Cemetery Tearful 01 : Wealthy Merchant

Story : Hexein grimm

Illust : Bytomtypl

                เถ้าสู่เถ้า ธุลีสู่ธุลี เกิดมาตัวเปล่าตายไปใยจะนำสิ่งใดกลับไปได้ ความจริงที่ไม่อาจฝืดฝืน เกิดขึ้นและดับลงซ้ำแล้วซ้ำเล่าดังแสงตะเกียงที่แม้จะถูกจุดขึ้นใหม่กี่ครา เมื่อหมดเชื้อไฟก็วอดดับลง ต่อให้ดิ้นรนไขว่คว้าเท่าไรก็ต้องเสียไปในที่สุด...เขารู้ดี แต่ก็ยอมแลกชีวิตที่เหลือ สู่วิถีที่ขัดขืนความเป็นไปของโลก จมสู่ศาสตร์ต้องห้ามเพื่อความปรารถนาที่ไม่อาจเอื้อม หลายปีที่เขาต้องหลบเร้นในความมืด จากที่เดินผ่าเผยใต้แสงตะวันด้วยใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มให้ผู้คนที่นับหน้าถือตาเขา กลับต้องซ่อนบาดแผลที่ขมขื่นไว้ใต้ผ้าคาด มีวิถีดังสิ่งมีชีวิตต้อยต่ำที่ต้องหลบซ่อน เพื่อรักษาชีวิตที่โรยรา เดิมแม้เปี่ยมด้วยมิตรสหายย่างก้าวไปที่ใดมีแต่ผู้คนร้องเรียกหา ตอนนี้ เงินมากมายก็ไม่อาจมอบมิตรที่เขาไว้ใจ ไม่อาจมอบความต้อนรับในโลกของแสงสว่าง ไม่สามารถเรียกสิ่งที่เสียไปคืนมา สิ่งเดียวที่พยุงสังขารของเขาให้มาถึงตอนนี้ได้ สิ่งที่กระตุ้นให้เขาแลกชีวิตบั้นปลายที่ควรจะสุขสงบ มีเพียงความคับแค้นใจที่รอสะสางเท่านั้น


                บัดนี้เป้าหมายของเขาอยู่ตรงหน้าแล้ว และความตายในสองมือแห้งเหี่ยวที่ผ่านการเคี่ยวกรำมาแสนนาน กำลังจะหยิบยื่นหายนะแด่ศัตรูของเขา จบจากเรื่องนี้ แม้จะต้องเร้นกายในความมืด หรือเร่ร่อนในดินแดนทะเลทรายนี้ไปจวบสิ้นลม ก็นับว่าชีวิตตรากตรำลำเค็ญของเขาได้รับการเยียวยาแล้ว


                “เถ้าสู่เถ้า ธุลีสู่ธุลี เฮอะ!...ก่อนข้าจะกลายเป็นเถ้าธุลี ก็ขอลากพวกมันตามลงไปด้วย” 

                ท่ามกลางผืนทรายที่กว้างใหญ่นี้ การข้ามผ่านมันไปสู่อีกฟากฝั่งที่นำมาสู่ความรุ่งโรจน์ หาใช่ความชำนาญเส้นทางเก่งกล้าสามารถ หาใช่คุณธรรมน้ำมิตรหรืออุดมการณ์อันดีงาม แต่เป็นผลประโยชน์ที่ลงตัว ไหมแพรพรรณหลากสีสันที่ทออย่างประณีต ตัดเป็นอาภรณ์สวมใส่แล้วลื่นไหลสบายตัว มันเดินทางมาจากอีกฟากทวีปเพื่อให้อวาลอนได้รู้จักอารยธรรมอื่น ที่แม้นจะไม่ได้ก้าวหน้าเท่า แต่ซุกซ่อนด้วยเสน่ห์น่าค้นหา และผู้นำพามันมาก็คือเขา นายวาณิชย์ผู้มั่งคั่ง ‘จาซิม’ เทือกเถาเหล่าตระกูลของเขาไม่มีผู้ใดทราบที่มา แต่เขาคือพ่อค้ารายใหญ่ที่สุดในหลายประเทศของอวาลอน เขาคือผู้ร่ำรวยอย่างรวดเร็วด้วยกิจการผ้าไหมรายใหญ่ที่สุด สารพัดสินค้าจากตะวันออกน่าตื่นตา แต่ชาและไหมทรงค่าที่สุด เขาได้ครองสิทธิ์จำหน่ายหนึ่งในสองราชันย์แห่งสินค้านั้น


                จาซิมคือคหบดีเศรษฐีผู้กว้างขวาง มีคาราวานใต้สังกัดมากมาย ครอบครองที่ดินหลายพันไร่ และยังเป็นเจ้าของท่าเรือสินค้าอีกหลายแห่งทั้งในโซราเรียสและแฟนตาเซียด้วย แม้การเดินเรือจะเป็นหัวใจหลักของการค้าระหว่างประเทศ แต่กิจการที่เขาประกอบ ขับเคลื่อนไปด้วยกงล้อแห่งคาราวานรถลากที่ยาวเหยียด


                หากมาร์โคคือเจ้าวาณิชย์ทางน้ำผู้ข้ามเรือสู่แชงกรีร่าและนำพาอารยะอื่นมาสู่ดินแดนนี้


                จาซิมคือผู้ทรงอิทธิพลทางการค้าแห่งทางบก ผู้บุกเบิกทางสายไหมมุ่งตัดผ่านทะเลทรายสู่อีกปลายฝั่ง

                เหล่าคาราวานพ่อค้าอื่นมองว่าเป็นเรื่องยากลำบาก ไม่มีใครผ่านทะเลทรายไร้สิ้นสุดแล้วยังได้กำไรกลับมาเช่นเขา ที่แห่งนี้อันตรายนัก น้อยคนจะกล้าเสี่ยง เพราะชื่อของทะเลทรายไร้สิ้นสุด หาได้ขนานนามจากความยาวไกลไม่สิ้นสุด แต่เป็นวิถีดิบเถื่อนของมันที่ไม่มีผู้ใดยุติได้  เป็นที่สงสัยว่าทำไมขบวนสินค้าของรถลากมากมายที่จุทองคำมหาศาลผ่านไป ยังสามารถบรรทุกม้วนพับผ้าหลากสีสันข้ามกลับมาขายยังอวาลอนได้ โดยไม่ถูกเหล่ากองโจรของสารพัดชนเผ่าที่ซ่อนตัวในผืนทรายปล้นชิงรีดไถไปจนขาดทุนย่อยยับ มีจาซิมเท่านั้นที่รู้ และมีเพียงจาซิมเท่านั้นที่ทำได้ ไม่ใช่เพราะเขาคือผู้มีอิทธิฤทธิ์วิเศษวิโส แต่มันคือข้อตกลงและการทำสัญญา และพ่อค้า รู้จักทำสัญญาที่ตนจะได้เปรียบเสมอ


