Dwelling in Shame

Story : Re-Peat Again

Illust : Bytomtypl

                โซลาเรียสไม่ใช่เมืองที่งดงามหรูหรา ไม่เลย เซเลสทีนหรือแฟนตาเซีย หรือแม้แต่แซงทัวรีของพวกนักบวชนั่นต่างหากที่สามารถเรียกว่าหรูหราได้ ในฐานะมหานครที่ประกาศตัวเป็นหนึ่งในมหาอำนาจแห่งอวาลอน ต้องนับว่าโซลาเรียสสอบตก ในด้านการนำเสนอภาพลักษณ์ที่ดีเลยล่ะ ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทางที่ส่วนใหญ่แล้วออกจะคับแคบวุ่นวาย อาคารบ้านเรือนที่ดูเก่า ทรุดโทรมและขาดการออกแบบที่ดี หรือคูคลองที่ซับซ้อนจนน่าสับสน ดูอับทึบน่าสงสารไปหมดทุกส่วน ผิดกับมหานครเพื่อนบ้านทั้งหลาย อาณาจักรที่เข้มแข็งแห่งนี้ไม่ให้ความสำคัญกับการเลี้ยงช่างศิลป์เก่งๆ ไว้ในมือเท่าไหร่นัก งบประมาณส่วนใหญ่ของพวกเขาจมไปกับการทหารและการสอดแนมเพื่อนบ้านนั่นแหละ

 

                ความจริงจะบอกว่าพวกเขาไม่พยายามก็คงไม่ได้ ที่ด้านหลังกำแพงสูงใหญ่ซึ่งกั้นขวางเขตเมืองชั้นในออกจากเมืองชั้นนอกนั้น หอคอยอันวิจิตรตระการตาและปราสาทที่ดูไร้ที่ติตั้งตระหง่านอยู่ไกลๆ ความงามที่ไม่อาจหาได้จากที่ข้างนอกกำแพงสีขาวนี่เรืองรองเปล่งปลั่งอยู่ข้างใน เขตของพวกชนชั้นสูง งดงามเทียบชั้นเซเลสทีนอันเปี่ยมเสน่ห์ เพียงแต่มันก็เป็นแค่พื้นที่เล็กๆ ท่ามกลางวงล้อมเสื่อมโทรมขนาดใหญ่มหึมา และไอ้พวกที่ดิ้นรนปากกัดตีนถีบกันอยู่ข้างนอกนี่ ต่อให้พยายามจนเลือดตาแทบกระเด็นก็คงไม่มีวันได้เข้าไปอยู่ในนั้นกับเขาหรอก

 

                “เป็นอะไรไปเกรเทล ไม่เคยเห็นกำแพงสีขาวของโซลาเรียสเหรอ” ชูลท์กัดแอปเปิลเข้าไปคำใหญ่ก่อนจะถ่มออกมาแทบไม่ทัน “นี่มันเน่าแล้วนี่หว่า หลอกกันได้นะยัยผู้หญิงนั่น”

 

                “บอกแล้วใช่มั้ยว่ากลิ่นมันไม่ค่อยดีแล้ว” เพราะว่ามันถูก ก็เลยมองข้ามข้อเสียเล็กๆ น้อยๆ ไปได้ ผู้ชายแบบหมอนี่เป็นประเภทที่จะเจอปัญหาได้ไม่รู้จบเลย “นี่จะไม่เป็นไรจริงๆ เหรอ เรามาสายตั้งเกือบครึ่งชั่วโมงเลยนะ”

 

                “มันช่วยไม่ได้นี่นา ใครจะไปคิดว่าเพลารถม้านั่นจะมาหักเอาวันนี้ล่ะ” ความจริงมันคงช่วยได้มากกว่านี้เยอะเลย ถ้าเขาจะออกเดินทางเร็วขึ้นอีกสักนิดตามที่ฉันเสนอ ขี้เกียจมานั่งรอ นั่นคือเหตุผลที่เขาเลือกเพื่อที่จะเอื่อยเฉื่อยให้นานที่สุดก่อนจะไสหัวออกมาจากบาร์ของดิวอี้ แต่พวกเราควรจะเป็นฝ่ายไปรอผู้ว่าจ้างไม่ใช่เหรอ “เอาน่า เลี้ยวผ่านถนนนี้ไปก็ถึงแล้วล่ะ ทำหน้าตาดีๆ หน่อยไม่ได้เหรอ จะบูดอะไรนักหนาเธอน่ะ”

 

                ไอ้ที่ทำให้ฉันหงุดหงิดนั้นไม่ใช่แค่คำพูดพล่อยๆ แบบนี้ของเขาหรอก เดินทางด้วยกันมาค่อนวันฉันชักจะเริ่มชินกับอาการปากเปราะของไอ้หงอกนี่บ้างแล้ว แล้วก็ไม่ใช่เพราะบทความงี่เง่าที่อ่านเจอในเซ็นเทอร์ราโครนิเคิลเมื่อเช้าด้วยเหมือนกัน แต่อากาศที่จู่ๆ วันนี้ก็ร้อนอบอ้าวเสียอย่างกับจะฆ่ากันให้ได้ มันเป็นความระอุที่เหนียวเหนอะหนะก่อนพายุใหญ่จะมาถึง พอรวมเข้ากับถนนคับแคบที่มีผู้คนเดินเบียดเสียดกันเต็มไปหมดก็เรียกได้ว่านรกดีๆ นี่เอง กว่าจะคืบผ่านไปได้สักช่วงถนนก็กินเวลาเสียเกือบชั่วกัลป์ขนาดนี้ ให้ตายเถอะ ฉันเกลียดไอ้กำแพงสีขาวนั่นจริงๆ ถ้าไม่มีมัน ถนนข้างนอกนี่จะกว้างขึ้นกว่านี้รึเปล่านะ

 

                ร้านที่ผู้ว่าจ้างนัดหมายเป็นร้านเครื่องดื่มเล็กๆ ที่ตั้งอยู่นอกถนนสายหลัก มันแอบหลบมุมอยู่ในทางเดินที่แคบเสียจนคนแทบจะเดินสวนกันไม่ได้ ข้อดีคือมันเป็นร้านที่เงียบมากเสียจนเกือบจะร้าง บรรยากาศภายในร้านดูเหมือนจะเป็นคนละโลกกับภายนอกเลยทีเดียว ฉันเคยมาที่โซลาเรียสแล้วสามถึงสี่ครั้ง แต่ไม่เคยเห็นร้านนี้มาก่อน คงต้องจดเอาไว้เป็นหนึ่งในร้านที่ควรแวะมาอีกซะล่ะมั้ง ทันทีที่แสงอาทิตย์ยามเย็นซึ่งลอดผ่านเข้ามาทางประตูร้านเลือนหายไปพร้อมกับเสียงประตูที่ปิดลง แสงสว่างภายในร้านก็หลงเหลืออยู่แค่เพียงพอเหมาะพอดีเท่านั้น บริกรที่นั่งหาวอยู่ตรงโต๊ะตัวยาวไม่มีทีท่าจะสนใจแขกรายใหม่สักนิด เช่นกันกับที่พวกเขาดูเหมือนจะไม่สนใจแขกที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งก็มีแค่คนเดียวเท่านั้น

