Cemetery Tearful 02 : Misery Necromancer

Story : Hexein grimm

Illust : Emmelka

                ดวงจันทร์กลมโตเหนือทะเลทราย เปลี่ยนฟ้าให้เป็นสีน้ำเงินเข้มและฉายแสงอาบไล้เม็ดทรายจนขาวนวล
ลมนั้นสงบชวนให้นึกถึงวันนั้น วันที่พระจันทร์ก็สุกสว่างเช่นนี้ และทรายก็กำลังจะย้อมแดงด้วยเลือดเช่นกันในคืนนี้


                ที่กองไฟเบื้องหน้าเผยค่ายขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านท่ามกลางความเวิ้งว้างโล่งกว้างของทะเลทรายไกลออกไปเป็นผาหินที่ขวางขอบฟ้าอีกฝั่งไว้ นี่คือที่ตั้งค่ายสี่สิบขุนโจร มีเวรยามเดินตรวจตราไปมา ในค่ายมีกองไฟและผู้คนส่งเสียงเอะอะดังลอดออกมาเป็นระยะ  ชายในชุดผ้าคลุมดำโพกหัวปิดหน้านอนหมอบอยู่บนเนินทรายซ่อนกายในความมืดของขอบเนิน เขาล้วงหัวกะโหลกหัวหนึ่งขึ้นชูขึ้นแล้วเอ่ยเรียก


                “มากาเร็ต” พลังสีดำไหลเวียนจากมือขวา ไอสีขาววูบวาบสายหนึ่งพุ่งลงมา มันคือดวงวิญญาณที่ถูกเรียก และเข้าสถิตในกะโหลกหัวนั้น ก่อนก่อร่างเป็นหญิงชราคนหนึ่งในชุดสวยงาม แต่ร่างของหญิงชราที่ดูใจดีกลับย่อกายลงกับพื้นแล้ววิ่งตะกุยทรายพุ่งออกไปราวหมาป่า ใบหน้าบิดเบี้ยวดุร้ายแล้วโผนเข้ากระโจนใส่เวรยามคนหนึ่ง แล้วกัดเข้าที่ลำคอจนเลือดสาด มันกรีดร้องออกมาแล้วคว่ำหน้าฟุบกับพื้นทรายจนคนอื่น ๆ รีบชักอาวุธกรูกันเข้ามามุงดู ทันเห็นแค่เพียงร่างวิญญาณที่จางหายไป ทิ้งไว้เพียงหัวกะโหลกตกอยู่ข้างศพ เหล่ายามโจรแตกตื่นจุดคบไฟขึ้นมาแล้วกระจุกตัวชิดรวมกัน


                แต่ทว่าเพื่อนโจรที่ล้มไปนั้นกลับลุกขึ้นมาได้ด้วยแววตาเลื่อนลอยดูประหลาดจนผิดสังเกต คอยังมีแผลเหวอะหวะที่เลือดทะลักไหลนองออกมา และก่อนเหล่าโจรจะตั้งสติได้ เพื่อนโจรที่อยู่ตรงหน้าก็ชักอาวุธขึ้นฟันคอสหายโจรอีกคนที่อยู่ใกล้จนล้มดิ้นไปอีกคน เหล่าโจรเข้ารุมล้อมแล้วกระหน่ำดาบใส่คนทรยศ แต่อีกคนที่ถูกฟันกลับยันกายขึ้นมาแล้วแทงอีกคนจากด้านหลัง ไม่ช้าโจรลาดตระเวนเหล่านั้นก็ถูกเพื่อนของตนเองสังหารเพื่อนที่ไร้ชีวิต แต่คืนชีพขึ้นมาด้วยพลังลี้ลับ ถึงตอนนี้ก็มีทหารซากศพครึ่งต่อครึ่ง เหล่าโจรจึงตะโกนสั่งล่าถอยเข้าไปในค่าย ไม่ช้าเสียงเอะอะก็เงียบลง
ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าวิ่งสับสนออกมา

 

                ชายผ้าคลุมดำโพกหน้านั้นแสยะยิ้มเผยกายจากที่ซ่อน ไถลกายลงจากเนินทรายแล้วยันตัวเดินยันไม้เท้าที่เหมือนทำจากกระดูกสันหลังมนุษย์มุ่งตรงไปสู่ปากถ้ำ หยิบหัวกะโหลกขึ้นมาเก็บเข้าใต้ผ้าคลุม
 

                เหล่าโจรนำโดยหัวหน้าโจรร่างใหญ่ นำหน้ากองทัพโจรร่วมร้อยคนออกมาที่นอกค่ายยืนประจันหน้าเขาอยู่ แม้จะเรียกว่าสี่สิบขุนโจร แต่ก็มีแค่มนุษย์เท่านั้นที่มีสี่สิบ สมาชิกอื่นประกอบด้วยโทรล ออร์ค และก็อบลินอีกมากมาย ที่เห็นนี่เพียงส่วนหนึ่ง ที่ผาด้านหลังนั้นยังมีพวกมันซ่อนอีก สามปีมากนี้มันสร้างชื่อตีค่ายโจรอื่นแตกและยึดอาณาเขตปกครองเป็นของตัวเอง แม้แต่ผู้มีอิทธิพลละแวกนี้ยังต้องระวัง
 

                “แกเป็นใครวะ” หัวหน้าโจรร่างยักษ์วาดดาบใหญ่ขึ้นขวางตรงหน้า ฮัสรูดีน เขาจำดาบหัวตัดนั้นได้
 

                “จำข้าไม่ได้รึ ท่านหัวหน้า” ชายตรงหน้าปลดผ้าคาดปากเผยใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแผลเป็น
 

                “แกยังไม่ตายอีกรึจาซิม!” มันจำเขาได้ เพราะสิ่งที่พวกมันร่วมกันทำนั้นเป็นจุดเริ่มต้นชื่อเสียงของพวกมัน
 

                “ข้าตายไปแล้ว และคนตายไม่ตายอีก” พ่อเฒ่าโปรยผงเถ้าบางอย่างออกมาจนมันฟุ้งในอากาศ แล้วผืนทรายก็มีความเคลื่อนไหวอยู่ด้านใต้ อุ้งมือที่เหลือแต่โครงกระดูกโผล่ทะลุทรายขึ้นมา ก่อนลากร่างส่วนที่เหลือติดตามขึ้นมา เม็ดทรายไหลร่อนไปตามซี่โครงและเบ้าตากลวงโบ๋ ไม่ช้าหน้าค่ายโจรก็เต็มไปด้วยกองทัพกระดูกและคนตายรายล้อมนับสิบ  

