Angel's Order 02

Story : Alogo

Illust : Bytomtypl

                “รู้สึกไหมว่าชีวิตเรามันเฮงซวย”

 

                ลีร์หันกลับไป ปีเตอร์ปักพลั่วลงบนดินดังฉึกแล้วกอดอก ทำท่าจะอู้งานอีกตามเคย ลีร์เป็นคนเงียบๆ ปกติจึงไม่มีใครพูดกับเธอ แต่บังเอิญว่าวันนี้เธอกับปีเตอร์ถูกจับให้มาทำงานห่างจากเพื่อนๆ คนอื่น ปีเตอร์เลยไม่มีทางเลือกนอกจากคุยกับเธอ

 

                แต่จะว่าไปเขาก็เคยชวนเธอคุยหลายครั้งเหมือนกัน คงเป็นเพราะเขาอัธยาศัยดีไม่ก็เป็นคนพูดมากอยู่แล้วกระมัง

ลีร์ยกจอบกะเทาะหินอย่างแรงและพูดกับเขาเบาๆ โดยไม่ตอบคำถาม “ทำงานต่อเถอะ”

 

                ปีเตอร์เบ้หน้า แต่พอหันซ้ายหันขวาไม่มีคนให้คุยด้วยและเด็กหญิงที่อยู่ด้วยกันก็ยังเฉาะหินโป๊กเป๊กต่อไป เขาก็ได้แต่จำใจยกพลั่วขึ้นขุดดินต่อ

 

                ทั้งสองและเพื่อนร่วมชะตาอีกหลายสิบเป็นทาสที่ถูกจับมาและอยู่ในครอบครองของพ่อค้าทาสหน้าเลือดที่ลีร์ไม่รู้ชื่อ ตอนเช้าเขาจะล่ามโซ่พวกเธอและฉุดกระชากออกไปขายราวกับขายปลาตามตลาด พอตกบ่ายตลาดเริ่มวายก็จะพามาที่เหมืองและบังคับให้ทำงานจนถึงค่ำมืดโดยไม่สนว่าพวกเธอเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ อายุประมาณสิบขวบ ลีร์ไม่รู้ว่าเขาพยายามหาอะไรอยู่ ได้แต่กะเทาะหินบ้าง ขุดดินบ้างตามคำสั่งของเขาไปเรื่อยๆ

                “ฉันว่าเขาต้องหาทองไม่ก็อัญมณีอยู่แน่” ปีเตอร์เคยบอกเธอ “โง่จริงๆ ขุดให้ตายก็ไม่เจออะไรหรอก”

 

                ลีร์อยากถามว่าเขารู้ได้อย่างไร แต่ก็ตัดสินใจว่าอย่ายุ่งกับพวกพูดมากดีกว่า

 

                ลีร์สับจอบลงกับหินแข็งๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า การกระแทกของเธอแต่ละครั้งทำให้เกิดเพียงแค่รอยแตกเล็กๆ ขึ้นบนผิวของหิน แต่ลีร์ไม่ใส่ใจความชักช้าในผลงานของตัวเอง ก็เธอไม่ใช่คนที่กำลังหาอะไรก็ตามอยู่นี่นา

 

                ลีร์คิดถึงคำพูดเมื่อครู่ของปีเตอร์ แน่อยู่แล้วว่าเธอต้องเกลียดชีวิตของตัวเอง ไม่เห็นต้องถามเลย

 

                เด็กหญิงเคยมีชีวิตปกติ...อย่างน้อยเธอก็คิดว่าอย่างนั้น...เธอเคยมีบ้านที่อบอุ่น เคยได้กินอาหารทุกมื้อ แต่นั่นเป็นเรื่องเมื่อนานมาแล้ว ก่อนที่เธอจะตาย

 

                ใช่ เธอเคยตายไปแล้ว

 

                ลีร์หวาดกลัวในสิ่งที่ตัวเองเป็น...เธอตายไปแล้ว หญิงสาวจำไม่ได้ว่าตายอย่างไร จำได้แค่ความเจ็บปวดอย่างสาหัสชั่วครู่ ก่อนจะรู้สึกตัวขึ้นอีกครั้งพร้อมปีกและผมสีน้ำเงินนี่แล้ว เธอไม่รู้สึกดีใจที่ยังมีชีวิตด้วยซ้ำไป เพราะรู้สึกถึงความแปลกปลอมในตัว...มีใครอีกคนอยู่ในตัวเธอ

 

            “แบบนี้ไม่เอานะ!” ลีร์ปิดหู พยายามกำจัดเสียงออกไปจากหัว “ออกไปซะ...”

