Silent Goodbye

Story : Re-Peat Again

Illust : Bytomtypl

                “นี่คุณยูคาริ ประตูไม้พวกนั้นมีไว้ทำอะไรกันเหรอ” แม้จะเป็นแค่แบบจำลองย่อส่วนที่ถูกใช้เป็นเครื่องประดับของเกี้ยว แต่เสาไม้สีแดงชาดและคานที่พาดขวางอยู่ด้านบนตามแบบฉบับของเอ็นเก็ทสึนั้นก็ยังดูเปี่ยมไปด้วยความน่าเกรงขาม สงบนิ่งทว่าทรงพลัง เปรียบเสมือนตัวแทนภาพลักษณ์ของมหานครอันยิ่งใหญ่แห่งแชงกรีลา ทั้งที่อยู่ท่ามกลางสิ่งก่อสร้างจากวันธรรมอื่นซึ่งดูขัดแย้งกัน แต่ก็ยังเปล่งประกายโดดเด่นโดยอ่อนน้อม ราวกับงานศิลปะชั้นเอกของแผ่นดิน

 

                “หมายถึงโทริอิน่ะเหรอ มันเป็นสัญลักษณ์ที่เอาไว้บ่งบอกถึงอาณาเขตของเหล่าเทพเจ้ายังไงล่ะ” เด็กสาวในชุดเครื่องแบบสีขาวและแดงตอบ นิ้วมือเรียวยาวของเธอบรรจงแกะเครื่องประดับที่ผูกอยู่กับเรือนผมสีเข้มยาวสลวยออก กระพรวนบนเครื่องประดับพวกนั้นส่งเสียงกระจ่างใส ไม่ต่างกันกับรูปโฉมอันงดงามกระจ่างตาของเธอ ขนตายาวงอนซ่อนดวงตาเฉียบคมเอาไว้ ริมฝีปากนุ่มนวลเม้มแน่นตอนที่เธอมองกลับมาที่ฉัน ภายใต้ความงามนั้น เธอแทบจะไม่ซ่อนสีหน้ารำคาญใจเอาไว้เลย แน่ล่ะ เธอย่อมรู้อยู่แล้วว่ามันยุ่งยากเกินไปที่จะซ่อนความรู้สึกพวกนั้นจากฉัน “ทำไมถึงยังอยู่ที่นี่อีกล่ะจันทรา พรุ่งนี้เราจะออกเดินทางกันแต่เช้านะ ไม่กลับไปร่ำลาคุณพ่อคุณแม่ของเธอหน่อยเหรอ”

 

                “พวกท่านไม่อยู่หรอกค่ะ คงกำลังเดินทางเข้าไปในเขตพระราชวัง กว่าจะกลับมาก็คงดึกมากแล้ว” ทั้งที่จะได้อยู่ด้วยกันเป็นคืนสุดท้าย แต่ทั้งสองท่านก็ยังยืนกรานว่าจะไปขอเข้าพบเหล่าผู้มีอำนาจในเขตพระราชวังให้ได้ ฉันรู้ดีว่าพวกเขาจะไปขอร้องให้พวกคนในวังมาช่วยออกหน้า ระงับเรื่องที่คนของเอ็นเก็ทสึจะมาพาตัวฉันไป ด้วยฐานะผู้อาวุโสของหมู่บ้านหมู่สาม คุณพ่อเองก็มีสิทธิ์จะได้รับความเห็นใจจากพวกคนในวังนั่นอยู่ แต่ว่ามันก็คงจะไม่มีประโยชน์อยู่ดี พวกคนที่มาจากเอ็นเก็ทสึคราวนี้มีฐานะที่ไม่ธรรมดา ทั้งที่เดินทางมากันอย่างเป็นทางการดูเอิกเกริกขนาดนี้ พวกเขากลับไม่สนใจจะเข้าไปเยือนพระราชวังที่อยู่ลึกเข้าไปในอาณาเขตหมู่บ้านสุริยาสักนิด นั่นก็แสดงให้เห็นชัดเจนอยู่แล้วว่าพวกเขาไม่เห็นหัวเหล่าผู้ปกครองของพวกเราเท่าไหร่เลย

 

                อันที่จริงจะโทษเขาก็ไม่ได้ ตอนนี้เหล่าสายเลือดชนชั้นฐานันดรของหมู่บ้านสุริยาก็อ่อนแอเสียจนแทบไม่เหลืออำนาจอันใดแล้วจริงๆ นั่นแหละ เอ็นเก็ทสึเป็นนครมหาอำนาจในแถบนี้ อาการข่มกันอยู่ในทีแบบนี้จึงเป็นเรื่องเข้าใจได้ไม่ยาก

 

                เกี้ยวหลังใหญ่ของคุณยูคาริจอดสงบนิ่งอยู่ในสวน ต้องใช้คนมากมายเท่าไหร่กันนะถึงจะหามเกี้ยวแบบนั้นจากเอ็นเก็ทสึมาจนถึงที่นี่ได้ หลังจากแจ้งเจตจำนงการมาเยือนเสร็จ พวกเอ็นเก็ทสึก็ทำท่าจะลากฉันเดินทางกลับไปพร้อมกันในทันทีนั้นเลย แต่ว่าพวกคุณพ่อและคนในหมู่บ้านขอร้องเอาไว้ให้อยู่พักผ่อนที่นี่กันก่อนสักคืน แม้คุณยูคาริจะดูไม่พอใจนัก แต่พวกคนรับใช้และทหารที่เดินทางมาตลอดหลายวันก็อยากพักกันเต็มแก่ คุณพ่อเปิดเรือนหลังเล็กในบริเวณบ้านให้พวกเขาใช้เป็นที่พัก บ้านของเราเป็นครอบครัวคหบดีที่โด่งดังที่สุดในหมู่สาม ซึ่งเป็นเขตที่ร่ำรวยที่สุดในหมู่บ้านสุริยา พวกเราจึงคุ้นเคยกับการต้อนรับแขกต่างแดนที่สูงเกียรติเป็นอย่างดี

 

                “นี่...คุณยูคาริ จริงรึเปล่าที่ว่าจักรพรรดิของเอ็นเก็ทสึนั้นไม่เคยเปิดเผยใบหน้าต่อคนอื่นเลยน่ะ” กษัตริย์ของพวกเราเองก็เหมือนกัน ทำไมพวกที่มีสายเลือดขัตติยาถึงได้ชอบเก็บตัวกันนักนะ “คุณยูคาริเคยเห็นท่านรึเปล่าคะ”

 

                “เธอนี่ขี้สงสัยจังเลยนะ คนอย่างชั้นไม่เคยมีวาสนาได้พบกับท่านผู้นั้นหรอก” เธอโกหก แม้จะไม่ชัดเจนนักแต่ฉันได้ยินเสียงกระซิบในจิตใจของเธอว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่กล่าวออกมา “เรื่องขององค์จักรพรรดิน่ะ อย่าตั้งคำถามให้มากจะดีกว่า”

 

                “แต่คุณเองก็ไม่ใช่สามัญชนทั่วไปนี่นา เกิดในตระกูลที่เก่าแก่ ความสามารถก็โดดเด่น แถมยังเป็นถึงว่าที่มิโกะสูงสุด คุณเองก็ทุ่มเทเพื่อสิ่งนั้นมาตลอด” มิโกะสูงสุดเป็นตำแหน่งที่สำคัญยิ่งในเอ็นเก็ทสึ เปรียบเสมือนผู้นำทางจิตวิญญาณของอาณาจักร เป็นตำแหน่งที่สามารถเข้าพบและอยู่ใกล้ชิดกับองค์จักรพรรดิได้ตลอดเวลา สำหรับคุณยูคาริที่เป็นผู้ติดตามอันดับหนึ่งของมิโกะสูงสุดคนก่อน เป็นไปไม่ได้หรอกที่เธอจะไม่เคยพบกับองค์จักรพรรดิเลย “ความจริงแค่มีคุณอยู่ก็น่าจะเพียงพอแล้วนี่ ไม่เห็นต้องมาตามหนูไปเลย”