                คืนนี้ชื่อพวกมันจะถูกลบหายไป หมอผีเฒ่ามั่นใจ เขารู้จักพวกมันทุกคนดี แต่เขาตอนนี้ต่างออกไปจากที่พวกมันรู้จัก และเคียดแค้นกว่าที่พวกมันคาดคิด พวกมันไม่ควรปล้นเขาในคืนนั้น

 

                “เถ้าสู่เถ้า ธุลีสู่ธุลี เกิดจากที่ใด กลับสู่ที่นั่น อย่าเสียใจเลย” ลูกสุนัขเลี้ยงแกะตัวหนึ่งตาย มันฉลาด น่ารักและรักลูกสาวทั้งสองของเขามาก น่าเศร้าที่ถูกสัตว์ใหญ่ทำร้ายคำปลอบประโลมต่อลูกสาวให้เข้าใจความเป็นไปของชีวิตที่สั้นเกินกว่าจะคิดฝัน ไม่นึกว่าวันหนึ่งจะได้ฟังเองจากบาทหลวงตรงหน้า ในพิธีศพของครอบครัวเขาเอง
 

                “เถ้าสู่เถ้า ธุลีสู่ธุลี เมื่อเบื้องบนประทานชีวิต บัดนี้เพียงเรียกคืนสู่ความเป็นนิรันดร อย่าได้โศกเศร้า เมื่อเขาทั้งหลายมองจากเบื้องบนลงมาจะมิได้มีห่วงอีก” จาซิมเบือนหน้าไม่ยอมรับ ลูกเมียเขาตายอย่างทรมาน แม้เขารอดมาได้ทุกอย่างก็ไม่มีความหมาย เบื้องบนมาสิทธิ์ใดมาเรียกคืนชีวิต แต่ที่ต้องถามยิ่งกว่าคือทำไมต้องเหลือแค่เขาที่รอดมาได้
 

                “ขอส่งดวงวิญญาณของมากาเร็ต โจฮิมห์ จามีราห์ และจานิยาห์ ผู้เป็นภรรยาและบุตรธิดาแห่งจาซิม ขอพระเป็นเจ้าทรงรับพวกเขาเอาไว้ในอ้อมกอดของพระองค์ด้วย”
 

                ดินกลบลงไปในหลุมทั้งสี่ โลงศพนอนสงบอยู่ก้นหลุม ปากหลุมนั้นเปรอะเปื้อนไปด้วยความเศร้าของเขา เช่นใบหน้าที่แม้น้ำตาจะแห้งไปแล้ว แต่ร่องรอยของความหฤโหดที่เขาต้องเผชิญจารึกฝังแน่นน่าสะพรึงบนใบหน้า
 

                รอยแผลสมานตัวไปนานแล้ว แต่แผลเป็นยังตราตรึง เช่นเดียวกับความทรงจำที่ฝังแน่น ภาพความเหี้ยมโหดที่เหล่าโจรทำกับเขาไม่ได้ครึ่งที่ทำต่อบุตรชายหญิงและภรรยา เศรษฐีเฒ่าน้ำตาไหลนองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกครั้งที่นึกถึง หลับตาลงครั้งใดก็ฝันร้ายถึงเหตุการณ์ในคืนนั้น รอยมีดของเรก้าที่กรีดทรมานเขาเพื่อแก้แค้นทิ้งแผลเป็นเหวอะหวะไว้บนใบหน้า แต่หัวใจของเขาเหวอหวะยิ่งกว่า โจฮิมห์ลูกชายถูกฆ่าอย่างทารุณ มากาเร็ตถูกรองหัวหน้าโจรปักอกด้วยลูกธนูจบชีวิตเพราะนางไม่อาจทนเห็น จามีราห์และจานิยาห์ลูกสาวทั้งสองคนของนางถูกย่ำยี ทั้งคู่แม้ได้รับการช่วยชีวิตจากกองทหารคันธราชที่อามันต์นำมาช่วยเช่นเดียวกับเขาและภรรยา แต่พวกนางเลือกจบชีวิตอัปยศในห้องพักที่บ้านของอามันต์ จดหมายลาไม่ยืดยาวนักแต่ทิ้งอารมณ์สิ้นหวังไม่สิ้นสุดแก่ผู้ได้อ่าน  จาซิมไม่อาจนึกถึงราตรียาวนั้นที่เหล่าบุตรสาวกรีดร้องโหยหวนต่อสิ่งที่พวกโจรกระทำ

 

               พิธีศพสิ้นสุดลง อามันต์ผู้ใจดีและเป็นธุระให้ลาสหายกลับไปยังคันธาช และเมื่อพ่อค้าเฒ่าต้องอยู่ลำพัง ช่วงชีวิตที่ต่อจากนั้นมาของจาซิมว่างเปล่าขาวโพลนเสียยิ่งกว่าผมบนหัวของเขา แม้ร่างกายจะหายดีหลังจากนั้นหลายเดือน แต่จิตใจพิกลพิการไปเสียแล้ว ต่อให้ทั้งชีวิตก็ไม่อาจเยียวยา จาซิมก็ไม่ค้าขายอีก กิจการทั้งหลายปล่อยให้ลูกจ้างและพ่อค้าในเครือจัดการตามชอบใจ คนสนิทของเขาหลายคนกลายเป็นพ่อค้ารายใหม่แทนที่ โดยที่เขาเอาแต่หมกตัวอยู่ในบ้านหลายเดือน บ้านที่เคยมีความสุขบัดนี้ว่างเปล่าวังเวงเช่นเดียวกับหัวของเขาตอนนี้ กระทั่งคนผู้หนึ่งทนไม่ได้ ถึงกับยอมเสี่ยงออกจากรังตัวเองมาเยี่ยมถึงบ้าน อุลห์การ์นั่นเอง
 

                “ข้าคิดอยู่นานว่าจะเอาหน้าที่ไหนมาสู้เจ้าได้ และคิดว่าเจ้าคงจะไปกระชากคอข้าถึงกระโจม แต่ที่ไหนได้ เจ้ามันเหมือนต้นไม้แห้งตายหมกแต่ในบ้านตัวเองแบบนี้” ลูกครึ่งก็อบลินร่างเล็กปีนขึ้นนั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามเก้าอี้โยกของเขาโดยไม่รอคำเชิญ เขาไม่ยอมมาร่วมพิธีศพเพื่อเลี่ยงสายตาของผู้คน แต่ลอบมาหากลางดึกเพื่อกล่าวถ้อยคำบางอย่างแก่สหาย ที่ตอนนี้เอาแต่มองเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างเหมือนไม่รับรู้ถึงการมาของอีกฝ่าย
 

