Revolt : Rebellious Monster

Story : Cat's Box

Illust : Bytomtypl

ครั้งหนึ่ง ผู้เฒ่าเคยบอกพวกเราว่า ร่างกายนี้สร้างจากธุลี จากผืนดินที่สิงสถิตของวิญญาณอันยิ่งใหญ่

 

สายเลือดที่ไหลเวียนในกายเราคือหยาดน้ำฝนที่รินหลั่งจากพิภพเทวา

 

และศรัทธาคือสายใยที่เชื่อมโยงเรากับเหล่าบรรพชน

ผู้เฝ้ามองเผ่าพันธุ์ภูตของเรา ผู้พิทักษ์และปกปักษ์ผองภูตเช่นเรา

ฉันเคยเชื่อเช่นนั้น กระทั่งความขัดแย้งเริ่มปะทุขึ้น ผืนดินศักดิ์สิทธิ์ของเราถูกยึดครอง สายเลือดของเราแดงฉานทั่วปฐพี

 

เสียงร่ำไห้ของแม่และเด็กน้อยสะท้อนกังวาน

 

เหล่าบรรพชนในอดีต... ได้ทอดทิ้งเราไปแล้ว...

 

ฉันจึงเลิกสวดภาวนา ทิ้งศรัทธาและคำสอนไว้เบื้องหลัง

 

เพื่อจะคว้าสิ่งที่หลงเหลือเอาไว้ ฉันทิ้งทุกสิ่งไปทั้งความภูมิใจในสายเลือด วงศ์ตระกูล  บ้านเกิด

 

รวมทั้ง... แขนขวาข้างนี้...

                เด็กสาวนั่งลงคุกเข่าบนพื้นหินสกปรกมือสองข้างกุมกันแน่นขณะเอ่ยคำสวดภาวนาด้วยเสียงกระซิบแหบแห้ง ภายนอกอาคารที่เธอหลบอยู่อื้ออึงไปด้วยเสียงระเบิดและห่ากระสุนเป็นระลอก ไม่ห่างจากเธอนั้น มีกลุ่มเด็กชายหญิงตัวน้อยกำลังกอดมารดาด้วยความหวาดกลัว คนชรานั่งคุดคู้อย่างเงียบงัน

 

                เด็กสาวเอ่ยคำอ้อนวอนขอให้เหล่าบรรพชนในคำสวดปกป้องพวกพ้องของเธอ… บิดาของเธอ…ให้ปลอดภัย และอธิษฐานให้สงครามที่ไม่มีวันจบนี้สิ้นสุดลงเสียที..

 

ปังปังปังปังปังปัง  !!!!!!!!!!!!!!!!
 

                กระสุนปืนดังระรัวขึ้นที่ด้านนอกประตูในระยะใกล้กับจุดที่พวกเธออยู่ ผู้คนภายในห้องหวีดร้องด้วยความตกใจ เสียงดังกล่าวทำให้ผู้มาเยือนรับรู้ได้ว่ามีคนอยู่ในห้อง ฝีเท้าที่นอกระเบียงดังขึ้นเป็นจังหวะตรงมาตามทิศทางต้นเสียงเด็กสาวกลั้นหายใจด้วยความหวาดกลัวมือสองข้างที่สั่นระริกยังคงกุมกันแน่นเพื่อภาวนาครั้งสุดท้าย และแล้วประตูไม้ผุพังก็เปิดโครมออกมา...

 

                “ให้ตายเถอะ ในที่แบบนี้ยังมีคนหลบอยู่ด้วยรึไง ”

 

                ร่างที่ปรากฏท่ามกลางแสงสว่างคือหญิงสาวในชุดเสื้อแขนกุด ผมสั้นประบ่าเปรอะไปด้วยคราบเขม่า มือข้างที่เป็นแขนกลขนาดใหญ่เท้าสะเอว ปืนพกในมืออีกข้างส่องประกายเย็นยะเยือก คราบเลือดและดินที่ติดตามร่างกายทำให้หญิงสาวดูคล้ายสัตว์ป่าที่สะบักสะบอมจากการต่อสู้ แต่เจ้าตัวยังคงสีหน้าปกติราวกับว่าบาดแผลเหล่านั้นเป็นของปลอม เธอกวาดสายตามองผู้คนที่ถอยห่างรอบตัว ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงชัดห้าว

 

                “ ฉันเป็นคนของกลุ่มกบฎเอลริช...พวกเรามาช่วยอพยพคนที่ยังติดค้างอยู่ รีบออกไปจากโซนนี้ก่อนที่พวกทหารแองกริฟฟ์จะเข้ามาถึงซะ ”

 

                ถ้อยคำดังกล่าวทำให้ทุกคนที่อยู่ภายในห้องถอนใจด้วยความโล่งอก แม้ว่าพวกกบฎเอลริชจะไม่ใช่คนในหมู่บ้านของตน แต่กลุ่มกบฎก็นับว่าเป็น “พวกพ้อง” ที่มีสายเลือดของเผ่าพันธุ์เดียวกันไหลเวียนอยู่ สามารถเชื่อใจได้ว่าหญิงสาวตรงหน้ากำลังมอบความช่วยเหลือให้กับพวกตนจริง