 

                “คุณนายอาร์ลิงตันใช่มั้ยครับ” ชูลท์ก้าวเข้าไปแนะนำตัวกับหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงนั้นทันทีที่สังเกตเห็นเธอ สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากผู้ชายเรื่อยเปื่อยมาเป็นคนที่ดูจริงจังเอาการเอางานขึ้นทันที “ขออภัยในความล่าช้านะครับ พอดีว่าเกิดอุบัติเหตุขึ้นนิดหน่อย”

 

                “พวกคุณคือ....” เธอเป็นหญิงสาวอายุราวๆ ยี่สิบปลายๆ อาจจะเด็กกว่านั้นนิดหน่อย รอยช้ำใต้ตาจากการอดนอนทำให้ดูแก่กว่าที่เป็นพอสมควร ใบหน้าของเธอซูบตอบ ขนตาบางเฉียบ จมูกเชิดรั้นมีรอยแผลเป็นเล็กๆ พาดผ่าน มีดบาดหรือโดนจอบฟาดเข้ากันนะ เธอไม่ใช่คนสวยอะไร ไม่ใช่คนที่จะดูสะดุดตาด้วยซ้ำ ผิวของเธอค่อนข้างหยาบกร้าน ซึ่งน่าจะเป็นเพราะการตรากตรำทำงานหนัก ดวงตาสีฟ้าหม่น ผมสีทองมัดเป็นหางม้าเรียบร้อยอยู่ด้านหลังศีรษะ สุภาพสตรีตามมาตรฐานของโซลาเรียสแบบที่จะเห็นได้ทั่วไปตามท้องถนนเลยล่ะ

 

                “อ้อ ลืมแนะนำตัวไปเลย” ชูลท์หัวเราะเก้อเมื่อเห็นท่าทีของอีกฝ่าย “พวกเรามาตามคำขอร้องที่คุณส่งไปที่คอนซอร์เทียมครับ”

 

                “จดหมายนัดบอกว่าจะมาแค่คนเดียว” น้ำเสียงของคุณนายอาร์ลิงตันดูไม่ได้ใส่ใจอะไรกับคำถามของตัวเองนัก เธอผายมือเชื้อเชิญให้ฉันกับชูลท์นั่งที่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะ ก่อนจะหันไปเรียกบริกร “ดื่มชารึเปล่าคะ ที่นี่มีใบชาจากแชงกรีลาด้วย รสชาติดีทีเดียวล่ะ”

 

                “นับว่าหาได้ยากในร้านเล็กๆ แบบนี้เลยนะครับ” ชูลท์หัวเราะตอบอย่างประดักประเดิด หมอนี่พูดบ้าอะไรกันเนี่ย แบบนี้ก็เหมือนจะดูแคลนร้านที่ผู้ว่าจ้างเลือกว่าเป็นร้านเล็กๆ ไม่เหมาะกับเครื่องดื่มหรูหราเลยไม่ใช่เหรอ “ก่อนอื่นเลย ผมชื่อซัมเมอร์ เป็นคนที่ตอบรับคำร้องของคุณ ส่วนเด็กคนนี้เป็นผู้คุ้มกันของผม ควอตราครับ”

 

                “พวกคุณแจ้งชื่อของตัวเองออกมาตรงๆ แบบนี้ไม่เป็นไรเหรอคะ” คิ้วของเธอเลิกขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ “ชั้นหมายถึง....ยังไงองค์กรของพวกคุณก็ไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับนัก....ยิ่งเพิ่งจะมีเรื่องที่แฟนตาเซียด้วยแล้ว”

 

                “ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ชื่อปลอมล้วนๆ” ชูลท์ยอมรับตรงๆ ก่อนจะหันไปสั่งเครื่องดื่มกับบริกรที่เพิ่งจะยอมย้ายก้นมารับรายการอาหาร ฉันไม่ค่อยได้ดื่มชาบ่อยนัก มันมีราคาค่อนข้างแพง แพงกว่าผ้าไหมหรือเครื่องเทศเสียอีก ใบชาจากแชงกรีลาเป็นสินค้านำเข้าที่ราคาสูงที่สุดในตลาดฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะพวกที่มาจากหมู่บ้านหยุนจิ่ง ครั้งก่อนที่ฉันไปที่แชงกรีลา ฉันเคยไปกบดานอยู่ที่หมู่บ้านหยุนจิ่งนานเกือบสองเดือน น่าเสียดายที่ตอนนั้นฉันไม่รู้เรื่องราคาใบชาอะไรพวกนี้เลย ไม่อย่างนั้นคงจะได้หอบกลับมาขายที่  อวาลอนบ้างหรอก “เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับคุณนายอาร์ลิงตัน ภารกิจของเรา....เข้าใจว่าเป็นการติดตามหาสามีของคุณที่หายตัวไปใช่มั้ยครับ”

 

                “ค่ะ อย่างที่เขียนเอาไว้ในคำร้องนั่นแหละ สามีของฉัน....เจมส์....เขาเป็นคนไม่ค่อยอยู่ติดที่สักเท่าไหร่” ดวงตาสีฟ้าหม่นของเธอเรียกได้ว่าเย็นชาไร้อารมณ์เลยทีเดียว ถ้ามันจะเคยมีความรักที่ชักจูงให้เธอกับสามีมาใช้ชีวิตร่วมกัน ความรักนั้นก็คงจะจืดจางไปนานแล้ว “เขาเป็นนักเขียนอิสระ ขั้นหมายถึง....พยายามที่จะเป็นค่ะ เค้ามักพูดอยู่เสมอว่าต้องออกไปเห็นโลกกว้าง ไปเจอประสบการณ์ต่างๆ ด้วยตาของตัวเอง เพื่อเขียนผลงานที่ยิ่งใหญ่ เค้าก็เลยทิ้งไร่ข้าวโพดของเราไว้ให้ชั้นดูแลคนเดียว แล้วก็เก็บเสื้อผ้าออกจากบ้านไปเลย”

 

                เป็นผู้ชายที่แย่ชะมัด

 

                “แล้วผลงานเขียนของสามีคุณ....” ชูลท์หยิบสมุดจดของตัวเองขึ้นมาบันทึกรายละเอียด

 