 

                “นั่นไม่ใช่เรื่องของเธอ หยุดเข้ามาแอบดูในความคิดของคนอื่นสักทีจันทรา” แม้น้ำเสียงของเธอจะยังสงบเยือกเย็น แต่ฉันก็สัมผัสได้ถึงโทสะที่เริ่มปะทุขึ้นมาในหัวใจดวงนั้น อันที่จริงเรื่องพวกนั้นฉันไม่ได้รู้มาจากเสียงในจิตใจของคุณยูคาริเองหรอก เธอเป็นคนเก่งจริงๆ ฉันเพิ่งเคยเจอคนที่มีกำแพงปิดกั้นจิตใจที่แข็งแกร่งขนาดนี้เป็นครั้งแรกนี่แหละ สมกับที่เป็นผู้ฝึกฝนด้านเวทมนตร์ระดับสูง แต่ถึงจะไม่มีเกราะกำบังพวกนั้นก็ใช่ว่าจู่ๆ ฉันจะเข้าไปล้วงข้อมูลอะไรจากเธอได้ดื้อๆ มันไม่ง่ายอย่างที่เธอคิดหรอก ฉันจะได้ยินแค่เฉพาะสิ่งที่คนอื่นกำลังคิดหรือนึกถึงอยู่เท่านั้น เพราะอย่างนั้นฉันก็เลยต้องไปหลอกถามเรื่องต่างๆ จากพวกทหารที่ติดตามมา ถึงหลายๆ คนจะดูมีอัธยาศัยดีพอสมควร แต่พวกเขาไม่ยอมปริปากเรื่องที่ไม่สมควรอยู่แล้ว ซึ่งก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับฉันเลย พวกเขาไม่จำเป็นต้องพูดออกมา แค่นึกถึงมันในหัวก็พอแล้ว

 

                เอ็นเก็ทสึเพิ่งจะสูญเสียผู้นำทางจิตวิญญาณไปเมื่อไม่นานมานี้ นั่นเป็นข่าวใหญ่ ฉันเคยได้ยินเรื่องของมิโกะสูงสุดแห่งเอ็นเก็ทสึจากพวกคาราวานพ่อค้าบ่อยๆ มิโกะสูงสุดคนก่อนเป็นคนที่ยอดเยี่ยมมากๆ เธอเป็นที่รักของผู้คนมากมาย ทั้งยังเพิ่งจะอายุไม่เท่าไหร่ การเสียชีวิตอย่างกะทันหันจึงทำให้เกิดความระส่ำระสายขึ้นในทุกระดับชั้นของเอ็นเก็ทสึ มิโกะสูงสุดเป็นตำแหน่งที่มีบทบาทอย่างมากในการชี้นำผู้คน จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกดึงเข้าไปเกี่ยวพันกับเรื่องการเมืองเสมอ ดังนั้นเอ็นเก็ทสึจึงต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในการคัดเลือกผู้ที่จะมารับตำแหน่งนี้เป็นคนต่อไป ซึ่งอันที่จริงมันก็ควรจะเป็นคุณยูคารินั่นแหละ ถ้าชื่อเสียงของสาวน้อยมหัศจรรย์แห่งหมูบ้านสุริยาจะไม่บังเอิญเดินทางไปถึงที่นั่นเสียก่อน

 

                คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของมิโกะแห่งเอ็นเก็ทสึนั่นก็คือความสามารถในการสื่อสารกับเทพเจ้า เหล่าเด็กสาวมากมายที่ตัดสินใจเข้ารับการฝึกฝนอันแสนยากลำบากในศาลเจ้าพวกนั้นล้วนต้องทิ้งชีวิตทั้งหมดของตัวเองไปเพื่อถวายการรับใช้ต่อทวยเทพ ต้องอดทนและเจ็บปวด มีชีวิตอยู่ภายใต้กรอบประเพณีที่เคร่งครัด เพื่อที่จะตายจากไปอย่างผู้ไร้นาม มิโกะที่ฝึกฝนจนสำเร็จนั้นจะสามารถเชื่อมต่อกับเทพที่ตนเลือกได้ ซึ่งนั่นหมายความว่าเธอจะต้องทิ้งนามเดิมของตนไป และรับเอานามของเทพที่ตนเชื่อมต่อมาใช้แทนตัวเอง ยอมสูญเสียตัวตน กลายเป็นภาชนะของเทพเจ้า เป็นเสียง เป็นสัมผัสของเทพที่จะคอยช่วยเยียวยาโลกใบนี้ และเมื่อถึงยามที่ต้องจากโลกนี้ไปก็จะต้องคืนนามนั้นแก่เทพของตน กลายเป็นความว่างเปล่า เป็นชีวิตที่แสนเศร้าแต่ก็ทรงคุณค่า

 

                ด้วยวัยและความสามารถของคุณยูคารินั้น ความจริงเธอควรจะมีเทพที่เชื่อมต่อเป็นของตัวเองแล้ว เธอควรจะได้ทิ้งนามเดิมไปแล้ว ถ้าไม่เป็นเพราะว่าเธอคือตัวเต็งผู้ที่มีโอกาสจะได้ขึ้นเป็นมิโกะสูงสุดคนต่อไป เธอจึงต้องเฝ้ารอรับช่วงการเชื่อมต่อของเทพอิซานามิจากตำแหน่งมิโกะสูงสุดอยู่เงียบๆ เฝ้ารอในสิ่งที่เธอเองก็ไม่รู้เลยว่าจะมีโอกาสได้รับหรือไม่ มิโกะสูงสุดคนก่อนอายุยังไม่มากนัก มีโอกาสสูงมากที่เธอจะอยู่ในตำแหน่งไปจนคุณยูคาริผ่านพ้นช่วงวัยที่เหมาะสมไปแล้ว ในขณะที่พวกมิโกะรุ่นเดียวกันกับเธอหรือแม้แต่พวกที่เด็กกว่าหลายๆ คนได้ทิ้งนามเดิมของตนไปเรียบร้อยแล้ว การเป็นมิโกะที่โดดเด่นนั้นอาจจะเป็นเรื่องน่ายินดี แต่การเป็นมิโกะที่โดดเด่นที่สุดในรุ่นกลับเป็นเช่นคำสาป ที่ผ่านมาดูเหมือนจะมีมิโกะที่เก่งกาจหลายคนต้องจบชีวิตลงโดยที่ไม่มีโอกาสเชื่อมต่อกับเทพองค์ใด เพียงเพราะต้องมานั่งอยู่ในตำแหน่งผู้สืบทอด ต้องรอคอยสิ่งที่ไม่มีวันมาถึงจนชั่วชีวิต ดังนั้นการเสียชีวิตอย่างไม่คาดฝันของมิโกะสูงสุดคนก่อนจึงเปรียบเสมือนโอกาสของคุณยูคาริ แม้จะน่าเศร้าแต่ก็เป็นโอกาสครั้งใหญ่ที่จะได้หลุดออกจากอนาคตอันมืดมนที่ทาบทับตัวเธออยู่

 

                เพราะอย่างนั้น พอราชสำนักมีคำสั่งลงมาว่าให้พาตัวสาวน้อยมหัศจรรย์แห่งหมู่บ้านสุริยาผู้มีความสามารถในการสื่อสารกับดวงวิญญาณได้อย่างอิสระกลับไปที่เอ็นเก็ทสึ เพื่อเข้ารับการฝึกฝนให้เป็นมิโกะอย่างถูกต้อง มันก็ไม่น่าแปลกใจเลยที่คุณยูคาริจะมีความรู้สึกเป็นปกปักษ์กับฉันตั้งแต่แรกพบขนาดนี้