                ไม่นานนักกลุ่มคนพร้อมอาวุธในมือก็เข้ามาสมทบ พวกเขามาเพื่อช่วยคุ้มกันชาวบ้านที่หลงเหลืออยู่ให้เคลื่อนย้ายไปยังที่หลบภัย ระหว่างที่ผู้คนกำลังทยอยออกจากพื้นที่ เด็กสาวผู้ซึ่งก้มหน้าสวดภาวนาอยู่ตลอดก็ตรงเข้ามาหาหญิงสาวด้วยท่าทางร้อนใจ

 

                “ พวกพี่สาวมาช่วยเหลือพวกข้าสินะเจ้าคะ ” เธอเอ่ยมือสองข้างดึงชายเสื้ออีกฝ่ายแน่น ถ้อยคำอ้อนวอนหลุดออกจากปาก

 

                “ ด...ได้โปรด... ช่วยบิดาของข้าด้วย บิดาของข้าเป็นนักรบ เขาออกไปต้านข้าศึกที่ด้านหน้าหมู่บ้าน ข้าเกรงว่าเขาจะ--- ”

 

                เมื่อนึกถึงผู้เป็นพ่อ เด็กสาวก็สะอึกสะอื้นอย่างไม่อาจจะอดกลั้นได้อีกต่อไป ในช่วงรุ่งเช้าของวันนี้ทุกอย่างยังคงเป็นปกติ เธอกำลังเตรียมอาหารกับพ่ออย่างที่เคยทำทุกวัน กระทั่งเสียงปืนนัดแรกดังกึกก้องขึ้น ตามมาด้วยเสียงโหวกเหวกโวยวายของผู้คนภายนอก เธอจับใจความได้เพียงว่ารถของกลุ่มทหารแองกริฟฟ์เคลื่อนเข้ามาประชิดพร้อมกำลังพลติดอาวุธ กลุ่มทหารบุกโจมตีหมู่บ้านของเธอโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า แม้ว่าพวกเธอจะเป็นหมู่บ้านของชนเผ่าเร่ร่อนภายนอกเขตการปกครองของไฮเซนเบิร์ก ทั้งยังอยู่ในพื้นที่ชายแดนสมรภูมิระหว่างทหารกับกลุ่มกบฎ  แต่พวกเธอก็อยู่กันอย่างสงบมายาวนาน ไม่เคยมีความขัดแย้งใดๆกับรัฐบาลมาก่อน การที่กลุ่มทหารเข้ามาโจมตีอย่างป่าเถื่อนเช่นนี้เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีใครคาดคิดผู้ชายในหมู่บ้านรวมทั้งพ่อของเธอนำอาวุธเท่าที่ตนมีออกไปถ่วงเวลาให้กลุ่มคนที่เหลือหนีไปซ่อนในที่หลบภัย มีเพียงเธอและบางคนที่วิ่งหนีตามไปไม่ทันทำให้ต้องเข้ามาหลบในบ้านที่อยู่ใกล้ที่สุดแทนได้แต่รอคอยอย่างสิ้นหวังโดยไม่อาจคาดเดาชะตากรรมของตนเองได้

                แม้เด็กสาวจะเอ่ยคำพูดออกมาไม่หมด หญิงสาวกลุ่มกบฎก็เข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะบอก ทว่าแทนที่จะตอบรับหรือปลอบโยน เธอกลับเลือกที่จะนิ่งเฉย มือสองข้างดันเด็กหญิงออก ตอบรับด้วยถ้อยคำไร้เยื่อใยที่ตรงไปตรงมา

 

                “ ฉันรับประกันอะไรให้ไม่ได้หรอก ทำใจซะเถอะยัยหนู พ่อของเธออาจจะตายไปแล้วก็ได้.. ”

 

                “ ต.... แต่ว่า ---- !!! ”

 

                “ แต่ยังไงก็ตาม ” หญิงสาวตัดบทฉับ “ ถ้าพ่อของเธอยังมีชีวิตอยู่ เขาก็คงจะไปรวมตัวกับคนอื่นๆที่จุดหลบภัยของหมู่บ้านด้านตะวันตก ถ้าอยากจะพบเขาอีกครั้งเธอก็ต้องไปถึงที่นั่นให้ได้ ห้ามตายระหว่างทางเด็ดขาด.. เข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหม”

 

                แม้จะยังลังเล แต่คำพูดนั้นทำให้เด็กสาวยอมคลายมือ เธอปาดน้ำตาก่อนจะพยักหน้ารับแล้วเข้าไปรวมตัวกับกลุ่มคนที่อพยพออกไป

 

                “จะปลอบให้แกสบายใจสักหน่อยก็ได้นี่ครับ หัวหน้าวาเนสซา”

 

                เสียงทุ้มของชายหนุ่มร่างใหญ่ดังขึ้นด้านหลัง แขนของเขาข้างหนึ่งสวมใส่ปืนกลแบบพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อการรบที่คล่องตัวขึ้น สำหรับชาร์ลีแล้ว นั่นเป็นถ้อยคำที่แห้งแล้งไร้หัวใจเกินไปสำหรับเด็ก แต่กระนั้นเขาก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ยินหญิงสาวเจ้าของฉายา ‘หมาบ้าแห่งเอลริช’เอ่ยปลอบใครอย่างอ่อนโยนนักหรอก

 