                พาหนะทรงยาวเหมือนกระบอกไม้ล่ามต่อกันด้วยคานเหล็ก กงล้อจมลงไปในพื้นทรายตื้น ๆ ลากไถลไปด้วยแรงมหาศาลของกองทัพวิหคตัวใหญ่สีทองที่ฝีเท้าว่องไว กรงเล็บของพวกมันย่ำไปได้ทุกพื้นที่ ทั้งหินแข็งบนขุนเขาหรือทรายร่วน ๆ ร้อนระอุในยามกลางวัน  นี่คือคาราวานข้ามทะเลทรายขนาดใหญ่ที่ไม่มีให้พบเห็นบ่อยนัก คาราวานพ่อค้าทั่วไปขนาดเล็กกว่านี้ เพราะต้องเคลื่อนที่ได้เร็วเพื่อความปลอดภัย นอกจากจะต้องฝ่าอากาศที่ร้อนจัดในเวลากลางวัน และหนาวเยือกในยามกลางคืนไปให้ไวที่สุดแล้ว ยังต้องเสี่ยงอันตรายจากหลุมทรายดูดทั้งสัตว์ประหลาดอันตราย อย่างหนอนทรายโบราณที่เป็นใหญ่ในห่วงโซ่อาหารอันทารุณนี้ คาราวานที่เล็กหลีกหลบง่ายกว่า คนที่ไม่รู้พิษสงของทะเลทรายมักรอดยากจากทะเลทรายไร้สิ้นสุดแต่ไม่ใช่กับบุคคลที่นั่งอยู่ขบวนรถลากยาวเหยียดงผ่านทะเลทรายยามราตรีอย่างท้าทาย


                “ถึงนาร์ซีดแล้วอย่าเตร็ดเตร่ให้มากนักล่ะจาซิม ปลายทางยังอีกไกล” ชายชราหนวดเคราคิ้วขาวตัดเล็มเรียบร้อย สบดวงตาใต้หมวกปีกกว้าง แต่งกายมิดชิดรัดกุม ดาบยาววางขวางระวังตัว ถึงตอนนี้ยังไม่หยุดชำเลืองไปนอกรถม้า


                “จริงจังเสมอเลยนะ ฉันเลยยอมจ่ายมากมายเพื่อความระวังตัวแจนี้” จาซิมหัวเราะสบายใจ เสื้อผ้าของเขาตรงข้ามกับคนตรงหน้า มันหรูหรารุ่มร่ามกรุยกรายทอจากผ้าไหมสีสันฉูดฉาดคลุมด้วยขนสัตว์ราคาแพง บนหัวโพกผ้าประดับขนนกและอัญมณี นิ้วทั้งสิบไม่ว่างเว้นจากแหวนทองและหินมีค่า มือหนึ่งกุมบนไม้เท้าที่หัวทำจากทองคำ อีกมือกุมกล้องยาสูบส่งควันขาวล่องลอยออกไปนอกหน้าต่างรถที่วิ่งตะบึง


                “ถ้าให้แนะนำ ควรหยุดสูบ กลิ่นนี่จะเรียกโจรมา” คนสวมหมวกปราม แต่คนสูบกล้องโบกมือไม่นำพา


                “ตัวใหญ่ ๆ ไม่มาหรอก จะมีก็แค่ปลายแถว” เขาตอบด้วยท่าทีมั่นใจจนคนฟังกังขา


                “นายแน่ใจได้ยังไง ว่าจะไม่โดนพวกมันล้อมรถม้า”


                “นายว่าเงินซื้ออะไรได้บ้างโกเบิร์ท” จาซิมถามแล้วเว้นช่วง พอเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบไม่ตอบจึงกล่าวต่อ
“ทุกอย่าง แม้แต่หัวหน้าโจรที่ครองเส้นทางการค้าทั้งแถบนี้ก็ยอมทำการค้าขายกับฉัน”


                “พวกโจรไม่เคยค้าขาย พวกมันได้ทุกอย่างที่อยากได้ด้วยการปล้น นายจะต้องเสียใจที่ไว้ใจพวกมัน ยิ่งพวกก็อบลินแล้ว” โกเบิร์ทเอ่ยเสียงต่ำ แต่จาซิมส่ายหน้าไม่เห็นด้วย


                “พิชิตผีดูดเลือดได้ก็ไม่ทำให้นายรู้จักก็อบลินดี สหาย นายไม่เคยทำการค้ามากพอจะเข้าใจอำนาจของข้อตกลงและผลประโยชน์”


                “นายเองก็ประมาทโลกนี้เกินไปจาซิม ชะตาชีวิตนั้นมักโกหก และเตรียมเรื่องบัดซบไว้ให้ประหลาดใจเสมอ รีบจบเรื่องในครั้งนี้ซะ นายร่ำรวยพอที่จะไม่ต้องพาลูกเมียมาเสี่ยงอันตราย...ฉันเตือนนายในวันที่ยังมีครอบครัวให้ห่วงหา”
โกเบิร์ทเอ่ยจบก็เงียบไป ส่งสายตามองเหม่อไปยังทะเลทรายยามราตรี ประกายว้าเหว่สะท้อนออกมาจนจาซิมถอนใจ
เขารู้ว่าสหายของเขาทำทุกอย่างเพื่อครอบครัวคนเดียวที่เหลืออยู่ และความหวังของเขาก็ริบหรี่ไปทุกที


                “เอาเถอะ อย่างที่บอกว่านี่คือการค้าครั้งสำคัญของฉัน ถ้าสำเร็จ เราจะได้กำไรก้อนโตที่พอให้นายกว้านยาทั้งเซนเทอร์ร่าเพื่อรักษาลูกสาวของนาย จะได้หยุดฆ่าฟันเพื่อเงินสักที”


                “ฉันไม่ได้ทำเพื่อเงิน” โกเบิร์ตปฏิเสธ รู้สึกราวถูกดูหมิ่น จาซิมส่ายหน้า “แก้แค้นไปก็ไม่ได้ทำให้นายมีความสุข”


                “ฉันไม่เคยมีความสุขจากวันนั้น” นักล่าเบือนหน้าหนี พ่อค้าเฒ่าถอนใจ “ฉันเข้าใจ...”


                “...นายไม่เข้าใจหรอกจาซิม” นักล่าแวมไพร์ผละออกจากห้องโดยสารที่หัวขบวนรถลาก เดินหายไปยังทางเชื่อมด้านหลังเพื่อแจ้งให้ทุกคนเตรียมตัว เพราะตอนนี้กำลังเข้าสู่เขตชุมชนทะเลทรายนาร์ซีดแล้ว  


                ชุมชนนาร์ซีดในอดีตเริ่มต้นแค่กระโจมของชนเผ่าเร่ร่อนในทะเลทรายไม่กี่หย่อม แต่เมื่อนครอัลฟ์-นาจมา ได้ตั้งรกรากขึ้น การเดินทางจากนครอื่น ๆ ผ่านทะเลทรายก็เริ่มต้นขึ้น ชนเผ่าเร่ร่อนก็เริ่มหลั่งไหลมารวมกันเป็นกลุ่มก้อน ก่อนกลายเป็นจุดพักกลางทางของเหล่านักเดินทาง และที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องของตลาดมืดที่รวบรวมสินค้าพิสดารดำมืดจากทั่วโลก รวมถึงศูนย์กลางของข่าวลือทั่วดินแดนทะเลทรายที่มีตั้งแต่ข้อมูลทางการทหาร เรื่องเล่าปรัมปรา ไปจนถึงเส้นทางขุมทรัพย์ลี้ลับ แต่ความน่าเชื่อถือนั้นก็ต้องเสี่ยงดวงว่าจะเชื่อหรือปล่อยให้ผ่านเลยไป แม้แลกมาด้วยเงินทองก็ตาม