                “เป็นคนที่เข้าใจยากจังเลยแฮะ” ทั้งที่ไม่พอใจ แต่ก็ยังอุตส่าห์อาสาเดินทางมารับฉันด้วยตัวเองด้วยนะเนี่ย

                 

                “อะไรนะ” อ๊ะ ตายล่ะ เผลอพูดไอ้ที่คิดอยู่ออกมาซะได้ ดวงตาเย็นเฉียบมองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ ตาคู่นั้นอย่างกับจะแทงฉันให้ทะลุยังไงยังงั้นแหละ “สีผมกับสีตาของเธอนี่แปลกจังเลยนะ”

 

                “เอ้อ...ค่ะ มันก็....” มันก็แปลกจริงๆ นั่นแหละ สีผมของฉันมันออกเป็นสีแดงอ่อนๆ จางจนแทบจะเป็นสีชมพูอยู่แล้ว ส่วนสีตาก็เป็นสีทองแบบที่หาได้ยากแม้แต่ในหมู่ชาวต่างชาติ ว่ากันว่าเป็นสีตาของพวกที่มีสายเลือดของภูต ตอนเด็กๆ ฉันเป็นของแปลกของคนแถวนี้เลยล่ะ “พอดีว่าคุณพ่อกับคุณแม่เก็บหนูมาจากในทะเลที่ไหนสักแห่ง ก็เลยไม่รู้เหมือนกันว่ามีเลือดของอะไรผสมอยู่บ้าง แต่แบบนี้ก็สะดวกดีนะคะ เวลาอยู่ในตลาดที่คนเยอะๆ ไม่ต้องกลัวหลงทางเลยล่ะ สีเด่นขนาดนี้มองทีเดียวก็หาเจอแล้ว”

 

                “มันเป็นเรื่องน่าดีใจงั้นเหรอ” อืม เธอไม่ขำด้วยจริงๆ แฮะ ว่าแล้วเชียว “แล้วไอ้ที่สื่อสารกับวิญญาณได้นั่นก็เป็นเพราะสายเลือดเหมือนกันด้วยรึเปล่า”

 

                “เรื่องนั้น....” ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ตามหลักการแล้วก็น่าจะเป็นอย่างนั้น นักเดินทางจากเลมิวเรียคนหนึ่งเคยบอกว่าความสามารถของฉันเป็นเวทมนตร์ชนิดประทับติดตัวแบบต่อเนื่อง ซึ่งดูเหมือนจะทรงพลังเอามากๆ มีวิธีเกิดขึ้นได้สองแบบนั่นคือมีจอมเวทที่ยิ่งใหญ่มากๆ สักคนร่ายเวทมนตร์นี้ประทับใส่ฉันตั้งแต่เกิด หรือไม่ก็ฉันอาจจะสืบทอดสายเลือดของจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่ที่ว่า โดยรับเอาเวทที่ชำนาญของเขาติดตัวมาด้วย ซึ่งแม้ว่าโอกาสเกิดเรื่องแบบนั้นจะมีน้อยมากๆ แต่ฉันว่ามันก็ยังพอจะเป็นไปได้มากกว่าการมีใครสักคนตัดสินใจร่ายเวทที่เปลืองพลังขนาดนี้ใส่เด็กทารกแล้วโยนทิ้งน้ำไปเฉยๆ ล่ะนะ “คุณยูคาริก็สื่อสารกับวิญญาณได้เหมือนกันใช่มั้ยคะ”

 

                “เฉพาะในเวลาที่ต้องการนะ” น้ำเสียงของเธอเกือบจะมีความรู้สึกเห็นใจเลยทีเดียว เธอรู้ว่าความสามารถของฉันเป็นแบบติดตัว ไม่อาจควบคุมได้ ฉันได้ยินเสียงพวกนั้นตลอดเวลา เสียงของวิญญาณ ทั้งคนที่ยังมีชีวิตอยู่และคนที่ตายไปแล้ว พวกเขาไม่เคยหยุดพูดกันเลย “รู้สึกยังไงบ้างล่ะ โลกที่ไม่มีวันเงียบน่ะ”

 

                “ก็ครึกครื้นดีนะคะ” หนวกหูมากเลยล่ะ ตอนเด็กๆ ช่วงที่พลังของฉันเริ่มเข้มแข็งมากขึ้นจนรัศมีการได้ยินขยายขอบเขตออกไปใหม่ๆ ฉันเคยนอนไม่หลับไปเกือบเดือนเพราะพวกวิญญาณพวกนั้นเอาแต่กรีดร้องโหยหวนกันนี่แหละ

 

                “วิญญาณที่อยู่แถวๆ นี้ส่วนใหญ่สงบเสงี่ยมกันดีนี่ เป็นเพราะเธอใช่มั้ย” เคยได้ยินมาบ้างเหมือนกันว่านอกจากเป็นผู้สื่อสารกับเทพเจ้าแล้ว พวกมิโกะยังมีหน้าที่คอยช่วยปลอบประโลมดวงวิญญาณที่ทุกข์ทรมานอีกด้วย ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่าพวกเขาทำงานกันยังไง แต่สำหรับฉัน มันก็เป็นแค่การคุยกันจนกว่าอีกฝ่ายจะพอใจเท่านั้น “ไม่แปลกใจเลยที่พวกในจินกิคังตื่นเต้นกับเรื่องของเธอกันมาก”

 

                “จินกิคัง....” อ้อ หมายถึงสภาย่อยที่ดูแลเกี่ยวกับด้านความเชื่อและจิตวิญญาณของเอ็นเก็ทสึนี่เอง พอพูดถึงเรื่องนี้ เสียงข้างในจิตใจของคุณยูคาริก็ชัดเจนขึ้นมาอย่างกับจงใจให้รู้อย่างนั้นแหละ คงขี้เกียจจะอธิบายด้วยปากสินะ ไอ้ที่สามารถควบคุมข้อมูลได้ในระดับความคิดนี่น่ากลัวจริงๆ แฮะ เธอคงต้องคุ้นเคยกับการอยู่ใกล้ๆ คนที่มีความสามารถในการล่วงรู้ความคิดของผู้อื่นมากแน่ๆ “แหะๆ เดี๋ยวพอได้เจอหนูเข้าจริงๆ พวกเค้าอาจจะผิดหวังก็ได้นะคะ”

 

                “นี่เธอไม่รู้สึกเสียใจบ้างเลยรึไง” จู่ๆ ดวงตาเยือกเย็นคู่นั้นก็เบือนกลับมาจ้องฉันตรงๆ ด้วยสีหน้าที่ราวกับกำลังมองตัวประหลาดอะไรสักอย่างอยู่ นี่ฉันพูดอะไรผิดไปรึเปล่านะ “ชั้นหมายถึง จะคนในหมู่บ้านก็ดี พ่อแม่ของเธอก็ดี ทุกคนต่างก็ดูจะอาลัยอาวรณ์ในตัวเธอกันทั้งนั้น แล้วเธอล่ะ ทำไมถึงไม่ได้ดูทุกข์ร้อนอะไรเลย เธออาจจะไม่ได้เจอกับทุกคนอีกแล้วก็ได้นะ อาจจะไม่ได้กลับมาอีกแล้ว ทำไมถึงยังยิ้ม ยังหัวเราะแบบนั้นได้อยู่อีกล่ะ”

 

                ทำไมฉันจะไม่เสียใจล่ะ

 