 

            ...เราเพียงแค่ขอยืมร่างเจ้าเท่านั้น...เสียงนั้นบอก...เรากำลังจะตาย แต่เรายังไม่อยากตาย...เรายังตายไม่ได้…

 

                นางฟ้ากำชับอย่าให้เธอบอกใคร ให้เธอหนีไปที่อื่นและปลอมตัวเสีย หากคนอื่นรู้จะต้องฆ่าในฐานที่เป็นตัวประหลาด...จะต้องกำจัดเธอแน่นอน

 

                ขณะที่เด็กหญิงกำลังสับสน เธอก็พลันเห็นชาวบ้านคนหนึ่งยืนอยู่ไม่ไกล เบิกตาจนเห็นตาขาวได้รอบ ทำหน้าหวาดผวาราวกับเห็นผี ลีร์ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก...บางทีนางอาจจะเห็นเธอตายและฟื้นคืนชีพอีกครั้ง เห็นปีกของเธอ

 

                ฆ่า...จะต้องโดนฆ่าแน่

 

                คำของนางฟ้าทำให้เด็กหญิงหวาดกลัว เธอหนีกระเซอะกระเซิงออกมาจากหมู่บ้านโดยไม่คิด ขอติดคาราวานบ้างกองค้าขายบ้างหนีไปที่อื่น ในตอนแรกเด็กหญิงสวมผ้าคลุมและโพกหัว ทำงานเหงื่อต่างน้ำแลกเงินอยู่เป็นปีๆ กว่าจะสามารถนำไปซื้อน้ำยาจากนักเล่นแร่แปรธาตุ...เวทมนตร์ที่ทำให้ปีกหายไปและผมกลับมาเป็นสีน้ำตาลตามคำแนะนำของนางฟ้า

 

            ...เจ้าทำได้ดีมาก เด็กน้อย…นางฟ้าเอ่ยชมเธอ ทว่าเด็กหญิงไม่ดีใจ

 

            “หนูเกลียดท่าน” ลีร์ตอบ

 

                แม้จะสามารถซ่อนปีกได้ แต่ลีร์ก็ยังคงระแวงว่าจะมีคนรู้ ลีร์ไม่คบค้าสมาคมกับใคร ไม่ทำตัวให้โดดเด่น เธอสวมผ้าคลุมเสมอและพยายามไม่สนทนากับใคร เดินทางเพียงลำพัง  และไม่อยู่ที่ใดนานๆ

 

                ทำให้เธอตกเป็นเป้าชั้นดีของพ่อค้าทาส

 

                คืนหนึ่ง ลีร์แอบย่องออกมาจากกองคาราวานอย่างแผ่วเบา  เธอติดตามพวกเขามานานพอแล้ว ต้องรีบไปก่อนจะมีใครจำเธอได้ เมืองต่อไปก็อยู่ห่างไปไม่ไกลนัก เด็กหญิงจึงตัดสินใจเดินไปกลางดึก

 

                ...เจ้าไม่จำเป็นต้องย้ายที่อยู่บ่อยขนาดนี้...นางฟ้าว่า ลีร์ทำเป็นหูทวนลมไปเสีย ทว่าไม่นานเธอก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินตามหลังมา เด็กหญิงเร่งฝีเท้าขึ้นเรื่อยๆ จนแน่ใจว่าคนคนนั้นตามเธอมาจริงๆ ลีร์ก็ออกวิ่งทันที

 

                “ว้าย!”