                “ โทษทีที่ฉันไม่ใช่คนใจดีแบบนั้น ” วาเนสซายักไหล่อย่างไม่ยี่หระ สำหรับหัวหน้าหน่วยบุกทะลวงแห่งเอลริชแล้ว ถ้อยคำละมุนละไมไม่ใช่สิ่งที่จะหลุดออกจากปากคนอย่างเธอได้ เธอทิ้งตัวลงนั่งชันเข่ากับพื้น เสียงชัดเข้มกล่าวสั่งการ “ รายงานสถานการณ์มาซิ”

 

                “ ดูเหมือนตอนนี้กำลังของหน่วยเรามาถึงเป็นกลุ่มแรกครับ หน่วยอื่นๆกำลังทยอยกันมา พวกเรากระจายกันไปอพยพผู้คนที่ตกค้างอยู่ตามจุดต่างๆ และเคลียร์เส้นทางหลักๆไปได้เกือบหมด ติดอยู่ตรงทหารกองทัพแองกริฟฟ์ที่เหลืออยู่จำนวนหนึ่ง ” ชายหนุ่มกล่าวอธิบายอย่างรู้หน้าที่

 

                “ พวกนั้นจับเอาตัวประกันไปด้วย เป็นกลุ่มของผู้อาวุโสและหัวหน้าหมู่บ้านท่าทางว่าจะเตรียมเอาไว้ใช้ในการต่อรองหรือเป็นเครื่องมือออกสื่อของรัฐบาลทีหลัง ”

 

                หญิงสาวพยักหน้า สิ่งที่ได้ยินไม่ได้เหนือความคาดหมายเท่าไรนัก เป็นธรรมดาที่พวกทหารแห่งรัฐบาลแองกริฟฟ์จะเข้าโจมตีหมู่บ้านนี้อย่างมีจุดประสงค์ และกลุ่มคนที่ถูกจับเป็นตัวประกันก็เป็นเครื่องมือต่อรองชั้นดีที่พวกรัฐบาลจะใช้ในการเจรจาหรือข่มขู่เหล่ากบฎภายหลัง

 

                “ แล้วเจ้าพวกนั้นมีอะไรอยู่ในมือบ้างล่ะ ” เธอกล่าวราวกับสงครามครั้งนี้เป็นเกมบนกระดานก็ไม่ปาน

 

                “ มีพลทหารราบจำนวนหนึ่งพร้อมอาวุธครบมือ กลุ่มนึงเฝ้าตัวประกันด้านในหอคอย อีกกลุ่มรวมกันด้านหน้าเพื่อเฝ้าระวังศัตรู   ที่สำคัญคือพวกมันเพิ่งจะรู้ว่าพวกเราบุกเข้ามาช่วยหมู่บ้าน คงอลหม่านกันพอสมควร ” ชาร์ลีกล่าวพร้อมยกยิ้มเคร่งในจังหวะถัดมา“แต่ที่น่าห่วงกว่านั้นคือ ในกลุ่มของมันมี โรโบติคสูท มาด้วยหนึ่งเครื่อง”

 

                โรโบติคสูท (Robotic Suit) เป็นหุ่นจักรกลที่มีคนคอยควบคุมอยู่ตรงกลาง ขนาดใหญ่และแข็งแกร่งกว่ารถถังสองเท่า ประสิทธิภาพการเคลื่อนไหวคล่องแคล่ว ทั้งยังติดปืนกลที่มีอำนาจการทำลายสูงกว่าปืนทั่วไป คุณสมบัติอันน่าพรั่นพรึงรวมทั้งพละกำลังของมันทำให้เขาไม่นึกอยากเผชิญหน้าแม้แต่น้อย

 

                “ อย่างนี้นี่เอง ก็พอจะเรียกว่าอันตรายได้เหมือนกันนี่นะ ...” แม้ระดับของสถานการณ์จะน่ากังวลขึ้นมา แต่หญิงสาวยังคงไม่แสดงท่าทีวิตก

 

                “ แล้วจำนวนคนที่พร้อมจะปฎิบัติภารกิจกับเรามีเท่าไหร่? ”

 

                “ นี่ล่ะที่ผมพูดว่าน่าเป็นห่วง ” ลูกน้องหนุ่มถอนใจ “ ตอนนี้มีแค่พวกเราที่อยู่ที่นี่เท่านั้นที่พร้อมจะบุก กลุ่มอื่นๆก็ติดพันการอพยพคนอยู่ในแต่ละโซน แล้วกำลังหลักก็ยังมาไม่ถึงด้วย ...นับรวมกันแล้วก็มีแค่ผม หัวหน้า โคล กับซิลเวอร์เท่านั้นเอง”

 

                ชายหนุ่มอีกสองคนชะโงกหน้าออกมามองเมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อของตนเอง พวกเขาเป็นพลทหารที่ร่วมงานกับหน่วยบุกทะลวงของกลุ่มกบฎเอลริชเป็นครั้งแรก คนทั้งสี่เงียบงันขณะมองหน้ากันอย่างรับรู้ว่ากำลังจับจ้องสหายร่วมชะตากรรมเสี่ยงตาย  นี่คงจะเป็นหน่วยจู่โจมที่มีจำนวนน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ก็เป็นได้

 