                “โจฮิมห์ ลูกพาน้องกับแม่เข้าที่พักไปก่อน พ่อมีเรื่องต้องทำต่ออีกหน่อย” ลูกชายรับคำนำหน้าแม่กับน้องสาว และทหารอารักขา เดินแถวสู่ที่พัก ชาวนาร์ซีดคุ้นกับจาซิมดี เขามักได้รับความสนใจ มีปฏิสัมพันธ์อันดีกับทหารเช่นเเหล่าพ่อค้าของเถื่อน และเหล่าผู้ย่ำบนทางการเงินสีเทาเน่าเหม็น ธุรกิจเขาวิ่งอยู่ระหว่างพื้นที่ของกฎหมายและโลกใต้ดิน


                จาซิมสนิทสนมกับคนผู้หนึ่งมากกว่าใคร เขาคือพ่อค้าร้านสินค้าเวทมนต์เถื่อนที่รวบรวมสมบัติมีค่าน่าพิศวง คืออุลห์การ์ ผู้ตั้งร้านค้าลึกเข้าไปในตรอก ซ่อนตัวกลางเครื่องกลอาวุธเถื่อน ทุกครั้งที่เดินทางต้องแวะเยือนสหายผู้นี้เสมอ


                ยามนี้เวลาคล้อยไปกว่าค่อนคืน แต่ตะเกียงยังจุดอยู่  ไม่มีป้ายร้าน สินค้าระเกะระกะ เป็นของเก่าทั่วไปที่ค่อนไปทางขยะ แต่ถ้ารู้จักใช้คำพูด ก็จะได้สิ่งที่ต้องการ จาซิมเดินแหวกม่านกั้นเข้าไปยังด้านใน กลิ่นกำยานคละคลุ้งผสมกลิ่นยาเส้น อุลห์การ์และหูแหลม ๆ ของเขานั่งจมหลังสมุดบัญชี มองตัวเลขมากมายบนหน้ากระดาษ ทักทายโดยไม่เงยขึ้นมอง


                “ร้านปิดแล้วไอ้โง่ ไสหัวไปแล้วมาใหม่พรุ่งนี้” เสียงกระโชกโฮกฮากดังมากจากปากที่เขี้ยวแหลม ๆ ยื่นพ้นออกมา   


                “ไสหัวไปก็ไม่มาแล้ว” คำพูดปนเสียงขบขันเรียกสายตาเงยมอง


                “จาซิมม!!” อุลห์การ์กางมือออกแล้วลุกขึ้น ร่างเล็กจนไม่เห็นต่างว่านั่งหรือยืน เขาวิ่งอ้อมโต๊ะโผหาชายชราที่ลดกายนั่งลงบนเบาะปักลายเหนือพื้นพรม


                “ดีใจที่มา หรือได้ขายของ” จาซิมสัพยอกแล้วรับการกอด อุลห์การ์แค่นหัวร่อ “ทั้งคู่”


                พวกเขาเป็นพ่อค้าล้วนต่างหากำไร มิตรภาพคือกำไรอย่างหนึ่งที่ทำให้การค้าสะดวกสบาย พร้อมได้ข่าวกระซิบวงในจากบรรดาก็อบลิน ตลอดหลายปีที่กลุ่มโจรก็อบลินและออร์คครองเส้นทางสายไหม จาซิมก็มีอุลห์การ์คอยแจ้งต่อเขาเสมอ ไร้อุปสรรคเพราะเส้นสายแทรกซึมติดสินบนขาใหญ่แถบนี้ คือครึ่งก็อบลินผู้นี้เจรจาให้แลกกับค่านายหน้างาม ๆ


                “จะวางมือแล้วรึ ผ้าไหมคงขาดตลาดแน่” อุลห์การ์นั่งลงข้าง ๆ แล้วจุดกล้องขึ้นสูบบ้าง ทิ้งการทำบัญชีไว้แค่นั้น


                “ข่าวไวดีนี่ ก็ถึงเวลาให้ลูกชายสืบต่อแล้วน่ะ” จาซิมเคาะเถ้ายาบนกระถางกำยานแล้วเปลี่ยนเรื่อง “ว่าแต่งวดนี้มีอะไรใหม่มาปล่อยบ้าง เอาที่น่าตื่นเต้นกว่าหนก่อนนะ”


                แม้เห็นแววเคลือบแคลงในสายตาอุลห์การ์ แต่สหายก็อบลินก็พร้อมจะเดินหน้าเรื่องค้าขายต่อเมื่อเขาสนใจ


                “แกจะตื่นเต้นกับมันแน่” อุลห์การ์ผุดลุกขึ้นแล้วคุ้ยลงไปในหีบสมบัติแล้วหยิบของมาสองสามชิ้น


                “นี่คือสร้อยคอของดีมีเทอร์ บรรจุพลังแห่งความงอกงามเอาไว้ เหมาะแก่การทำให้พืชในสวนออกดอกออกผลอุดมสมบูรณ์” อุลห์การ์นำเสนอใช้นิ้วยาว ๆ ไล้ลงบนสร้อยประดับพลอยเส้นหนึ่ง ดูมีค่าแต่ปราดเดียวก็รู้ว่านี่ไม่มากไปกว่าเครื่องประดับทั่วไป


                “ฉันไม่ปลูกผักนา” จากประสบการณ์เขาชำนาญพอดูออกว่าของชิ้นใดมีพลังจริง แต่ก็ไม่ได้ตัดรอน ก่อนชี้ไปที่อีกชิ้น ลักษณะเหมือนถ้วยทองจารอักขระ ส่องประกายออกมาวาว ๆ


                “จอกศักดิ์สิทธิ์ที่มหาสังฆราชแห่งเซเลสทีน ใช้ในพิธีสรรเสริญใหญ่ จนน้ำทุกชนิดที่ใส่ลงไปมีธาตุศักดิ์สิทธิ์”


                “ฉี่ก็ด้วยรึ เยี่ยวศักดิ์สิทธิ์เนี่ยนะ” จาซิมหยอกอีกอุลห์การ์พ่นลม เขาไม่เคยหลอกขายอะไรในราคาแพงให้จาซิมได้เลย แม้เป็นเพื่อนกันก็ใช่ว่าจะไม่มีเรื่องหักเหลี่ยมเล็กน้อยเช่นนี้ ถือเป็นการวัดกึ๋นในหมู่สหาย


                “นี่หนังสืออะไร” แต่ถึงตอนนี้จาซิมกลับมีท่าทีสนใจของชิ้นสุดท้าย อุลห์การ์เลิกคิ้วขึ้นแปลกใจเล็กน้อย