 

                “จะไปไหนหือ ยายหนู” ใครบางคนคว้าเอวเธอไว้ หิ้วจนลอยขึ้นจากพื้น เสียงแหบทุ้มน่าขยะแขยงหัวเราะข้างหูเธอ ลีร์กรีดร้อง เตะขาดิ้นสุดฤทธิ์และพยายามแงะตัวเองออกจากมือของเขา แต่เธอสู้แรงเขาไม่ได้ สุดท้ายจึงถูกฉุดกระชากลากถูไปเหวี่ยงเข้ารถลากคันหนึ่ง

 

                “ไอ้...” ลีร์รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้น แต่ประตูกระแทกปิดฉับลงต่อหน้าเธอ เด็กหญิงเขย่าประตูแรงๆ หลายครั้งแต่ก็ไม่เกิดผล ลีร์ยัวะจนถีบประตูเข้าให้ปังหนึ่ง

 

                “ไม่มีประโยชน์หรอก” เสียงเด็กผู้ชายดังขึ้นข้างหลัง ลีร์หันไป เด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอนับสิบคนนั่งอยู่ในความมืด ใบหน้าพวกเขาหม่นหมอง เนื้อตัวสกปรกและดูหิวโหย

 

                “เราตกเป็นทาสแล้ว”

                ลีร์และเหล่าเด็กๆ อับโชคในเวลานี้ยืนอยู่กลางแดดเปรี้ยงๆ พ่อค้าทาสใส่กุญแจมือทุกคนล่ามโซ่ไว้กับข้อมือตัวเอง ราวกับกำลังล่ามสุนัขสักฝูงหนึ่ง

 

                พ่อค้าทาสฟาดแส้เปรี้ยงลงกับพื้นจนเด็กๆ สะดุ้งโหยงกันเป็นแถว “เอ้ายืนให้มันดีๆ หน่อย พวกเด็กเฮงซวย! พวกแกนี่ทำเสียเวลาจริงๆ! ถ้าอยากจะหลุดจากนรกนี่ก็ทำตัวน่ารักๆ ให้คนเขาอยากซื้อสิวะ!”

 

                ...ถึงจะถูกซื้อไปก็เป็นทาสอยู่ดี...ทุกคนคิดในใจพร้อมกัน มีเพียงปีเตอร์เท่านั้นที่พูดงึมงำออกมาจริงๆ “ออกไปก็นรกอยู่ดีล่ะว้า”

 

                พ่อค้าทาสหนวดกระดิก “ว่าไงนะ”

 

                “บอกว่าเห็นด้วยทุกประการครับผม!” ปีเตอร์ยืดตัวตอบทันควัน เพื่อนๆ กลั้นขำกับความกะล่อนของเขา

 

                พ่อค้าทาสมองปีเตอร์อย่างไม่ไว้ใจ แต่ก็โบกมือเป็นเชิงว่าช่างมันเถอะ พวกเธอยืนตากแดดอยู่อีกเกือบสองชั่วโมงพ่อค้าทาสก็เกาหัวจนผมกระเซิงเป็นรังนกและตะโกนลั่นว่า “พอโว้ย! ข้าไม่ทนแล้ว กลับ!”

 

                ไม่มีใครกระตือรือร้นนัก ต่อให้ไม่ต้องยืนตากแดดขาแข็งแล้ว พวกเธอก็ต้องถูกใช้แรงงานต่อจนดึกดื่นอยู่ดี

 

                “เดี๋ยวก่อน” เสียงเล็กๆ ดังขึ้น เด็กทุกคน...แม้แต่พ่อค้าทาสก็ยังหันไปตามเสียงนั้น ลีร์เงยหน้าขึ้นเห็นเด็กสาวผมแดงปีกแดงคนนั้นกำลังยืนอยู่ตรงหน้า

 

                “นั่น…!” หัวใจของลีร์เต้นอยู่ในอกอย่างรุนแรง...ปีกสีแดง...ปีกเหมือนของข้า

 

