Taste of East 01 : Appetizer

Story : Grimoire

Illust : Bytomtypl

                ทวีปแชงกรีล่านั้นกว้างใหญ่และเต็มไปด้วยวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไปตามแหล่งที่ตั้งของชุมชน สิ่งมีชีวิตมากมายต่างอาศัยอยู่อย่างกระจัดกระจายกันไปในดินแดนทิศตะวันออกของโลก ประชากรส่วนใหญ่ของแชงกรีล่าคือมนุษย์เช่นเดียวกับทวีปอื่นๆ โดยมีศูนย์กลางของวัฒนธรรมอยู่ที่นครเอ็นเก็ทสึ

                แชงกรีล่าประกอบไปด้วยสถานที่สำคัญจำนวนมากกว่ายี่สิบแห่ง บ้างก็เป็นมิตร บ้างก็เป็นศัตรู แต่การมีเขตที่อยู่อาศัยมากมายตั้งอยู่ห่างกระจายเช่นนี้เป็นเหตุให้มีผู้ประกอบอาชีพพ่อค้าเร่จำนวนมาก เหล่าพ่อค้าเร่จะเดินทางนำสินค้าจากเมืองหนึ่งไปค้าขายที่อีกเมืองหนึ่ง แล้วซื้อสินค้าจากเมืองนั้นไปค้าขายที่เมืองแห่งต่อไป ดำเนินเช่นนั้นไปเรื่อยๆ จนร่ำรวยไม่ก็ล้มละลาย หรือไม่ก็เบื่อชีวิตเร่ร่อนแล้วลงหลักปักฐานที่เมืองเมืองหนึ่งไปเสียก่อน

                ในดินแดนทางตะวันออกเฉียงใต้ของแชงกรีล่า เมื่อเดินทางผ่านป่ารกเขตร้อน ถัดออกไปจากอุโมงค์ใต้ดินขนาดใหญ่ที่เรียกว่าโพรงกระต่าย สิ่งที่จะได้พบคือชุมชนอันอุดมสมบูรณ์ที่เต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมโบราณ ที่แห่งนั้นเป็นอาณาเขตของหมู่บ้านสุริยา ที่อยู่อาศัยของชนเผ่ามนุษย์ที่ได้รับการคุ้มครองโดยสิ่งมีชีวิตครึ่งเทพ

                อาคารและบ้านเรือนของสุริยาล้วนสร้างจากไม้สีน้ำตาล โดยมากเป็นอาคารชั้นเดียว ผู้คนสวมเสื้อผ้าน้อยชิ้นเพราะอากาศร้อน ลักษณะทางธรรมชาติของคนสุริยานั้นมีผิวสีดำแดงและเส้นผมสีดำค่อนน้ำตาล ส่วนสูงสมส่วน  พวกเขาดำรงชีพด้วยการเกษตร การล่าสัตว์ และการค้าขายสินค้ากับต่างเมือง

                นอกจากสินค้าทางการเกษตรที่มีมากล้นแล้ว สิ่งทอของสุริยาเองก็เป็นที่นิยมไม่แพ้กัน ด้วยความประณีตของการถักทอแบบโบราณที่ทำเพียงชิ้นต่อชิ้นกับไหมคุณภาพดีจากธรรมชาติ เนื้อผ้ามีความยืดหยุ่นสูงและมีลวดลายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ มันจึงเป็นสินค้ายอดนิยมที่พ่อค้าเร่จะนำไปขายในต่างเมือง

                ถึงสุริยาจะถูกเรียกว่าหมู่บ้านแต่ก็มีขนาดใหญ่ราวกับเมืองๆ หนึ่ง ทิศตะวันออกเป็นพื้นที่เกษตรเนื่องจากอยู่ติดกับแม่น้ำสามพิทักษ์ ทิศตะวันตกที่อยู่ติดกับเทือกเขาแดนอัปสรเป็นพระราชฐานด้านในของเหล่าผู้ปกครอง ส่วนด้านทิศใต้ที่อยู่ติดกับป่าเสียงสะท้อนนั้นเป็นที่พักของเหล่านายพรานที่ประกอบอาชีพล่าสัตว์ ส่วนทิศเหนือของหมู่บ้านซึ่งเป็นตลาดสำคัญของหมู่บ้านสุริยานั้นก็มีคนต่างเมืองแวะเวียนมาค้าขายสินค้าไม่เว้นวัน

                แม้แต่ตลาดในวันนี้เองก็ยังคึกคักไม่ต่างจากวันอื่นๆ พ่อค้าแม่ค้าต่างเมืองหลายรายตั้งแผงขายสินค้าของตนให้ชาวสุริยาได้แวะเวียนมาจับจ่ายใช้สอย สินค้าที่วางขายล้วนมาจากดินแดนต่างๆ ที่อยู่ห่างไกล ไม่ว่าจะเครื่องประดับและอัญมณีจากอัลฟ์ นาจมา ทางตะวันตก ใบชาคุณภาพดีจากหยุนจิ่ง หรือสินค้าเสริมความงามจากนครแพคแจที่เป็นเกาะโดดเดี่ยวกลางอ่าวกักวิญญาณ

                แม่ค้าสาววัยใสผิวสีน้ำผึ้งตามแบบฉบับคนภาคตะวันตกรายหนึ่งกำลังคะยั้นคะยอให้สตรีชาวสุริยาซื้อกำไลประดับทับทิมเม็ดงาม แม่ค้าสาวกล่าวว่าสีแดงของทับทิมนั้นเหมาะกับสีชุดของสตรีนางนั้น แถมยังกล่าวเสริมอีกว่าทับทิมเป็นเพชรมงคลที่ช่วยให้ผู้สวมใส่ได้รับโชคลาภ หากสวมใส่ไว้จะต้องมีเงินทองไหลมาเทมาเป็นแน่