                “ถ้าหนูแสดงให้พวกเขาเห็นว่ามันจะไม่เป็นไร พวกเขาก็จะสบายใจ เพราะพวกเขาเชื่อว่าหนูสามารถล่วงรู้ถึงอนาคตได้” แต่ฉันไม่รู้หรอก ฉันไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างในวันข้างหน้า อนาคตที่ฉันรับรู้แท้จริงแล้วเป็นแค่คำบอกเล่าจากดวงวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ ส่วนหนึ่งที่ฉันดูเหมือนไม่สะทกสะท้านอะไร เพราะฉันรู้ว่าวันนี้จะมาถึงตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว ฉันเสียใจกับเรื่องนี้ไปแล้ว บอกลากับทุกๆ คนในหมู่บ้าน บอกลาคุณพ่อและคุณแม่ไปอย่างเงียบๆ ในแบบของฉันเองไปเรียบร้อยแล้ว ได้ร้องไห้จนพอใจแล้ว ฉันรู้ว่าพวกเขาจะมาพาฉันไป มันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ “ถ้าหนูยังหัวเราะได้ และบอกกับทุกคนว่าเดี๋ยวจะรีบกลับมา พวกเขาก็จะเชื่ออย่างนั้นค่ะ”

 

                ฉันรักพวกเขามากจริงๆ นะ ฉันไม่อยากได้ยินเสียงในจิตใจที่กำลังแตกสลายของพวกเขาเลย คุณพ่อกับคุณแม่อายุมากแล้ว พวกท่านไม่ควรต้องมารับภาระทางจิตใจกับเรื่องนี้ พอเป็นความรู้สึกโศกเศร้าเสียใจ ยิ่งพวกเขาแสดงออกมาภายนอกมากเท่าไหร่ ภายในก็ยิ่งเจ็บปวดมากกว่าหลายเท่า ฉันไม่อยากให้ใครต้องเจอกับความรู้สึกแบบนั้นเพราะเรื่องของฉันเลย

 

                “แม้จะต้องโกหกงั้นเหรอ” แม้จะต้องโกหกก็ตาม โลกใบนี้ถูกห่อหุ้มเอาไว้ด้วยเรื่องโกหก ฉันรู้จักพวกมันเป็นอย่างดี บางครั้งเรื่องโกหกก็จำเป็นต้องเกิดขึ้นมาเพื่อให้ความจริงได้เดินหน้าต่อไป ฉันไม่เคยรังเกียจมันเลย “นี่ก็ดึกมากแล้ว ยังไงเธอก็ควรจะไปพักผ่อนนะ พรุ่งนี้เราต้องเดินทางกันอีกไกล ชั้นเองก็จะนอนแล้ว”

 

                “นี่คุณยูคาริ.....” เมื่อสักครู่ ตอนที่แววตาของเธอดูสั่นไหวไปวูบหนึ่งกับคำตอบของฉัน ห้วงคำนึงบางอย่างที่ถูกเธอกดซ่อนเอาไว้ก็ได้ดิ้นรนคืบคลานออกมาจากกำแพงความรู้สึกจนฉันสัมผัสได้ แม้จะเบาบาง แต่ก็เป็นความรู้สึกที่แกร่งกล้ามากทีเดียว “คุณอยากให้หนูตายขนาดนั้นเลยเหรอคะ”

 

                “บอกแล้วใช่มั้ย ว่าอย่า.....” คำพูดของเธอหยุดชะงักลงไปเพียงเท่านั้น สีหน้าที่เย็นชาจ้องมองฉันอย่างพิจารณา ก่อนที่ริมฝีปากงดงามได้รูปจะเผยถ้อยคำสัตย์จริงออกมา “ใช่ ชั้นอยากให้เธอตาย กลับไปพักผ่อนได้แล้วจันทรา”

                สุดท้ายก็โดนไล่ออกมาจนได้แฮะ ตอนที่ออกมาจากห้องพักของคุณยูคาริ พวกทหารจากเอ็นเก็ทสึก็แยกย้ายกันไปจับจองที่นอนในห้องโถงของตัวเรือนกันหมดแล้ว อย่างกับจะหลบหน้ากันอย่างนั้นแหละ ผลไม้ที่อุตส่าห์เอามาฝากก็แทบจะไม่แตะกันเลย ก็เข้าใจอยู่หรอกนะ พวกเขาต้องลำบากลำบนมาถึงที่นี่เพียงเพื่อมารับฉัน ก็คงมีอารมณ์ต่อต้านอยู่บ้างล่ะมั้ง แต่เดี๋ยวเรายังต้องเดินทางด้วยกันอีกตั้งไกล อยากจะผูกมิตรกันไว้สักหน่อยจัง

 

                ไฟในเรือนหลังใหญ่ถูกจุดไว้แค่บางส่วน มองไปในลานกว้างก็ยังไม่เห็นเกี้ยวของคุณพ่อ พวกเขายังไม่กลับมากันเลย คืนสุดท้ายแล้วแท้ๆ อยากจะนอนหนุนตักคุณแม่อีกสักครั้งจังเลยนะ ไม่เคยมองไปที่เรือนใหญ่แล้วรู้สึกเหงาขนาดนี้มาก่อนเลย ถ้าอย่างนั้นยังไม่กลับเข้าไปในเรือนน่าจะดีกว่า วันนี้กว่าจะหลุดจากพวกคนในหมู่บ้านที่มาร่ำลาได้ก็แทบแย่แล้ว ถ้าต้องนั่งฟังพวกคนงานในเรือนร้องไห้กันอีก ฉันต้องพลอยเศร้าไปด้วยแน่ๆ ไม่เอาน่าจันทรา เข้มแข็งไว้ อะไรๆ มันก็ยังไม่แน่สักหน่อย คุณยูคาริออกจะสง่างามเพียบพร้อมขนาดนั้น เด็กเพี้ยนๆ อย่างฉันจะไปเทียบได้ยังไง อีกไม่นานพวกเขาก็คงจะไล่ฉันกลับมาเองนั่นแหละ ที่ต้องเป็นห่วงคือขากลับต่างหาก พวกเขาไม่น่าจะจัดขบวนมาส่งฉันแน่ๆ เอ็นเก็ทสึอยู่ไกลจากที่นี่มากแค่ไหนกันนะ สัปดาห์นึง สิบวัน ยี่สิบวัน ต้องใช้เวลานานแค่ไหนกันนะกว่าที่ความคิดถึงของฉันจะเดินทางกลับมาถึงบ้านแห่งนี้

 

                 ทางเดินเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ด้านหลังสวนอันกว้างใหญ่นั้นพาฉันลัดเลาะออกไปสู่ถนนที่ท้ายหมู่บ้าน ที่ประตูกำแพงหมู่บ้านนั้นมียามเฝ้าอยู่ตลอดเวลา แต่ว่ามันก็มีประตูคนตาย ที่ซึ่งถูกสร้างเอาไว้สำหรับลำเลียงร่างของผู้ที่เสียชีวิตออกไปทำพิธีที่อารามนอกกำแพงเมืองอยู่ ปกติไม่ค่อยมีคนกล้าไปยุ่งกับประตูนั้นหรอก ทุกคนกลัวว่าจะถูกวิญญาณตามรังควาน แต่สำหรับฉันที่คุ้นเคยกับวิญญาณทุกดวงในหมู่บ้านดี ประตูนั้นเป็นเส้นทางหนีเที่ยวที่เยี่ยมยอดมากเลยทีเดียว อันที่จริงที่พวกคนในหมู่บ้านกลัวกันก็ออกจะเกินเรื่องไปหน่อย วิญญาณส่วนใหญ่มักจะผูกติดอยู่กับบุคคลหรือสถานที่ที่พวกเขาเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้ง ที่ประตูนั่นไม่มีวิญญาณสิงสู่อยู่แม้แต่ดวงเดียว ก็ตอนที่ร่างของพวกเขาผ่านประตูนั้นไป วิญญาณของพวกเขาก็หลุดลอยไปถึงไหนต่อไหนแล้ว เท่าที่ฉันรู้ วิญญาณส่วนใหญ่จะมุ่งตรงสู่ภพภูมิใหม่ ไหลเวียนเข้าไปในกระแสธารแห่งวิญญาณและรอวันที่จะกลับมากำเนิดใหม่อีกครั้ง แต่ว่ามันก็มีวิญญาณบางดวงที่ไม่อาจไปสู่ภพภูมิที่รออยู่ได้ ด้วยจิตใจที่ยึดติด ไม่ว่าจะเป็นความโหยหาหรือความอาฆาตพยาบาท หรือแม้แต่คำสาปก็ตาม พวกเขาไม่ได้น่ากลัวหรอก ถ้าได้ลองสัมผัสเข้าจริงๆ ก็จะรู้ว่าพวกเขาน่ะ น่าสงสารมากๆ เลยต่างหาก