                จาซิมเขาไม่โพกหัว ไม่จัดแต่งเครา ปล่อยผมเผ้ารุงรังและสวมเสื้อผ้าชุดเดิม ชุดที่ภรรยาเขาเย็บให้ กินน้อยจนถึงไม่กินเพราะใบหน้าที่เปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลตอนนี้ซูบตอบและขับรอยเหี่ยวย่น ส่งให้แผลเป็นเหวอะหวะบนหน้าจมลึกเหมือนเปลือกไม้เก่า ๆ คิ้วแหว่งไปข้างหนึ่งจากรอยมีดพาด มุมปากซ้ายฉีกไม่สมานตัวอีก สภาพจาห์ซิมตอนนี้สยองขวัญเหมือนผีแก่ ๆ ตัวหนึ่ง
 

                “ข้ารู้สึกผิด ที่ไม่พูดทั้งหมด ปล่อยให้เจ้าไปเผชิญชะตากรรมแบบนั้น ข้าเสียใจ” เสียใจ อุลห์การ์ไม่เคยเสียใจกับใคร แม้ก็อบลินจะไม่ได้บริสุทธิ์ใจไปทุกเรื่อง แต่จาซิมพอได้ฟังคนตรงหน้าพูดก็เหมือนสติกลับคืนมา
 

                “เจ้าพูดไม่ได้ ข้ารู้...นาร์ซี้ดเป็นบ้านของเจ้า” พ่อเฒ่าเปิดปากพูด หันมองเพื่อนของเขา แล้วฉีกยิ้มบาง ๆ ให้
 

                “ข้า...” พ่อค้าครึ่งก็อบลินสะอึกพูดไม่ออก น้ำตาหลั่งริน บนแก้มเขียว ๆ ของเขา “ข้ามันเห็นแก่ตัว”
 

                “พ่อค้าเห็นแก่ตัวทั้งนั้น ข้าก็ด้วย โทษใครไม่ได้หรอกนอกจากตัวเอง” จาห์ซิมยันกายลุกขึ้นเดิน “เจ้ากลับไปก่อนเถอะอุลห์การ์ แล้วข้าจะไปเยี่ยมที่นาร์ซี้ด”
 

                “ข้ามีเรื่องหนึ่ง เล่าให้เจ้าแบบไม่คิดเงิน ถือเป็นของขวัญขอขมา”
 

                “ไม่ได้เจ้าส่งข่าว อามันต์คงมาช่วยข้าไม่ทัน จะต้องขอขมาอะไรอีก”
 

                “แต่นี่อาจจะช่วยเจ้าได้ถึงจะเลื่อนลอยก็ตาม เจ้าเคยได้ยินเรื่องเจ้ายังจำตำราศักดิ์สิทธิ์นั้นได้ไหม” อุลห์การ์เปิดประเด็น จาซิมเลิกคิ้ว...จริงสิ หนังสือเล่มนั้น แทบจะลืมไปแล้วว่าอามันต์เก็บไว้ให้เช่นของอื่น ๆ ที่พอจะเหลือรอดในซากกองไฟ “ถึงข้าไม่มั่นใจนัก แต่นี่เป็นข่าวปกปิดของพวกนักเวทใต้ดินเลมูเรียที่บอกกับข้า แต่ที่ยังไม่บอกเพราะคิดว่าไม่จำเป็น ถึงตอนนี้อาจมีประโยชน์” อุลห์การ์ยั้งกลืนน้ำลาย กระโดดลงจากเก้าอี้มายืนตรงหน้าเขา
 

                “ตำรานั่นบันทึกถึงการมีอยู่ของเวทมนต์ที่ทรงพลังที่สุด ในการชุบชีวิตคนตายได้ มันเป็นวัตถุเวทมนต์ที่เหล่าผู้มีพลังเวทสร้างขึ้นมา เรียกว่าสุสานหลั่งน้ำตา ถ้าเจ้าจะอ่านมัน เพื่อให้ได้เบาะแสการมีอยู่ ข้าก็คิดว่าอาจมีทางจบเรื่องนี้ ข้าจะคุ้ยข่าวรอที่นาร์ซี้ดถ้าเจ้ายังต้องการสหายอย่างข้า” ก่อนโผกอดเอวเขาคราหนึ่งแล้วบอกลา จาห์ซิมเหม่อมองรถม้าที่แล่นออกจากคฤหาสน์ของเขา แต่ในหัวครุ่นคิดถึงการคืนชีวิตให้ครอบครัว  

                น้ำตาเทียนเปรอะเปื้อนบนปากหลุม พูนดินกองบังจนไม่เห็นว่าใครกำลังทำสิ่งใดที่ก้นหลุม โลงศพของภรรยาถูกขุดเบิกขึ้นมาโดยสัปเหร่อประจำสุสานที่เขาจ่ายเงินซื้อแล้วไล่ไปให้พ้น ผ้าห่อศพถูกวางกาง กระดูกเรียงรายอยู่บนผ้าสีมอ ๆ ที่เปรอะเปื้อนเกรอะกรังด้วยซากเน่า เศษชิ้นส่วนของมากาเร็ตจัดเรียง หัวกะโหลกกระดูกคอ บ่า ซี่โครง แขน สันหลัง เชิงกราน ขา เท้า นิ้วเท้าแต่ละนิ้ว ชโลมด้วยสมุนไพรพื้น ๆ ที่หาได้ทั่วไป ราดรดด้วยไวน์ และน้ำส้มสายชู้เพื่อชำระล้าง ตำราเปิดกางออก พ่อเฒ่าโอมอ่านถ้อยคำที่บันทึกไว้ในบทหนึ่ง เสียงพร่ำพึมพัมแผ่วเบาท่ามกลางแสงตะเกียงและแสงจันทร์สว่าง กำยานส่งควันลอยอ้อยอิ่ง จาซิมสวดอ้อนวอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาซักซ้อมมาอย่างดี บทสวดยาวเหยียดที่ขอเทพทั้งหลายเมตตาการุณ จนครบคาบรอบคำสวด ก็สาดเครื่องเซ่นสังเวยคือเลือดสัตว์ราดรดรอบซากกระดูกนั้น
 

                ราวปาฏิหาริย์ สิ้นเสียงเขา ร่างกระดูกนั้นก็เชื่อมชิดติดกัน ไม่ช้า โครงกระดูกที่นอนนิ่งอยู่ก็ประกอบกันเป็นโครงร่าง แม้จะไม่มีเนื้อหนัง แต่ก็เริ่มสำรวจตัวเอง ปัดเศษเปลือกไม้ผักพืชที่เปรอะเปื้อนอยู่ตามชิ้นส่วนออก แล้วกางนิ้วเข้าออกเหมือนทดสอบการเคลื่อนไหวของตัวเอง
 

                “มากาเร็ต...” จาซิมเอ่ยเรียกเบา ๆ อย่างไม่เชื่อสายตาโครงกระดูกนั้นหันมาตามเสียงเรียก มันกุมมือไว้ที่อกเหมือนท่าทางปลาบปลื้มใจ แต่แล้วก็ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนออกมาดังลั่น โครงกระดูกห่อหุ้มด้วยร่างโปร่งแสงบาง ๆ ของใครคนหนึ่ง ไม่ช้า ซากกระดูกนั้นก็โผนเข้าใส่เตรียมตะกุยนิ้วแหลม ๆ หาเขาแต่ยังไม่พ้นปากหลุมร่างนั้นก็ล้มคว่ำกลับไปกองที่ก้นโลง ก่อนแยกเป็นชิ้น ๆ ตามเดิม
 

                “มากาเร็ต” เขายังไม่หายตื่นเต้นจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ตำรานี่คือของจริง ทว่า...
 