                “เราขอซื้อเด็กเหล่านี้” เด็กสาวนั้นพูดด้วยเสียงอันดัง

 

                ...ยายเด็กนี่พูดอะไรออกมา...พ่อค้าทาสขมวดคิ้ว แต่เมื่อดูดีๆ แล้ว เด็กสาวแต่งกายด้วยเสื้อผ้าอย่างดี ท่าทางก็องอาจ คงเป็นลูกคนรวยจากตระกูลไหนสักที่ เขาอาจจะขายได้ราคาดี

 

                พ่อค้าทาสรีบยิ้มประจบประแจงทันที “ไม่ทราบว่าคุณหนูต้องการคนไหนหรือขอรับ คนรับใช้หรือขอรับ ข้ามีเด็กสาวหน้าตาน่ารักมากมาย ต้องการคนไหนเลือกได้เลยขอรับ ข้าจะจับทำความสะอาดให้ หรือต้องการคนใช้แรงงานขอรับ ข้าพอมีคนหน่วยก้านดีอยู่สองสามคน...”

 

                “ทุกคน” เด็กสาวพูดขัดพ่อค้าด้วยเสียงไม่ชอบใจ

 

                “ขอรับ?”

 

                “เราบอกว่า ขอซื้อเด็กเหล่านี้ทุกคน”

                พ่อค้าทาสยืนใบ้ไปสองสามวินาทีก่อนจะรีบพยักหน้าติดกันหลายๆ ครั้ง รอยยิ้มน่าเกลียดปรากฏขึ้นบนใบหน้าโดยไม่รู้ตัว “ขอรับ ขอรับ ได้ตามใจคุณหนูเลยขอรับ กระผมจะขายให้ทุกคนเลยขอรับ ทั้งหมดยี่สิบคน คนละห้าพันแฟลร์ ก็เป็นหนึ่งแสนแฟลร์นะขอรับ”

 

                “ข้าให้หมื่นแฟลร์”

 

                รอยยิ้มของพ่อค้าทาสกระตุกทันที “อะไรนะขอรับ”

 

                “ตาแก่ หูตึงหรือไง ทำไมต้องให้พูดอะไรซ้ำๆ อยู่ได้” เด็กสาวเท้าสะเอว เน้นเสียงทีละคำ “หนึ่ง-หมื่น-แฟลร์”

 

                “แต่...”

 

                “เดิมทีการค้าทาสก็ผิดกฎหมายอยู่แล้ว หากเราไม่ได้มาโดยพลการนะ เราจะพาทหารมากว้านจับให้หมดเลย นี่อุตส่าห์มาแบบประนีประนอมแล้วนะ ที่ยอมจ่ายนี่ก็เพราะเด็กเหล่านี้สมควรมีค่าตัวหรอก ไม่เช่นนั้นเราจะไม่จ่ายเจ้าแม้แต่แดงเดียว” เธอชี้หน้าอีกฝ่ายอย่างไม่หวั่นเกรง เทศนารัวเป็นชุดก่อนจะเหวี่ยงถุงเงินลงตรงหน้าพ่อค้า “หนำซ้ำราคาที่เจ้าคิดยังสูงกว่าในตลาดมืดเสียอีก ห้าร้อยเหรียญมันราคาสำหรับทาสที่ได้รับการดูแลอย่างดี แต่เจ้าทั้งข่มเหงและทรมานพวกเขา ประมูลขายราวกับเป็นสิ่งของ ยังมีหน้ามาคิดราคาสูงลิบลิ่วอีกหรือ”

 

                “หา?” พ่อค้าทาสทิ้งท่าทีประจบประแจงทันที เขาตวัดแส้ฟาดพื้นเสียงดังจนเด็กๆ ที่อยู่หน้าสุดต้องก้าวถอยหลัง ชายแก่พูดด้วยใบหน้าบิดเบี้ยวน่ารังเกียจ “ปากดีนักนะ จะมาซื้อทาสไม่รู้จักขอเงินพ่อมาให้พอล่ะยายหนู...นี่ทาสนะโว้ย! ไม่ใช่มะม่วง พูดอะไรรู้จักดูตัวเองบ้าง!”