                แม่ค้าสาวสัมผัสได้ถึงความต้องการในตัวสินค้าของลูกค้ารายนั้นยามที่เธอพูดถึงเรื่องโชคลาภ ชาวหมู่บ้านสุริยามีความเชื่อเกี่ยวกับโชคลางของขลังแม้จะไม่ใช่สิ่งของที่ได้รับการบรรจุพลังเวทเอาไว้เหมือนกับสินค้าของนครเวทมนตร์อย่างเลมูเรีย การนำสินค้าอย่างเพชรพลอยที่เป็นสัญลักษณ์ของความร่ำรวยจากเมืองทะเลทรายมาขายถือได้ว่าเป็นกลวิธีในการขายสินค้าให้ตรงกับวัฒนธรรมและความต้องการของลูกค้า

                สินค้าซึ่งเป็นที่สนใจของชาวสุริยาคือสิ่งที่หมู่บ้านแห่งนี้ไม่มี ไม่ว่าจะเครื่องประดับ หนังสือ ยา เครื่องเทศ หินแร่ อาวุธ แต่แม่ค้าสาวรายนี้เลือกที่จะนำเพชรพลอยและเครื่องสำอางมาขายเนื่องจากมีน้ำหนักน้อยจึงทำให้บรรทุกง่าย แถมเครื่องสำอางจากแพคแจเองก็ขายดีไม่น้อยเช่นกัน เพราะผู้หญิงไม่ว่าที่ไหนต่างก็รักสวยรักงามและมักจะมองเห็นผู้อื่นงามกว่าตนเสมอ ความงามจึงเป็นสิ่งที่จำต้องขวนขวายไม่อาจจบสิ้น เธอจึงเลือกที่จะรับซื้อเครื่องสำอางเหล่านี้จากท่าเรือที่เมืองเสียนมาขายต่อที่หมู่บ้านสุริยา

 

                ในขณะที่เธอนำเพชรพลอยขนาดเล็กและสินค้าที่มีราคาไม่แพงมาขายให้กับชาวบ้านเดินตลาด พ่อของเธอก็นำสินค้าราคาแพงไปเสนอขายให้กับชนชั้นสูงที่มีกำลังซื้อมากกว่า ในเวลานี้จึงมีเธอเพียงคนเดียวที่คอยรับหน้าลูกค้าในช่วงโพล้เพล้ที่ตลาดใกล้จะวายเต็มที

               

                เมื่อลูกค้ารายสุดท้ายเดินจากไปพร้อมกับกำไลทับทิมที่ข้อมือขวา แม่ค้าสาวก็เริ่มจัดแจงเก็บสินค้าที่เหลือบนแผงไปเก็บในรถม้าลากขนาดใหญ่แบบมีหลังคาที่เธอและพ่อใช้เป็นที่พักและที่เก็บสินค้าซึ่งจอดอยู่ข้างหลังแผงขายสินค้า ตัวรถที่เดิมทีเต็มไปด้วยสินค้าจากสถานที่ต่างๆ ในยามนี้มีพื้นที่ว่างเพิ่มขึ้นมากเพราะสินค้าที่นำมาขายใกล้จะหมดคลังแล้ว ถึงภายในรถจะดูเหมือนว่างเปล่า แต่ในวันสองวันนี้คลังสินค้าก็จะกลับมาเต็มอีกครั้งด้วยข้าวสาร ผลไม้ และผ้าผืนงามๆ ที่พวกเธอลงทุนรับซื้อเพื่อนำไปขายต่อที่มหานครเอ็นเก็ทสึ

 

                “พ่อกลับมาแล้วนะซาซา ขายของวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง”

 

                พ่อค้าวัยกลางคนผู้มีสีผิวและสีผมคล้ายแม่ค้าสาวเปิดประตูรถเข้ามา ข้างเอวสะพายถุงหนังที่ตอนนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยเงินสกุลอัฐจากการขายสินค้าในวันนี้

 

                “ขายดีมากเลยค่ะ ของแทบจะเกลี้ยงทุกอย่างแล้ว หนูกำลังจะทำบัญชีเตรียมไว้ให้คุณพ่อดูอยู่พอดี ว่าแต่คุณพ่อได้ซื้อยำปลากรอบเจ้าเด็ดมาให้หนูหรือเปล่า”

 

                แม่ค้าสาวทวงสัญญาที่ผู้เป็นพ่อให้ไว้ก่อนที่เขาจะออกไปขายสินค้าในเมือง ตั้งแต่มาที่หมู่บ้านสุริยาในคราวนี้แม่ค้าสาวได้ยินถึงกิตติศัพท์ของความอร่อยของยำปลากรอบเจ้าดังแห่งหนึ่งที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในสุริยา ใครต่อใครก็เล่าว่ารสชาติของยำร้านนี้เมื่อกินเข้าไปแล้วจะรู้สึกราวกับโดนฟ้าผ่าเลยทีเดียว

 

                ดวงตาสีอำพันจ้องมองผู้เป็นบิดาอย่างใจจดใจจ่อ คนเป็นพ่อรู้ดีว่าลูกของตนนั้นรักในการทานอาหารของสถานที่ต่างๆ มากเพียงใด ไม่ว่าเขาจะไปเร่ขายของที่ไหนแม่สาวน้อยซาซาก็ต้องตระเวนหาอาหารขึ้นชื่อของสถานที่แห่งนั้นกินเสียให้ได้ เขารู้ดีว่าหากผิดสัญญาในเรื่องอาหารเมื่อใดอีกฝ่ายจะโมโหถึงขนาดไม่เตรียมอาหารให้เขาไปอีกสามวัน เขาจึงอดทนต่อแถวชาวสุริยาและพ่อค้าเร่รวมสามสิบชีวิตเพื่อซื้อยำปลากรอบนี้กลับมาให้ลูกสาวจนได้

 

                “นี่จ๊ะลูกรัก พ่อกำลังจะจัดใส่จานให้ลูกอยู่พอดี แล้วพรุ่งนี้อย่าลืมเตรียมข้าวเที่ยงให้พ่อคนนี้ด้วยนะ พอดีพรุ่งนี้พวกชาวบ้านเขาชวนพ่อออกไปล่าสัตว์เชื่อมไมตรีแต่เช้ามืด”

