงการประมูลในเรเดียนซ์ฮอลล์ดูสิ อีกแค่สามหมื่นแฟลร์เท่านั้น นายก็จะซื้อเรือของการ์ธได้แล้วนะมาร์โค

 

                “ตกลงตามนั้น หกพันห้าร้อยแฟลร์” แม้จะมีมูลค่าที่ดูล่อใจขนาดไหน แต่ประสบการณ์สอนให้มาร์โครู้ว่าหกพันห้าร้อยแฟลร์ที่อยู่ตรงหน้ามีค่ามากกว่าหมื่นแฟลร์ในอนาคตมากนัก ในงานประมูลที่เซเลสทีน เขาอาจจะสร้างมูลค่าให้สร้อยข้อมือเส้นนั้นได้มหาศาล แต่ไม่มีอะไรรับประกันว่าสินค้าจะยังอยู่กับเขาไปจนถึงวันนั้น ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา เขารู้จักวิธีต่อรอง แต่ก็กล้าที่จะทุ่มเงินเพื่อตัดปัญหา เขารู้ข้อมูลข่าวสารซึ่งไม่น่าจะหามาได้ง่ายๆ และเขาก็น่าจะรู้วิธีทำให้สร้อยเส้นหนึ่ง หรือแม้แต่พ่อค้าคนหนึ่งหายไปจากพอร์ทคัลเลนได้เช่นกัน “ผมจะไปหยิบของมาให้นะ”

 

                “ไม่เป็นไรครับ เราได้มาแล้ว” แทนคำอธิบาย เขาพยักหน้าไปทางเด็กผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างๆ สร้อยเส้นนั้นอยู่บนฝ่ามือทั้งสองของเธอแล้ว ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน มาร์โคคอยเฝ้าระวังทั้งสองคนอยู่ตลอด ไม่มีทางเลยที่พวกเขาคนใดคนหนึ่งจะแอบไปหยิบสร้อยข้อมือที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อนอกของเขาได้ ถึงเสื้อนอกตัวนั้นจะพาดอยู่บนเก้าอี้ไม่ไกลจากประตูทางเข้าเท่าไหร่ก็เถอะ เวทมนตร์งั้นเหรอ แล้วทำไมวงเวทตรวจจับถึงไม่ส่งสัญญาณเตือนล่ะ “เป็นยังไงบ้าง ใช่คนที่สามของเรามั้ย”

               

                เด็กหญิงขยับหมวกฮู้ดออกเล็กน้อย เผยให้เห็นผิวที่ขาวซีดของเธอ ดวงตาข้างหนึ่งเป็นสีแดงฉายฉานเปล่งประกาย ส่วนอีกข้างเป็นสีน้ำเงินลึกล้ำที่ดูราวกับจะดูดกลืนโลกทั้งใบเข้าไปได้ แม้จะเห็นไม่ชัดนักแต่มาร์โคก็อดสังเกตถึงละอองของบางสิ่งที่ล่องลอยอยู่รอบๆ ผิวของเธอไม่ได้ ขี้เถ้างั้นเหรอ

 

                “ใช่ค่ะ เธอคือคนที่สามจริงๆ” คนที่สาม พวกเขาหมายถึงอะไร นั่นไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นต้องรู้ มาร์โครีบสลัดความอยากรู้อยากเห็นออกไปจากหัว ชายแปลกหน้ามีท่าทางพึงพอใจกับคำตอบนั้น เขาตบบ่าเด็กหญิงเบาๆ ครั้งหนึ่ง ก่อนจะรับสร้อยเส้นนั้นไปเก็บไว้

               

                “งั้นเราก็น่าจะรีบกลับกันดีกว่า ลำต้นกำลังรอฟังข่าวอยู่ พวกที่รออยู่ทางตะวันตกก็คันมืออยากเริ่มงานกันจะแย่แล้ว เราเข้าใกล้ความจริงขึ้นมาอีกก้าวนึงแล้ว” ชายหนุ่มเอ่ยอย่างร่าเริง ก่อนจะดึงหมวกฮู้ดของเด็กหญิงลงมาให้มันปกปิดใบหน้าเธอไว้เหมือนเดิม “ว่าแต่คุณมาร์โค คุณไม่นึกสงสัยหรืออยากรู้บ้างเหรอ ว่านี่มันเรื่องอะไรกัน”