                เงียบ ไม่มีสิ่งใดปรากฏอีก นอกจากซากกระดูกเลอะเทอะของภรรยา กับผ้าห่อศพที่ส่งกลิ่นสาบสางจาง ๆ ออกมา สายลมหอบมาวูบหนึ่ง พร้อมเสียงฝีเท้าเดินมาด้านหลัง พร้อมแสงวอมแวมของตะเกียง
 

                “ข้าบอกแล้วไงว่าข้าจะจัดการที่เหลือต่อเอง เจ้าแค่กลับไปแล้วหุบปากแน่น ๆ” จาห์ซิมหงุดหงิดกับความล้มเหลวพลางหันไปตวาดใส่คนที่คิดว่าเป็นสัปเหร่อ ทว่าผิดไป ไม่ใช่สัปเหร่องุ่มง่ามคนนั้น แต่หลังแสงตะเกียงนั้นกลับกลายชายคนหนึ่งนั่งยอง ๆ อยู่ปากหลุมสายตาจ้องลอดหน้ากากที่ทำหน้าหัวกะโหลกมองไปยังก้นหลุม
 

                “เล่นอะไรรึ” ชายลี้ลับยกตะเกียงขึ้นสูง เผยร่างประหลาดของเขาที่สีผิวไม่สม่ำเสมอ ช่วงแขนมีรอยเย็บต่อ ร่างเกือบเปลือยนั้นพันด้วยผ้าเก่า ๆ ขาด ๆ และผมเผ้ารุงรัง โดยที่ไม่ทันจะร้องถามว่าเขาเป็นใครร่างก็เผ่นแผล็วไปยังตำราที่กางอยู่ พลางพลิกเปิดหลายหน้าก่อนโยนทิ้ง
 

                “อือหือ...อาถรรพ์เวทฉบับคัดลอกรึ” เขาพูดแค่นั้นแล้วโยนตัวลงมาที่ก้นหลุมยืนเบียดจนจาซิมซวนเซ “อยากปลุกนี่ขึ้นมารึ ข้าช่วยได้นะ” เข้ามองข้ามไหล่มาถามชายแก่
 

                “เฮอะ ต่อให้เจ้าแต่งตัวบ้าบอเหมือนหมอผี แต่ข้าว่าไม่ง่ายแบบนั้น” จาซิมแค่นเสียง
 

                “เจ้าก็หน้าเหมือนผีนะรู้ยัง” ชายผมยาววิ่งไปทางส่วนหัวของโลงแล้วหยิบกะโหลกมากาเร็ตขึ้นมาชู แนบตะเกียงเข้าไปใกล้ “จะทำอะไรกับกะโหลกเมียข้า!”
 

                “อ้าว นี่หวานใจเจ้ารึ โรแมนติกชะมัด คนแก่ใกล้ฝั่งแบบเจ้าคิดปลุกเมียขึ้นมาเต้นรำกลางแสงจันทร์แบบนี้ ข้าชอบความโรแมนติกนะ แต่ต้องบอกก่อนว่าที่จะได้เจอ ถึงเป็นเมียเจ้าก็อาจไม่ใช่เมียเจ้า” ชายประหลาดพูดจ้อด้วยสีหน้าเรียบเฉยราวเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่ฟังดูพิศวงชวนงง “ลองดูเองละกัน”
 

                ว่าแล้วชายประหลาดก็ชูตะเกียงขึ้นโดยพึมพัมบางอย่างในคอไปด้วยผมที่สยายยาวนั้นกระพือขึ้นราวมีลมหอบ เหมือนสาหร่ายที่โบกไสวใต้น้ำ ไม่ช้าวัตถุขาว ๆ ก็ลอยวูบวาบฉวัดเฉวียนมาจากหลายทิศหลายทาง พอพิจารณาดี ๆ ก็ทำให้จาซิมต้องตกใจ มันคือภูตผีวิญญาณ เหมือนหัวกะโหลกที่ก่อตัวด้วยควันจาง ๆ กำลังบินล่องลอยล้อมรอบชายคนนั้น ก่อนที่ตัวหนึ่งจะมุดแทรกเข้าไปในหัวกะโหลกของมาร์กาเร็ต ชายพิกลวางกะโหลกลงในโลง
 

                “จงตื่นขึ้นมาทาสของข้า ด้วยบัญชาแห่งนายเหนือความตาย” ชายคนนั้นพูดเสียงดังยื่นตะเกียงออก “พูดเท่ ๆ น่ะ จริง ๆ ไม่ต้องก็ได้ ข้าแค่อยากหวือหวา”
 

                ไม่ช้าก็เกิดเงาวูบไหว เงาร่างสีขุ่นมัวโปร่งแสงห่อหุ้มหัวกะโหลกไว้ ก่อนจะทรงกายเป็นรูปร่างของมากาเร็ต และมีเนื้อหนังและเสื้อผ้าเช่นเดียวกับที่เขาสวมใส่ให้นาง สีหน้าของนางทรมาน
 

                “จา....ซิม....ช่วย...ลูก...เรา...” เสียงกระท่อนกระแท่น
 

                “หมดเวลาจ้า” ชายประหลาดดีดนิ้ว แล้วหัวกะโหลกก็ตกปุลงไปที่โลงรวมกับซากอื่น ๆ
 

                “เมื่อกี้ใช่มากาเร็ตรึ?” จาซิมถาม ยังก้มมองซากโครงกระดูก
 

                “จะว่าใช่ก็ใช่ จะว่าไม่ก็ไม่” ชายประหลาดตอบกำกวมใช้นิ้วก้อยแคะจมูกท่าทางไม่ยี่หระ ราวกับนี่เป็นสิ่งธรรมดาที่ใคร ๆ ก็ทำได้ “มันเป็นอะไรแบบเดียวกับในเรียงความเล่มนั้น แต่นั่นแค่บทคัดลอกใจความไม่ครบ แต่นี่ของจริง”  
 