                “ไม่มีหรอกค่ะ สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่เคยเขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอันออกมาได้สักที มีแต่ต้นฉบับที่ไม่ได้ใช้เต็มไปหมด” ดูเหมือนคุณนายอาร์ลิงตันที่น่าสงสารของเราจะเลือกคู่ชีวิตผิดไปเยอะเลย “จดหมายที่ส่งกลับมาส่วนใหญ่ก็ส่งมาขอเงินนั่นแหละ.... ไร่ของเรา...ไร่ข้าวโพดนั่นน่ะค่ะ ที่จริงแล้วมันเป็นสมบัติของคุณพ่อเขา ฉันก็เลยปฏิเสธไม่ได้”

 

                “ครั้งล่าสุดที่เขาติดต่อมา เขาอยู่ที่ไหนเหรอครับ” ความจริงเรื่องนี้มีเขียนอยู่ในจดหมายคำร้องอยู่แล้ว แต่มันเป็นขั้นตอนปกติที่ต้องได้ยินข้อมูลจากปากผู้ว่าจ้างโดยตรง

 

                “ที่เกาะซานทอเรียมค่ะ เขาอยู่ที่นั่นมาร่วมสามปีได้แล้ว เขามีห้องพักเล็กๆ อยู่ในเมืองบอสเธีย....เงินที่ชั้นหามาด้วยน้ำพักน้ำแรงทั้งนั้น....เขาเอาแต่เที่ยวเตร่ หมดเงินไปกับการซื้อเหล้าแจกนังพวกผู้หญิงโสโครกที่บาร์พวกนั้น” ในประโยคสุดท้าย ถ้อยคำของหญิงสาวเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง ชั่วขณะหนึ่งเธอดูน่ากลัวขึ้นมาเลยทีเดียว “ปกติแล้วเขาจะติดต่อมาทุกๆ สัปดาห์ แต่นี่เงียบหายไปเกือบสองสัปดาห์แล้ว....”

 

                ถึงแม้จะขุ่นเคืองใจสักแค่ไหน แต่ก็เป็นคู่ชีวิตสินะ ความจริงหายไปแค่สองสัปดาห์นี่มันก็ไม่ได้นานอะไรขนาดที่ต้องเป็นกังวล จดหมายอาจจะล่าช้า หรือคุณอาร์ลิงตันอาจจะมัวแต่เที่ยวเล่นจนลืมส่งจดหมายกลับมา ความจริงแล้วเธอก็คงจะเป็นห่วงเขาอยู่บ้างเหมือนกัน

 

                “ปกติแล้วคุณอาร์ลิงตันส่งจดหมายด้วยวิธีไหนเหรอครับ” มันมีอยู่สองวิธีที่เป็นที่นิยมกัน วิธีแรกราคาถูกกว่ามากและใช้กันอย่างแพร่หลาย นั่นคือระบบไปรษณีย์สากล จดหมายจะถูกส่งไปยังสำนักงานไปรษณีย์ท้องถิ่น ก่อนจะนำไปกระจายส่งให้ถึงมือผู้รับ เป็นระบบมาตรฐานที่ใช้กันทั่วทั้งเซ็นเทอร์รา

 

                “วิธีปกติค่ะ เราไม่ได้มีเงินมากมายขนาดนั้น” เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็ยิ่งไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ จดหมายล่าช้าถือเป็นเรื่องปกติ มันเกิดขึ้นได้เสมอ ข้อเสียของไปรษณีย์สากลคือความล่าช้า ยิ่งเป็นจดหมายข้ามทวีปยิ่งไม่ต้องพูดถึง บางครั้งกว่าตัวจดหมายจะไปถึงที่หมายก็ปาเข้าไปหลายปี แม้ภายหลังจะมีการนำระบบขนส่งของไฮเซ็นเบิร์กเข้ามาช่วย แต่ก็ยังไม่ดีขึ้นสักเท่าไหร่

 

                ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่เป็นที่นิยมน้อยกว่า เพราะมีราคาค่อนข้างสูง แต่รวดเร็วกว่ามาก นั่นคือระบบเมอร์คิวรี่พรินท์ของสถาบันอาคาเดีย ซึ่งวิธีการใช้งานนั้นสะดวกสบายมาก โดยผู้ที่เข้ารับบริการนี้จะต้องลงทะเบียนข้อมูลของตัวเองเอาไว้กับระบบ จากนั้นเมื่อมีใครอยากส่งข้อความถึงเขา ก็เพียงแค่มองหาบูธของเมอร์คิวรี่พรินท์ที่มีอยู่ตามเมืองต่างๆ แล้วแนบจดหมายไปกับรหัสประจำตัวของผู้รับ จากนั้นไม่นาน จะมีสัญลักษณ์แจ้งเตือนขึ้นที่ตัวผู้รับจดหมาย ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม หากสัมผัสสัญลักษณ์นั้นตามรหัสรูปแบบที่ตนเลือกไว้ ข้อความในจดหมายจะปรากฏขึ้นมาให้อ่านทันที รวดเร็วและง่ายดายชนิดที่จดหมายทั่วไปเทียบไม่ติดเลยทีเดียว เป็นหนึ่งในหลายสิ่งที่พิสูจน์ว่าเวทมนตร์ยังคงมีที่ทางของตัวเองเหนือเทคโนโลยีของไฮเซ็นเบิร์กอยู่เหมือนกัน แน่นอนข้อเสียใหญ่ๆ ของเมอร์คิวรี่พรินท์ก็คือราคาที่ค่อนข้างสูง การเข้ารับบริการนั้นต้องจ่ายค่าลงทะเบียนเป็นรายเดือน จึงนิยมเปิดใช้บริการเฉพาะในยามจำเป็นเท่านั้น

 

                ชูลท์หันมาหลิ่วตากับฉันครั้งหนึ่ง จดหมายที่หายไปสองสัปดาห์ บางทีนี่อาจจะเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด เป็นแค่ความผิดพลาดทางเทคนิคของไปรษณีย์สากลเท่านั้นก็ได้ บางทีที่พวกเราต้องทำก็คงจะเป็นแค่ไปเคาะประตูห้องพักของเจมส์ อาร์ลิงตันในนครบอสเธีย ดื่มนมสักแก้ว ไถ่ถามความเรียบร้อย ก่อนจะยืนกรานให้เขารีบส่งจดหมายฉบับใหม่ไปหาภรรยา แล้วก็กลับมารับค่าตอบแทนเท่านั้น

                “ถ้าอย่างนั้น เรื่องค่าตอบแทน....” นี่แหละ ส่วนที่สำคัญที่สุด “ในคำร้องมีการระบุค่าตอบแทนเอาไว้ค่อนข้างสูง และคุณยังคงยืนยันตัวเลขนั้นในจดหมายตอบกลับ ผมคิดว่าเราคงไม่มีอะไรเข้าใจผิดกันในเรื่องนี้ใช่มัยครับ”