                “ไม่เลวนี่ แล้วเราจะมัวรออะไรกันล่ะ ” วาเนสซากล่าวขึ้นทำลายความเงียบนั้นเธอลุกขึ้นเหยียดกายบิดขี้เกียจมือข้างที่เป็นโลหะเคาะลงบนโต๊ะรอยยิ้มผุดขึ้นตรงมุมปาก หัวหน้าของหน่วยบุกทะลวงแห่งเอลริชพร้อมเสมอไม่ว่าจะเป็นภารกิจแบบใด
“มาประชุมวางแผนกันได้แล้ว”

เอี๊ยด ....เสียงประตูดังขึ้น เด็กสาวหันไปมองอย่างรวดเร็ว แต่ทว่าผู้ที่ก้าวเท้าเข้ามาไม่ใช่คนที่เธอคาดหวังไว้


.....เขาเป็นผู้อาวุโสสูงสุดในกลุ่มของเธอ


วาเนสซา...  ชายชราเอ่ยชื่อเธอด้วยเสียงกระซิบ

 

มือที่เหี่ยวย่นสั่นระริกขณะส่งบางสิ่งซึ่งห่อหุ้มด้วยผ้าคลุมเปรอะเปื้อนเลือดให้กับเธอ


...วาเนสซา บิดาของเจ้า...

 

ภายใต้ผ้าคลุมนั้นคือกระบอกปืนสั้น และแขนสักลวดลายประจำเผ่าภูตซิลวาน

 

แขนข้างขวาของพ่อ ..ที่เธอไม่มีวันลืม

 

ที่ใดที่หนึ่งในจิตใจที่พังทลายลงไป สัตว์ร้ายตนหนึ่งกรีดร้องโหยหวน...

                ไม่กี่นาทีก่อน เสียงจากวิทยุสื่อสารที่แตกพร่าได้รายงานเรื่องสำคัญอย่างยิ่งให้กองกำลังทหารแห่งแองกริฟฟ์ฟัง นั่นคือเรื่องการลักลอบเข้ามาของกลุ่มกบฎเอลริช ทำให้สถานการณ์ได้พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือในทันที พวกมันไม่เพียงแค่เข้ามาช่วยเหลือคนในหมู่บ้าน แต่ยังโจมตีกำลังทหารตามจุดต่างๆจนเสียหายหนัก ทหารส่วนหนึ่งต้องถอยร่นออกไปจากหมู่บ้านเพื่อรอคอยกำลังเสริมจากค่ายอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

                แม้จะสับสนต่อสถานการณ์แต่ทหารที่เหลืออยู่ซึ่งทำหน้าที่เฝ้าตัวประกันในหอคอยก็ไม่สามารถจะถอยออกไปได้ เขามีหน้าที่ในการควบคุมตัวประกันเหล่านี้จนกว่าจะได้รับคำยืนยันให้ถอยทัพจากส่วนกลาง จากปฎิบัติการ ‘กวาดล้างหมู่บ้าน’ ที่ควรจะง่ายดายกลับกลายเป็นภารกิจอันตรายอย่างที่พวกตนไม่เคยคาดคิดมาก่อน

 

                ท่ามกลางความขึ้งเครียดของเหล่าทหาร พลเฝ้าสังเกตการณ์คนหนึ่งตะโกนขึ้นเมื่อเห็นบางสิ่งเคลื่อนไหวที่สุดถนน

 

                “ หัวหน้าครับ มีอะไรบางอย่างกำลังตรงมาทางเรา ” เขาชะงักเมื่อเห็นตราของธงที่โบกสะบัดเหนือรถโลหะ


                “ รถจี๊ปหุ้มเกราะของพวกเอลริชครับ !! มันตรงมาทางทิศ 12 นาฬิกา ต.....แต่ดูเหมือนจะมาแค่คันเดียว”

 

                “ แน่ใจนะพลทหาร ! พวกมันจะมาแค่คันเดียวได้ยังไง !” อลิช่าหัวหน้ากองทหารราบผู้ซึ่งบัญชาการบนโรโบติคสูทตะคอก พวกเอลริชเข้าบุกโจมตีรวดเร็วกว่าที่เธอคาด แต่กำลังพลเพียงแค่รถจี๊ปคันเดียวนั้นโง่เขลาและบ้าดีเดือดเกินกว่าที่จะเชื่อได้ลง

 

                “ มีแค่คันเดียวเท่านั้นครับ ไม่มีทัพเสริมอะไรตามมาเลย ! ” เขากวาดตามองไปรอบๆอย่างรู้สึกงงงวย แต่บริเวณโดยรอบนอกจากรถคันนั้นแล้วก็ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆบนท้องถนนหรือท้องฟ้าแม้แต่น้อย

 

                กลุ่มทหารผู้เฝ้ายามด้านหน้าเปิดศึกก่อนด้วยการสาดกระสุนเข้าใส่รถหุ้มเกราะที่ตรงดิ่งเข้ามาจากระยะไกล แต่กระสุนเหล่านั้นไม่สามารถเจาะทะลุรถหุ้มเกราะได้ อีกฝั่งตอบโต้ด้วยการใช้ปืนกลรัวระดมยิงกลับ ปืนกลรัวนั้นถูกสวมติดอยู่กับแขนของชายคนขับที่ยื่นออกมานอกรถ ทำให้เขาแทบจะไม่ต้องเสี่ยงให้ส่วนหัวและใบหน้าได้รับอันตรายแม้แต่น้อย