                “อาฮ่า! สนใจนี่รึ มันดูธรรมดาที่สุดในบรรดาของที่ทางนี้หอบมาอวดเลยนะ”


                “อืม คิดว่าความเรียบง่ายมักซ่อนอะไรไว้ข้างใน” จาซิมรู้ ประโคมเยอะมักเก๊ ของจริงไม่ต้องพูดมาก


                “เหมือนเมียแกสิ” อุลห์การ์หยอก


                “เลิกแซวเมียฉันแล้วบอกว่าตำรานี่ทำอะไรได้ นอกจากรองขาตู้” จาซิมเอ่ยปัด 


                “แกไม่เอาตำราศักดิ์สิทธิ์ไปรองขาตู้หรอก ถ้ารู้ว่ามันชุบชีวิตคนตายได้”


                “เหลวไหล! ไหนเล่าซิ” ปากว่าไป แต่ก็มีท่าทีสนใจ เขาชอบเรื่องเหลือเชื่อ ชีวิตสุขสบายนั้นเต็มไปด้วยเรื่องน่าเบื่อ ความท้าทายหมดลงไปแล้ว เมื่อเงินสามารถจ่ายเพื่อความสะดวกราบเรียบทุกอย่าง


                “ก็เหมือนเรื่องเล่าพิลึกพิลั่นอื่น ๆ ตำราเล่มนี้บรรจุคาถาคืนวิญญาณที่จะทำให้คนตายกลับคืนชีวิตได้ แต่มันเป็นของต้องห้ามที่ศาสนาจักรลูมินอสต่อต้าน เพราะมันคือการฝืนพระประสงค์ของพระเป็นเจ้า”


                “ฉันไม่เคยเห็นว่าพระเป็นเจ้าที่ว่านั่นจะประสงค์อะไรเหมือนชาวบ้านชาวช่องเค้า”


                “มันอาจจะใช้ได้หรือไม่ ทางนี้ก็ไม่รู้หรอกไม่ได้ให้ราคาเรื่องเล่าไร้สาระเท่าไร ห้าหมื่นเซเกนน์คงพอค่าเหนื่อย”


                “ถ้าไม่ให้ราคาทำไมถึงขายแพงนักวะแปดพันก็พอแล้ว”  


                “อย่าขูดเลือดให้มันมากนักไอ้หนวด สามหมื่น”
                “เก้าพัน”  


                “เฮอะ สองหมื่น อยากได้ก็จ่ายมา ไม่งั้นฉันจะเก็บแล้ว”


                “หมื่นเดียว”


                “แบกทองมาเต็มลำรถ ซื้อหนังสือทำไมขี้เหนียวนัก จ่ายตั๋วเงินเปื่อย ๆ ที่ก้นถุงนั่นมาก็สิ้นเรื่อง”


                “หนึ่งหมื่น” จาซิมล้วงตั๋วเงินออกมาวางปังตรงหน้า


                “โธ่ คนที่มันกล้าเอาทองแท่งข้ามดงโจรมา ทำไมใจเสาะจังว้า” อุลห์การ์รวบตั๋วเงินพับเข้าใต้ชายผ้าคลุมไป เป็นการบอกตกลงปิดการขาย


                “ฮ่าๆ คนเป็นพ่อค้าโว้ย และพ่อค้าต้องได้กำไร” จาซิมปลดตะขอเหล็กบนปกหนังสีดำเพื่อเปิดดูเนื้อหา เหมือนของทำขึ้นใหม่ ไม่เหมือนคัมภีร์เก่าแก่ คล้ายกับบทกวีและภาพจาง ๆ ของสัญลักษณ์โบราณ แต่ก็น่าจะพอใช้สะสมหรือเก็งกำไรต่อได้ พวกคนรวยจ่ายเพื่ออะไรไร้สาระเสมอ ขอให้แปลกและแตกต่างก็พอ              


                อุลห์การ์เล่าว่าตำราเล่มนี้ได้มาจากเมืองเสียนด้วยความบังเอิญ จากชายหนีตายเอามายัดใส่มือก่อนเผ่นข้ามกำแพงไป แม้จะไม่น่าไว้ใจแต่ตกกลางคืนก็พบว่ามันมีความแปลกสามารถส่งเสียงพึมพำในความมืดได้ พ่อค้าของเก่าคลุกคลีกับของอาถรรพ์ย่อมไม่ตระหนก กลับมองว่ามันเป็นสิ่งทำเงิน เมื่อให้นักเวทใต้ดินช่วยตรวจสอบ ก็พบว่ามันเป็นตำราต้องห้ามแขนงหนึ่ง แม้ในเกาะอาเครอนก็ไม่มีมาก่อน ถึงเขียนด้วยอักษรปกติแต่ก็ไม่ได้ตีความง่ายนัก เพราะเต็มไปด้วยถ้อยคำต่างสำนวนที่ต่อให้อ่านออกก็ไม่เข้าใจ จาซิมฟังแล้วก็พยักหน้ารับรู้ เขาไม่ได้ตื่นเต้นกับมันนัก แม้จะชอบเรื่องราวแปลก ๆ และสินค้าเวทมนต์บ้าง แต่ก็ไม่ได้สนใจฝักใฝ่ความรู้ทางเวทมนต์นัก อย่างมากก็แค่สะสมไว้โก้ ๆ เพื่อฆ่าเวลาในชีวิตบั้นปลาย


                “เอาล่ะนี่ก็ดึกแล้ว ฉันต้องเดินทางต่อในตอนเช้า เอาไว้ได้ข่าวอะไรจะเอามาแบ่งนะ” ชายชรายันกายลุกขึ้น พ่อค้าก็อบลินผงกหัวเป็นการบอกลา แต่ก่อนออกจากกระโจม อุลห์การ์ก็ตัดสินใจเอ่ยคำที่ค้างคาออกมา


                “เอ้อจาซิม...” อุลห์การ์ดูอึดอัด แต่ก็พูด “ก็รู้ว่าไม่ควรพูด แต่อย่าค้าขายกับไอ้เจอริโคอีกเลย ลมมันเปลี่ยนแล้ว”


                “...ลมเปลี่ยน? ลมมันเปลี่ยนเสมอล่ะ ฮ่า ๆ ขอบใจที่เตือนนะ” เอ่ยจบพ่อค้าเฒ่าก็มุดม่านออกไป สีหน้าเรียบเฉยแต่ใจครุ่นคิด อุลห์การ์รู้เรื่องเจอริโคได้ยังไง นอกจากเขาแล้วไม่มีใครรู้ ว่าเขาติดต่อติดสินบนโจรอีกกลุ่มผ่านเจอริโคเพื่อประกันความเสี่ยง หรือไอ้พ่อค้าทาสนี่กำลังเล่นไม่ซื่อกับเขา ข่าวถึงหลุดออกมาได้ถึงนี่


                “เอาเวลาพักผ่อนมาแวะซื้อของเล่นอีกแล้วนะ” เสียงทักดังจากความมืดด้านหลัง โกลเบิร์ทนั่นเอง