 

                พ่อค้าทาสสาวเท้าเข้าไปหาเด็กสาวโดยกระชากโซ่ที่ล่ากับข้อมือเด็กไว้ ลีร์และเด็กๆ ถูกดึงโดยไม่ทันตั้งตัวก็ถลาไปข้างหน้า ชายแก่ไม่สนใจและกระชากโซ่แรงกว่าเดิมจนเด็กๆ ล้มครูดไปกับพื้น เด็กสาวเพียงแต่มองพ่อค้าด้วยสายตาเย็นชาจนพ่อค้าทาสโมโห เงื้อแส้ขึ้นหวังจะสั่งสอนยายเด็กปากดีตรงหน้า

 

                เสียงแส้หนังเหวี่ยงผ่านอากาศดังขวับทำให้ลีร์หลับตาอย่างหวาดเสียว เธอเคยลิ้มรสมันมาแล้วครั้งไม่ถ้วนและไม่อยากเห็นผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นกับเด็กคนนั้น  ทว่าแทนที่จะมีเสียงกรีดร้องของเด็กสาวดังขึ้น กลับมีเพียงเสียงของมีคมสะบัดขึ้นในอากาศและอะไรบางอย่างร่วงลงพื้น

 

                เพื่อนๆ พากันส่งเสียงฮือฮา ปีเตอร์ที่อยู่ข้างหลังลีร์พูดเบาๆ ว่า “เจ๋งว่ะ” ลีร์ลืมตาขึ้นด้วยความแปลกใจและเห็นแส้ของพ่อค้าขาดเป็นท่อนๆ อยู่กับพื้น เด็กสาวปีกแดงถือดาบด้วยท่าทางทะมัดทะแมงและยื่นขึ้นจี้คอพ่อค้าอย่างรวดเร็ว พ่อค้ายืนหน้าซีด มือไม้สั่นอย่างน่าสมเพช

 

                “เจ้าต่างหาก พูดอะไรหัดดูตัวเองเสียบ้าง” เด็กสาวเดินผ่านหน้าพ่อค้าและเหวี่ยงดาบลงที่ข้อมือของเขา พ่อค้าร้องจ๊ากดังลั่นพร้อมกับผวาล้มลงกับพื้นอย่างไม่เป็นท่า ทว่าคมดาบนั้นเพียงแค่ตัดโซ่ที่ล่ามเด็กไว้เท่านั้น เด็กสาวประคองเด็กๆ ลุกขึ้น ก่อนจะตวัดสายตาไปมองพ่อค้าทาสที่นั่งตัวสั่นอยู่กับพื้นอย่างรังเกียจ

 

                “และเจ้าพูดถูก พวกเขาคือมนุษย์ ไม่ใช่มะม่วง”

                เด็กสาวปีกแดงปลดกุญแจให้กับเด็กทุกคนและยืนบนพื้นที่สูงกว่าเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะต้องการข่ม แต่เพื่อให้เห็นทุกคนได้ทั่ว

 

                “เราชื่อวิคตอเรีย” ยังไม่ทันจะจบประโยคแรกเสียงพึมพำก็ดังขึ้น...วิคตอเรียหรือ...ลูกสาวกษัตริย์น่ะหรือ...เด็กสาวรีบส่งเสียงดังขัดทันที “ใช่...วิคตอเรียนั้นแหละ ไม่ต้องสงสัยหรอก”

 

                ลีร์จ้องวิคตอเรียไม่วางตา ความรู้สึกมืดดำบางอย่างก่อตัวขึ้นในใจ...อย่างนี้นี่เอง แม้จะปีกเหมือนกัน ทว่าเธอกลับสามารถอยู่อย่างเปิดเผย ไม่จำเป็นต้องเก็บซ่อนปีกแต่อย่างใด เธอเป็นบุตรบุญธรรมของกษัตริย์...ไม่ว่าใครก็เคารพนอบน้อม คงจะไม่เจอความทุกข์เช่นเรา...ลีร์นึกชังเด็กหญิงนั้นอยู่เงียบๆ กำหนดสรรพนามอีกฝ่ายว่า ‘เจ้าหญิง’ แทนที่จะเป็น ‘วิคตอเรีย’ ...ด้วยเหตุผลบางอย่าง เธอไม่อยากเรียกคนคนนี้ด้วยชื่อ