 

                พ่อของเธอนำอาหารที่ห่อไว้ในใบตองออกมาเทใส่ชามไม้ที่ทั้งสองใช้ทานอาหารเป็นประจำ จากนั้นจึงวางห่อข้าวเหนียวซึ่งเป็นข้าวสายพันธุ์ย่อยของสุริยาไว้ใกล้กัน ซาซามองอาหารจานเด็ดด้วยดวงตาเปล่งประกาย เธอทำความสะอาดมือตามหลักสุขอนามัยแล้วเริ่มกินมื้อเย็นที่รอคอยอย่างเงียบๆ ในขณะที่ปล่อยให้พ่อของตนทำธุระของเขาให้เรียบร้อย คนเป็นพ่อเองก็ปล่อยให้ลูกสาวใช้เวลามื้อเย็นของเธอ ส่วนตนนั้นหยิบปืนกระบอกยาวผลิตจากไฮเซนเบิร์กที่เก็บไว้ในรถขึ้นมาทำความสะอาดและเตรียมกระสุนต่างๆ รวมถึงของใช้ที่จำเป็นในการเข้าป่าให้พร้อมสรรพสำหรับการออกเดินทางแต่เช้ามืด

 

                ปืนจากไฮเซนเบิร์กนั้นมีความทนทานแข็งแรง เขาเคยทดลองใช้มันครั้งแรกก็เมื่อหลายสิบปีก่อนที่ตลาดกลางในนครคันธราช การเข้ามาของสินค้าจากทวีปแห่งเครื่องจักรผ่านพอร์ทซิร็อคโคในคันธราชได้นำความเจริญด้านต่างๆ เข้าสู่แชงกรีล่า ปืนเองก็เป็นหนึ่งในนั้น มันเป็นอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงแถมยังใช้งานได้ง่าย เมื่อมีมันเขาก็รู้สึกอุ่นใจมากขึ้นในระหว่างการเดินทางเร่ขายของที่อาจพบกับอันตรายไม่คาดฝันได้ตลอด เขาสอนซาซาใช้ปืนเช่นกันเพื่อให้เธอป้องกันตัวเองได้ในยามคับขัน มันเป็นปืนกระบอกเล็กสำหรับผู้หญิงที่พกพาได้ง่ายและมีแรงถีบต่ำ เธอพกมันติดตัวไว้เสมอถึงแม้จะไม่เคยมีโอกาสได้หยิบมาใช้เลยสักครั้ง แต่มันก็เป็นเรื่องดีที่ความปลอดภัยของแชงกรีล่าเพิ่มมากขึ้นกว่าสมัยก่อนจนทำให้การเดินทางระหว่างเมืองสะดวกมากกว่าเดิม

 

                “ขายอาหารแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน”

 

                แม่ค้าสาวที่นั่งกินข้าวอย่างเรียบร้อยด้วยท่าทีสงบเมื่อครู่ตวาดลั่นและทุบพื้นด้วยความไม่พอใจ คนเป็นพ่อเห็นท่าไม่ดีจึงละจากปืนของตนแล้วแสดงความห่วงใยต่อลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวของเขา

 

                “เป็นอะไรซาซา มันไม่อร่อยเหมือนที่เขาลืออย่างนั้นหรือ”

 

                “อร่อยค่ะ น้ำยำทำจากมะนาวพันธุ์ดีที่ให้รสเปรี้ยวตามธรรมชาติ ผักเองก็สดกรอบจากการใช้ของสดแบบวันต่อวัน พริกสีแดงเม็ดเล็กก็เผ็ดร้อนต่างจากขนาดที่ดูน่ารัก ปลากรอบเองก็เคี้ยวเพลินแถมยังเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี ที่ว่ากันว่ามันอร่อยนั้นถูกต้องทุกอย่าง”

 

                “แล้วทำไมลูกถึงไม่พอใจมันเล่า”

 

                “เพราะมันมีการใช้สารชูรสค่ะ หนูคิดว่าคงมีพ่อค้าจากเอ็นเก็ทสึบางคนนำมาขายที่สุริยาแน่ๆ ที่บอกว่ากินแล้วเหมือนถูกฟ้าผ่าก็เป็นเพราะอาการลิ้นชาจากการทานสารชูรสนี้ ความจริงรสชาติของมันก็อร่อยอยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นที่ต้องใส่สารชูรสเลยแม้แต่นิดเดียว”

 

                ซาซาลุกขึ้นเก็บชามอาหารไปทำความสะอาดด้วยอารมณ์ที่ฉุนเฉียว พ่อค้าวัยกลางคนมองลูกสาวตนเองด้วยแววตาแห่งความเอ็นดู เธอมีสัมผัสการรับรสชาติที่ยอดเยี่ยมไม่ต่างจากแม่ของเธอที่เคยทำงานในร้านอาหารที่คันธราช ทั้งสองนิสัยเหมือนกันตรงที่จริงจังกับรสชาติของอาหาร แถมยังสามารถจำแนกรสชาติและอธิบายออกมาได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน ซาซาเปรียบได้กับภาพเหมือนของผู้เป็นแม่เลยทีเดียว ไม่ว่าจะผิวสีน้ำผึ้ง เส้นผมดำเงางาม และดวงตาสีอำพันที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา

 