                “นี่แหละการพักผ่อนของฉัน” จาซิมตอบโกลเบิร์ทชำเลืองมองตำราในมือเขาแวบหนึ่งก่อนสบตา


                “ภรรยานายบ่นถึงแล้ว” เขาเอ่ยอย่างแฝงนัยเอ่ยก่อนหันหลังเดินนำออกไป จาซิมเดินตามไปตามตรอกที่ร้านรวงเริ่มปิดลง มีเพียงแสงลอดออกมาจากใต้แผ่นหนัง จาซิมอัดควันเข้าปอดเฮือกใหญ่ ก่อนตัดสินใจพูด


                “นายว่า พรุ่งนี้ทุกอย่างจะราบรื่นไหม” โกเบิร์ทหยุดเดิน แปลกใจในน้ำเสียงกังวลของสหาย


                “เป็นอะไรไป? ทำไมท่าทางมั่นใจก่อนหน้านี้หายไปหมดแล้วล่ะ” นักล่าปิศาจหันมาถาม


                “ไม่มีอะไร อาจจะวิตกไปเอง …รีบไปเถอะ”


                “มีอะไรที่ยังไม่บอกทางนี้รึ จาซิม”


                “ฉันจะบอกเมื่อถึงเวลา” พ่อค้าเฒ่าเดินนำ  โกเบิร์ทได้แต่มองหลังสหายที่ดูมีความกังวลบางอย่างแผ่ซ่านออกมา

                จากนาร์ซีดสู่คันธราชกินเวลาข้ามวัน จาซิมตัดสินใจพาครอบครัวมาเพื่อให้บุตรชายได้ฝากตัวกับคู่ค้า และให้บุตรสาวรู้จักของคุณภาพกับมารดา เมื่อวางมือแล้ว ทายาทเหล่านี้จะได้สืบทอดทุกอย่างที่เขามี


                “พรุ่งนี้เช้าแม่จะพาลูกทั้งสองคนไปรู้จักเจ้าของโรงทอ ส่วนพ่อจะฝากพี่ชายลูกกับอามันต์หุ้นส่วนใหญ่ของพ่อ” จาซิมกำชับกับลูกสาว สีหน้าของเขาเคร่งเครียดกังวลกว่าที่แล้วมาจนสังเกตได้ “เราจะอยู่แค่คืนเดียว และเมื่อเข้าเขตทะเลทรายไม่จำเป็นอย่าเปิดหน้าต่าง”


                แน่ล่ะ หลังจากที่อุลห์การ์เตือน จาซิมลูบหัวลูกสาวก่อนหันเรียกลูกชายให้ตามไปหัวขบวนรถ  


                “นี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่พ่อจะมากับลูกจากนี้ลูกต้องทำแทน จำไว้ว่าอย่าไว้ใจใคร แหล่งข่าวฟังแค่อุลห์การ์ ขายค้าแค่อามันต์ ไม่จำเป็นอย่าลงทุนกับใคร เน้นสินค้าเดิมที่เราครอง” จาซิมโอบบ่าลูกชาย ขบปลายกล้องครุ่นคิด

                “ท่านพ่อมีอะไรจะบอกลูกอีกมั้ยครับ” โจฮิมห์ถามเมื่อสังเกตเห็นความเหม่อลอยจากบิดาจึงเรียกซ้ำ “ท่านพ่อ?”
                “ไม่มีแล้ว.. ไปเถอะ” จาซิมโบกมือส่งลูกชายออกไป โกเบิร์ทก็เดินสวนเข้ามา


                “ทหารคุ้มกันเตรียมพร้อมแล้ว กำลังจะเปลี่ยนเขตรอยต่อ ต้องระวังให้มาก นายควรอยู่รวมกับคนอื่น ๆ” นักล่าปิศาจชายตาอ้อมหลังไปยังโจฮิมห์


                “คิดว่าลมเปลี่ยนจะหมายถึงอะไรบ้าง” จาซิมหยิบไม้เท้ามากุม ปากขยับกล้องยากระดกขึ้นลงครุ่นคิด


                “หลายอย่าง เหตุที่เปลี่ยนแปลง ความพลิกผลัน”


                “อุลห์การ์เตือนเรื่องนี้ ถึงจะพูดไม่ได้มาก แต่คิดว่าคนที่เดินเรื่องส่งส่วยให้กองโจรเล่นไม่ซื่อ”


                “นายควรบอกฉันให้เร็วกว่านี้ เราพ้นเขตนาร์ซีดมาแล้วถ้าจะมีอะไรผิดพลาดก็จะมีตอน...”


                เอ่ยไม่ทันจบ เสียงระเบิดตูมดังสนั่นขึ้นที่ท้ายขบวนรถเสียงหวีดร้องโวยวาย โกเบิร์ทชะโงกหน้าต่าง ก่อนตะโกน


                “เราถูกโจมตีแล้ว!! นายไปดูแลครอบครัว ฉันจะรับมือเอง” โกเบิร์ทเอ่ยจบก็ปีนออกจากหน้าต่างโหนกายขึ้นไปบนหลังรถอย่างคล่องแคล่ว แม้อายุจะล่วงเลยพอกันแต่เทียบแล้วสหายยังแข็งแรงกว่าเขามาก


                จาซิมตรงไปยังห้องโดยสาร พบว่าลูกๆและภรรยากอดกันกลม ถึงคลายใจได้ส่วนหนึ่งแต่สินค้าเสียหายแน่ พวกโจรกระจอกหาเศษหาเลยเจอของแข็งก็ถอยหนี ถึงตอนนี้เสียงต่อสู้ดังขึ้นแล้ว หน่วยปืนไฟที่เขาจ้างมาหลายคนเริ่มลั่นกระสุนตอบโต้


                “ดูแลแม่กับน้องไว้โจฮิมห์ พ่อจะออกไปดู” จาซิมกำชับแต่ภรรยาทัดทานไว้ด้วยสายตา “ไม่เป็นไร เรามีโกเบิร์ท”  

   
                กล่าวจบเขาก็ตรงไปท้ายขบวนรถ เหล่าโจรเล่นแง่เสมอถึงสัญญาว่าจะไม่คุกคามเมื่ออยู่ในเขตแดนของมัน แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อพ้นไปแล้วจะไม่ทำอะไร ที่ผ่านมาจาซิมสามารถข้ามพ้นกลับมาได้ ไม่ใช่เพราะจ่ายเจ้าถิ่นเพียงอย่างเดียว แต่อาศัยกำลังและการป้องกันตัวเองด้วยส่วนหนึ่ง การต่อสู้จึงไม่ค่อยเกิดขึ้น เมื่อเหล่าโจรเห็นกระบอกปืนยื่นจากหน้าต่างไปก็รามือแล้ว


                แต่เขาพบว่าครั้งนี้มีอะไรเปลี่ยนไป พวกโจรไม่หยุดง่าย ๆ จาซิมพบว่าพวกโจรเป็นก็อบลินและโทรลส่วนหนึ่ง แต่ที่เหลือเป็นมนุษย์ พวกมันควบตัวกูนาร์คหมาป่าครึ่งกิ้งก่า ไล่กวดมาตามขบวนรถที่เร่งให้นำขึ้นไปอีก รถขบวนที่สองซึ่งมีทหารคุ้มกันต่างยิงปืนไฟตอบโต้ออกมาอย่างดุดัน ทว่าในมือของพวกมันมีบางอย่างที่จาซิมต้องเบิกตา