 

                “ เฮฟวี่อาร์ม (Heavy Arm) งั้นรึ ” อลิช่าพึมพำชื่อของปืนกลรัวชนิดพิเศษนั้น เธอได้ยินมาว่ามีกลุ่มกบฎเอลริชจำนวนไม่น้อยที่นิยมดัดแปลงอาวุธตนเองให้เข้ากับร่างกาย เป็นวิทยาการพิเศษอย่างหนึ่งที่พบได้เฉพาะในกลุ่มคนพวกนี้ ช่างเป็นความภาคภูมิใจในร่างกายและสายเลือดที่น่าชิงชังเหลือเกิน แต่กระนั้นมันก็ไม่สามารถต่อกรกับกำลังพลในบังเกอร์ของเธอได้อย่างแน่นอน

 

                ไม่ทันที่อลิช่าจะวางใจ รถจี๊ปก็พุ่งฝ่าดงกระสุนเข้ามาใกล้มากขึ้นโดยไม่มีทีท่าว่าจะลดความเร็วลง อึดใจต่อมาคนขับก็พุ่งตัวออกจากตัวรถลงไปยังพื้นที่ด้านข้างของถนน ทิ้งให้รถจี๊ปที่ไร้คนทะยานเข้าหาบังเกอร์ทหาร กลุ่มทหารราบแตกฮือออกจากบังเกอร์หลบภัย อลิช่ารีบขยับหุ่นโรโบติคของเธอเข้าขวางเพื่อลดกำลังการปะทะกับรถคันนั้นทันที

 

ตึง------ เคร้ง!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

 

                แรงปะทะทำให้หุ่นโรโบติคแทบจะล้มทั้งยืน แต่กำลังแขนอันมหาศาลของมันสามารถยื้อเอาไว้ได้อย่างเฉียดฉิว

 

                ให้ตายเถอะ! ถ้าไม่ติดว่าต้องเก็บไอ้พวกตัวประกันเฮงซวยในหอคอยบ้าๆข้างหลังนี่เอาไว้ล่ะก็ ฉันจะปล่อยให้มันชนไปซะ !!  


                หญิงสาวคิดขณะขบฟันกรอดด้วยความแค้นใจ และในชั่ววินาทีนั้น หลังคารถจี๊ปที่คาดว่าไร้คนอยู่ก็ถูกกระชากออกจากด้านใน มันถูกเหวี่ยงทิ้งใส่โรโบติคสูทอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว ปืนกลพ่วงที่ติดกับหุ่นถูกทำลายเพราะแรงเหวี่ยงนั้นราวกับจงใจ เงาร่างที่เธอไม่คาดคิดกระโจนเข้าใส่หุ่นรบของเธอทันที

 

                “ รุกฆาต ” เสียงกระซิบดังจากริมฝีปากยิ้มแสยะ มือข้างที่เป็นแขนจักรกลจับแขนหุ่นรบของเธอไว้แน่น ขาเหยียบยันไว้ประหนึ่งกำลังเย้ยหยันดวงตาสีแดงจ้องมองอย่างไร้ความกลัวเกรงเมื่อเห็นหญิงสาวคนนั้นเต็มตา ---ทั้งรหัสA075บนเสื้อและแขนกลที่มีกำลังทำลายล้างรุนแรง---เธอก็รับรู้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นใคร...

 

“ นังหมาบ้าแห่งเอลริช !!!!!!!!!!!! ” อลิช่าคำรามลอดไรฟัน

เด็กสาวที่ก้มหน้าตลอดพิธีศพของพ่อหายไปจากหมู่บ้าน

 

ในรุ่งสางวันต่อมา พวกเขาพบเธอยืนอยู่กลางบังเกอร์ศัตรูที่เกลื่อนไปด้วยซากศพ ร่างซึ่งสั่นสะท้านเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์

 

มือข้างหนึ่งกำกระบอกปืนแน่น เส้นผมสลวยเหนอะเหนียวไปด้วยเขม่าและเลือด ทว่าดวงตาสีแดงก่ำโชนแสงแรงกล้า

 

ราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังจะกู่ร้องคำราม...

                วาเนสซายื้อยุดกับหุ่นโรโบติคสูทด้วยกำลังทั้งหมดที่มี แค่การที่แขนขวาของเธอสามารถรั้งแขนทั้งสองข้างของหุ่นเอาไว้ได้ก็เกินกำลังมากแล้ว เธอได้ยินเสียงโหวกเหวกจากด้านหน้าบังเกอร์ คงจะเป็นเสียงพวกทหารแองกริฟฟ์ที่รับมือกับการโจมตีจากปืนกลมือของชาร์ลี  หรือไม่ก็เป็นทหารเฝ้ายามข้างใน ที่เพิ่งรู้ตัวว่ากำลังถูกพรรคพวกที่เหลืออีกสองคนของเธอลอบโจมตีภายในหอคอยโดยอาศัยจังหวะชุลมุน การที่จำนวนพลของเธอมีน้อยทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่ทันสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวได้ทันท่วงที จุดด้อยนี้พลิกกลับกลายเป็นประโยชน์ให้แก่พวกเธออย่างมาก

 