                “เจ้าทำแบบนี้ได้ราวกับมันง่ายมาก ช่วยบอกข้าทีเถอะว่าข้าจะชุบชีวิตภรรยาข้าขึ้นมาได้อย่างไร ข้าต้องการครอบครัวของข้าคืน ลูกชายและลูกสาวข้าอีกสองคนก็เช่นกัน”
 

                “ไม่มีสิ่งใด ง่ายดายหรอกเพื่อน” ชายประหลาดโหนตัวขึ้นจากหลุมโดยเหยียบโลงศพขึ้นไปในใยดี ก้มลงเก็บไม้เท้างอ ๆ ที่เหมือนไม้เท้าต้อนแกะขึ้นกุม “ผ่านไปแล้ว อย่าได้ยึดติดอีกเลย ที่เจ้าเห็นนั้น ไม่ใช่คนที่เจ้ารู้จักหรอก”
 

                “มันต้องมีทางสิ” ชายชรายังดื้อดึง
 

                “เถ้าสู่เถ้าธุลีสู่ธุลี ” หมอผีเอ่ยเท่านั้นจาซิมก็สะอึกเฮือก...คำพูดที่เขาเคยกล่าวนั้น เวียนกลับเข้ามาในหัว ไม่คิดว่าตนต้องเป็นฝ่ายทำใจยอมรับถ้อยคำนี้
 

                “เดี๋ยวก่อน ช่วยข้าด้วยเถอะ ให้จ่ายเท่าไรข้าก็ยอม” จาซิมตะเกียกตะกายขึ้นจากหลุมวิ่งไปคุกเข่าตรงหน้าชายประหลาด “ใช้เงินซื้อทุกอย่างจนเคยตัวสิท่าน่ะเรา” ชายหมอผีย่อเข่าลงจ้องหน้าท่าทางเปลี่ยนใจ
 

                “ชีวิตดูลำเค็ญจนขึ้นชัดบนหน้าบาก ๆ นี่เลยแฮะ เอาเถอะ เห็นว่าสนใจในศิลปะเดียวกัน ข้าจะบอกให้ก็ได้ว่า ไอ้ของแบบนี้ไม่ใช่แค่กางตำราที่ได้มาจากร้านหนังสือมือสอง หัดทำตามงู ๆ ปลา ๆ แล้วจะทำได้นะ แถมเล่นกับของใหญ่แบบศพคนนี่ เหมือนจะข้ามขั้นไปหน่อย”
 

                จาซิมฟังตามกระพริบตาปริบ ๆ ไม่คุ้นชินกับวิธีพูดของอีกฝ่ายเท่าไร แต่ก็พอจับใจความได้ว่าไอ้ตำราศักดิ์สิทธิ์ที่เขาจ่ายเงินหมื่นซื้อมาเห็นทีจะเป็นแค่ของเลียนแบบทั้งดุ้น แต่เนียนทำเก่าเหมือนตำราเวทจริง ๆ ของอาคาเดียร์
 

                “เอาจริง ๆ ถ้าเจ้าจะเรียนมันก็ใช่ว่าจะไม่ได้น่ะนะ แต่แน่ใจแล้วรึ เพราะถึงเรียนไป สิ่งที่เจ้าปลุกขึ้นมาก็แค่หุ่นกระบอกที่ใส่วิญญาณของใครไม่รู้เข้าไปข้างในเพื่อให้ขยับได้เท่านั้น ถึงจะมีความทรงจำจากซากร่างตกค้างบ้าง แต่มันไม่ใช่ชีวิตจริง ๆ ที่เจ้าต้องการหรอกเพื่อน”
 

                ชายคนนั้นเหยียดกายยืนขึ้น ยื่นไม้เท้าให้จาซิมจับเพื่อฉุดตัวขึ้นยืน
 

                “กลบหลุมนี่เถอะ ทิ้งไว้นาน ๆ เดี๋ยวอะไรจะมายึดร่างเมียเจ้าแล้ววิ่งไปกินเนื้อใครอีก เอาไว้แค่หัวก็พอเป็นที่ระลึก” เขาใช้ไม้เท้าเกี่ยวกะโหลกมากาเร็ตมาถือไว้ “ระหว่างกลบข้าจะคุยเป็นเพื่อนแก้เหงา เพราะข้าก็เหงาเหมือนกัน ฮา ฮ้า” จาซิมทำตามอย่างว่าง่าย เขาปิดฝาโลงไว้ตามเดิม เก็บข้าวของใส่ห่อก่อนใช้พลั่วสัปเหร่อตักโกยดินกลบหลุมศพภรรยาฝังไว้ตามเดิม เคราะห์ดีที่ลองแค่ร่างเดียว
 

                ใช้เวลาพักใหญ่จาซิมค่อยกลบหลุมเสร็จก่อนมานั่งกอบอยู่ปากหลุมข้างชายประหลาด แต่ระหว่างนั้นก็ดูเขาจะให้ข้อมูลเรื่องราวของตัวเองมากมายจับใจความว่าเขาคือ ซามูเอล อาจเป็นนามแฝงหรือใครสักคนตั้งให้แต่ไม่ใช่ชื่อจริงแน่ เขาร่อนเร่ไปทั่วเซนเทอร์ร่าเพื่อทดลองวิชาที่เรียกว่าศิลปะของตัวเองอันเกี่ยวข้องกับศพ วิญญาณ และคนตาย “ก็ลำบากอยู่หรอกน้า เพราะพวกปราบผีนับวันก็ทำงานโหดขึ้นทุกวัน ยิ่งตอนนี้มีข่าวแว่ว ๆ ว่ามีพวกที่รับจ้างล่าศาสตร์มืดกลุ่มใหม่โผล่ขึ้นมา พวกนั้นน่ะโหดใช้ได้เลย” เขาเล่าต่อเนื่องจากที่จ้อมาตลอด จาซิมพอหายเหนื่อยก็เข้าคำถาม
 

                “แก่ ๆ อย่างข้า พอจะทำอะไรแบบนี้ได้หรือเปล่า” จาซิมถาม
 

                “ก็เข้าใจหรอกน้า ว่าโรแมนติก แต่จะเรียนไปทำไมกันล่ะ ใจข้าอยากสอนก็จริงเพราะนับวันศิลปะแบบนี้ยิ่งโดนปราบไปทุกที มีคนสานต่อก็ค่อยเบาใจ แต่อยากรู้แรงบันดาลใจก่อน”
 