                “ตลับไฟ!!” พ่อค้าเฒ่าหมอบลงกับพื้นรถ เสียงกัมปนาทสนั่นหวั่นไหว รถที่เขาอยู่ท้ายปัดเพราะแรงระเบิด มันฉีกท้ายขบวนขาดโหว่ ทองคำเทกระจาดเกลื่อนทราย แต่ไม่เท่ารถขบวนที่สอง ซึ่งถูกระเบิดอัดกระเด็นหลุดเส้นทางลุกไหม้ นกลากบังเหียนขาดวิ่งกระจัดกระจายหายไป  ทหารองครักษ์ปืนไฟเต็มลำรถน่าจะดับดิ้นไปพร้อมกันหมด หากมันใช้ตลับไฟ เสียงระเบิดก่อนนี้คงป่นรถขบวนที่สามเป็นจุลไปแล้วเช่นกัน หมายความว่าเป้าหมายต่อไปของพวกมันคือรถขบวนแรก


                ไม่ได้...จะปล่อยให้พวกมันใช้ตลับไฟกับรถขบวนนี้ไม่ได้ เพราะนอกจากชีวิตของครอบครัวแล้ว ยังมีอีกสิ่งที่เขาต้องรักษาไว้ สิ่งที่ทำให้เขารามือได้อย่างไม่มีห่วงหลังขายมันออกไป


                ‘เทอรร์ร่าฮาร์ท’ เพชรน้ำงามที่ไม่มีในเหมืองบารัม เพราะส่งตรงมาจากนอกด่าน เขามีห้าก้อนเท่านั้น ก้อนหนึ่งก็มีมูลค่าสูงมาก ถ้าพ่อค้าอัญมณีได้ไป ต้องยึดเหมืองนอกด่านแข่งกับเขาแน่ ถึงต้องมาขายถึงสามนครทองคำ เพราะหุ้นส่วนที่ไว้ใจที่สุดนั้นจะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป ...แต่คราวนี้เห็นทีเขาจะเผลอไว้ใจคนผิดไป พวกโจรไม่ลงทุนขนอาวุธหายากที่มีอำนาจสูงมาล้างบางเขาแน่ คงกะทำลายทุกอย่างให้เละ จะได้ไม่เสียเวลาหาเพชรในกองเถ้านาน และโกเบิร์ทเองก็ไม่น่ารอดจากแรงระเบิดเมื่อสักครู่


                จาซิมตัดสินใจพุ่งข้ามขบวนรถเพื่อสั่งสารถีให้รั้งบังเหียน หยุดวิหคลากรถทั้งหมดไว้ก่อนโจรจะโจมตี เมื่อรถลากขบวนสุดท้ายหยุดลง จาซิมกระโดดลงจากรถ เดินตรงเข้าหากลุ่มโจรที่ควบกูนาร์ควิ่งเข้ามา เมื่อมันเห็นเขาชูสองมือขึ้นก็ส่งสัญญาณให้สมุนคนอื่นล้อมไว้ คนหนึ่งขับสัตว์ร้ายน้ำลายยืดมาหน้าจาซิม ปลดผ้าเผยเคราดำเข้มและใบหน้าดุดัน


                “จะขอชีวิตรึ” เขาพูดเป็นสำเนียงกลาง แปลกจากทุกครั้งที่พวกโจรจะพูดสำเนียงท้องถิ่น และมันจะฟ้องว่าอยู่เผ่าไหน แต่ชายหัวหน้าโจรตรงหน้าดูจะไม่ใช่คนท้องที่ เหมือนพวกมีตระกูลจากถิ่นอื่น แม้จะไว้หนวดเคราเหมือนชาวทะเลทรายก็ไม่อาจกลบสีผิวและดวงตาที่โดดเด่นได้


                ลมเปลี่ยนอย่างที่อุลห์การ์ว่า นี่ไม่ใช่โจรกลุ่มที่เขารู้จัก เป็นกลุ่มอื่นโดยสิ้นเชิง กลุ่มที่ไม่เคยทำการค้าใด ๆ กับเขา    


                “เอ็งคิดว่าเราอยากได้อะไรอีก...โอ๊ะโอ ดูว่ามีนะ” หัวหน้าโจรบุ้ยบ้ายไปบนรถที่หน้าต่างเปิดออก พบภรรยาพร้อมลูกสาวของเขาชะโงกหน้าด้วยความเป็นห่วง ส่วนลูกชายนั้นวิ่งออกมาสมทบกับบิดา


                “ปล่อยพวกเราไปเถอะ แล้วอยากได้อะไรก็เอาไป” จาซิมตัดใจ ชีวิตนั้นสำคัญกว่านัก


                “ตอนแรกก็ไม่คิดว่าต้องคุยอะไรให้มากความนะ แต่ถ้าบอกว่าอยากได้อะไรก็เอาไป ข้าก็คิดว่าควรจะมีนางบำเรอสักหน่อยหลังเป็นเศรษฐีแล้ว ไปลากนังพวกนั้นลงมา!" จาซิมทำท่าจะรั้งแต่มีดตะขอขว้างแหวกลมมาปักสองไหล่ชายแก่อย่างแม่นยำ เขาร้องเจ็บปวดทรุดลงกับพื้นทราย


                ลูกชายหวังเข้ามาประคองแต่กลับถูกโทรลตัวหนึ่งกำเข้าที่หัวก่อนยกลอยขึ้นเหนือพื้น มือใหญ่นั้นบีบรัด เพียงออกแรงเล็กน้อยสมองก็คงจะทะลักตามร่องมือ จาซิมได้แต่อ้อนวอน ขณะที่ก็อบลิน สามตัวฉุดกระชากดึงผมภรรยาและลูกสาวเขาลงมาจากรถ


                “เอ็งกับลูกชายจะไปก็ได้ไอ้แก่ แต่ลูกสาวกับเมียเอ็งและสมบัติทั้งหมดเป็นของเรา...กำไรจังโว้ยคราวนี้” หัวหน้าโจรหัวร่อกับลูกน้องชาวมนุษย์ พวกอสูรที่ร่วมขบวนด้วยดวงตาทอแววกระหายเลือดทุกตน พวกมันมีทั้งหมดร่วมสิบคน และอาจจะมีซุ่มรอจังหวะอีก แต่ด้วยอาวุธที่เห็น ไม่บ่งบอกว่าพวกมันเอาของร้ายแรงของไฮเซนเบิร์ก ข้ามทวีปมาใช้ได้


                “ขอแค่ลูกเมียฉันไว้ อยากได้อะไรฉันให้ได้หมด” จาซิมอ้อนวอนจนตรอกเพียงเพื่อเรียกเสียงขำจากเหล่าโจร