 

                พวกหน่วยลาดตระเวนยังไม่กลับมาจากในป่าแฮะ ตอนที่ลอบย่องผ่านเพิงไม้สองชั้นขนาดเล็กๆ ที่ตั้งอยู่นอกกำแพง ฉันอดสังเกตไม่ได้ว่าคบไฟที่ถูกจุดไว้ตรงเหนือเพิงนั้นมอดดับไปนานแล้ว พวกหน่วยลาดตระเวนเป็นกลุ่มที่รวมตัวขึ้นมาจากคนหนุ่มสาวในหมู่บ้านแต่ละเขต จัดเป็นกองทหารอาสาคอยออกตรวจตราความสงบเรียบร้อยในพื้นที่รอบๆ พวกเขามักจะหายเข้าป่าไปครั้งละนานๆ เป็นสัปดาห์ ใช่ว่าป่าแถวนี้จะอันตรายอะไรมากมาย แต่ว่าก็คงประมาทไม่ได้ ยังไงในป่าที่ลึกมากขึ้นก็มีสิ่งมีชีวิตที่เป็นภัยมากๆ อาศัยอยู่ และทุกคนก็ไม่อยากให้มันมาเพ่นพ่านใกล้ๆ จึงต้องมีการจัดกองกำลังเล็กๆ เอาไว้คอยตรวจตรารอบๆ อยู่เสมอ นี่ยังไม่นับพวกกองโจรต่างถิ่น ซึ่งบางครั้งก็ชอบมาตั้งค่ายอยู่ในป่า คอยดักปล้นขบวนคาราวานสินค้าและพวกนักเดินทางทั้งหลาย พวกโจรป่าโจรภูเขานั้นมีมากมายหลายกลุ่ม ทั้งจากพวกที่อยู่อีกฟากของเทือกเขาเงาทมิฬ พวกนอกกฎหมายจากเอ็นเก็ทสึ หรือแม้แต่พวกชาวตะวันตกที่ป่าเถื่อน ถ้าไม่ได้กองกำลังลาดตระเวนคอยดูแล กองโจรพวกนั้นคงทำลายความมั่งคั่งของหมู่บ้านของพวกเราได้ในไม่ช้า

 

                น่าเสียดายที่ฉันจะไม่ได้บอกลาพวกเขา ตอนที่เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ พวกเขาซึ่งเป็นกลุ่มคนหนุ่มสาว เป็นกำลังสำคัญของหมู่บ้านก็ติดภารกิจอยู่ในป่าลึก ทำให้พวกเราเกือบจะรับมือภัยพิบัติครั้งนั้นไม่ได้ เมื่อพวกเขากลับมาถึงและรู้เรื่องทั้งหมด พวกเขาจึงได้แต่โทษตัวเองที่ไม่ได้อยู่ปกป้องหมู่บ้าน พวกเขารู้สึกเป็นหนี้บุญคุณต่อฉันมากทีเดียว มากเกินไปด้วยซ้ำ พวกกองลาดตระเวนนั้นดีต่อฉันมาก ถึงขนาดที่เวลาออกไปในป่าทีไร กลับมาก็ต้องมีของฝากดีๆ มาให้ตลอด ฉันอยากเจอพวกเขาอีกสักครั้งจัง

 

                บอกแล้วใช่มั้ยเดชา สักวันนายจะต้องเสียใจที่ไปเป็นหน่วยลาดตระเวน เห็นมั้ย เราสองคนก็เลยไม่ได้กล่าวคำอำลาต่อกันเลย

 

                แสงจันทร์อ่อนละมุนที่อาบไล้เนินเขา เผยให้เห็นทุ่งหญ้าเขียวขจีซึ่งกำลังไหวเอนราวกับเกลียวคลื่นด้วยจุมพิตของสายลม เสียงแมลงกลางคืนดังระงมราวกับวงดนตรีแห่งรัตติกาล ฉันสูดอากาศเย็นฉ่ำเข้าไปเต็มปอด ทอดสายตามองลงไปยังแอ่งที่ราบเบื้องล่าง ดวงไฟมากมายเปล่งประกายวิบวับอยู่ในความมืด หลังคาที่เรียงราย สีสันอันเรียบง่าย ลานกว้างขนาดใหญ่ใจกลางหมู่บ้านที่พวกชาวบ้านมักจะมารวมตัวกันทำกิจกรรมในวันสำคัญ หวังว่าพวกเขาคงไม่เสียมันไปให้กับท่าอากาศยานของชาวตะวันตกอย่างที่ทุกคนกลัวกันนะ ท้องถนนที่คุ้นเคยทอดยาวออกไปจนสุดสายตา ไกลออกไปจนถึงเขตอื่นๆ คนที่ไม่คุ้นเคยนอกเขตของเราบางครั้งก็จะเรียกฉันว่าแม่หมอจันทรา เป็นคำที่ให้เกียรติมากแต่ก็ฟังแล้วรู้สึกแปลกพิกล ฉันสัมผัสได้ถึงความเคารพชื่นชมในน้ำเสียงของพวกเขา ถนนยังคงทอดยาว ไกลออกไปจนถึงกำแพงสูงใหญ่นั่นที่ซึ่งเป็นแนวแบ่งกั้นของเขตพระราชวัง ผู้คนที่ฉันรู้จัก ผู้คนที่ฉันห่วงใย พวกเขาอยู่ที่นี่ ชีวิตของฉันตลอดสิบห้าปีที่ผ่านมา ฉันไม่เคยจากไปไหนไกลเลย หมู่บ้านสุริยา แม้ฉันจะไม่ได้เกิด ณ สถานที่แห่งนี้ แต่หัวใจของฉันก็เป็นหนึ่งเดียวกันกับพวกเขาอย่างไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

                “รู้มั้ย ถ้าเธอไม่อยากไป พวกเราจะช่วยซ่อนตัวเธอเอาไว้จนกว่าพวกนั้นจะกลับไปก็ได้นะ” เสียงเล็กๆ ที่ดังขึ้นตรงข้างๆ ฉันฟังดูขึงขังเสียจนฉันเกือบหัวเราะออกมาแน่ะ ฉันได้แต่หันไปยิ้มให้เด็กชายตัวเล็กๆ ผิวขาวซีดที่ยืนอยู่ตรงนั้น คิ้วที่อยู่เหนือดวงตากลมโตมีดำสนิทของเขาขมวดเข้าหากันอย่างไม่สบอารมณ์นัก “ขั้นไม่ได้ล้อเล่นนะ ทุกคนก็เห็นด้วยกันหมดแล้ว แค่เธอบอกมาคำเดียวเท่านั้น”

 

                “ขอบใจมาเลยนะยม แต่ถ้าทำแบบนั้นพวกชาวบ้านจะเดือดร้อนนะ” คนของเอ็นเก็ทสึคงเผาหมู่บ้านจนราบเพื่อตามหาตัวฉันแน่ๆ อย่าว่าแต่คนเป็นเลย แม้แต่คนตายพวกเขาก็คงไม่ละเว้น “เผลอๆ พวกเธอเองก็จะแย่ด้วยเหมือนกัน พวกเขามีมิโกะมาด้วยนะ”