                “ ได้ยินเรื่องของแกมานาน ได้เจอตัวเป็นๆแบบนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าปลื้มใจชอบกล ”

 

                แม้จะเห็นว่าสถานการณ์ฝั่งตนกำลังเป็นรอง แต่การที่อีกฝ่ายไม่สามารถทำอะไรตนได้มากกว่านั้น ทำให้อลิช่าพูดแทรกขึ้นอย่างย่ามใจ เธอเยาะเย้ยร่างของศัตรูที่ยันกำลังของเธอสุดแรง

 

                “ ใครต่อใครก็บอกว่าหัวหน้าหน่วยจู่โจมของเอลริชเป็นพวกมุทะลุบ้าบิ่น ชอบเอาตัวไปตายก่อนใคร แต่ใช้แผนการที่คาดไม่ถึงได้ขนาดนี้ ไม่ได้มีฝีมือแค่ความระห่ำจริงๆสินะ สมแล้วที่ได้เป็นถึงหัวหน้าหน่วยรบ...ถึงแบบนั้น แกก็มาได้แค่เท่านี้เอง”

 

                แขนทั้งสองข้างของหุ่นโรโบติคออกแรงบิดมากขึ้น กำลังนั้นสามารถบดขยี้รถหนึ่งคันให้บี้แบนได้ในไม่กี่นาที แขนข้างขวาของวาเนสซาซึ่งมีความสามารถในการยึดจับอย่างมหาศาลก็ยังแทบจะแหลกลงไปในทันที ความรู้สึกปวดร้าวราวกับกระดูกแตกเป็นเสี่ยงวาบขึ้นมาถึงไหล่ขวา

 

                “ งั้นเหรอ ฉันก็สงสัยมาตลอดเหมือนกันว่าทำไมหัวหน้าของพวกแองกริฟฟ์ถึงชอบหลบอยู่ข้างหลังคนอื่น ” วาเนสซาเค้นเสียงตอบกลับไป ใบหน้าเหยเกนั้นปรากฏรอยยิ้มเยาะ “ แต่ตอนนี้ไม่ค่อยแปลกใจนักหรอก ก็หล่อนมันอ่อนแอที่สุดในกลุ่มนี่นะ ถึงได้ต้องนั่งสั่งการบนบัลลังก์ ให้ลูกน้องไปตายแทนตัวเอง ”

 

                เธอเหวี่ยงขาสองข้างเข้าถีบโรโบติคสูทเต็มแรง ขาทั้งสองข้างที่เป็นอิสระโถมกระหน่ำยันเข้าในส่วนที่กั้นคนขับ แม้จะทำได้เพียงสร้างรอยแตกเล็กๆตรงกลางกระจกกั้นที่นั่งเท่านั้น

 

                “ นังกบฎหน้าโง่ !! ” อลิช่าเริ่มเดือดดาลมากขึ้นเมื่อได้ยินคำปรามาสของอีกฝ่าย หญิงสาวชะโงกมาใกล้ที่กั้นคนขับพร้อมร้องตะโกนอย่างโกรธเกรี้ยว เธอกระชากปืนพกออกมาโดยตั้งใจจะปลิดชีพศัตรูด้วยตนเอง

 

                “ คิดว่าแขนขาพรรค์นั้น จะทำอะไรหุ่นของฉันได้รึไง!!! ”

 

                วาเนสซาเหวี่ยงแขนข้างซ้ายที่อ่อนแอและไร้กำลังของตนไปด้านหลัง เมื่อมันตวัดกลับมา ปืนสั้นคู่ใจก็ส่องประกายขมุกขมัวอยู่ในมือของเธอ

 

                “ เออ ฉันทำลายหุ่นนี่ไม่ได้ ” หญิงสาวเหยียดยิ้มบนใบหน้าบิดเบี้ยว “ แต่ปืนฉันฆ่าแกได้ ...นังหมารับใช้ของแองกริฟฟ์..”

ปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปัง!

 

                กระสุนนับสิบนัดพุ่งผ่านรอยแตกที่เกิดจากแรงถีบของวาเนสซา ตรงเข้าทะลุร่างของอีกฝ่ายอย่างไร้ปราณี เสียงปืนดังขึ้นและกลืนหายไปท่ามกลางความอึกทึกวุ่นวายในสนามรบ ร่างของอลิช่าลงไปกองอยู่กับพื้นที่แดงฉาน  และแล้วร่างของโรโบติกสูทที่ไร้คนขับก็โงนเงนก่อนจะล้มตึงเฉกเช่นเดียวกับผู้เป็นนาย จักรกลขนาดยักษ์สูญสิ้นกำลังที่จะตอบโต้ได้อีกต่อไป

 

                เสียงกู่ร้องกึกก้องดังขึ้นมาจากที่ใดที่หนึ่ง กลุ่มกำลังพลชาวบ้านที่เหลือรอดต่างพากันเข้ามาช่วยสนับสนุน เมื่อเห็นว่าผู้บังคับบัญชาสิ้นชีพในสนามรบอีกทั้งฝ่ายตนกำลังเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด ภารกิจนี้ก็เป็นอันล้มเหลว บรรดาทหารที่เหลือจึงตัดสินใจรีบถอนกำลังแทนที่จะยอมตกอยู่ในวงล้อมของฝั่งศัตรู