 

                “แปดพันแฟลร์ พวกคุณเข้าใจไม่ผิดหรอกค่ะ” แปดพัน กับแค่งานตามหาคนหายเนี่ยนะ นี่มันเกือบจะหนึ่งในห้าของงานเอิร์ลแห่งชีพพีคเลยไม่ใช่เหรอ มันก็ใช่อยู่ที่งานนั้นค่าตอบแทนไม่ได้สูงมากอย่างที่ควรจะเป็น เพราะมันไม่ได้มีคำร้องมาอย่างเป็นทางการ เป็นเพียงค่าหัวที่คอนซอร์เทียมประเมินเอาไว้ แต่ฉันเก็บทายาทคนสำคัญของตระกูลฮอลล์ไปทั้งคนเลยนะ นี่ฉันทำงานหาคนแบบนี้แค่ห้าครั้งก็ได้เงินเท่ากับที่ต้องไปแต่งตัวเป็นยัยเด็กโง่นั่นตั้งหลายเดือนแล้วเหรอเนี่ย

 

                “ความจริงผมก็ไม่ค่อยอยากจะก้าวก่าย แต่คุณเพิ่งจะพูดเองว่าพวกคุณไม่ได้มีเงินมากมายขนาดนั้น” ก่อนเริ่มงานมัดจำสามส่วน ปัญหาคือเมื่อเสร็จงานแล้ว คุณนายอาร์ลิงตันจะมีปัญญาจ่ายที่เหลือหรือไม่

 

                “เรื่องเป็นอย่างนี้ค่ะ....” เธอลดเสียงลงเล็กน้อยโดยไม่จำเป็น ไม่มีใครอื่นในร้านนี้ เด็กหนุ่มบริกรนั่นก็ดูเหมือนจะไม่สนใจอะไรไกลไปกว่าปลายจมูกของตัวเองหรอก “คุณยังจำไร่ข้าวโพดของเราได้มั้ย.....ไร่ของสามีชั้น”

 

                ชูลท์พยักหน้าหงึกหงักตาม

 

                “บอกตามตรงว่าชั้นคงดูแลมันต่อไปไม่ไหวแล้ว ชั้นคิดมาสักพักแล้วล่ะค่ะ ชั้นอยากจะขายมัน” อ้อ บางอย่างเริ่มจะกระจ่างขึ้นมาบ้างแล้ว “แต่ติดปัญหาที่มันเป็นสมบัติของเจมส์ ซึ่งชั้นไม่มีอำนาจจะขายมันได้ ตราบใดที่เขายัง....”

 

                “คุณสังหรณ์ว่าจะเกิดอุบัติเหตุบางอย่างกับสามีของคุณ” เข้าใจแล้วว่าทำไมเธอถึงได้ร้อนใจอยากรีบรู้เรื่องนัก เธอไม่ได้ต้องการให้เรายืนยันว่าสามีของเธอยังมีชีวิตอยู่ เธออยากได้ยินข่าวเศร้าสลดมากกว่า

 

                “ใครจะบอกได้ล่ะคะ เขาใช้ชีวิตตัวคนเดียว ติดเหล้า ติดยาสูบ สภาพความเป็นอยู่ที่ซานทอเรียมจะดีสักแค่ไหนเชียว” มันค่อนข้างเร็วไปหน่อยที่จะบอกได้ว่าสามีของเธอน่าจะพบเจอกับชะตากรรมแบบนั้นเช้าแล้ว คุณนายอาร์ลิงตันออกจะใจเร็วไปสักนิด

 

                หรือบางที เธอก็อาจจะมั่นใจว่าเขาไม่อยู่ในโลกนี้แล้วแน่ๆ และแค่ต้องการให้เราไปเป็นพยานเท่านั้น

 

                “เข้าใจแล้วครับ” ฉันดูไม่ออกว่าถึงตอนนี้ชูลท์กำลังคิดอะไรอยู่ เขาแค่พยักหน้าเรียบๆ แต่น้ำเสียงดูจะสุขุมขึ้นเล็กน้อย “แต่ว่าถ้าสามีคุณยังปลอดภัยดีอยู่ ถ้าสมมติว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงแค่ความขัดข้องบางประการ คุณจะจ่ายส่วนที่เหลือยังไงครับ”

 

                “ชั้นจะพยายามค่ะ” จะพยายามนั้นไม่ใช่คำตอบ มันไม่ใช่คำตอบเลยสักนิด “มันคงจะดีกว่าถ้าเจมส์...เขา....”

 

                เธอไม่ได้ตอบอะไรมากกว่านั้น แต่ฉันรู้ดี ถ้าเป็นอย่างนั้น ฝ่ายติดตามหนี้ของคอนซอร์เทียมก็จะหาทางยึดไร่ของเธอมา ผลลัพธ์คงไม่ต่างจากที่เธอหวังเอาไว้นัก เธอคงต้องเสียทั้งไร่และสามีอยู่ดี แต่ที่แย่คือเธอจะไม่เหลืออะไรติดตัวไปด้วยเลย ก็คงไม่เป็นไรล่ะมั้ง ดูไปแล้วเธอเองก็ยังสาว ถึงหน้าตาจะเรียบๆ แต่ก็ไม่ได้ขี้เหร่อะไร ยังมีโอกาสให้เริ่มใหม่ได้อีกมาก

 

                “เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าเราเข้าใจตรงกันแล้วนะครับ” ชูลท์ตวัดดินสอเขียนอะไรลงในบันทึกอีกสองสามคำก่อนจะเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มให้คุณนายอาร์ลิงตัน “เอาเป็นว่าเราจะเริ่มงานทันที ถ้าอย่างนั้นเรื่องมัดจำ....”