 

                “มิโกะอะไร ชั้นไม่กลัวหรอก” เด็กชายส่งเสียงฮึดฮัด ร่างที่ไร้ชีวิตของเขาค่อยๆ ลอยสูงขึ้นจากพื้นจนสามารถประสานสายตากับฉันได้ถนัด เวลาเขาทำหน้าตาแบบนี้นี่มันเกือบจะน่ากลัวเลยนะเนี่ย “พวกเปรตน่ะเตรียมพร้อมอยู่แล้ว ถ้าพวกนั้นงี่เง่าเราจะหลอนให้หัวหดไปเลย ตานีจะเป็นคนพาเธอไปซ่อนในป่าเอง อย่างที่คนในหมู่บ้านชอบพูดไง ถ้าโดนนางไม้ลักพาตัวไป จะไม่มีใครหาเจออีกเลยตลอดกาล”

 

                “เธออย่าดูแคลนพวกที่มาจากเอ็นเก็ทสึเชียวนะ ไปบอกทุกคนเดี๋ยวนี้เลยว่าอย่าเข้าไปยุ่งกับพวกเขาเด็ดขาด พวกนี้ไม่เหมือนพวกหมอผีพเนจรหรอกนะรัก พวกเขาเก่งมากเลยล่ะ” ฉันแทบจะร้องออกมาเลยทีเดียว ยมนั้นเป็นเด็กใจร้อน แม้ว่าดวงวิญญาณอย่างเขาจะคงอยู่มานานกว่าฉันมาก แต่เขาก็ยังคงเป็นเด็กอยู่เสมอ ผิดกับรัก พี่ชายของเขาคนละเรื่องเลย พวกวิญญาณทั้งหลายที่สิงสู่อยู่ในบริเวณนี้ล้วนเป็นเพื่อนของฉัน แม้จะต้องใช้เวลานานพอดู กว่าจะทำให้ทุกคนมีสติพอจะคุยกันรู้เรื่องได้ กระนั้น ถึงจะพอคุยกันได้แล้ว แต่ว่าพวกวิญญาณเร่ร่อนนั้นได้สูญเสียตัวตนบางส่วนไปพร้อมกับการมีชีวิต ทำให้พวกเขาส่วนใหญ่มีสติเพียงพอต่อการคิดอะไรแบบง่ายๆ ตรงไปตรงมาเท่านั้น หลายครั้งพวกเขาจึงมักทำอะไรที่ไม่ยั้งคิดจนก่อให้เกิดผลเสียตามมาได้ง่ายๆ

 

                ไอ้ความตรงไปตรงมาเรียบง่ายแบบนี้แหละ ที่ทำให้ฉันชอบอยู่กับพวกเขามากกว่าอยู่กับคนเป็น เสียงจากภายในและภายนอกของเขามันเป็นเสียงเดียวกัน เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อนวุ่นวายจนน่าปวดหัวเหมือนกับพวกคนที่ยังมีชีวิตอยู่ การอยู่ท่ามกลางพวกวิญญาณเหล่านี้ทำให้จิตใจของฉันสงบลงได้มากทีเดียว

 

                “เฮอะ ชั้นล้อเล่นหรอกน่า ใครจะไปทำอย่างนั้นกัน” เขาจะทำจริงๆ แน่นอน ดวงวิญญาณที่มีระดับสูงขึ้นมาก็เริ่มจะมีความคิดที่ซับซ้อนเพิ่มขึ้นด้วย ยมมักจะเป็นแกนนำของพวกวิญญาณหลงทางในบริเวณนี้ในเรื่องห่ามๆ เสมอ “ออกมาจากหมู่บ้านแบบนี้ จะไปหาท่านศิวะล่ะสิ”

 

                “ก็ต้องไปบอกลานี่” เพื่อความปลอดภัย เรียกพวกเขาทั้งหมดออกมาจากหมู่บ้านก่อนดีกว่า อยู่ต่อหน้าท่านศิวะพวกเขาไม่กล้าทำอะไรแผลงๆ หรอก “พอดีเลย รักช่วยตามคนอื่นๆ ไปที่วิหารเลยได้มั้ย จะได้บอกลาพร้อมกันไปเลย”

 

                พวกผู้ใหญ่มักจะเตือนว่าห้ามเข้าไปใกล้วิหารร้างที่อยู่กลางป่าใกล้ๆ กับหมู่บ้าน เพราะว่ามันเป็นที่สิงสู่ของวิญญาณร้ายมากมาย ทั้งยังอยู่ในป่าค่อนข้างลึก ใกล้กับบริเวณน้ำตกสักการะซึ่งเต็มไปด้วยสัตว์ป่าที่ดุร้าย แต่เอาเข้าจริง วิญญาณที่ว่าพวกนั้นก็ไม่ได้ร้ายกาจอะไรหรอก พวกเขาก็แค่สับสนและหลงทาง ส่วนพวกสัตว์ป่านั้นบางครั้งก็แค่ตกใจกลัว ก็เลยทำท่าน่ากลัวออกมา คำบอกเล่าถึงความลี้ลับเปี่ยมอาถรรพ์ทำให้ไม่มีคนกล้าเข้าใกล้สถานที่ดังกล่าว ซึ่งก็นับว่าดีต่อฉันมากทีเดียว จะหาที่เงียบๆ แบบนี้ได้จากที่ไหนอีกล่ะ วิหารกลางป่ามีแต่เสียงที่ซื่อตรงของพวกวิญญาณกับสัตว์ป่าเท่านั้น ขนาดพวกหน่วยลาดตระเวนกับพวกพรานป่ายังไม่กล้าย่างเท้าเข้ามาแถบนี้กันเลย

 

                ว่ากันว่าวิหารแห่งนี้เป็นหลักฐานความยิ่งใหญ่ของนครเดือนดับ ซึ่งเคยรุ่งเรืองมากๆ ในแถบนี้เมื่อครั้งอดีตกาล ถ้าดูจากรูปแบบงานสถาปัตยกรรมและจิตกรรมที่หลงเหลืออยู่ก็คงจะใช่ งั้นก็ต้องถือว่าอาณาเขตของนครเดือนดับนั้นกว้างใหญ่ไพศาลมากทีเดียว เพราะตัวซากนครเก่าอยู่ไกลออกไปทางใต้เกือบสุดชายฝั่งทะเลนู่น ฉันเองก็ไม่เคยมีโอกาสได้ไปถึงที่นั่นหรอกนะ พวกคนเฒ่าคนแก่บอกว่าไม่มีใครเดินทางลึกลงไปทางใต้มานานมากแล้ว มันเป็นดินแดนอาถรรพ์ที่เต็มไปด้วยคำสาป ดูเหมือนเรือของพวกชาวตะวันตกที่เคยพลัดหลงไปแถบนั้นก็จะพูดแบบเดียวกัน บางทีมันอาจจะเป็นแหล่งชุมนุมของพวกวิญาณหลงทางเหมือนกับวิหารแห่งนี้ก็เป็นได้ ถ้าอย่างนั้นสักวันฉันอาจจะพอทำอะไรได้บ้างนะ

 