 

สงครามขนาดเล็กในหมู่บ้านแห่งนี้จบลงแล้ว และกลุ่มกบฎเอลริชเป็นฝ่ายได้ชัยในสมรภูมินี้

                แม้จะถูกยิงและกระดูกแตกหักไปหลายส่วน แต่พลทหารโคลและซิลเวอร์ก็สามารถช่วยเหลือตัวประกันที่ถูกจับไปออกมาจากหอคอยได้ตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ กลุ่มของหัวหน้าและที่ปรึกษาอาวุโสประจำหมู่บ้านทยอยกันออกมาจากอาคารอย่างอ่อนแรง วาเนสซามองไปยังเส้นขอบฟ้าไกลลิบที่สุดชายแดน เสียงโหวกเหวกโวยวายของชาวบ้านดังอึงอลเมื่อเห็นริ้วขบวนอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวที่เส้นริมขอบฟ้า มันคือพลรถหุ้มเกราะที่กำลังเคลื่อนพลมาทางหมู่บ้านอาจเป็นกำลังเสริมของหน่วยทหารที่เธอเพิ่งถล่มไปเมื่อครู่นี้แต่เมื่อเห็นธงปลิวไสวเหนือรถโลหะหญิงสาวก็ผุดยิ้มที่มุมปาก

 

                “ มาช้าเป็นบ้า..ต้องให้ออกแรงก่อนอยู่เรื่อย”

 

                ตราสัญลักษณ์ที่แกว่งไกวเหนือแรงลมคือธงของกลุ่มกบฏเอลริช กำลังสมทบที่เธอต้องการมาถึงแล้วนั่นเองเมื่อรถหน่วยบุกทะลวงจอดรอรับหัวหน้าคนสำคัญวาเนสซาก็เตรียมพร้อมที่จะออกจากเขตพื้นที่ อีกไม่นานนักพวกสุนัขแองกริฟฟ์จะต้องแห่กันมาตรวจสอบเป็นโขยงแน่ จำเป็นต้องให้คนในหมู่บ้านอพยพออกไปจากพื้นที่ให้ไกลที่สุดเธอคิด

 

                แต่แล้วเสียงอ่อนระโหยที่ดังขึ้นไม่ไกลนักก็รั้งเธอไว้


                “ เดี๋ยวก่อนเอลริช….ข้ามีเรื่องที่อยากจะถามเจ้าก่อนไป”

 

                ที่ปรึกษาอาวุโสสูงสุดของหมู่บ้านนั่นเองเขาสะบักสะบอมและอ่อนแรงจากการถูกกักขังแต่ยังคงฝืนพยายามพูดอย่างยากเย็นเธอจึงโคลงหัวเป็นเชิงยินยอมให้อีกฝ่ายถาม

 

                “ทำไมหมู่บ้านของข้าถึงถูกจู่โจม…” เสียงแหบแห้งดังขึ้นอย่างรวดร้าวเมื่อนึกถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว


                “พวกเราดำรงตนเป็นกลางมาโดยตลอด แม้จะอยู่ในพื้นที่แดนเถื่อนเช่นนี้ก็ไม่เคยถูกแองกริฟฟ์โจมตีมาหลายชั่วคนแล้ว ..ทำไมอยู่ๆพวกมันถึงได้เลือกที่จะมากวาดล้างหมู่บ้านของเราขึ้นมา …และที่สำคัญ… ” สิ่งนี้เป็นคำถามที่ติดค้างในใจชายชรามาตั้งแต่แรกนับตั้งแต่ที่เห็นกลุ่มกบฎปรากฏตัวขึ้นในหมู่บ้านของตน

 

                “ เหตุใดพวกเจ้าถึงได้รู้ว่ามีการโจมตีเกิดขึ้นหมู่บ้านนี้…มาช่วยเราด้วยจุดประสงค์ใดกันแน่เอลริชเอ๋ย..พวกเจ้าคงไม่ได้ทำเพราะบังเอิญผ่านมาพอดีหรอกใช่ไหม ”

 

                วาเนสซาไม่ตอบชายชราตรงหน้าไม่เหมือนคนอื่นๆในหมู่บ้านเขาผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนานประสบการณ์ที่มีทำให้พอจะคาดเดาสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างรางๆหากเธอตอบอะไรออกไป ย่อมต้องทำให้เขารู้ถึงความจริงได้อย่างแน่นอน

 

                “ เพราะพวกพ้องของข้าส่วนหนึ่งแอบให้ความช่วยเหลือพวกเจ้าใช่ไหม..พวกทหารถึงได้มากวาดล้างที่นี่ และเพราะเหตุนั้น พวกเจ้าถึงได้ยอมยื่นมือมาช่วยเหลือพวกข้า ..” สายไปเสียแล้ว ชายชราคาดเดาได้ถูกต้อง และความเงียบของอีกฝ่ายคือข้อยืนยันชั้นดี

 

                “เพราะเจ้าแท้ๆ..พวกเจ้านำสงครามมาสู่เรา” เฒ่าชรากล่าวอย่างขมขื่น เขาถูกบังคับให้ต้องจ้องมองความสงบมั่นคงที่ตนรักษามายาวนานต้องพินาศไป ทว่าหญิงสาวแค่นหัวเราะ

 