                “ตลอดชีวิตข้ารู้จักแต่ค้าขาย ไม่มีวิชาต่อสู้ติดกาย ถึงยามจนตรอกช่วยใครไว้ไม่ได้ แม้แต่เมียกับลูกชายก็โดนโจรฆ่าตาย ลูกสาวโดนย่ำยีจนต้องฆ่าตัวตาย โดยข้าได้แต่เจ็บใจ ถ้าเจ้าจะสงเคราะห์คนแก่อย่างข้าให้มีอะไรป้องกันตัวบ้าง ก็นับเป็นพระคุณ มั่นใจได้เลยว่าเจ้าอยากได้อะไรหากไม่เกินกำลังข้าจะหามาให้”
 

                “ข้าไม่อยากได้อะไรหรอกเพื่อน ถือว่าเจ้าเป็นเพื่อนคุยข้าและชีวิตน่าหดหู่ดี ถึงมันจะใช้ป้องกันตัวได้แต่ข้าไม่เห็นด้วยกับการนำมันไปต่อสู้ล่ะนะ ก็เหมือนสอนเจ้าวาดภาพเพื่อเอาพู่กันไปทิ่มตาชาวบ้านน่ะล่ะ แล้วกว่าข้าจะทำได้แบบนี้ก็เรียนมาหลายสิบปีอยู่ เกรงว่ากว่าเจ้าจะสำเร็จหลักสูตรของเราก็เป็นขี้เถ้าไปก่อน” เอ่ยพลางขยับขากรรไกรของหัวกะโหลกมากาเร็ตประกอบคำพูดตัวเองแล้วยื่นให้จาซิมมากุมไว้ เขารับมาประคองไว้อย่างไม่รู้สึกหวาดกลัวอีก เพราะยอมรับสิ่งที่เจอมาตลอดคืนได้แล้ว
 

                “แต่มันมีทางนึง” ชายประหลาดล่วงขยุกขยิกลงไปในชายพก แล้วล้วงก้อนเนื้อแดง ๆ ส่งกลิ่นเน่า ๆ ออกมาก้อนหนึ่ง “ถ้าแลกเปลี่ยนกับอะไรที่เหนือกว่า ก็อาจจะจบหลักสูตรแบบเร่งรัดก็ได้ กินนี่สิ” จาซิมรับก้อนเนื้อที่เหมือนหัวใจเน่า ๆ มาถือไว้ แต่ก่อนจะตัดสินใจซามูเอลก็เอ่ยขึ้นก่อนว่า “แต่คิดดูดี ๆ นา ถ้าเจ้าก้าวมาโลกนี้แล้วจะไม่มีทางถอยกลับไปมีชีวิตปกติได้อีก เจ้าจะมีชีวิตเหมือนคนตาย อยู่ก็เหมือนตาย ตายแล้วก็ยังต้องอยู่ วนเวียนอยู่ระหว่างสองโลกกับชีวิตต้องสาปแบบนี้” เอ่ยพลางเปิดผ้ารุ่งริ่งที่คลุมไหล่ด้านหนึ่งออก ส่วนนั้นมีเนื้อเน่า ๆ เว้าแหว่งจนเห็นกระดูกไหล่และไหปลาร้าชัดเจน เขาปิดผ้าคลุมไว้ตามเดิม

                “นี่คือหัวใจของผู้ที่เคยรับคำสาปผู้ไร้ชีพ หัวใจที่ปนเปื้อนและทุกข์ระทม เมื่อรับมันเข้าไปแล้ว เนิ่นนานไปเจ้าก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของมันด้วย เจ้ายังจะยอมรับเส้นทางมหาโหดนี่มั้ย”
 

                “ชีวิตข้ามหาโหดกว่านี้เยอะ” จาซิมแค่นเสียง แล้วก้มกัดกินก้อนเนื้อหัวใจเน่า ๆ นั้น เขมือบรวดเดียวหมดก้อนด้วยความมั่นใจที่เด็ดเดี่ยว จากนี้แหละเขาจะร่ำเรียนวิชามารนี่กลับไปกระชากวิญญาณไอ้พวกชั่วที่ย่ำยีชีวิตเขาทุกคน ต่อให้สุดท้ายแล้วตัวเองจะต้องนอนเน่าจมกองหนอนในสภาพศพเดินได้ก็ไม่นำพา
 

                “โอโห เชื่อเขาเลย เด็ดเดี่ยวเป็นบ้า แต่นั่นไม่ใช่การทำสัญญาที่ว่าหรอก ข้าให้ชิมเมนูเด็ดเฉย ๆ น่ะ จริง ๆ มันไม่ได้เน่า แค่ปรุงให้คล้ายไม่ท้องเสียหรอก กินแล้วจะได้มีแรงเดินทาง ข้าจะพาไปบ้านข้าที่อาเครอน”
 

                จาซิมเรอใส่ซามูเอลคำหนึ่ง จากนี้เส้นทางพิศดารของชายชรากำลังจะเริ่มต้นขึ้น
 

                รุ่งเช้าวันนั้นเพื่อนฝูงและคู่ค้า ตลอดจนข้าทาสบริวารต่างประหลาดใจ หลังจากที่เขาตัดสินใจขายคฤหาสน์และกิจการของเขาทั้งหมดทิ้ง ไม่ว่ากองม้าคาราวาน ท่าเรือ ที่ดิน ทรัพย์สินสมบัติทุกอย่างที่มีติดตัว แลกเป็นทองคำที่โยนทิ้งไว้ในธนาคารโซราเรียสแล้วหอบแค่ตั๋วเงินปึกหนึ่งขึ้นหลังวิหคฝีเท้าเร็วมุ่งตรงสู่แฟนตาเซียเพื่อข้ามประตูมิติไปยังเลมูเรีย ไม่มีใครได้ข่าวคราวของเขาอีก คนรับใช้ที่สนิทสนมก็ตอบได้เพียงว่านายท่านของเขาออกเดินทางไปตามหาความฝันแล้ว ไม่ช้า ชื่อของคหบดีจาซิมก็เลือนหายไปจากแวดวงการค้าทั่วเซนเทอร์ร่า

                ฝูงซากศพเคลื่อนกองทัพมืดฟ้ามัวดินจนสัตว์ร้ายยังแตกตื่น เหล่าโจรถึงกับทิ้งค่ายควบสัตว์ขี่หนีออกจากด้านหลังตรงไปยังหน้าผา จาซิมนั่งบนเสลี่ยงแบกที่ทำจากโครงกระดูก เหล่าทาสตัวใหญ่ที่เป็นอดีตขุนโจรสี่แบกเขาข้ามทะเลทรายท่ามกลางกองทัพซากศพคืนชีพ