 

                “ไม่ล่ะ ผมก็แค่คนทำมาค้าขาย ได้เงินผมก็พอใจแล้ว” รู้มากไปจะนำภัยมาสู่ตัว คำตอบของเขาก็คงจะถูกใจชายแปลกหน้าอยู่ไม่น้อย อีกฝ่ายจึงพยักหน้าแล้วหยิบถุงหนังออกมาโยนให้ น้ำหนักของเหรียญมูลค่าหกพันห้าร้อยแฟลร์ส่งเสียงทึบๆ ตอนที่กระทบพื้นไม้ ไม่ขาดไม่เกิน เพียงแค่เสียงของมันมาร์โคก็สามารถบอกได้ทันทีว่าอีกฝ่ายจ่ายเต็มจำนวนโดยไม่มีบิดพลิ้ว “แต่ผมสงสัยอยู่เรื่องนึงนะ ทั้งๆ ที่พวกคุณจะแอบหยิบสร้อยเส้นนั้นออกไปโดยไม่ให้ผมรู้ก็ได้ ทำไมคุณถึงยอมจ่ายแพงขนาดนี้ล่ะ”

 

                “ยอมรับแล้วเหรอครับว่ามันแพง” ชายแปลกหน้ายิ้มขัน มันเป็นเสี้ยววินาทีที่บรรยากาศน่าอึดอัดซึ่งแผ่ออกมาจากตัวเขาค่อยๆ คลายออกไป เหลือไว้เพียงความอบอ้าวของค่ำคืนที่กำลังจะมีพายุเท่านั้น “ความจริงธุรกิจที่ผมอยากเจรจา มันไม่ได้มีแค่นี้หรอกนะ”

               

                ก็พอจะคาดไว้บ้างแล้วเหมือนกัน พวกเขามาหยั่งเชิง ของที่อยากได้ พวกเขาก็อยากได้จริงๆ แต่คนที่มีความสามารถระดับนั้นไม่จำเป็นต้องมาพูดจากันให้เสียเวลาสักนิด คนพวกนี้คงจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดา และกำลังทำบางสิ่งที่ไม่ธรรมดาเช่นกัน คนประเภทที่ไม่ควรข้องแวะด้วย

 

                “พอดีว่าพวกเราเพิ่งจะเสียสมาชิกคนสำคัญที่แฟนตาเซียไปหมาดๆ ทำให้การจัดการเรื่องเงินทุนของพวกเรามีช่องโหว่ขึ้นมา” เอิร์ลแห่งชีพพีค เขากำลังพูดถึงท่านเอิร์ลแวมไพร์คนนั้นอยู่แน่ๆ พวกเขาเป็นพวกนอกรีต การข้องเกี่ยวกับพวกนอกรีตไม่ใช่เรื่องฉลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากยังอยากมีชีวิตที่ดีอยู่ในอวาลอน “คุณเองก็เป็นคนเก่งนะคุณมาร์โค ไม่ว่าจะในฐานะพ่อค้าหรือนักเดินเรือเดินเรือ แถมทั้งที่ผมปล่อยข้อมูลออกมาหยั่งคุณตั้งเยอะ แต่คุณก็ไม่คิดจะซอกแซกสักนิด เป็นคนแบบที่หาได้ยากจริงๆ แต่ว่า....ดูร้านเล็กๆ นี่สิ คุณควรจะไปได้ไกลกว่านี้มาก”

 

                “ไม่รู้สิ ผมว่าผมก็พอใจกับร้านนี้อยู่แล้วนะ” ไม่หรอก มันมีจุดหมายปลายทางที่ต้องปีนป่าย แต่ทุกอย่างมันไม่ง่าย มันไม่อะไรง่าย ถึงได้ต้องกัดฟันสู้มาตลอด “เอาเป็นว่าผมไม่น่าจะเหมาะกับเรื่องหวือหวาสักเท่าไหร่ ยังไงก็ขอบคุณที่สนใจนะครับ”

 