                กว่าจะมาถึงตัววิหารร้าง ดวงจันทร์ก็ลอยขึ้นสูงมากแล้ว แม้อากาศจะค่อนข้างเย็น แต่ฉันต้องทำเวลาเพื่อที่จะได้รีบกลับไปรอคุณพ่อกับคุณแม่ นั่นก็เล่นเอาเหงื่อท่วมเลยทีเดียว ซากอาคารซึ่งถูกสร้างด้วยหินสลักขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า มืดสนิทไร้ซึ่งแสงไฟ แม้แสงจันทร์จะฉายฉาน แต่แมกไม้ที่บดบังท้องฟ้าก็ไม่ปล่อยให้แสงจากเบื้องบนส่องผ่านลงมาได้ง่ายๆ มีเพียงแสงสลัวจากโคมตะเกียงดวงเล็กที่ฉันถืออยู่กับดวงไฟวิบวับจากวิญญาณซึ่งมาช่วยนำทางให้อยู่ห่างๆ ข้างหน้าเท่านั้นที่ทำให้ฉันยังพอมองเห็นอะไรบ้าง เงาวูบไหวที่ปลายสายตานั้นเป็นส่วนผสมของต้นสนที่ไหวเอนด้วยแรงลมและพวกเปรตที่เพิ่งจะเดินโขยกเขยกมาถึง ฉันหันไปน้อมศีรษะทักทายขณะที่พวกเขาส่งเสียงเล็กแหลมตอบกลับมา ขากลับฉันให้พวกเขาไปส่งน่าจะดีกว่ามากเลยแฮะ

 

                “ดูเหมือนเธอจะรับมือกับสถานการณ์นี้ได้ดีทีเดียวนะจันทรา” น้ำเสียงสุขุมที่แสนอ่อนโยนดังขึ้น พร้อมๆ กับร่างที่สุกสว่างเรืองรองได้กาวออกมาจากตัววิหารนั่น ใบหน้าอบอุ่นยากจะคะเนอายุ ทั้งดูอ่อนวัย แต่ก็เปี่ยมไปด้วยความอาวุโสในคราวเดียวกัน “เตรียมใจพร้อมแล้วใช่มั้ย”

 

                “ต้องขอบคุณท่านศิวะนั่นแหละค่ะ หนูถึงได้มีโอกาสเตรียมใจล่วงหน้ามาตั้งนาน” ฉันก้าวเข้าไปนั่งตรงเชิงบันไดใกล้ๆ กับรูปปั้นสิงห์ขนาดใหญ่ เว้นที่ว่างฝั่งตรงข้ามเอาไว้ให้เขา เราสองคนมักจะนั่งคุยกันแบบนี้ พูดคุยกันถึงเรื่องต่างๆ มากมาย โลกนี้เก่าแก่กว่าที่ฉันคิดเอาไว้มาก และท่านศิวะก็ได้อยู่เห็นมันมาตั้งแต่แรก ฉันชอบฟังเรื่องพวกนั้น “หนูต้องคิดถึงท่านแน่ๆ เลย”

 

                “เธอเป็นเด็กเข้มแข็ง ทุกอย่างจะต้องผ่านไปด้วยดี” เขาลูบศีรษะของฉันเบาๆ แบบที่นานๆ จะทำสักครั้งหนึ่งเวลาที่ฉันทำอะไรดีๆ ขึ้นมา “ขอแค่อย่างเดียว อย่าได้สูญเสียหัวใจของตัวเองไปนะจันทรา”

 

                ท่านศิวะเป็นหนึ่งในเทพผู้ยิ่งใหญ่ตามศาสนาพราหมณ์ของพวกที่อยู่อีกฟากของเทือกเขาหมื่นทิวา อิทธิพลของท่านยังคงแผ่ขยายมาจนถึงหมู่บ้านสุริยาด้วยเช่นกัน อันที่จริงฉันเองก็รู้สึกแปลกๆ อยู่เหมือนกันนะ ที่ได้เจอกับเทพเจ้าตัวเป็นๆ แบบนี้ แต่พอได้คุยกันหลายๆ ครั้ง ฉันกลับรู้สึกเหมือนเขาเป็นญาติผู้ใหญ่ เป็นสิ่งที่จับต้องได้ ไม่ใช่เทพที่อยู่ในคัมภีร์อะไรแบบนั้น จะว่าไปก็น่าแปลกเหมือนกันนะ ที่เทพผู้ยิ่งใหญ่อย่างเขาเลือกจะมาเก็บตัวอยู่ในวิหารร้างโดดเดี่ยวแบบนี้ เขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ฉันสามารถพูดคุยได้ด้วยอย่างสบายใจ เสียงข้างในจิตใจและเสียงที่เขาพูดออกมานั้นตรงกันเสมอ เขาไม่เคยโกหกอะไรเลย

 

                “หนูจะได้กลับมาที่นี่อีกมั้ยคะ” นั่นเป็นคำถามที่ฉันอยากรู้มากที่สุด ถ้ามันมีความหวังแม้เพียงน้อยนิดที่ฉันจะได้หวนคืนมาที่หมู่บ้านสุริยา ไม่ว่าอะไรฉันก็จะอดทนและผ่านพ้นมันไปให้ได้

 

                “เรื่องนั้นไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้หรอก อนาคตเป็นสิ่งต้องห้าม การแอบดูเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นนั้นมีราคาที่ต้องจ่ายมหาศาล” เขามักจะพูดแบบนี้ทุกครั้ง แต่อย่างน้อยครั้งนี้น้ำเสียงของเขาก็อ่อนลงในช่วงท้าย “อย่าห่วงไปเลยจันทรา เธอเป็นเด็กดีนะ ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนก็คงจะทำให้คนรอบๆ ตัวหลงรักเธอได้ไม่ยาก แต่ถ้าเผื่อว่าเธอเกิดรู้สึกคิดถึงบ้านขึ้นมาจริงๆ เพื่อนเก่าสักคนอาจจะช่วยเธอได้”

 

                ท่านศิวะยื่นมือออกมาเบื้องหน้า ในมือของเขาเป็นขวดแก้วใบเล็กๆ ที่มีตุ๊กตาไม้แกะสลักสีดำตัวจิ๋วแช่อยู่ในน้ำมันใส่เอาไว้ ของขวัญอำลางั้นเหรอ แปลกจังแฮะ

 

                “เพราะเขากลัวว่าเธอจะโดนพวกที่มาจากต่างแดนรังแก ก็เลยทนปล่อยเธอไปคนเดียวไม่ได้” ท่านศิวะถอนใจก่อนจะเคาะขวดแก้วเบาๆ ครั้งหนึ่ง มันระเบิดเป็นกลุ่มควันฟุ้งออกมาพร้อมกับเสียงปะทุเบาๆ ก่อนที่ยมจะปรากฏกายขึ้นตรงนั้น “ปกติยมจะไปไหนไกลจากที่นี่ไม่ได้ แต่ถ้าใช้ตุ๊กตาไม้นี่ เธอจะสามารถพาเขาเดินทางไปด้วยได้ทุกที่เลย”

 

                “ทีนี้ถ้ามีใครหน้าไหนจะมางี่เง่ากับเธอ ชั้นจะสั่งสอนมันเอง” ท่าทางรั้นๆ ของเขาทำให้ฉันอดหัวเราะออกมาไม่ได้ พึ่งพาได้จริงๆ นะ เจ้าน้องชายตัวน้อยที่ห้าวหาญของฉัน

 