 

                “อ้อ ค่ะ ชั้นเตรียมมาแล้ว” ข้อมือเล็กๆ ของเธอขยับถุงหนังสองถุงออกมาวางไว้บนโต๊ะ แม้เธอจะมีรูปร่างค่อนข้างเล็ก แต่ก็มีกล้ามเนื้อสมบูรณ์ทีเดียว งานในไร่นั้นไม่ใช่งานสบายเลย “เอ้อ มีอีกเรื่องนึงค่ะ”

 

                “อะไรเหรอครับ” ข้อแม้วินาทีสุดท้ายก่อนจ่ายมัดจำมักเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในใจของผู้ว่าจ้างเสมอ

 

                “งานเขียนของเขา....ถ้าสมมติว่าเขาไม่อยู่บนโลกนี้อีกต่อไปแล้ว งานทั้งหมดของเขานั่น.....” งานที่เขาใช้เป็นข้ออ้างเพื่อทิ้งเธอไว้ตามลำพัง “ช่วยเผามันให้หมดเลยได้มั้ยคะ ชั้นไม่อยากให้มันหลงเหลืออยู่บนโลกใบนี้อีกแม้แต่ชิ้นเดียวเลย”

 

                “ตกลงตามนั้นครับคุณผู้หญิง” ชูลท์รับคำโดยไม่ลังเลสักนิด

                กว่าเครื่องดื่มของฉันจะมาถึง ผู้ว่าจ้างของเราก็ขอตัวลากลับไปก่อนสักพักใหญ่ๆ ได้แล้ว กลิ่นที่ทำให้ใจสงบลงโชยออกมาจากถ้วยดินเผาตรงหน้า ชาจากแชงกรีลาเป็นของฟุ่มเฟือยที่ฉันหลีกเลี่ยงมาตลอดเพราะกลัวจะติดใจเข้า ชูลท์บอกว่าชาของร้านนี้มาจากคันธราช ไม่ใช่แชงกรีลาตะวันออก มันให้บรรยากาศที่ต่างกันออกไป ดูเหมือนเขาจะรู้เรื่องของพวกนี้พอตัวเลย อ้อ เขาบอกว่าเคยรู้จักกับพวกสำนักหยุนชานนี่นะ หมอนี่น่าจะเคยอยู่ที่แชงกรีลามานานพอสมควรเลยล่ะ

 

                “เธอคิดว่าไงบ้าง ผู้ว่าจ้างของเราคราวนี้” หลังจากสองจิบที่แสนละเมียดละไมชูลท์ก็เอ่ยปากขึ้น

 

                “ผู้ว่าจ้างของนาย...ส่วนผู้ว่าจ้างของชั้นก็คือนายนั่นแหละ” เราไม่ใช่ทีมเดียวกัน มันยังเร็วไปที่จะพูดแบบนั้น “ผู้หญิงคนนั้น คุณนายอาร์ลิงตันน่ะ เธอเป็นคนที่แปลกนะ จะเรียกว่าเยือกเย็นหรือรอบคอบดีล่ะ”

 

                “เธอเป็นผู้หญิงแกร่ง คงจะผ่านอะไรมาเยอะ” ชูลท์ลงความเห็น ชักอยากจะรู้แล้วสิว่าเจมส์ อาร์ลิงตันเป็นคนแบบไหนกัน “ถ้าเรื่องทั้งหมดเป็นอย่างที่เธอหวังเอาไว้ อะไรก็คงจะง่าย”

 

                “บอกตรงๆ ชั้นว่าเธอด่วนตัดสินใจเกินไป” น่าจะรออีกสักอาทิตย์ หรืออีกสักเดือนด้วยซ้ำ มันมีอะไรบางอย่างในสายตาของผู้หญิงคนนั้นที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าเธอไม่สามารถรอต่อไปได้ ไม่ใช่เรื่องเงิน ไม่ใช่เรื่องการขายไร่อะไรนั่นหรอก “นี่มันอย่างกับว่าเธอมั่นใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับสามีของเธอแล้วจริงๆ”

 

                “คงเป็นเซนส์ของสามีภรรยาล่ะมั้ง” ไม่ใข่เรื่องที่เราจะต้องไปสนใจ ชูลท์หมายความว่าอย่างนั้น “ตอนนี้เธอก็รู้จำนวนค่าตอบแทนแล้วนี่ เป็นไง ทีนี้จะขอบใจชั้นได้รึยัง”

 

                “รอให้งานเสร็จก่อนเถอะ” ส่วนของฉันคือสี่พันแฟลร์ มากพอจะใช้เดินทางไปเอ็นเก็ทสึได้สบายเลย “เราจะเริ่มยังไง”

 

                “ง่ายๆ เลย คงต้องแวะไปเยี่ยมห้องพักของคุณเจมส์ ตัวปัญหาของเราซะก่อน” นครบอสเธียสินะ ได้ยินว่าเป็นเมืองที่ไฮเซ็นเบิร์กสนับสนุน คงจะไม่ธรรมดาเลย “เคยเดินทางผ่านประตูมิติรึยัง”

 

                “ยัง แต่ไม่มีปัญหาหรอก” อ้อ เขาจะเลือกใช้ประตูมิติ งั้นก็ต้องไปที่ดรีมเกทส์ เป็นทางเลือกที่ดี ท่าอากาศยานที่ใกล้ที่สุดอยู่ที่แฟนตาเซีย และฉันก็คงเสนอหน้าไปที่เมืองนั้นไม่ได้อีกพักใหญ่ ดรีมเกทส์จะทำให้ภารกิจครั้งนี้จบลงอย่างรวดเร็ว “เราจะออกเดินทางกันคืนนี้เลยมั้ย”

 

                “น่าจะอย่างนั้น” เขาตอบ จากโซลาเรียส กว่าจะถึงดรีมเกทส์ก็คงราวๆ สองวัน นั่นหมายถึงเราต้องเร่งกันเต็มเหยียดเลยล่ะ “นอกซะจากว่าเธอจะอยากอยู่เที่ยวในโซลาเรียสต่ออีกสักคืน”

 

                อยู่เที่ยวต่องั้นเหรอ ฉันไม่มีเวลาสำหรับเรื่องไร้สาระแบบนั้นหรอก รีบไปจัดภารภารกิจนี้ให้เสร็จ แล้วฉันจะได้ไปแชงกรีลาสักที ยังมีแปดหางรอฉันอยู่ นั่นงานใหญ่เชียวล่ะ ชูลท์เองก็คงรู้คำตอบของฉันดี เขาจึงไม่รอฟัง เพียงแค่ส่ายหน้าขันๆ แล้วหันไปเรียกบริกรมาเก็บเงินเท่านั้น

 

                ตอนที่บริกรหน้าตาซังกะตายกำลังเดินนวยนาดมาที่โต๊ะของฉันนั้นเอง ประตูร้านก็เปิดออกอีกครั้ง แสงสุดท้ายของวันสาดส่องเข้ามาในร้านเป็นลำเส้นยาวเหยียด ฉันหันไปมองด้วยความระแวดระวังตามสัญชาติญาณ แขกรายใหม่ยืนอยู่ตรงช่องบานประตู พวกเขากวาดสายตามองในร้านอย่างคร่าวๆ ก่อนจะก้าวลึกเข้ามาในส่วนที่นั่ง ทุกย่างก้าวนั้นหนักแน่นด้วยเสียงของรองเท้าบูทหนังหุ้มโลหะ มีแต่พวกอัศวินเท่านั้นที่ใส่ของแบบนี้

 