                เมื่อเห็นลูกสาวออกอาการไม่ต่างจากภรรยาก็ทำให้ความทรงจำในอดีตหวนกลับคืนมาโดยไม่อาจควบคุมได้ ความรักอันบริสุทธิ์ของพ่อค้าเร่และสาวแม่ครัวแห่งแดนตะวันออกที่จับผลัดจับพลูได้รู้จักและแต่งงานกันอย่างมีความสุข เขาตัดสินใจหลงหลักปักฐานในบ้านเกิดของเธอและช่วยกันสร้างร้านอาหารเล็กๆ ร้านหนึ่งที่เต็มไปด้วยความสุข แต่โชคร้ายที่แม่ของเด็กสาวได้จากไปในวันที่เธอลืมตาดูโลก ความอ้างว้างจากการสูญเสียคนรักและแม่ครัวเพียงคนเดียวของร้านทำให้เขาตัดสินใจพาลูกออกระเห่เร่ร่อนเดินทางอีกครั้ง โดยหวังจะให้ลูกสาวได้ออกเดินทางทั่วแชงกร่าในแบบที่แม่ของเธอไม่มีโอกาสได้ทำ

 

                “พ่อทำบัญชีใกล้เสร็จแล้ว ลูกจะนอนก่อนเลยก็ได้”

 

                “ได้ค่ะ พรุ่งนี้พ่อเตรียมชิมอาหารเที่ยงฝีมือหนูได้เลย ราตรีสวัสดิ์นะคะ”

 

                พ่อค้าเร่แห่งคันธราชก้มหน้ากลับไปยังสมุดบัญชีของตนและอมยิ้มเมื่อนึกถึงมื้อเที่ยงในวันพรุ่งนี้ แม้ลูกสาวของเขาจะได้รับประสาทรับรสที่ดีจากผู้เป็นแม่เพียงใด แต่ความสามารถในการทำอาหารของเธอกลับเป็นศูนย์เช่นเดียวกับเขา เขาคาดการณ์ได้เลยว่ามื้อเที่ยงของเขาวันพรุ่งนี้คงไม่พ้นผักดองและเนื้อแห้งเป็นแน่

                เมื่อสินค้าที่นำมาขายหมดออกไปจากคลัง ก็ถึงเวลาที่สองพ่อลูกจะไปรับซื้อสินค้าจากชาวพื้นเมืองเพื่อนำไปขายต่อ ในคราวนี้พวกเขาก็เลือกซื้อผลไม้และข้าวสารของสุริยาไปขายเช่นทุกครั้ง ผลไม้เมืองร้อนมีรสชาติที่จัดจ้าน ข้าวสารของสุริยาเองก็มีลักษณะร่วนซุยเป็นเอกลักษณ์ แต่สำหรับสิ่งทอที่เป็นสินค้าขายยอดนิยมของคนต่างเมืองมาตลอดไม่อาจนำไปขายจำนวนมากได้เนื่องจากสินค้าที่ชาวสุริยาผลิตเก็บไว้นั้นมีจำนวนน้อย หากไม่ได้สร้างความสนิทสนมกับชาวบ้านสักหน่อยคงจะหาไปขายแทบไม่ได้

 

                พ่อของซาซาเป็นคนอัธยาศัยดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เขามักจะผูกสัมพันธ์กับชาวบ้านที่เป็นผู้ผลิตอยู่เสมอ อย่างวันนี้พ่อของเธอกับชาวบ้านก็พากันไปล่าของป่า พวกเขาเข้าป่าไปตั้งแต่เช้ามืดโดยนัดแนะจุดตั้งหลักกันที่เชิงป่าเพื่อรอทานอาหารเที่ยงที่ซาซาและภรรยาของพวกเขาเอาไปส่งที่จุดนัดหมาย กองทัพย่อมต้องเดินด้วยท้อง หากพวกเขาไม่ได้ทานอาหารกลางวันกันแล้วล่ะก็ไม่แคล้วพวกเขาจะกลายเป็นอาหารของสัตว์ป่าเสียเอง

 

                ซาซาห่อผักดองและเนื้อแห้งใส่ห่อพร้อมข้าวสวยเพื่อเป็นอาหารเที่ยงให้กับพ่อ เธอใส่มันลงไปในตะกร้าราวกับนิทานเรื่องหนึ่งของอวาลอนที่เด็กสาวจะนำอาหารไปฝากคุณยายภายในป่า จุดนัดหมายของเธอนั้นเข้าไปในป่าไม่ลึกจึงไม่ต้องกลัวว่าจะเจอคุณหมาป่ามาจับกิน แต่กระนั้นสำหรับคนนอกพื้นที่อย่างซาซาแล้วก็ต้องใช้ความลำบากไม่น้อยในการเดินไปยังสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย

 

                ระหว่างทางมีสาวชาวบ้านหลายคนเดินสวนกับเธอ นั่นแสดงให้เห็นว่าเธอมาถูกทางแล้ว ซาซาคิดจะเริ่มวิ่งเพื่อที่จะไปให้ถึงจุดนัดหมายให้เร็วกว่าเดิม แต่คำพูดของสาวชาวบ้านคนหนึ่งกลับทำให้เธอต้องชะงักฝีเท้าเพื่อทำความเข้าใจความหมายของคำพูดที่หญิงคนนั้นเอ่ยขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

 

                “อยากรู้จักเนื้อคู่ของคุณไหมคะ”

 

                 “เอ๊ะ”

 

                สิ่งที่สาวผมชมพูบอกกับเธอนั้นทำให้เธอประหลาดใจ ทำไมอยู่ดีๆ ถึงมาพูดเรื่องเนื้อคู่กับคนต่างถิ่นอย่างเธอกัน หรือว่าผู้หญิงคนนี้จะเป็นหมอดูที่เห็นได้บ่อยๆ ตามตลาดกลางคืน พวกหมอดูที่ซาซารู้จักจะทายทักอนาคตของคนเพื่อกระตุ้นความสงสัยใคร่รู้ออกมาแบบสุ่มสี่สุ่มห้า ก่อนที่จะเรียกให้ดูดวงชะตาอนาคตกับตนเพื่อเรียกเก็บเงินเป็นค่าดูดวง ซาซาเดินทางมามากและเห็นหมอดูเหล่านั้นมาเยอะเช่นกัน จึงเห็นว่าคำพยากรณ์เหล่านั้นเป็นเพียงการสร้างความบันเทิงที่แลกมากับเศษเงินเล็กน้อย แม่ค้าสาวจึงไม่เคยใส่ใจมัน