                “ผมเข้าใจนะครับ ที่คุณรีบปฏิเสธ” ชายแปลกหน้าเพียงยักไหล่แล้วหันหลังกลับไปที่ประตู การที่อีกฝ่ายไม่เซ้าซี้นั้นทำให้คำชวนยิ่งดูมีน้ำหนัก มีบางสิ่งในรอยยิ้มของชายแปลกหน้าที่ทำให้มาร์โครู้สึกว่าเขามั่นใจเหลือเกิน มั่นใจว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างที่เขาต้องการแน่ๆ “ก็คุณยังไม่รู้เลยนี่นะ ว่าพวกเรากำลังจะทำอะไรกัน”

 

                “ผม....” ไม่อยากรู้ นั่นคือสิ่งที่ควรจะพูดออกไป “แล้ว....พวกคุณกำลังจะทำอะไรกันล่ะ”

 

                ไอ้บ้า มาร์โค แกมันบ้าแท้ๆ

 

            “ลองนึกถึงโลกที่ไม่มีทวยเทพคอยชี้นิ้วสั่งพวกเราอีกต่อไปดูสิครับ โลกที่ดิไวน์เนอร์มีสถานะไม่ต่างอะไรกับคนธรรมดาอย่างพวกเรา” ชายแปลกหน้าเปิดประตูออก ปล่อยให้กลไกที่ประตูเขย่ากระดิ่งด้านบนให้ส่งเสียงแผ่วเบา แววตาของเขาที่มองกลับมาเป็นครั้งสุดท้ายนั้นราวกับตราประทับร้อนผ่าวที่จะสลักฝังลงไปในหัวใจของมาร์โค “พวกเราคือมาลุม ต้นแอปเปิลแห่งการสำนึกรู้ ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณเปลี่ยนใจ พวกเราจะยังรออยู่เสมอครับ”

 

            คุณการ์ธพูดถูก ช่วงนี้ถ้าไม่ระวังให้ดีอาจจะเจอพวกตัวปัญหาได้จริงๆ ด้วย

                กว่าจะปิดบัญชีเสร็จก็ปาเข้าไปเกือบสว่างแล้ว มาร์โคเดินโซซัดโซเซกลับขึ้นไปบนห้องพัก ซึ่งเป็นเพียงห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่อบอุ่น ข้าวของกระจัดกระจายเต็มห้องเพราะไม่มีเวลาดูแล แสงจันทร์ที่คล้อยต่ำลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาเพียงบางเบา ชายหนุ่มเอนศีรษะลงบนเตียงทั้งที่ยังไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้า เขาคงมีเวลานอนอีกแค่ไม่กี่ชั่วโมง ถึงอย่างนั้นในใจของเขาก็ยังคงคุกรุ่นไปด้วยความรู้สึกบางอย่าง มาลุม ต้นแอปเปิลแห่งการสำนึกรู้ ไม่ว่าคนพวกนั้นจะเป็นใคร แต่พวกเขากำลังทำเรื่องที่อันตรายมากๆ อย่างไม่ต้องสงสัย โลกที่ไม่มีทวยเทพมาคอยชี้นิ้วสั่งงั้นเหรอ ครั้งสุดท้ายที่มีคนกล้าท้าทายทวยเทพขนาดนั้น ราชวงศ์ที่เก่าแก่ที่สุดของอวาลอนก็ต้องถูกระเห็จไปถึงไฮเซ็นเบิร์กนู่นไง

                กล้าเอาเรื่องอันตรายแบบนี้มาพูด ผู้ชายคนนั้นมั่นใจมากทีเดียวว่าเรื่องนี้จะไม่แพร่งพรายออกไป มาร์โคไม่ใช่คนปากมาก เขาไม่คิดจะสานต่อเรื่องที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายกับตัวเองอยู่แล้ว มันไม่คุ้มค่าหรอก คำพูดเล็กน้อยอาจจะทำให้เรื่องบานปลายได้ อีกฝ่ายคงจะคาดเอาไว้อยู่แล้วว่าเขาเป็นคนเช่นนี้

 