                พวกเขามาด้วยกันทั้งสิ้นสามคน หนึ่งนั้นเป็นผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ท่าทางน่าเกรงขามทีเดียว แม้จะอยู่ในชุดเสื้อคลุมแบบลำลองแต่ไม่ว่าใครในอวาลอนก็คงจะจำเขาได้ทันที เซอร์กาลาฮัดผู้ไร้พ่าย อัศวินที่ถูกขนานนามว่าเก่งกาจที่สุดในอวาลอน ส่วนที่ตามมาข้างหลังนั้นเป็นอัศวินหนุ่มผมสีทองในชุดขาว ฉันไม่รู้จักเขา แต่ผ้าพันคอสีแดงสดนั้นบ่งบอกว่าเขาเป็นคนของลักซ์ยูดิซี นักล่าพวกนอกรีต ตัวปัญหาเลยล่ะ ฉันลอบส่งสายตากับชูลท์ทันที สำหรับอัศวินแห่งปราการแขวนคอ มันไม่มีที่ทางบนโลกนี้ให้แก่คนของคอนซอร์เทียมหรอก

 

                ทว่าที่ทำให้สายตาของฉันต้องสะดุดอยู่ตรงนั้นกลับเป็นคนสุดท้ายที่เพิ่งจะเดินตามเข้ามา ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ ดวงตาสีอำพันที่คุ้นเคยคู่นั้นไม่เคยเปลี่ยนไปเลย แม้แต่ตอนที่มองตรงมาทางฉันอย่างประหลาดใจแบบนี้

 

                “มีอะไรเหรอครับคุณกาเฮรีส” ชายหนุ่มผมทองแห่งปราการแขวนคอสังเกตได้ว่าคนที่เดินตามมามีท่าทางแปลกไป พวกนักล่าคนนอกรีตนั้นมีสัมผัสที่ไวต่อสิ่งรอบตัวเสมอ แม้คุณกาเฮรีสจะซ่อนสายตาในทันที แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว อัศวินผ้าคลุมแดงแห่งลักซ์ยูดิซีกำลังจ้องมาทางฉันเขม็ง “คนรู้จักเหรอครับ”

 

                “ไม่หรอก...แค่คุ้นหน้าเฉยๆ คงจะเคยเห็นที่ไหนสักแห่ง” ผู้หญิงที่เคยดูแลฉันอย่างใกล้ชิดมาตลอดนับสิบปีตอบ       “คุณเรการ์ดเรามีเวลาไม่มากก่อนจะเข้าร่วมประชุม รีบหาที่นั่งเถอะ”

 

                ใช่แล้วล่ะ ตอนนี้เราเป็นแค่คนคุ้นหน้ากันเฉยๆ เท่านั้น ไม่อาจเป็นอื่นใดไปได้มากกว่านี้ คำตอบที่นอกเหนือจากนั้นจะตามมาด้วยคำถามมากมาย คุณกาเฮรีสกำลังพยายามปกป้องฉันจากคนของลักซ์ยูดิซี นั่นคือความกรุณาของเธอ ทั้งที่ฉันก็เข้าใจดี แต่ทำไมกันนะ ทำไมถึงได้รู้สึกเจ็บแบบนี้ตอนที่เธอมองผ่านฉันไป

 

                ทันทีที่เราหลบออกมาจนถึงถนนใหญ่ซึ่งเริ่มเงียบลงบ้างแล้วหลังตะวันตกดิน สีหน้าของชูลท์ก็ดูจะคลายความตึงเครียดลงเช่นกัน เขาดูจะประหม่ากว่าที่คิดเมื่ออยู่ต่อหน้าคนของปราการแขวนคอ ไม่แปลกหรอก ต่อให้เป็นคนปกติที่ไม่ได้ข้องเกี่ยวกับเรื่องนอกรีตอะไรเลย ถ้าต้องอยู่ในสายตาของฆาตกรโหดพวกนั้นก็คงรู้สึกไม่ต่างกันอยู่ดี

 

                “หายใจช้าๆ หน่อยชูลท์ ทำท่าทางมีพิรุธแบบนี้ ถ้าชั้นเป็นพวกผ้าคลุมแดง ชั้นจะสับนายเป็นคนแรกเลยนะ” หมอนี่เป็นนักล่าระดับสูงของคอนซอร์เทียมจริงเหรอเนี่ย กลัวลนลานซะขนาดนี้

 

                “นั่นมันไม่ใช่แค่พวกผ้าคลุมแดงนะ เธอเห็นรึเปล่า ผู้หญิงคนนั้นน่ะ ผู้บัญชาการแห่งดิไวนัสเชียวนะ” จริงด้วย สำหรับคอนซอร์เทียมแล้ว อัศวินแห่งดิไวนัสถือเป็นศัตรูตัวฉกาจเลยนี่นา เพราะความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับคุณกาเฮรีส ทำให้ฉันลืมมองในมุมนี้ไปเสียสนิทเลย สำหรับชูลท์ นั่นคงเหมือนเจอกับปีศาจระดับ S พิเศษเลยล่ะมั้ง “แถมไอ้ตัวใหญ่ที่เดินเข้ามาคนแรกนั่น พายุหมุน  กาลาฮัดเลยไม่ใช่เหรอ เจอกลุ่มตัวโหดแบบนี้ มีกี่ชีวิตก็ไม่พอหรอก”

 

                “ถ้ากลัวขนาดนั้นก็รีบออกจากเมืองกันเถอะ เดี๋ยวนายจะหัวใจวายตายไปซะก่อน” เมื่อกี้นี้คุณกาเฮรีสบอกว่ากำลังจะไปเข้าร่วมประชุมอะไรสักอย่าง มีโอกาสเป็นไปได้สูงเลยว่าอาจมีคนของดิไวนัสอยู่ในโซลาเรียสอีก ถ้าเจอกับพวกที่คุ้นหน้าคุ้นตากันเข้าอาจจะเป็นเรื่องใหญ่ได้ ป่านนี้หลายๆ คนคงพอจะเดาได้แล้วว่าใครเป็นคนเล่นงานเอิร์ลแห่งชีพพีค

 

                “เธอนี่ใจเย็นจริงๆ เลยนะ เห็นศัตรูตัวฉกาจอยู่ตรงหน้าทั้งคน” ชูลท์ถอนใจก่อนจะเปิดถุงหนังเทน้ำเข้าปากหลายอึก “คนระดับนั้นไม่ใช่จะได้เจอตัวกันง่ายๆ หรอกนะ”

 