 

                แต่ในตอนนี้เธอสัมผัสไม่ได้ถึงเจตนาหลองลวงของหมอดูหญิง หญิงคนนั้นอายุไม่ห่างจากเธอซึ่งอยู่ที่สิบกว่าๆ เส้นผมสีชมพูราวกับดอกไม้ สวมใส่ผ้ารัดอกและท่อนล่างบางส่วนเช่นเดียวกับชาวสุริยาทั่วไป ที่คอห้อยเขี้ยวสัตว์ดูน่ากลัว แต่บรรยากาศรอบๆ สาวผมชมพูคนนั้นกลับอบอุ่นและเจือไปด้วยกลิ่นหอมของน้ำปรุง

 

                “ฉันไม่เก็บเงินหรอกนะคะ เพราะมีบางสิ่งฝากฉันมาบอกคุณแม่ค้า หากคุณและเขาได้พบกันจะต้องเป็นเรื่องที่วิเศษมากๆ แน่นอนค่ะ จันทรารับประกัน”

 

                สาวผมชมพูเอ่ยเช่นนั้นแล้วเดินจากไปอย่างร่าเริง ทิ้งซาซาให้อยู่กับความสงสัยในเจตนาของคำพูดเหล่านั้น เขาอย่างนั้นหรือ อย่างน้อยก็บอกใบ้หน่อยสิว่าเขานี่หมายถึงใคร แต่เอาเถอะ คำพยากรณ์มั่วๆ เช่นนั้นคงไม่มีความสำคัญเท่าใดอยู่แล้ว เธอเลือกที่จะลืมสิ่งที่สาวผมชมพูพูด สิ่งที่ซาซาจำได้ถึงชั่วขณะที่เดินสวนกับสาวชมพูกลางชายป่ามีเพียงแค่กลิ่นน้ำปรุงและความรู้สึกอบอุ่นเพียงเท่านั้น

 

                ซาซามาถึงศาลาขนาดใหญ่ที่เป็นจุดนัดหมาย มันเป็นศาลาไม้ยกสูงจากพื้นประมาณหนึ่งช่วงแขน มีกำแพงสามด้าน ตอนนี้พวกพ่อและชาวบ้านยังคงล่าสัตว์กันอยู่ศาลาแห่งนี้จึงได้เงียบสงัด มีเพียงสำรับอาหารหลายอย่างถูกจัดเตรียมไว้เสร็จสรรพพร้อมรับประทาน ไม่ว่าจะไก่ที่ย่างจนหนังกรอบหรือผักสดๆ ก็ดูน่าทาน แถมยังมีข้าวโถใหญ่ที่เปิดฝาออกมาแล้วคงจะร้อนฉุยเป็นแน่

 

                “กลิ่นอะไรกันนะ หอมจัง”

 

                ซาซาที่กำลังหิวท้องกิ่วเพราะอยากจะทานอาหารพร้อมพ่อท้องร้องเสียงดังเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมที่ลอยมาจากด้านหลังของศาลา เธอลุกเดินไปยังที่มาของกลิ่น ร่างกายของเธอขับเคลื่อนด้วยความหิว ต่อมน้ำลายทำงานโดยไม่รู้ตัว มันเป็นกลิ่นที่ทำให้เกิดความอยากอาหารได้อย่างน่าทึ่ง  ที่อีกฝั่งของศาลาที่ซาซาเดินไปนั้นมีหม้อโลหะที่ตั้งอยู่บนกองไฟ กลิ่นชวนน้ำลายสอลอยออกมาจากภายในหม้อใบนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย

 

                แม่ค้าสาวเดินเข้าไปใกล้หม้อ เธออยากรู้ว่าอะไรอยู่ในหม้อใบนั้น อยากจะเปิดดูและได้รู้ว่าสิ่งใดที่ทำให้เกิดกลิ่นหอมได้ขนาดนี้ การกินอาหารของคนอื่นย่อมเป็นการเสียมารยาท แต่เข้าไปดูใกล้ๆ มันไม่ผิดอะไรเสียหน่อย ซาซานั่งยองๆ ลงใกล้หม้อ เพ่งสายตามองผ่านช่องว่างระหว่างหม้อกับฝาว่ามีอะไรอยู่ข้างในกันแน่

 

                “เฮ้ยๆๆๆ สาวที่ไหนจะมาขโมยกินแกงของข้ากันวะ”

 

                เสียงห้าวตะโกนออกมาจากหลังพุ่มไม้ ชายหนุ่มผิวเข้มโผล่มาจากตรงนั้นในอิริยาบถขยับเสื้อผ้าท่อนล่างให้เข้าที่หลังเสร็จกิจธุระส่วนตัว การที่ชายหนุ่มปรากฏตัวอย่างกะทันหันเช่นนั้นทำให้ซาซาตื่นตกใจไม่น้อย แต่เอาจริงๆ แล้วการที่มีผู้ชายโผล่ออกมาจากพุ่มไม้แบบไม่ต้องตะโกนออกมามันก็น่าตกใจพออยู่แล้ว

 

                “มะ...ไม่ได้จะขโมยสักหน่อย แค่อยากรู้เท่านั้นเองว่าต้มอะไรอยู่ถึงได้หอมขนาดนี้”

 

                เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่ลนลานปนเขินอาย ซาซาลืมนึกไปเสียสนิทว่าหม้อมันตั้งไฟอยู่ย่อมต้องมีเจ้าของคอยเฝ้าอยู่ใกล้ๆ ดูเหมือนวันนี้เธอจะหิวมากเกินไปจึงไม่ได้ระมัดระวังตัว

 

                “ตรงไปตรงมาดีนี่ มาๆ มาชิมแกงป่าของข้าสิ”

 