 

                “ทีนี้” วิคตอเรียเพิ่มระดับเสียงขึ้น จ้องเด็กทุกคนเขม็งจนพวกเขาไม่กล้ากระพริบตา เด็กสาวไม่น่าจะอายุมากกว่าเธอได้สักเท่าไหร่ แต่ดวงตาสีแดงนั้นสามารถดึงดูดความสนใจของผู้มองได้ชะงัดจริงๆ “เราซื้อพวกเจ้ามา ชีวิตพวกเจ้าเป็นของเรา”

เด็กหลายคนชักสีหน้า อุตส่าห์คิดว่าเด็กสาวนี้จะแตกต่างจากคนอื่น สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ยังอยู่ในนรกอย่างนั้นหรือ

 

                “สิ่งที่เราอยากรู้ก็คือ เจ้ายินดีจะมอบชีวิตให้เราหรือเปล่า”

 

                คราวนี้ทุกคนเงยหน้าขึ้นมองวิคตอเรียอย่างไม่เข้าใจ

 

                “สักวันเราจะต้องขึ้นเป็นผู้บัญชาการทัพหลวงแน่นอน” วิคตอเรียพูดด้วยความมั่นใจ ผู้ฟังเด็กหญิงที่ยังไม่โตเต็มตัวด้วยซ้ำด้วยสายตาไม่เชื่อถืออย่างยิ่ง “หากเจ้าเลือกจะภักดีกับเรา อุทิศชีวิตของเจ้าเป็นคนใต้บังคับบัญชาเรา เราขอสาบานด้วยสัตย์แห่งกษัตริย์ว่าข้าจะมอบชีวิตใหม่ให้กับพวกเจ้า แต่หากเจ้ามีเป้าหมายของตัวเองอยู่แล้ว เราก็จะปล่อยเจ้าไป...ไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งนั้น”

 

                เด็กๆ เริ่มส่งเสียงกันเซ็งแซ่ ทว่าวิคตอเรียไม่อธิบายอะไรอีก เพียงแค่ยืนรออยู่อย่างใจเย็น เด็กๆ จึงเริ่มปรึกษากัน ลีร์ยืนฟังทุกคนอยู่เงียบๆ

 

                “มอบชีวิตหมายความว่ายังไง”

 

                “ก็คงจะต้องไปเป็นคนใช้...แต่นี่คือวิคตอเรียนะ เราอาจจะต้องไปเป็นทหารงั้นหรือ”

 

                “แต่ชั้นไม่อยู่ให้มันโขกสับต่อแน่”

 

                “ยังไงก็ดีกว่าอยู่ที่นี่ พวกนายมีที่ไปหรือไง”

 

                ลีร์จ้องวิคตอเรียด้วยสายตาว่างเปล่า...เธอควรทำอย่างไร มอบความจงรักภักดีให้กับเด็กสาวคนนี้หรือ ไม่เช่นนั้นจะกลับไปใช้ชีวิตเร่ร่อนเช่นเดิมอีกอย่างนั้นหรือ ลีร์กวาดตามองรอบตัว เธอไม่มีเพื่อนสักคน ไม่มีใครในโลกอีกแล้วให้ห่วงใย แล้วเธอจะต้องใส่ใจอะไรอีก

 

                อีกอย่าง ลีร์ก็อยากรู้เหมือนกันว่าเจ้าหญิงปีกแดงนี่จะทำอะไรได้บ้าง

 

                สิบนาทีผ่านไป เด็กๆ แยกกันเป็นสองกลุ่ม ราวสิบคนอยู่ฝั่งวิคตอเรีย ส่วนอีกสิบกว่าคนยืนห่างออกไป ไม่ยอมเข้ามา หนึ่งในนั้นคือปีเตอร์