                “แบบนี้จะไม่เป็นไรเหรอคะ นี่ถือว่าเป็นสมบัติแห่งเทพได้เลยใช่มั้ย” เพราะว่าเป็นสิ่งที่ท่านศิวะสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง มันจึงไม่ใช่ของธรรมดา ท่านศิวะเคยบอกว่าวัตถุเวทมนตร์นั้นจะซึมซับดวงวิญญาณส่วนหนึ่งของผู้สร้างเอาไว้ด้วย เนื่องจากพลังอาร์เคนนั้นคือส่วนที่ถูกคัดกรองออกมาจากพลังแอสทรัลในดวงวิญญาณของผู้คน ฉันไม่มีโอกาสได้เรียนรู้เรื่องของเวทมนตร์มากนักเพราะคุณพ่อไม่อยากให้ฉันแสดงความโดดเด่นออกมามากเกินไป ท่านกลัวว่าสักวันหนึ่งชื่อเสียงจะนำภัยมาสู่ตัวฉัน ดังนั้นตอนที่พวกพ่อค้าจากเดเน็บมาขอให้ฉันประจุพลังเวทมนตร์ลงไปในเครื่องประดับเพื่อนำไปขาย คุณพ่อจึงไม่พอใจและสั่งให้กว้านซื้อสร้อยพวกนั้นทั้งหมดมาทำลายทิ้งเสีย ฉันยังจำได้เลยว่าคุณพ่อสั่งให้ทำลายกระทั่งแผ่นยันต์เวทมนตร์ที่ใช้ช่วยในการประจุพลังเวทของฉันด้วย เครื่องประดับของแม่หมอจันทรา สาวน้อยมหัศจรรย์แห่งหมู่บ้านสุริยาก็เลยไม่มีโอกาสได้เกิดเลย น่าเสียดายจริงๆ

 

                “มันเป็นสมบัติแห่งทวยเทพแน่นอน เพราะฉะนั้นมันจึงมีความหมายมาก เธอต้องดูแลมันให้ดีๆ ล่ะ” ท่านศิวะให้เกียรติฉันมากทีเดียว ในช่วงชีวิตหนึ่งของคนปกติแล้วจะมีโอกาสได้เห็นสมบัติแห่งทวยเทพสักกี่ครั้งกันนะ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่มีโอกาสได้ครอบครองเลยด้วยซ้ำ ที่เขาใส่ใจขนาดนี้ก็เพราะเขารู้สึกว่าโชคชะตาที่ไม่ค่อยดีของฉันเป็นความรับผิดชอบของตัวเขาเองด้วยนั่นแหละ ฉันรู้สึกถึงความลำบากใจที่พวยพุ่งขึ้นมาในดวงวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเขาได้เลย

 

                “ท่านศิวะ...รักนะคะ” ทุกครั้งที่ฉันพูดแบบนี้ เขาก็จะเขินและลืมความรู้สึกไม่ค่อยดีออกไปได้ ฉันไม่เป็นไรหรอก โชคชะตาของฉันมันไม่ได้แย่ขนาดนั้นสักหน่อย เขาไม่จำเป็นต้องมาคิดมากกับเรื่องของฉันเลยนะ

 

                “เอ้อ...ที่สำคัญ รักกับยมนั้นเป็นแฝดที่เกิดและตายในวันเดียวกัน แม้จะอยู่ไกลกันแค่ไหน พวกเขาก็จะสัมผัสถึงกันได้เสมอ” ท่านศิวะผายมือไปทางเด็กชายตัวเล็กท่าทางขี้อายที่กำลังเกาะขาของเขาหลบอยู่ทางด้านหลัง แม้จะมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับยมทุกประการ แต่รักนั้นเป็นเด็กอ่อนไหวและอ่อนโยนมากๆ “ถ้าหากมีอะไรเกิดขึ้นกับหมู่บ้านสุริยา เธอจะได้รู้ทันที เพราะฉะนั้นไม่ต้องเป็นห่วงทางนี้หรอกนะ”

 

                “ขอบคุณนะคะ นี่มัน....มีความหมายกับหนูมากจริงๆ” ถ้าหากว่ามีอะไรเกิดขึ้น ฉันจะไม่ใช่คนสุดท้ายที่ได้รู้ นั่นทำให้ฉันโล่งใจมากเลย ที่สำคัญ การมียมอยู่ด้วยก็คงช่วยให้ฉันปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น อย่างน้อยฉันก็ไม่ได้ตัวคนเดียวนี่นะ “รัก....พี่จะไปแล้วนะ มากอดลากันหน่อยมั้ย”

 

                แม้ฉันจะขยับก้าวเข้าไปหา แต่เขาก็กระถดถอยหนีออกไปพร้อมกับก้มหน้าหลบสายตาลง เหมือนกับครั้งแรกๆ ที่เรารู้จักกันไม่มีผิด

 

                “เจ้าบ้า อย่ามางอแงเป็นเด็กๆ นะ” ยมเอ็ดพี่ชายเสียงดัง “ทำแบบนี้แล้วจะมาเสียใจทีหลังไม่ได้แล้วนะ”

 

                “ช่างเถอะยม ไม่เป็นไรหรอก” ไม่เป็นไรหรอก ฉันได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญจากวิญญาณดวงน้อยๆ ของรักชัดเจนเลยทีเดียว เขาไม่อยากให้ฉันไป แค่ความรู้สึกพวกนั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับเราสองคน “พี่ขอโทษนะรัก สักวันพี่จะกลับมา”

 

                เขาไม่ตอบอะไร แค่ก้มหน้าอยู่อย่างนั้น มือเล็กๆ จิกขากางเกงของท่านศิวะแน่นจนยับยู่ยี่ เขาอยากขอให้ฉันสัญญา แต่เขาไม่กล้าพูดออกมาเพราะรู้ดีว่าฉันไม่อาจจะสัญญาอะไรได้ ถ้าฉันสัญญาอะไร มันก็จะกลายเป็นเรื่องโกหกอีกเรื่องหนึ่งของโลกใบนี้ไปในทันที

 

                “เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นนี่ก็น่าจะเหมาะสมแก่เวลาแล้ว” สิ้นคำนั้นของท่านศิวะ มันก็เป็นเหมือนการกล่าวคำอำลาระหว่างฉันกับเขา เมื่อเหลียวหลังกลับไปและกวาดสายตาไปรอบๆ พวกดวงวิญญาณมากมายที่ฉันเคยได้ร่วมพูดคุยและคลุกคลีอยู่ด้วยกันต่างก็พากันล้อมวงเข้ามาใกล้ตัววิหาร แม้พวกเขาส่วนมากจะไม่อาจตอบสนองต่อความรู้สึกที่ละเอียดซับซ้อน แต่พวกเขาย่อมจดจำถึงความรู้สึกแบบนั้นได้จากตอนที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ แม้ไม่อาจแสดงออกได้อย่างที่ปรารถนา แต่ฉันก็รับรู้ถึงความห่วงใยได้จากเสียงข้างในหัวใจของพวกเขา ถ้าอย่างนั้นฉันก็คงจะพูดได้ล่ะมั้ง ว่าพวกเราเป็นเพื่อนกัน “บอกลาเพื่อนๆ ของเธอสิจันทรา”

 

                ฉันรักพวกเขาจริงๆ เพื่อนๆ ที่แสนเงียบงันของฉัน

Card Cast

Nakazono Yukari

Lord Shiva

Rak

Yom

Hungering Ghost

Cover Up

       เพราะโลกใบนี้เต็มไปด้วยกฏระเบียบ แม้แต่ในบรรดาองค์กรที่ดูจะท้าทายกฏหมายที่สุดก็ยังเต็มไปด้วยกฏมากมายที่ขนาดได้ยินแล้วก็ยังยากจะเชื่อว่ามีอยู่จริง The Top ฉบับนี้พาทุกท่านไปพบกับห้าอันดับองค์กรที่มีกฏระเบียบที่โหดหินที่สุด แล้วทุกท่านจะแปลกใจว่าทำไมถึงยังมีคนอยากเป็นอัศวินแห่งดิไวนัสหรือมิโกะแห่งเอ็นเก็ทสึเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อยู่ทุกปี

After Match

Chantra will keep going on

  • Google+ - White Circle
  • Twitter - White Circle
  • Facebook - White Circle

© 2017 by Commandeer TCG                                                                                                                                   
E-mail: commandeertcg@gmail.com
Tel: (66)85-1520522 , (66)813016679
148/4 Sukhumvit 22 Sukhumvit Road Klongtoey Bangkok 10110, Thailand