                ชายหนุ่มเปิดฝาหม้อ ควันและกลิ่นพวยพุ่งออกมาราวกับปืนใหญ่ของไฮเซนเบิร์ก แกงที่ต้มอยู่ภายในหม้อมีเครื่องอยู่แทบล้น ไม่ว่าจะผักหลายชนิด มะเขือ เห็ด และเนื้อหมู ตัวน้ำแกงมีสีแดงให้ความรู้สึกเผ็ดร้อน

 

                เจ้าของแกงใช้ช้อนคันเล็กตักแกงที่กำลังเดือดได้ที่ พร้อมเตือนแม่ค้าสาวให้ระวังลิ้นพองจากความร้อนของแกงเพิ่งเดือด ซาซากล่าวขอบคุณและเป่าเสียงดังฟู่ๆ ให้แกงเย็นลง

 

                “ว้าว กลมกล่อมกว่าที่คิดนะเนี่ย ไม่แสบร้อนเท่าที่กินในตลาด แต่ลิ้นก็รู้สึกซาบซ่านเพราะพริกไทยอ่อน กลิ่นใบกะเพราเองก็หอม เนื้อหมูก็นุ่มกำลังดี ถ้าได้กินกับข้าวสวยคงจะอร่อยสุดๆ ไปเลย”

 

                “เธอก็ลิ้นถึงเหมือนกันนี่ ร้านธรรมดาๆ ในตลาดสู้ข้าไม่ได้หรอกนะ ฮ่าๆๆๆ”

 

                ชายหนุ่มกอดอกหัวเราะด้วยความภาคภูมิใจ

 

                “ว่าแต่นายเป็นใครกันน่ะ” / “ว่าแต่เธอเป็นใครกันน่ะ”

 

                หญิงสาวและชายหนุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมกัน              

                ชายหนุ่มมีชื่อว่าจตุ เป็นลูกคนที่สุดท้องในกลุ่มสี่พี่น้องนายพรานแห่งป่าสุริยา เขามีผิวสีดำแดงและผมสีดำค่อนน้ำตาลตามแบบฉบับชาวสุริยา ร่างกายบึกบึนแข็งแรงสมชายชาตรีแบบที่พรานควรจะเป็น

 

                พี่น้องพรานทั้งสี่ต่างเป็นนายพรานฝีมือดี ต่างคนต่างมีความสามารถพิเศษเฉพาะตัว พี่คนโตเชี่ยวชาญด้านการวางกับดัก พี่คนรองเก่งกาจในการสะกดรอย พี่คนที่สามโดดเด่นในการยิงธนูยิ่งกว่าใคร ส่วนน้องคนสุดท้องอย่างจตุมีความรู้ในเรื่องสมุนไพรมากกว่าพวกพี่ๆ

 

                “ก็เลยทำอาหารเก่งสินะ”

 

                “ก็ส่วนหนึ่ง แม่บอกว่ามีลูกสี่คนก็พอแล้ว ในตอนที่ข้ายังออกล่ากับพวกพี่ๆ ไม่ได้ แม่ข้าก็เลยสอนอะไรให้ข้าหลายอย่าง แต่อย่างเดียวที่ทำได้ก็มีแค่ทำอาหารเท่านั้น เรื่องอื่นๆ มันไม่เข้าหัวสักนิด แถมแม่ข้ายังชอบบ่น...”

 

                จตุเล่าถึงเรื่องแม่ของตนอย่างลื่นไหล เขาได้รับความรักของคนเป็นแม่อย่างท่วมท้นจึงสามารถเล่าถึงผู้เป็นมารดาออกมาด้วยแววตามีชีวิตชีวา ซาซาเพียงฟังเงียบๆ และอมยิ้ม เธอไม่ได้อิจฉา แต่ก็รู้สึกเสียดายไม่น้อย หากแม่ยังมีชีวิตอยู่แม่จะสอนอะไรเธอบ้างกันนะ

 

                ตึ่กๆๆๆ

 

                เสียงกระเทือนดังมาจากทิศในป่า ทั้งจตุและซาซาผุดลุกขึ้นด้วยความระแวดระวัง

                “เสียงอะไรกัน”

 

                ซาซาเอ่ยด้วยความกังวล

 

                “เงียบก่อน”

 

                 จตุเตือน เขาหลับตาลงแล้วเพ่งประสาทสัมผัสทั้งหมดให้จดจ่อกับที่มาของเสียง แรงสั่นสะเทือนขนาดใหญ่เข้ามาใกล้ทั้งสอง อะไรบางอย่างที่มีขนาดใหญ่และร้อนรน นายพรานหนุ่มหลับตาลง...มันมาแล้ว

 

                หมู่ป่าตัวโตเท่าวัวนมพุ่งมาด้วยความรวดเร็ว จตุใช้ดาบที่ห้อยอยู่ข้างเอวของตนต้านยันเขี้ยวแหลมสองข้างของหมูป่าเอาไว้อย่างทุลักทุเล

 

                “ดูเหมือนพวกนั้นจะเจอของดีเสียแล้ว หมูเขี้ยวดาบหายากมาก แต่เนื้อนี่อร่อยอย่าบอกใคร”

 

                นายพรานหนุ่มกล่าวเช่นนั้น เขาตวัดดาบเพื่อขู่ให้หมูป่าเขี้ยวดาบถอยหนี เจ้าหมูตัวใหญ่ราวกับวัว เขี้ยวสองข้างมุมปากยาวโค้งเหมือนงาช้าง ขนสีน้ำตาลเข้มเกือบดำมีบาดแผลหลายแห่งจากการถูกไล่ล่า

 

                “เธอรีบหลบไป”

 

                นายพรานหนุ่มตวาด นายพรานเช่นเขาเชี่ยวชาญการหลบหลีกโดยสังเกตการณ์เคลื่อนไหวของสัตว์ป่า เพราะสัตว์ป่าย่อมมีพละกำลังมากกว่ามนุษย์ การที่มีเรื่องให้ต้องพะวงข้างหลังนั้นจึงทำให้นายพรานเช่นเขาต่อสู้ได้ลำบาก

 