 

                “พวกเรายังไปไม่ได้” ปีเตอร์บอกด้วยรอยยิ้มสบายๆ “พ่อค้าทาสนั่นแยกคนที่เรารักไปจากเรา จับส่งกระจายไปไหนบ้างก็ไม่รู้ เราทิ้งพวกเขาไปไม่ได้ อีกอย่าง ยังมีทาสอีกมากมาย ไม่ใช่แค่เด็กๆ อย่างพวกเรา แต่ทั้งผู้ใหญ่และคนแก่ ผมคงปิดหูปิดตาทำเป็นเหมือนไม่เคยรู้ไม่ได้”

 

                “เราเข้าใจ” วิคตอเรียพยักหน้ารับอย่างสงบ

 

                “สักวันหนึ่งผมจะปลกแอกตลาดทาสแห่งนี้ ปลดปล่อยทุกคนให้เป็นอิสระ” ปีเตอร์ยิ้มแยกเขี้ยวอย่างที่เขาชอบทำ “นั่นคือคำปฏิญาณของผม”

 

                วิคตอเรียคลี่ยิ้มสดใส “เจ้ามีการสนับสนุนของเราเสมอ”

 

                ปีเตอร์และเด็กกลุ่มนั้นทำความเคารพวิคตอเรียและหันหลังเดินออกไป...กลับไปยังนรกแห่งนั้น ลีร์อดคิดไม่ได้ว่าพวกเขาช่างโง่เหลือเกิน

 

                วิคตอเรียพาพวกเธอมายังวังหลวง พวกลีร์ที่ไม่เคยย่างกรายเข้าใกล้สิ่งก่อสร้างอลังการเช่นนี้พากันอ้าปากค้าง ทว่าแทนที่จะเดินเข้าทางประตูหน้าอย่างสง่าผ่าเผย วิคตอเรียกลับพาพวกเขาอ้อมไปข้างปราสาทและเริ่มปีนกำแพง

 

                “..จะ..เจ้าหญิงวิคตอเรีย...” ใครคนหนึ่งรีบเรียก วิคตอเรียหันมาส่งสายตาเขียวปั้ดให้

 

                “ใครเป็นเจ้าหญิงของเจ้า เรียกวิคตอเรียก็พอ ทีนี้ก็อย่าพูดมากแล้วตามเรามา เงียบๆ ด้วยล่ะ”

 

                พวกลีร์มองตากันก่อนที่ใครสักคนจะเกาะกำแพงและเริ่มปีนตามไปจริงๆ คนที่เหลือยักไหล่ให้กันแล้วทำตาม ลีร์ก็ไม่มีทางเลือกนอกจากปีนตามไปแบบเก้ๆ กังๆ ไม่ให้ผ้าคลุมหล่น

 

                วิคตอเรียนำพวกเธอมายังส่วนที่ลึกลับที่สุดในวัง...ที่ไม่ควรเรียกว่าวังอีกต่อไป บอกว่าเป็นรังของกบฏยังเข้าท่ากว่า เธอให้พวกเด็กๆ อาบน้ำในแม่น้ำด้านหลังและให้พวกเขาสวมเสื้อผ้าที่ตัดเย็บอย่างดี วิคตอเรียกวาดตามองพวกเขาอย่างพึงพอใจ...ไม่ใช่สายตา ‘พวกเจ้าจะต้องทำเงินให้ข้ามากๆ’ แบบพ่อค้าทาส แต่เป็นแบบ ‘ข้าขอคิดก่อนว่าจะให้เจ้าทำอะไร แต่รับรองสนุกแน่’

 

                “เอาล่ะ แนะนำตัวทีละคน” เด็กสาวสั่ง ทุกคนมองหน้ากันเลิ่กลั่กไม่มีใครเริ่มก่อน วิคตอเรียจึงชี้ไปที่ลีร์ที่อยู่ริมขวาสุดพอดี “เริ่มจากเจ้าแล้วกัน”