                ความจริงสิ่งที่ผู้ชายคนนั้นพูดมาก็ใช่ว่าจะไม่มีตัวอย่างให้เห็น แผ่นดินที่ไร้ทวยเทพปกครอง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามไฮเซ็นเบิร์กเป็นตัวอย่างที่ดีมากสำหรับเรื่องนี้ ด้วยเหตุผลทางการค้า และเพื่อให้สามารถหาเรื่องราวมาเติมแต่งมูลค่าสินค้าได้ทุกรูปแบบ ทำให้มาร์โคต้องศึกษาประวัติศาสตร์ของแต่ละทวีปมาพอสมควร ทั่วทั้งแผ่นดินเซ็นเทอร์รา ไฮเซ็นเบิร์กเป็นดินแดนเพียงแห่งเดียวที่ไม่มีดิไวน์เนอร์คนใดดูแลอยู่เลย แล้วดูสภาพของพวกเขาสิ พวกเขาอาจจะเจริญรุ่งเรือง แต่จะเรียกว่าสงบสุขหรือยิ่งใหญ่จริงๆ ได้เต็มปากหรือเปล่านะ ไฮเซ็นเบิร์กเป็นจักรวรรดิใหญ่ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเกลียดชัง การที่มีศัตรูเต็มไปหมดทั้งภายนอกและภายในแบบนั้น หลายคนเชื่อว่าส่วนหนึ่งก็มาจากการที่พวกเขาไม่มีดิไวน์เนอร์คอยช่วยไกล่เกลี่ยปัญหาบางอย่างให้นั่นเอง

 

                แต่ว่า....โลกที่ดิไวน์เนอร์มีสถานะไม่ต่างจากคนอื่นๆ อย่างนั้นเหรอ

 

                “นี่....มาร์โค” เสียงกระซิบแผ่วเบาที่หน้าต่างดังขึ้นพร้อมกับเสียงเคาะสองสามครั้ง เปิดเปลือกตาที่หนักอึ้งของชายหนุ่มให้ลุกโพลงขึ้นมาอีกครา หัวใจของเขาแทบจะโลดแล่นออกไปแล้ว ตอนที่ลุกขึ้นมาเพื่อเผชิญหน้ากับหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างนอกหน้าต่างนั่น “เปิดหน้าต่างให้หน่อยสิ วันนี้เหนื่อยชะมัดเลย”

               

                “ไม่กลับไปที่วิหารแบบนี้จะดีเหรอครับท่านกาดิเอล” กลิ่นหอมสดชื่นของเรือนผมสีทองสลวยโชยเข้ามาในห้องนอนอันคับแคบ เปลี่ยนค่ำคืนอันอ่อนล้าให้สว่างไสวขึ้นในทันใด รัศมีสีทองอ่อนๆ ที่เปล่งประกายออกมาจากร่างกายของหญิงสาวนั้นยิ่งขับเน้นดวงตาของเธอให้ยิ่งดูน่าหลงใหล ปีกทั้งสองสะบัดน้อยๆ เพื่อขับไล่เศษใบไม้ที่ติดอยู่บนนั้นออกก่อนที่เทพธิดาแห่งความมั่งคั่งจะก้าวผ่านมาร์โคเข้าไปในห้องของเขา หยั่งฝ่าเท้าบอบบางลงบนพื้นไม้ที่เต็มไปด้วยฝุ่นนั่น

 

                “ไม่อยากให้มาเหรอ เดี๋ยวนี้เจ้าหนูมาร์โคโตเป็นผู้ใหญ่แล้วสินะ” เทพธิดาตอบโดยไม่ได้หันกลับมามอง เพียงแค่เดินตรงไปยังเตียงของมาร์โคแล้วหย่อนกายลงนั่งเท่านั้น จะไม่อยากได้ยังไงกันล่ะ อยากให้อยู่ที่นี่ตลอดไปเลยด้วยซ้ำ “ทำไมไม่ให้พ่อบ้านช่วยเก็บห้องบ้างล่ะ ฝุ่นเยอะขนาดนี้ นอนเข้าไปได้ยังไง”

               

                “แค่ให้เก็บชั้นล่างอย่างเดียวก็คงเหนื่อยแย่แล้วล่ะครับ” มาร์โคก้าวเข้าไปจัดพวกข้าวของบนที่นอนใหม่ ตู้ใบใหญ่ที่ข้างเตียงถูกเปิดออก หมอนใบที่ใหม่กว่าถูกนำมาวางไว้แทนที่ใบเก่า ผ้าห่มผืนที่สะอาดกว่า ชายหนุ่มนึกเสียใจที่ไม่ได้เก็บกวาดห้องให้ดีก่อนหน้านี้ “วันนี้ผมเห็นท่านที่ท่าเรือด้วยนะ”