                “ไม่ต้องห่วงฉันหรอก”

 

                แม่ค้าสาวตอบ เธอกระโดดขึ้นไปบนศาลา ริมฝีปากพึมพำท่องคาถาเพื่อร่ายเวทมนตร์ นิ้วชี้ขวาลากเส้นแสงเรืองรองกลางอากาศรูปร่างคล้ายน้ำวน

 

                “โกลบ ออฟ โพรเทคชั่น”

 

                โล่เวทมนตร์ทรงกลมสีฟ้าปรากฏขึ้นรอบศาลา มันเป็นเวทมนตร์ป้องกันพื้นฐานที่เหล่านักผู้ใช้เวทมนตร์จะได้เรียนรู้ก่อนเวทบทใดๆ จตุทึ่งไม่น้อยเมื่อเห็นแม่ค้าสาวที่ดูธรรมดาๆ อย่างเธอสามารถใช้เวทมนตร์ได้อย่างคล่องแคล่ว ซาซาชูนิ้วโป้งให้กับเขาเพื่อยืนยันว่าเขาไม่จำเป็นต้องห่วงเธอแม้แต่น้อย

 

                เมื่อไม่ต้องห่วงคนที่อยู่ข้างหลัง จตุก็มุ่งมั่นกับสิ่งตรงหน้าได้อีกครั้ง เขาหลอกล่อหมูป่าเขี้ยวดาบให้พุ่งชนตนถึงแม้จะรู้ว่าหากโดนเขี้ยวอันแหลมคมเสียบเข้าไปคงตายคาที่เป็นแน่ แต่นายพรานมือดีอย่างจตุไม่ได้เกรงกลัวแม้แต่น้อย เขาบิดข้อเท้าเอี้ยวตัวหลบไปด้านข้างอย่างว่องไวในตอนที่เขี้ยวของหมูป่าอยู่ไม่ไกล พลางใช้ดาบเฉือนสีข้างของหมูป่าเรียกเลือดสีเข้มออกมาเป็นทางยาว

 

                ขนของหมูป่าเขี้ยวดาบนั้นแข็งจนดาบไม่อาจสร้างบาดแผลให้มันได้เท่าที่ควร นายพรานรู้ถึงเรื่องนั้นดี เขายังคงหลอกล่อและหลบหลีกเช่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อล่อให้หมูป่าหมดแรงเพื่อรอโอกาสที่จะเผด็จศึกในคราเดียว

 

                ลมหายใจของหมูป่าเริ่มรวยริน มันวิ่งเข้ามาอีกครั้งด้วยความเร็วที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด คราวนี้จตุไม่ได้กระโดดหลบไปด้านข้าง เขาเงื้อดาบขึ้นสูงรอจังหวะ ในช่วงวินาทีที่เขี้ยวยาวของหมูป่าจะเจาะทะลุร่างของนายพรานหนุ่มนั้นซาซาที่มองดูอยู่รู้สึกราวกับเวลาหยุดลงได้หยุดลง แม่ค้าสาวหลับตาปี๋เพราะกลัวสิ่งที่จะเกิดขึ้น

 

                “ขาลเอ๋ย จงสถิตในตัวข้า”

 

                จตุเอ๋ยมนตร์บทหนึ่ง พลังอันลึกลับแผ่ออกมาจากสร้อยคอของเขา แม่ค้าสาวเหมือนจะได้ยินเสียงคำรามของเสือโคร่งอันดุร้ายมาจากที่ที่ไกลแสนไกล ร่างของนายพรานหนุ่มซึมซับพลังสายนั้นเข้าไปเพื่อเพิ่มพลังกำลังของตนให้แข็งแกร่งดั่งสัตว์ป่า แล้วฟาดดาบลงไปที่กระหม่อมของหมูป่าสุดแรงจนเกิดเสียงดังโผละของกะโหลกที่แตกร้าว หมูป่าเขี้ยวดาบล้มลงแน่นิ่ง

 

                “นั่นมันเวทอะไรกัน ฉันไม่เคยเห็นมาก่อนเลย”

 

                ซาซาคลายโล่เวทมนตร์แล้วกระโดดลงมาจากศาลา เธอเข้าไปหานายพรานหนุ่มแล้วเพ่งดูสร้อยคอที่มีลักษณะเหมือนหลอดเล็กๆ บรรจุหนังเสือซึ่งห้อยอยู่บนแผงอกที่กำลังยุบขึ้นยุบลงจากการหายใจหอบเพราะความเหนื่อย

 

                “เป็นเคล็ดวิชาของพวกเรานายพราน จะทำให้ดึงพลังของสัตว์ป่าเข้ามาในร่างได้โดยอาศัยสื่อกลางที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ป่าอย่างตะกรุดหนังเสือที่ข้าสวมอยู่ ถึงจะสู้สินค้าของพวกเกาะลอยฟ้าไม่ได้ แต่ก็ถือเป็นของชั้นยอดทีเดียวเชียว ว่าแต่ขอน้ำหน่อยสิ เหนื่อยแทบขาดใจอยู่แล้ว”

 

                “จ้าๆ”

 

                แม่ค้าสาวเดินกลับไปที่ศาลา เธอเปิดฝาตุ่มอันไม่ใหญ่ไม่เล็กแล้วใช้ขันโลหะที่อยู่ใกล้ตุ่มตักน้ำใส่สะอาดขึ้นมา ต้องขอบคุณดินเผาที่ใช้สร้างตุ่ม น้ำที่บรรจุอยู่ภายในจึงไม่ได้รับผลกระทบของความร้อนจากพระอาทิตย์ยามเที่ยงวัน

 

                “ไม่น่าเชื่อว่าเธอใช้เวทมนตร์ได้ด้วย”

 

                นายพรานพูดพลางดื่มน้ำเย็นชื่นใจเข้าไปอึกใหญ่จนทำให้เขาสำลัก เขาจึงต้องใช้หลังมือเช็ดปากแก้เขิน

 