                ฮัสรูดีนสู้จนถึงที่สุด แต่ไม่ว่าเขาจะฟาดฟันพวกผีเท่าไร มันก็กลับมารวมร่างประกอบกันขึ้นใหม่ และกองโจรของเขายิ่งล้มตายมากขึ้นเท่าไร กองกำลังของจาซิมก็มากขึ้นเท่านั้น ไม่ช้าก็เหลือหัวหน้าโจรไม่กี่คนที่เหลือรอดต้องเผ่นหัวซุกหัวซุนควบกูนาร์คหนีมายังรังลับ


                “เซซามีห์ จงเปิด!” ขุนโจรตะโกนบอกรหัส เสียงคันโยกกลไกดังขึ้น แผ่นศิลาเลื่อนเปิดออกก่อนที่หัวหน้าโจรกับพวกจะหนีเข้าไป ทิ้งกองทัพศพเดินได้ที่ค่อย ๆ เดินฝ่าเวิ้งทรายตรงเข้ามา สร้างความแตกตื่นให้กองระวังจนต้องเป่าแตรสัญญาณเตรียมพร้อมรับมือ


                ไม่ช้ากองทัพอันเดธของจาซิมก็มาหยุดหน้าประตูทางเข้า ประตูกลนี่ก็วิทยาการจากตะวันตก คนทะเลทรายอาจมองเป็นมนต์วิเศษ แต่สายข่าวบอกจาซิมว่ากองโจรนี้เป็นพวกที่ค้าขายกับทวีปไฮเซนเบิร์ก และรหัสนั้นเขารู้ดี
 

                “เซซามีห์ ข้าจะเข้าไปกุดหัวเจ้า” ประตูแม้ไม่เปิดก็ไม่เป็นผลจาซิมเป่าขี้เถ้ากำหนึ่งฟุ้งไปในอากาศ มันปลิวคละคลุ้งแทรกเข้าไปตามซอกบานประตูหินที่ไม่ได้ปิดสนิทกับกำแพงผา ไม่ช้าเสียงฆ่าฟันก็ดังขึ้นด้านใน ประตูหินเลื่อนเปิดออกพร้อมบางอย่างถูกโยนออกมาบนพื้นทราย เป็นหัวของโจรคนหนึ่ง โจรที่ชื่อเซซามีห์ ผู้ควบคุมประตูกล
 

                “ขี้เถ้ามันเข้าได้ทุกที่ นะเซซามีห์” หมอผีเฒ่าโบกมือแล้วกองทัพศพผีก็วิ่งกรูเข้าไปในถ้ำ เสียงเชือดคอฆ่าฟันและเลือดสาดนองนั้นไม่หยุดหย่อน จาซิมนั่งบนพาหนะคานแบกอย่างใจเย็น จิบเหล้าจากชายพกสบายอารมณ์ มองเหล่าโจรกระเสือกกระสนหนีตาย และถูกผีเพื่อนโจรปาดคอหอย พวกมันหนีลัดเลาะผ่านบันไดหินลึกเข้าไปในถ้ำ กระทั่งจาซิมมาหยุดยืนที่โถงใหญ่กลางถ้ำ มีช่องคูหาหินอยู่สูงขึ้นไป แล้วลูกธนูก็กระหน่ำยิงมาราวห่าฝน ปักจนเหล่าซากผีนั่นราวต้นกระบองเพชร ลูกธนูสองดอกสีดำสนิทพุ่งปักอกจาซิมพร้อมเพรียง ชายชราบนเสลี่ยงกระดูกแหงนหน้าขึ้นมอง ก็พบกับชายผมชี้ชันดวงตาแดงก่ำ หูแหลม เขายังคาดผ้ารูปดวงตาปิดหน้าผากเช่นเดียวกับสามปีที่แล้ว
 

                “สุไลมาน” จาซิมแค่นเสียง เขาคือรองหัวหน้าโจร คนที่ใช้ลูกศพเสียบหัวใจภรรยาเขา
 

                “ข้าได้ปราณีภรรยาเจ้าไปแล้ว” เขาเอ่ยเสียงก้องลงมาจากด้านบน “คราวนี้เจ้าจะเป็นฝ่ายพ้นทรมานบ้าง”
 

                “คืนนั้นข้าร้องขอต่อพระเจ้า แต่เจ้าบอกว่าพระเจ้าไม่ฟังเสียงผู้ใดแล้วก่อนฆ่าเมียข้า...ถึงวันนี้เสียงเจ้าก็ส่งไม่ถึงเช่นกัน ข้าจะควักตาเจ้าออกมาสุไลมาน อยากรุ้ว่าตาปิศาจจะยื้อชีวิตเจ้าได้ไหม”


                “ข้าไม่เคยร้องขอจากใคร” ลูกธนูอีกสองลูกยิงออกทันทีที่สิ้นเสียง แต่โครงกระดูกซากหนึ่งที่ประกอบขึ้นเป็นเสลี่ยงโผนกายขึ้นรับแทน จาซิมล้วงหัวกะโหลกออกจากอก มันเป็นดังเกราะที่รับลูกศรสองดอกนั้นแทนเขา กะโหลกของภรรยาที่เขาพกติดต่อตัวเสมอ พ่อเฒ่าปาหัวของภรรยาออกไป แม้ไม่มีแรงส่งขนาดจะไปถึงสุไลมานบนที่สูงได้ แต่พอพุ่งพ้นระยะไป กะโหลกนั้นก็ประกอบร่างเป็นผีกระดูกภรรยาของเขาด้วยอาคม โครงกระดูกปีนป่ายโพรงผาราวสัตว์ป่าโผนเข้าหาสุไลมานและพวก มือธนูตาปิศาจตกใจตาเบิกโพลงท่ามกลางเสียงกรีดร้องของสมุน ไม่ช้ารองหัวหน้าโจรก็ถูกลูกน้องฟันร่วงตกลงสิ้นลมต่อหน้าจาซิม ก่อนตายยังโงหัวสบตาขีด ๆ ของเชื้อสายอสูรนั้นมองมายังเขา
 

                “ตาปิศาจที่ยิงธนูข้ามทะเลทรายได้หลายกิโล ต้องมีจุดจบแบบนี้เพราะฆ่าหญิงชราคนหนึ่ง และตายเพราะหญิงชรานั้น” จาซิมพึมพำ สุไลมานก็สิ้นใจไปทั้งที่ตาเบิกโพลงจาซิมลงจากเสลี่ยงตรงเข้าหาศพรองหัวหน้าโจรพลางคว้ากริชคดเคี้ยวออกมา “ข้าจะเก็บตาของเจ้าไว้ เพื่อระลึกถึงความปราณีของเจ้าต่อภรรยาข้า”
 