                “เราจะเอาชีวิตแก่ ๆ ของเอ็งไปทำไม พวกพ่อค้าอย่างเอ็งพอไม่มีเงินทองก็ไม่ต่างจากขยะ ถ้าไม่กินจนอ้วนเป็นหมู ก็ผอมแห้งแบบนี้ อย่าว่าแต่ขายเป็นทาส แค่แรงงานก็เป็นไม่ได้” หัวหน้าโจรระเบิดเสียงหัวเราะแล้วถุยน้ำลายใส่


                “เราไม่เสียเวลาหรอก ใช้ชีวิตที่เหลือของเอ็งกับลูกชายเถอะ เอ๊..หรือใจดีไปเลยกล้าเรียกร้องหักแขนซักข้างซิ!” หัวหน้าโจรสั่ง แล้วโทรลตัวยักษ์ก็คว้าแขนเขาขึ้นมาบิดดังเป๊าะเหมือนหักกิ่งไม้แล้วปล่อยร่างปวกเปียกร่วงลงมา


                “โจฮิมห์!!” ชายชราร้องขณะที่เลือดไหลจากปากแผล เขากระชากตะขอออกจากบ่าตะเกียกตะกายไปหาโจฮิมห์ที่หมดสติไปแล้วด้วยความเจ็บปวด จาซิมโอบลูกชายขึ้นมากอดไว้ด้วยเวทนา น้ำตากับโลหิตไม่รู้อย่างไหนไหลมากกว่ากัน


                “พวกเอ็งขึ้นไปขนของลงมา เจอกี่หีบก็เอามาให้หมด เชือดคนขับซะ ให้รอดแค่มันกับลูก” หัวหน้าโจรสั่งการก่อนส่งสายตากระหายมายังสตรีแรกรุ่นตรงหน้า “ข้าจะลองสินค้านี่หน่อย”


                พูดจบหัวหน้าโจรร่างกำยำก็โดดลงจากหลังพาหนะตรงหน้าลูกสาวคนเล็ก ฉุดสองมือขึ้นมาไม่สนเสียงร้อง บีบแก้มขาวของนางบังคับสบตา ก่อนบดปากจุมพิตดิบเถื่อน จาซิมกล้ำกลืนขมขื่นใจ เบือนหน้าไปจากภาพที่ไม่อยากเห็น


                พลันเสียงร้องเจ็บปวดดังขึ้นที่หัวขบวนรถ คนขับรถทั้งสองคนคงถูกเชือดคอโดยก็อบลินไปแล้ว


                ...แต่แปลก เสียงร้องมีมากกว่าสอง  เหมือนเสียงคำรามของก็อบลินมากกว่าเสียงมนุษย์ หัวหน้าโจรก็ดูผิดสังเกตแต่คำตอบก็มาถึงตัวแล้ว


                “นิ่งไว้” จาซิมจำเสียงนั้นได้ แทบจะในทันที ประกายแสงสีแดงตวัดวูบวาบพร้อมร่างหนึ่งกระโจนมากลางวง หัวของสมุนโจรที่ล้อมบนพาหนะร่วงตกพื้น ตามด้วยการตวัดอีกสองสามครั้ง พวกกูนาร์คก็หัวขาดจากบ่าหลังประกายสีแดงวาดผ่าน แม้แต่โทรลตัวใหญ่ก็ขาดครึ่งด้วยประกายวูบวาบนั้น มันคือเพลงดาบปิศาจครวญของโกเบิร์ท


                สหายของจาซิมตอนนี้สะบักสะบอมเสื้อผ้าไหม้ไปครึ่งตัวจนถึงผิวหนัง หมวกปีกหายไปแต่ ใบหน้าไร้ริ้วรอยน่าจะโดนถาก ๆ แต่ก็มากพอจะซัดเขาปลิวหายไปพร้อมขบวนรถ การกลับมาของเขาทำให้ใจชื้นขึ้นบ้าง เพราะสมุนโจรสิบตนเหลือแค่ตัวหัวหน้าคนเดียวแล้ว ถ้าไม่เพราะมันกอดลูกสาวเขาไว้หัวมันก็คงจะวางประดับพื้นอีกคน


                “จะตายเลย หรือวิ่งไปไกล ๆ แล้วค่อยตาย” โกเบิร์ทชี้ดาบใบสีแดงเลือดที่ส่งไอมรณะกรุ่น หัวหน้าโจรแสยะยิ้ม   


                “คิดเรอะว่าข้าไม่เตรียมรับมืออะไรกับเอ็งเลย ฮ่า ๆ ๆ” พูดจบมันก็คว้ากระบอกพลุสัญญาณสะบัดขึ้นฟ้า ไฟสีส้มพาดผ่านฟ้ายามเย็นเป็นเส้นโค้ง แล้วเสียงโห่ร้องก็ดังพร้อมลูกธนูสองดอกยิงมาพร้อมกัน พุ่งใส่โกเบิร์ทที่สะบัดดาบกันได้ดอกเดียว อีกดอกปักเข้าที่แขนซ้ายที่เขาเบี่ยงรับคับขัน มันมีสีดำและอาบยาพิษ ยิงมาจากระยะไกลแต่ยังรุนแรง


                “ปิดทางรอดพวกเอ็งแล้วโว้ย ลูกเล่นกับข้านัก ข้าจะให้หัวหน้าเล่นสนุกจนพอ” หัวหน้าโจรหัวเราะเคี๊ยกค๊ากเสียงดังลั่นผลักลูกสาวคนเล็กของจาซิมไปกองรวมกับคนอื่นก่อนตัวมันจะฉากถอยไปไปสมทบกับกองโจรที่ตามมาสมทบ


                “ล้มเหลวไม่เป็นท่าเลยว่ะเอ็ดมันด์” เสียงชายร่างใหญ่บนหลังกูนาร์คสีดำตัวใหญ่สุดดังขึ้น หลังคาดดาบขนาดใหญ่ราวไม้กระดาน “เห็นปากดีภูมิใจนักหนากับจีเอ็นทีอะไรนั่น สุดท้ายก็ต้องพึ่งพวกข้า”


                “เอาน่าหัวหน้า ถือว่าแผนสองก็ยังสำคัญ” มันเรียกคนดาบใหญ่หัวหน้า หรือนี่จะเป็นหัวหน้าใหญ่ของโจรกลุ่มนี้


                “พวกแกทำงานให้ใคร” จาซิมร้องถามเหนื่อยหอบ คู่แข่งของเขามีไม่มากแต่บอกไม่ง่ายว่าใครที่มุ่งร้ายถึงเพียงนี้


                “เราทำงานให้ตัวเองเท่านั้นล่ะ ขอบคุณสหายแกเถอะ ใช่มั้ยเจอริโค” มันพูดแล้วหันหาอีกคนด้านหลังที่เยี่ยมหน้าออกมาแวบหนึ่งก่อนจะทิ้งตัวลงจากหลังสัตว์ประหลาดพาหนะ


                “ด้วยความยินดีครับ ถ้าพ่อค้าอย่างข้าจะได้กำไรอีกสักหน่อย เพราะเราไม่ทำการค้าที่เสียเปรียบ ใช่มั้ย? จาซิม” เจอริโคปลดผ้าคลุมหน้าออกเผยหน้าเสี้ยมแหลม ดวงตาเจ้าเล่ห์และเคราสั้น ๆ