                “ก็นิดหน่อย จำเขามาทั้งนั้น ฉันเดินทางกับพ่อตลอดก็เลยแอบๆ เรียนไว้บ้าง ว่าแต่นายก็เก่งใช้ได้เลยนี่ ไม่โดนหมูป่าขวิดตายไปซะก่อน”

 

                “ฮ่าๆๆ เรื่องแค่นี้มันกล้วยๆ ถ้าข้าเอาจริงเมื่อไหร่เจ้าจะทึ่ง”

 

                “โอ้โห”

 

                ซาซาส่งเสียงสูงหน้าตายเหมือนไม่เชื่อในฝีมือการต่อสู้ของจตุ นายพรานหนุ่มเห็นเช่นนั้นจึงโม้ประวัติของตนว่าเคยล่าสัตว์มาแล้วมากมายทั่วแชงกรีล่า ไม่ว่าจะหนอนยักษ์จากทะเลทรายทางตะวันตก หมีขนดกจากเขตน้ำแข็งทางเหนือ หรือแม้แต่สัตว์ประหลาดที่ไม่เคยมีใครรู้จักมาก่อน พวกเขาสี่พี่น้องต่างเดินทางล่าสัตว์เพื่อเติมเต็มความต้องการของตน ไม่ว่าจะชื่อเสียง เงินทอง หรือแม้แต่ความสำราญส่วนตัว

 

                ชายหนุ่มและหญิงสาวพูดคุยโต้ตอบกันอย่างออกรสราวกับเป็นเพื่อนกันมาแต่เนิ่นนาน ชายหนุ่มเล่าเรื่องความอันตรายของสัตว์ป่าและอาหารที่ปรุงขึ้นมาจากเนื้อของพวกมัน หญิงสาวก็เล่าถึงวัฒนธรรมของเมืองต่างๆ จนกระทั่งพ่อของหญิงสาวและนายพรานคนอื่นๆ มาถึงยังจุดนัดหมายแล้วพบกับหมูป่าที่วิ่งหายไปในขณะที่พวกเขากำลังไล่ล่า

 

                มื้ออาหารกลางวันที่ออกจะช้าไปสักหน่อยได้เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับมิตรภาพใหม่ของแม่ค้าเร่และนายพราน(พ่อครัว)หนุ่ม และกับเสียงผิวปากวีดวิ้วของใครหลายๆ คนที่เอ่ยแซวความสนิทชิดเชื้อของหนุ่มสาว ซาซาเขินจนไม่กลายพูด คนเป็นพ่อเห็นท่าไม่ดีกลัวลูกสาวจะวิตกเลยช่วยเปลี่ยนเรื่องสนทนาไปเป็นเรื่องสัตว์ที่พวกเขาช่วยกันล่ามาได้วันนี้แทน

 

                ส่วนหมูป่าเขี้ยวยาวที่ได้จากการล่าในวันนี้ จตุได้นำมันกลับไปที่บ้านของตน เขาถลกหนังของมันด้วยความประณีต แล่เนื้อของมันด้วยความบรรจง ตัดเนื้อหมูชิ้นโตออกเป็นส่วนๆ ซึ่งส่วนมากเขานำไปขายให้กับพ่อค้าเนื้อสัตว์ในตลาด ส่วนเนื้อส่วนน้อยที่เขาเก็บไว้ก็กลายเป็นเนื้อหมูพะโล้โดยเสน่ห์ปลายจวักของเขาเอง จตุเอาหมูพะโล้ไปให้แม่ค้าสาวชิมก่อนที่เธอและพ่อจะเดินทางเอาสินค้าเกษตรและสิ่งทอชั้นดีจากสุริยาไปขายต่อที่เมืองอื่น

 

                “สามชั้นของหมูนุ่มกำลังดี ไขมันก็น้อยเพราะไม่ใช่หมูเลี้ยง กลิ่นของเครื่องเทศและสมุนไพรก็หอม ใช้ของดีจากเอ็นเก็ทสึสินะ แต่น่าเสียดายที่ยังต้มไม่นานพอ น้ำพะโล้เลยยังซึมเข้าไปในไข่ไก้ไม่มากพอ ดูสิ ไข่ยังออกสีขาวๆ อยู่เลย”

 

                ซาซาบรรยายความอร่อยของพะโล้หมูป่าเขี้ยวดาบได้อย่างไหลลื่นและติในส่วนที่คิดว่าต้องปรับปรุง แต่ไข่พะโล้จะให้อร่อยต้องต้มทิ้งไว้เป็นวันๆ ด้วยเวลาก่อนจากกันเพียงคืนเดียวแต่เขายังทำได้ขนาดนี้ก็ถือได้ว่าสุดยอดแล้ว

 

                “ถ้าโชคดีเจอกันที่เมืองใดสักเมืองระหว่างออกล่า จะให้กินอะไรที่สุดยอดกว่านี้อีก”

 

                “สัญญาแล้วนะ”

 

                “คนอย่างไอ้จตุพูดแล้วไม่คืนคำ ถ้าผิดสัญญาขอให้ฟ้าผ่า”

 

                หนุ่มสาวหัวเราะคิกคัก ทั้งสองต่างมีเส้นทางของตัวเอง ซาซาเดินทางค้าขาย จตุเดินทางล่าสัตว์ ทั้งสองเดินทางไปในดินแดนแชงกรีล่าอันกว้างใหญ่ ถึงแม้จะไปในคนละเส้นทาง แต่ทั้งสองก็คาดหวังถึงโอกาสที่จะได้พบเจอกับเพื่อนใหม่คนนี้อีกครั้งหนึ่ง

  • Google+ - White Circle
  • Twitter - White Circle
  • Facebook - White Circle

© 2017 by Commandeer TCG                                                                                                                                   
E-mail: commandeertcg@gmail.com
Tel: (66)85-1520522 , (66)813016679
148/4 Sukhumvit 22 Sukhumvit Road Klongtoey Bangkok 10110, Thailand