“พูดอะไรน่ะตาเฒ่า สงครามมันเกิดมาตั้งนานแล้ว แกแค่เพิ่งจะมองเห็นมันชัดเจนก็เท่านั้นเอง”

 

                ใช่แล้ว... รอยร้าวระหว่างกลุ่มสายเลือดภูตทางเหนือและรัฐบาลดำเนินมาเนิ่นนาน มันปริแตกและกระจายเป็นวงกว้างเกินจะเยียวยา เพียงแค่ทุกสิ่งทุกอย่างเพิ่งจะกระจ่างชัดก็เท่านั้น

 

                หลังการตายของผู้นำแห่งแองกริฟฟ์ ก็เกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายขึ้นที่ดัสท์ฟอร์ด พื้นที่เป็นกลางซึ่งไม่เคยถูกนับเป็นเป้าหมายมาก่อน ผู้หญิงคนนั้น…นาตาลีฟอนริทเธิร์น..นางหมาป่าเลือดเย็น.. ว่าที่จ่าฝูงตัวใหม่ของพวกมันประกาศว่าการก่อการร้ายเป็นฝีมือของกลุ่มกบฎรัฐบาลแองกริฟฟ์ฉวยโอกาสนี้ใช้การปราบจลาจลเป็นฉากบังหน้าเพื่อที่จะพัฒนากองทัพและออกกฏหมายควบคุมเขตอื่นๆอย่างเข้มงวด ผู้ที่ให้ความช่วยเหลือกบฎหรือแม้แต่พื้นที่ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นฐานซ่องสุมกำลังต่างถูกทำลายทิ้งอย่างโหดเหี้ยมการฆ่าไม่เจาะจงเลือกกลุ่ม ทั้งผู้หญิง เด็กหรือคนชรา ไม่เว้นแม่แต่หมู่บ้านเล็กๆที่ห่างไกลเช่นนี้

 

                การกวาดล้างอันรุนแรงจึงเริ่มต้นขึ้น และอาจเป็นบทเริ่มต้นของสงครามภายในครั้งที่นองเลือดมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไฮเซนเบิร์กก็เป็นได้

 

                “ เจ้าจะไปเข้าใจอะไรเอลริช…พวกข้ามันไร้กำลัง คนไร้กำลังเช่นข้า..ก็แค่อยากดูแลสิ่งที่มีเหลืออยู่อย่างน้อยนิดนี่เอาไว้ให้ได้เท่านั้นเอง ”

 

                ถ้อยคำของชายชราเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและเหนื่อยล้าจนสัมผัสได้ วาเนสซานิ่งเงียบ ภาพใบหน้าของเด็กสาววาบขึ้นมาในหัว

เด็กผู้หญิงคนนั้นจะได้เจอกับพ่อหรือเปล่านะ หรือทั้งสองคนนั้นจะต้องจากกันไปตลอดกาล เหมือนเช่นเธอกับพ่อของเธอ…

 

                “ ฉันก็เหมือนกันนั่นล่ะ ตาเฒ่า ” หญิงสาวกล่าวเสียงกระซิบ “ ฉันก็เหมือนกัน ”

 

                เธอหันหน้ากลับ ทิ้งให้ชายชรายืนเหนือเศษซากของหมู่บ้านที่ถูกทำลายลงเพียงลำพัง ความพินาศนั้นเป็นสัญญาณว่าสงครามได้ปะทุขึ้นแล้ว

“เธอมันบ้า” ช่างเทคนิคของกลุ่มกบฎเอ่ยกับฉัน ตอนที่เขากำลังจะเปลี่ยนแขนขวาให้เป็นเหล็กกล้า

 

ใช่ ฉันพยักหน้า...ไม่ผิดแน่ นี่คือความบ้าคลั่ง

 

ความคลุ้มคลั่งทำให้ฉันยอมสละทุกสิ่ง ทั้งเลือดเนื้อกระดูกเจตจำนงและจิตวิญญาณ

 

ถ้าอยากได้อะไรของฉันก็เอาไปเลยขอแค่แขนข้างนี้จะคว้าอะไรมาได้บ้างฉันจะยอมมอบให้ทุกอย่าง

 

หากมีใครสักคนที่จะบุกทำลาย

 

ก็ต้องมีใครสักคนที่จะแหลกสลาย

 

ฉันจะเป็นให้เอง


จะเป็นทั้งหอกและโล่ให้พวกเขาเอง

 

มีเพียงความคิดนี้เท่านั้นที่ช่วยค้ำชูร่างกายและจิตวิญญาณของฉันไม่ให้พังทลายลงไปได้
 

ที่ใดที่หนึ่งในจิตใจ ...สัตว์ร้ายตอบรับถ้อยคำของฉันและหลับใหลลงอย่างสงบเงียบ

 

รอคอยเวลา ..เวลาที่สมรภูมิต่อไปจะกลับมาเยือนอีกครั้ง..

Card Cast

Vanessa von Verza

Charlie

Cole

  • Google+ - White Circle
  • Twitter - White Circle
  • Facebook - White Circle

© 2017 by Commandeer TCG                                                                                                                                   
E-mail: commandeertcg@gmail.com
Tel: (66)85-1520522 , (66)813016679
148/4 Sukhumvit 22 Sukhumvit Road Klongtoey Bangkok 10110, Thailand