                “หึ...ดูว่าฉันจะจ่ายเบากว่าถึงได้ลงเอยแบบนี้” ผลประโยชน์เหนือกว่าชนะ โลกการค้านั้นเป็นสากลจาซิมเข้าใจดี


                “ไม่เลย ท่านน่ะจ่ายหนัก แต่การลบท่านหายไปแล้วกำไรสามต่อนี่คุ้มกว่า ลองได้เงินจากท่าน จากเทอร์ร่าฮาร์ทของท่านพร้อมค่าหัว ก็คุ้มเสี่ยง” เจอริโคหัวเราะน่าสะอิดสะเอียน “ตอนแรกคิดว่าแค่ปล่อยไปในสภาพสิ้นเนื้อประดาตัวคงพอ เราไม่ได้มีความแค้นต่อกัน แต่จากนี้ไม่เป็นแบบนั้นผมต้องแน่ใจว่าท่านจะไม่เหลือสภาพกลับไปจ้างใครมาถล่มเราได้”


                “ฉันไปทำอะไรให้แกเจ็บแค้นขนาดนั้นรึ เจอริโค!”


                “ก็ไม่นะ ผมเองก็คนค้าขาย แต่คนอื่นอาจจะหมั่นไส้ท่านมากก็ได้ใครจะรู้ ผมก็แค่สนองคนที่จ่าย”


                “เอาเงินไปใช้โลกหน้าเถอะ” เสียงโกเบิร์ทดังขึ้นแต่ตัวเขาไม่อยู่ที่เดิมแล้ว ดาบสะบัดเฉือนหน้าพาดผ่านดังจมูกของเจอริโคเป็นแผลยาวขวาง พอเขาแผดเสียงร้องเจ็บปวดหัวหน้าโจรก็คว้าตัวขึ้นหลังกูนาร์ค พ่อค้าทาสร้องลั่นมือกุมมือปิดใบหน้าที่เลือดทะลักออกมา หัวหน้าใหญ่กองโจรสั่งให้ลูกน้องรุมเข้าโจมตีโกเบิร์ท


                แม้นักล่าเฒ่าแม้จะโดนธนูปักแขน พิษที่เคลือบมานั้นทำให้อ่อนแรง แต่ดาบสีชาดของเขาลองได้จดจำเลือดของเผ่าพันธุ์ใดก็ตาม ก็สามารถฟันได้อย่างแม่นยำไม่พลาดเป้า ถึงจู่โจมมาด้านหลังก็เหมือนมีแม่เหล็กเหนี่ยวนำไปหาเอง  


                เหล่าโจรเผ่าพันธุ์ปนเปสับสน แต่ดาบแน่วแน่ แทงเข้าจุดตายในพริบตา วิถีดาบดุดันจนจาซิมต้องหมอบกับพื้นทราย ยิ่งนานยิ่งบ้าคลั่งขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายหัวหน้าโจรต้องออกรับมือเอง


                “เก่งนักนะไอ้เฒ่า” มันกระชากผ้าโพกหัวที่คลุมหน้าออก เผยผมสีดำชี้ชันและหูแหลม ผิวสีเขียวเข้มจนออกเทาและดวงตาสีแดงก่ำดุดัน เจ้าหมอนี่ต้องเป็นครึ่งออร์คชั้นสูงเชื้อสายคูชาร์ดแน่ พละกำลังดังนักรบออร์คป่าเถื่อน เรี่ยวแรงมหาศาล แต่เค้าโครงหน้านั้นมีส่วนของมนุษย์เจือปนอยู่มาก แววตาบ้าคลั่งเหมือนปิศาจ แยกเขี้ยวเหมือนสัตว์ป่า


                “ลองถึงมือท่านฮัสรูดินแกเสร็จแน่ สี่สิบขุนโจรจงเจริญ!” เจอริโคเจอริโคประกาศนามของกลุ่มโจรอย่างโอหัง พลางใช้ผ้าซับแผลบนใบหน้า จาซิมจำชื่อของพวกมันไว้ในใจ หากรอดไปได้เขาจะทำทุกทางเพื่อลบมันจากโลกนี้


                ฮัสรูดินมหาโจรรุกคืบฟาดฟันดาบหัวตัดขนาดใหญ่ใส่อย่างรวดเร็วและหนักหน่วง โกเบิร์ทที่บาดเจ็บไม่อาจรับได้ และเลือดพวกลูกครึ่งสร้างปัญหากับเขา แขนซ้ายถูกพิษส่งให้มือขวาไม่มีแรงส่งจากดาบ มันป้อแป้จนถูกดาบใหญ่ควงปัดป้องเบี่ยงวิถีแล้วฟาดตีกลับ ดาบใหญ่พอผ่าออกแต่ละครั้งมีกระแสลมโหมวูบใหญ่จนซวนเซ ไม่ช้าก็ถูกกระแทกถอยไปยันกายด้านหลัง จาซิมได้แต่มองไม่อาจช่วยเหลือเพื่อนเขาได้เลย


                “ลมดำทรายเลือด!” คนหนึ่งตะโกนขึ้นมาในหมู่โจร แล้วคนอื่นก็ร้องรับ


                ฮัสจูรินแค่นเสียง แล้วยกดาบใหญ่ขึ้นควงช้า ๆ ตอบรับเสียงเชียร์นั้น มันหมุนดาบเหมือนกังหัน และเริ่มเร็วขึ้นเรื่อย ๆ จนกระแสลมอ่อน ๆ เริ่มพัดออกมา


                “ถือเป็นโชว์ส่งศพก็ละกันนักล่าแวมไพร์ แกจะต้องตายไปพร้อมความเสียใจที่มาตอแยกับอะไรที่ไม่ใช่ผีดูดเลือด” ลมกระชากแรงจนเกิดพายุหมุนขึ้นรอบตัวพุ่งซัดใส่โกเบิร์ทหอบร่างลอยหายขึ้นท้องฟ้าไป พร้อมกับละอองเลือดพอพายุสงบลงเหลือดาบใหญ่ที่ปักพื้น ไม่เหลือซากร่างของสหายนักล่าปิศาจเหลือแม้แต่เศษเสี้ยว


                “เอาล่ะ คืนนี้เราจะเล่นอะไรดี” ฮัสรูดินเดินตรงเข้ามากระชากหัวจาซิม ท่ามกลางเสียงครื้นเครงของกลุ่มสี่สิบขุนโจร แล้วฝันร้ายที่สุดในชีวิตของจาซิมก็เริ่มต้นในคืนนั้น

Card Cast

Jahzim

Gobert Galloway

  • Google+ - White Circle
  • Twitter - White Circle
  • Facebook - White Circle

© 2017 by Commandeer TCG                                                                                                                                   
E-mail: commandeertcg@gmail.com
Tel: (66)85-1520522 , (66)813016679
148/4 Sukhumvit 22 Sukhumvit Road Klongtoey Bangkok 10110, Thailand