                “เธอคงไม่ตื่นเต้นอะไรหรอกมั้ง เมื่อก่อนก็เห็นหน้ากันแทบทุกวันเลยนี่” น้ำเสียงเย็นเฉียบที่ดังขึ้นจากทิศที่พวกเราเพิ่งเดินจากมาทำเอาชูลท์สำลักน้ำไปหลายคำ แม้แต่ฉันเองยังอดตกใจไม่ได้ บนถนนที่ไร้ผู้คนตรงนั้น ร่างสูงระหงที่ยืนตระหง่านอยู่จ้องมองกลับมาด้วยแววตาตำหนิ “หยุดพักเร็วไปหน่อยมั้ยเกรเทล เคยสอนไว้แล้วไม่ใช่เหรอว่าเวลาหนี ต้องหนีจนกว่าจะไม่เหลือร่องรอยอะไรให้ตามต่อแล้ว”

 

                “หนูไม่ได้เจอกับพวกปีศาจอยู่นี่คะ” ไม่ได้คิดจะหนีด้วยซ้ำ “แยกออกมาแบบนี้จะไม่โดนสงสัยเอาเหรอคะ”

 

                “ไม่ต้องห่วง ชั้นบอกพวกเขาว่าเธอเป็นลูกของเพื่อนเก่า ก็เลยจะแวะมาคุยด้วยสักหน่อย” ลูกของเพื่อนเก่างั้นเหรอ ฟังดูดีกว่าคนคุ้นหน้านิดหน่อยนะ “พวกนั้นกำลังยุ่งกับเรื่องอื่นอยู่ ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องเด็กที่ชั้นบังเอิญรู้จักหรอก”

 

                “เดี๋ยวก่อนนะครับ ถ้าจะไม่เป็นการเสียมารยาทเกินไป กระผมจะขอสอดขึ้นมาสักเล็กน้อยได้มั้ยครับ” ชูลท์ซึ่งมีท่าทางงุนงงอย่างเห็นได้ชัดยกมือขึ้นมาอย่างเก้ๆ กังๆ แม้แต่คำพูดคำจาของเชาก็ยังดูแปร่งไปเลย “นี่ท่านหัวหน้าอัศวินรู้จักกับยัย....เอ้อ คุณหนูคนนี้ด้วยเหรอครับ”

 

                “เธอเป็นคนเลี้ยงดูฉันมากับมือเลยล่ะ” ฉันเป็นฝ่ายตอบ ในขณะที่คุณกาเฮรีสแค่กดสายตามองชูลท์จนหงอเท่านั้น “ชูลท์ นายไปจัดการเรื่องเช่าม้าให้ทีสิ เดี๋ยวชั้นจะรีบตามไป”

 

                “นี่อย่าบอกนะว่า.....ไอ้ที่เค้าลือกันเรื่องศิษย์เอกนอกคอกของหัวหน้าอัศวินแห่งดิไวนัสก็คือ...เธอ” ให้ตายเถอะ ไอ้หมอนี่ช่างไม่รู้จักจังหวะเอาเสียเลย ถ้ามีดาบอยู่ในมือตอนนี้ ฉันคงเลาะจมูกยื่นๆ นั่นออกมาแล้ว “เกรเทล เธอเป็นอัศวินฝึกหัดของดิไวนัสเหรอเนี่ย”

 

                “ไม่ได้เป็นแล้ว” คำตอบของคุณกาเฮรีสนั้นเย็นชาเหลือเกิน นับตั้งแต่ฉันเลือกเส้นทางนี้ ฉันก็ไม่ใช่ศิษย์ของเธออีกแล้ว เหมือนที่เธอให้สัมภาษณ์ไว้ในโครนิเคิลใช่ไหม “นายชื่อว่าชูลท์ใช่มั้ย เป็นคนของคอนซอร์เทียมเหมือนกันงั้นเหรอ”

 

                พอถูกพูดด้วยตรงๆ ชูลท์กลับเอาแต่ตกตะลึงทำอะไรไม่ถูกเสียอย่างนั้น เขาอ้าปากพะงาบๆ โดยไม่มีเสียงอยู่ครู่ใหญ่ จนคุณกาเฮรีสถอนใจ

 

                “ฟังนะชูลท์ นายคงจะเห็นแล้วว่าชั้นมาที่นี่พร้อมกับอัศวินแห่งปราการแขวนคอ ถ้าชั้นใช้สิทธิ์แห่งอัศวินดิไวนัสประกาศสถานะนอกรีตของนาย สิ่งสุดท้ายที่นายจะได้เห็นก็คือตะแลงแกงที่จัตุรัสสีขาว และชั้นมั่นใจว่าทั้งหมดนั่นจะใช้เวลาไม่นานเลย” ทุกถ้อยคำที่คุณกาเฮรีสประกาศออกมายิ่งรีดเอาสีเลือดออกจากใบหน้าของชูลท์ไปทีละน้อย “เพราะฉะนั้นนายควรจะฟังเกรเทล แล้วไปจัดการเรื่องเช่าม้าเสียตอนนี้เลยจะดีกว่านะ”

 

                โดยไม่ต้องให้พูดซ้ำ นักกายกรรมใบมีดเผ่นแน่บไปทันที ฉันอยากจะให้คำพูดของฉันศักดิ์สิทธิ์แบบนี้บ้างจัง

                “คุณก็พูดจาใจร้ายไปหน่อยนะคะ” เล่นบอกจะเอาเรื่องเขาแบบนั้น ก็เห็นอยู่ว่าหมอนั่นกลัวจะแย่อยู่แล้ว

 

                “เธอจับคู่กับหมอนั่นอยู่เหรอ” สายตาตำหนิตวัดกลับมาที่ฉันราวกับแส้ “เลือกคู่หูได้ไม่ค่อยดีเลยนะ”

 

                “เปล่าหรอกค่ะ เราเพิ่งร่วมงานกันครั้งแรก” เอาอีกแล้ว น้ำเสียงแบบนี้ ความรู้สึกแบบนี้ ทั้งที่ก็ตัดขาดกันไปแล้ว ทำไมถึงยังมาเจ้ากี้เจ้าการเรื่องของฉันอยู่อีกนะ “คุณมาทำอะไรที่โซลาเรียสนี่เหรอคะ”

 

                “พวกอัศวินแห่งโซลาเรียสขอเรียกประชุมหัวหน้ากลุ่มอัศวินทั้งหลายในอวาลอนน่ะ” เรียกประชุมหัวหน้ากลุ่มอัศวินทั่วทั้งอวาลอนเลยงั้นเหรอ เรื่องใหญ่สินะ “ดูเหมือนพวกนั้นจะมีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับบางสิ่งที่อาจจะเป็นอันตรายได้ในอนาคต”

 

                “เกี่ยวกับสภาพอากาศที่แปรปรวนในช่วงนี้รึเปล่าคะ” มันเป็นปีที่อากาศเลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยมีมา คาดกันว่าฤดูมรสุมที่กำลังจะมาถึงอาจจะกลายเป็นภัยพิบัติได้เลย