                กองทัพซากศพรุกคืบต่อไปจนกระทั่งสุดทางที่ห้องเก็บสมบัติ
 

                “ฮัสรูดิน ข้ามาทวงแค้นแล้วโว้ย!” จาซิมตะโกนก้องถ้ำ สมาชิกสี่สิบขุนโจรนอนเกลื่อนพื้น ไม่ช้าก็คงลุกขึ้นมาสมทบกับสหายโจรคนอื่น ๆ ที่รายล้อมจาซิม หัวหน้าโจรเดินออกมาจากหลังกองเหรียญทอง สภาพเหนื่อยล้าที่ต้องสู้กับพวกอดีตสมาชิกของเขาเอง


                “แกจะอวดดีได้แค่นั้นแหละจาซิม แปดนักฆ่า!!” เงาร่างดำวูบวาบโผล่ออกจากซอกผนังถ้ำ กระโจนเผ่นโผนอย่างรวดเร็ว คมมีดวาววับดีดออกมาจากปลอกแขนราวเล็บแมว..แต่จาซิมไม่ต้องสู้แล้ว ฮัสรูดินอยู่ตรงนั้น รายล้อมด้วยพวกของเขาเอง แอสซาซินของสี่สิบขุนโจร จบชีวิตหัวหน้าของพวกมันด้วยวิชาบงการศพของจาซิม ปลอกแขนปลายมีดเสียบลึกเข้าที่ลำคอ หัวใจ และทรวงอก ฮัสรูดีนยืนตายไม่คาดไม่ฝันโดยยังไม่ทันพูดอะไรต่อ
 

                “พวกมันตายก่อนที่เจ้าเรียกชื่อพวกมันอีก” จาซิมหัวร่อ ขี้เถ้าของเขานั้นฟุ้งไปทั่ว และมันเกิดเป็นโครงกระดูกได้เสมอด้วยอำนาจเสกสร้างและมนต์ดำของเขา สามปีที่ร่ำเรียนมา วิญญาณที่ถูกตราเครื่องหมายต่อหน้าเจ้าแห่งซากศพ มีไว้เพื่อวันนี้โดยเฉพาะ ค่ำคืนนั้นจบลงคืนนองเลือดที่ย้อมทรายเหนือค่ายโจรจนแดงฉานนั้น ไม่มีใครเหลือรอดมาเล่าขาน ไม่เหลือเศษซากสังขารและวิญญาณใดกลับมาบอกเล่า คล้ายว่าจู่ ๆ โจรเหี้ยมโหดทั้งสี่สิบถูกสูบหายไปในความว่างเปล่าที่เวิ่งว้างของผืนทราย


                “เถ้าสู่เถ้า ธุลีสู่ธุลี” คำพูดนี้ยังวนเวียนอยู่ภายใต้ชายผ้าคลุมสีดำที่ซุกซ่อนหัวกะโหลกมากมาย “และเถ้านี้แหละจากส่งพวกเจ้าสู่ฝุ่นธุลี” หัวของฮัสรูดีนถูกจาซิมตัดออก


                ไม่มีผู้ใดรอดชีวิตมาบอกเล่าเรื่องราว แม้แต่เศพซากวิญญาณก็ไม่หลงเหลือ เพราะทุกดวงวิญญาณของเหล่าขุนโจรทั้งหลาย ต่างถูกหมอผีเฒ่ากักขังไว้กับตัวทั้งสิ้น พวกมันจะกลายเป็นบริวารที่ไม่อาจขัดขืนเขาได้อีกชั่วกัปกัลป์
 

                คืนนั้นเป็นคืนที่ชื่อของสี่สิบขุนโจรสาบสูญไป และชื่อของหมอผีจาซิมปรากฏขึ้นมาในโลกใต้ดิน หมอผีเฒ่าที่ยกพลซากศพถล่มรังโจรมีชื่อในช่วงนั้นในค่ำคืนเดียว แม้ชื่อเสียงเป็นที่จับตา ทว่าตัวตนของจาซิมกลับมีเแค่คำเล่าลือ
 

                มีเพียงอุลห์การ์พ่อค้าของเถื่อนเท่านั้นที่ได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมด ในวันที่สหายเก่ากลับมาเยี่ยมที่กระโจมร้านค้าของเขา ท่าทีที่แปลกไปเหลือเพียงความโปรดปรานที่ยังคงเค้าเดิม คือมักนิยมยาเส้นคุณภาพดีเช่นเดิม สิ่งที่เขาได้รับรู้จากจาซิมนั้นทำให้อุลห์การ์เลิกคุยโม้และพูดเท่าที่จำเป็น กลายเป็นคนหวาดระแวงและไม่สามารถง้างปากด้วยเงินได้อีกไม่ว่าจ่ายแพงแค่ไหน แต่อุลห์การ์ยิ่งเงียบยิ่งร่ำรวบ ใต้ความลี้ลับแห่งทรัพย์สมบัติที่จาซิมนำมาให้เขานั้นเอง
 

                จาซิมในตอนนี้บรรลุเป้าหมายหลายอย่าง ผ่านสิ่งที่เขาแลกมา เหลือเพียงเรื่องคาใจอย่างเดียวที่อยากจะทำให้มันสำเร็จ คือไล่ล่าไอ้เรก้าพ่อค้าทาสสาระเลวที่ยังหนีรอดลอยนวลได้อยู่ กับอีกเรื่องคือการตามหาของเหลวไหลในตำราที่เขาใช้เวลาสามปีศึกษาร่ำเรียนไปพร้อมกับการหาความจริงของ ‘สุสานหลั่งน้ำตา’
 

                ฟังจากซามูเอลที่ช่ำชองในศาสตร์ต้องห้ามก็ยังไม่กล้าฟันธงว่าเรื่องนี้ไร้แก่นสาร
 

                ก่อนที่เขาจะหมดความกระตือรือร้นจะมีชีวิตอยู่ ก็อยากจะตามหาวัตถุเวทมนต์ที่ว่านี่ให้เจอสักครั้ง
 

                แต่การผจญภัยของจาซิมจากนี้นั้น ถูกจับตาจากสายตาคมกริบคู่หนึ่งที่ซ่อนใต้ปีกหมวก ที่บัดนี้อยู่ในฐานะอื่นที่ไม่ใช่ผู้คุ้มกันอีกต่อไป แต่เป็นผู้ไล่ล่า...

 

                เถ้าสู่เถ้าธุลีสู่ธุลี หากเขาเลือกทางนี้ ก็ต้องดูกันว่าผู้ใดจะกลับสู่เถ้าธุลีก่อนกัน

Card Cast

Samuel the Seer

  • Google+ - White Circle
  • Twitter - White Circle
  • Facebook - White Circle

© 2017 by Commandeer TCG                                                                                                                                   
E-mail: commandeertcg@gmail.com
Tel: (66)85-1520522 , (66)813016679
148/4 Sukhumvit 22 Sukhumvit Road Klongtoey Bangkok 10110, Thailand