 

                “แน่สิ คิดว่าใครกันล่ะที่คอยช่วยคุ้มครองนายกลับมาตั้งแต่ที่แฟนตาเซียน่ะ” หญิงสาวปลดชิ้นส่วนเครื่องประดับของชุดออกวางลงข้างๆ เตียง มาร์โคเสทำเป็นมองไปทางอื่น ไม่กล้าจ้องมองใบหน้าอันงดงามหมดจดนั้นตรงๆ ไม่เคยกล้ามาตลอด และจะไม่มีวันกล้าตลอดไป “ช่วงนี้พวกพ่อค้ากำลังวุ่นวายกันมากเลยล่ะ พรุ่งนี้ก็ต้องรีบไปที่เซเลสทีนแต่เช้า ถ้าพวกเบื้องบนยอมส่งคนมาช่วยสักหน่อยก็คงดีนะ”

 

                “มีอะไรที่ผมพอจะช่วยได้มั้ยครับ” ไม่มีหรอก ไม่มีภาระอะไรของทวยเทพที่มนุษย์จะเสนอหน้าเข้าไปก้าวก่ายได้

 

                “มีสิ” กาดิเอลวางฝ่ามือลงบนผิวเตียงอ่อนนุ่มข้างๆ ตัวเธอ “มานั่งนี่สิมาร์โค”

 

                มันจะเป็นเช่นนี้เสมอ เพราะว่าเขาเคยสัญญาเอาไว้ ตอนที่เขายังเด็กมากๆ และเอาแต่ร้องไห้งอแง เทพธิดาตัวน้อยที่เปล่งประกายสีทองสดใสจะให้เขานอนหนุนตักและหลับไปทุกครั้ง มาร์โคจึงเอ่ยปากสัญญาว่าหากเขาโตขึ้นเมื่อไหร่ ทุกครั้งที่กาดิเอลรู้สึกอ่อนล้าหรือเจ็บปวด เขาจะอยู่ที่นั่น เป็นตักให้เธอหนุนนอน เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้แก่เธอเสมอ

 

                แต่ความจริงแล้ว เทพธิดาจะรู้สึกอ่อนล้าหรือเจ็บปวดบ้างรึเปล่านะ

 

                “มาร์โค นายกลับมาช้านะ ทำไมถึงต้องแวะที่เดเน็บด้วยล่ะ ไม่เห็นจำเป็นเลย” เปลือกตาของกาดิเอลพริ้มหลับลงทันทีที่ศีรษะของเธออิงแอบลงบนตักของชายหนุ่ม “นายจะขยันเกินตัวไปหน่อยแล้วนะรู้มั้ย”

 

                “เทพธิดาแห่งการค้ามาพูดว่าคนที่ขยันทำมาค้าขายแบบนี้จะดีเหรอครับ” เพราะว่าผมมีสิ่งที่ต้องการอยู่น่ะสิ ผมก็เลยต้องขยันให้มากๆ แม้จะอยู่ใกล้กันถึงเพียงนี้ มาร์โคก็ไม่กล้าแม้แต่จะแตะต้องเทพธิดาโดยพลการ แค่ปล่อยให้เธอนอนอยู่อย่างนั้น เป็นที่พักพิงที่ดีที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะเป็นได้ “อีกไม่นาน ผมก็จะซื้อเรือของคุณการ์ธได้แล้วนะ”

 

                “เหรอ....เก่งนี่” น้ำเสียงของกาดิเอลดูคล้ายจะเข้าใกล้ห้วงนิทราไปทุกที เธอคงจะเหนื่อยมากจริงๆ ถึงได้เลือกแวะมางีบหลับที่นี่ ไม่กลับไปที่วิหารซึ่งเธอต้องไปรับมือกับพวกผู้ศรัทธาอีกมากมาย

 

                “หลังจากนั้นผมก็จะสร้างกองเรือสินค้าของตัวเอง แล้วก็ควบคุมการค้าของอวาลอนและของโลกให้ได้” เพราะอย่างนั้นถึงต้องปีนป่ายให้เร็วที่สุด ถ้าหากว่าสามารถเป็นคนที่ควบคุมการค้าของโลกใบนี้ได้เมื่อไหร่ ถ้าถึงตอนนั้น เทพธิดาแห่งการค้าก็จะไม่จำเป็นอีกต่อไป “ถึงตอนนั้น ท่านจะได้ไม่ต้องเหนื่อยอีกแล้ว”