 

                “อาจจะเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมเอิร์ลแห่งชีพพีคก็ได้นะ” มีความรู้สึกที่หมองหม่นบางอย่างแฝงอยู่ในถ้อยคำนั้น “ช่วยบอกให้ชั้นสบายใจหน่อยสิเกรเทล ว่าเธอไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของเอิร์ลแห่งชีพพีค”

 

                “หนูเป็นคนฆ่าเขาเองค่ะ” เพราะว่าคุณมัวแต่ชักช้า เพราะว่าพวกคุณก็รู้อยู่แก่ใจว่าเขาเป็นตัวอันตราย แต่พวกคุณก็ไม่คิดจะทำอะไร ฉันถึงต้องลงมือ “ทำไมเหรอคะ คุณจะไปบอกให้อัศวินผ้าคลุมแดงนั่นมาลากตัวหนูไปแขวนคอรึไง”

 

                “เกรเทล....” ดวงตาสีอำพันยังคงฉายแววตำหนิ แต่น้ำเสียงของเธอลดลงมาเล็กน้อย “เธอไปไกลเกินกว่าที่ฉันจะช่วยอะไรได้แล้วใช่มั้ย”

 

                “หนูไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือค่ะ” คนที่ต้องการคือพวกชาวบ้าน พวกที่ต้องทุกข์ทรมานเพราะปีศาจพวกนั้น แต่คุณก็ไม่เคยสนใจ

 

                “รู้ใช่มั้ยว่าถ้าเป็นแบบนี้ สักวันเราอาจจะต้องเจอกันที่สุดปลายดาบคนละด้าน” นั่นคือสิ่งเดียวที่ฉันกลัว สิ่งเดียวเท่านั้น “เราจะต้องเป็นอย่างนั้นกันจริงๆ ใช่มั้ย”

 

                “เราจะไม่ต้องเป็นแบบนั้นหรอกค่ะ ถ้าคุณจะยอมฟังที่หนูพูดบ้าง” ทำไมนะ ทุกครั้งที่เราคุยกันมันต้องจบลงด้วยการทะเลาะกันตลอดเลย “เอิร์ลแห่งชีพพีคเป็นปีศาจ เป็นไอ้ทุเรศที่ดื่มกินชีวิตของคนอื่นเป็นอาหาร ยิ่งเราเก็บมันไว้นานเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีลูกที่ต้องสูญเสียพ่อแม่เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น แต่พวกคุณก็ไม่ทำอะไร ไม่ทำอะไรเลย!!”

 

                ในที่สุดถ้อยคำของฉันก็ระเบิดออกมาอย่างสุดกลั้น มันกลายเป็นเสียงตะโกนที่ดังสะท้อนก้องไปทั่วทั้งถนนที่ว่างเปล่า ต้องขอบคุณที่เวลาแบบนี้ไม่มีใครออกมาเดินบนถนนเส้นรองๆ กันแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ต้องกัดริมฝีปากตัวเองด้วยความเจ็บใจที่เผลอปล่อยให้อารมณ์ชักนำไปจนเลยเถิดอีกแล้ว

 

                “หนูขอโทษค่ะ...หนูแค่....” แค่โกรธ แค่น้อยใจ แค่คิดว่าอะไรๆ ควรจะดีกว่านี้

 

                “เกรเทล....” น้ำเสียงของคุณกาเฮรีสดูทั้งอ่อนโยนและอ่อนล้า นั่นยิ่งทำให้ฉันเสียใจขึ้นไปอีก “ผอมลงนะ ทานอะไรดีๆ บ้างรึเปล่า”

 

                “คุณก็เหมือนกันนั่นแหละ” ทานอะไรบ้างรึเปล่าคะ คุณชอบโหมงานหนักจนลืมทานข้าวเสมอ แล้วที่ไปติดพายุอยู่กลางทะเลตั้งเกือบเดือนนั่นเป็นยังไงบ้าง มีอะไรอีกตั้งหลายอย่างที่อยากคุยกัน มีอะไรอยากเล่าให้ฟังตั้งเยอะ ทำไมเราถึงไม่คุยกันดีๆ นะ ฉันไม่อยากทะเลาะกับเธอเลย

 

                “ชั้นจะกลับไปที่ร้านแล้ว เธอเองก็ควรจะรีบไปจากเมืองนี้ซะ ไปจากอวาลอนสักพักเลยก็ดี ไม่ช้าก็เร็วทุกคนจะรู้ว่าเอิร์ลแห่งชีพพีคเป็นฝีมือของเธอ” ชั่วขณะแห่งความอ่อนโยนเหมือนเช่นที่เคยมีในอดีตได้ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว คุณกาเฮรีสกลับไปสวมหน้ากากของหัวหน้าอัศวินแห่งดิไวนัสอีกครั้ง ดวงตาสีอำพันคู่นั้นสลักคำลาลงมาในจิตใจของฉัน “อย่าให้ฉันต้องเป็นคนออกล่าเธอด้วยตัวเองเลย น้ำตาปีศาจ”

 

                อย่าให้วันนั้นมาถึงเลย อัศวินแห่งปราการศักดิ์สิทธิ์หันหลังกลับและเดินจากไป แต่ฉันรู้ว่ากาเฮรีส พาแลนทีนคนนี้จะไม่มีวันหันหลังให้กับฉันโดยสิ้นเชิงอย่างแน่นอน

Card Cast

Sir Gaheris Palantine

Sir Galahad Malory

Sir Regard Stamford

Cover Up

       อำนาจของดินแดนทั้งหลายในอวาลอนล้วนอยู่ในมือของตระกูลที่ยิ่งใหญ่เพียงไม่กี่ตระกูลเท่านั้น จากเหนือสุดอารามไซเลนเทียมโรแทม จรดนครแฟนตาเซียอันรุ่งเรืองทางใต้ จะดีสักแค่ไหนหากคุณได้ถือกำเนิดขึ้นมาเป็นหนึ่งในตระกูลที่ยิ่งใหญ่เหล่านั้น มาลองดูกันดีกว่าว่าถ้าหากคุณมีสายเลือดที่สูงส่งไหลเวียนอยู่ในร่างกาย นิสัยแบบคุณมีแนวโน้มจะเป็นคนของตระกูลใด 

Gretel will keep going on

After Match

  • Google+ - White Circle
  • Twitter - White Circle
  • Facebook - White Circle

© 2017 by Commandeer TCG                                                                                                                                   
E-mail: commandeertcg@gmail.com
Tel: (66)85-1520522 , (66)813016679
148/4 Sukhumvit 22 Sukhumvit Road Klongtoey Bangkok 10110, Thailand