 

                ไม่ต้องเป็นความหวังในสายตาของผู้คนมากมาย แต่เป็นเทพธิดาของผมเพียงคนเดียวเท่านั้น

 

                “อย่าเพ้อเจ้อน่า” น้ำเสียงงึมงำนั้นตอบกลับมาอย่างไม่ใส่ใจนัก มันเป็นเรื่องเกินตัว ไม่มีวันเป็นจริงไปได้ เธอมักจะพูดอย่างนั้นเสมอ นั่นก็เพราะว่าเธอไม่อยากให้มันเกิดขึ้น เธอชอบที่จะเป็นคนสำคัญของผู้คนมากมายมากกว่าที่จะอยู่ในสายตาของผู้ชายแค่คนเดียว นั่นเป็นธรรมชาติของดิไวน์เนอร์ พวกเขามีตัวตนอยู่เพื่อเป็นผู้ปกครองของพวกเรา “นี่.....เพราะว่านายมัวแต่ไปแวะที่เดเน็บนั่น ก็เลยกลับมาช้าไปตั้งหลายวัน อะไรๆ มันก็เลยผิดแผนไปหมดเลย”

 

                “อะไรเหรอ” พร้อมกันกับคำถามของมาร์โค ฝ่ามือของเทพธิดาก็ทาบลงบนหน้าอกของเขา ตรงที่หัวใจกำลังเต้นอย่างทุกข์ทรมาน

 

                “สุขสันต์วันเกิดย้อนหลังนะมาร์โค” น้ำเสียงนั้นอ่อนโยน แต่ยังไม่เทียบเท่าสัมผัสที่ซึมซาบเข้ามาในหัวใจ เป็นคลื่นพลังที่อบอุ่นจนทำให้ความอ่อนล้าตลอดทั้งวันที่ผ่านมาคลี่คลายออกไปเป็นปลิดทิ้ง อบอุ่นจนทำให้ความกังวลใดๆ ที่ผ่านมาราวกับเป็นเรื่องโกหกเท่านั้น “ขอโทษนะ ช่วงนี้ต้องใช้พลังเวทเยอะมากๆ ตลอดเลย ก็เลยเหลือพลังอยู่แค่นี้เอง”

 

                 “ไม่หรอก...แค่นี้ก็เกินพอแล้วครับ” ชายหนุ่มตอบ แต่หญิงสาวไม่ได้ยินแล้ว เธอรีดเร้นพลังงานก้อนสุดท้ายออกมาให้แก่เขา และผล็อยหลับไปแทบจะทันที ปล่อยให้เขาเฝ้ามองดูเธออยู่ตรงนั้น ใกล้กันเพียงแค่ลมหายใจ แต่ไม่เคยใกล้พอจะเอื้อมมือไปสัมผัส

 

                ลองนึกถึงโลกที่ดิไวน์เนอร์มีสถานะไม่ต่างอะไรกับคนธรรมดาอย่างพวกเราดูสิ

 

                มาลุม ต้นแอปเปิลแห่งการสำนึกรู้ บางทีจุดหมายปลายทางของเขาอาจจะเป็นจริงขึ้นมาเร็วกว่าที่คิดก็ได้

Card Cast

Marco

Gadiel "Angel of Wealth"

Cover Up

       อัพเดทข่าวสารเซ็นเทอร์ราตลอดสัปดาห์ วันฟ้าหม่นของไฮเซ็นเบิร์กและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น คดีฆาตกรรมโหดกลางนครแฟนตาเซีย ความพยายามในการดึงดูดนักท่องเที่ยวครั้งใหม่ของอัลฟ์นาจมา และอื่นๆ อีกมากมาย ที่นี่ที่เดียว

After Match

Marco still need to choose his destiny

  • Google+ - White Circle
  • Twitter - White Circle
  • Facebook - White Circle

© 2017 by Commandeer TCG                                                                                                                                   
E-mail: commandeertcg@gmail.com
Tel: (66)85-1520522 , (66)813016679
148/4 Sukhumvit 22 Sukhumvit Road Klongtoey Bangkok 10110, Thailand