 

                “...ลีร์” ลีร์พูดเสียงค่อยอย่างไม่เต็มใจ

 

                “เราไม่ได้ยิน หนักแน่นหน่อยทหาร”

 

                ...ใครเป็นทหารของเจ้ากัน...ลีร์คิดในใจ แต่ก็ยอมสูดลมหายใจเข้าปอดและพูดด้วยเสียงที่ดังขึ้นอีกประมาณหนึ่งส่วนสิบ “ลีร์”

 

                ...เด็กคนนี้คงขี้อาย...วิคตอเรียบันทึกไว้ในหัวและเริ่มถามชื่อคนถัดๆ ไป “ต่อไป เร็วเข้า”

 

                “วินเทอร์”

 

                “มีอา”

 

                “เซเลส”

 

                “ซอเยอร์”

 

                แต่ละคนแนะนำตัวเรียงต่อกันอย่างรวดเร็วพลางหัวเราะคิกคัก พูดเร็วขนาดนี้วิคตอเรียจะไปจำได้อย่างไรว่าใครเป็นใคร ทว่าเมื่อไล่เรียงไปจนถึงคนสุดท้ายวิคตอเรียก็เพียงแค่พยักหน้าสองครั้งและบอกว่า “พวกเจ้าลำบากมามาก วันนี้พักผ่อนกันให้สบายเถอะนะ”

 

                สรุปผลสิ้นสุดวันแรกของการรู้จักกัน ลีร์ไม่ได้ชอบหน้าเจ้าหญิงปีกแดงนี่มากขึ้นเลยสักนิดเดียว

 

                วันรุ่งขึ้นวิคตอเรียสั่งให้พวกเด็กๆ มาเข้าแถวกันที่ห้องโถงและเริ่มประกาศเสียงก้อง

 

                “ต่อไปนี้เราจะอธิบายจุดต่างๆ ของวังให้ และเราจะพูดครั้งเดียว ฟังให้ดีๆ ล่ะ” วิคตอเรียกางแผนผังปราสาทออกและเริ่มอธิบายทุกซอกทุกมุม ไล่ตั้งแต่ห้องใต้ดินไปยันห้องใต้หลังคา เธอพูดเร็วปรื๋อแทบไม่หยุดหายใจ จบภายในไม่ถึงสองนาที “ตามนี้ เข้าใจนะ”

 

                คนใจกล้าสักคนอ้าปากจะพูด ทว่าวิคตอเรียไม่ต้องการคำตอบ “ตั้งแต่วันนี้ไป ข้าจะมอบภารกิจให้พวกเจ้า”

“เริ่มจากเจ้า ลีร์” ผู้ถูกเรียกสะดุ้งเฮือก ไม่เคยมีใครจำชื่อเธอได้มาก่อน อย่าว่าแต่ถูกเรียกเลย “เข้าไปเอาพายเนื้อในครัวหลวงมาชิ้นหนึ่ง ระวังด้วย วันนี้เป็นเวรของมิสลิลลี่ แม่ครัวที่โหดที่สุดของที่นี่”

 

                ลีร์ยังไม่ทันตอบรับวิคตอเรียก็เริ่มร่ายยาว

 

                “ซอเยอร์ เจ้าไปเอาเอาสารหมายเลขสามแปดห้ามาจากห้องเก็บเอกสาร ห้องที่สามนับจากริมสุดของปีกซ้าย”

 

                “วินเทอร์ ไปให้อาหารม้า โชคดีของเจ้านะ วันนี้คนดูแลคอกม้าลาหยุด”

 

                “เซเลสกับมีอา ที่ห้องสมุดหลวงน่าจะมีหนังสือเรื่อง ‘ประวัติร้อยปีอวาลอน-ไฮเซนเบิร์ก’ อยู่ ไปเอามาให้ทีนะ อ้อ แน่นอนว่าเจ้าไม่มีบัตร และบรรณารักษ์ก็ไม่ให้ใครก็ไม่รู้เอาหนังสือเข้าออกดื้อๆ แน่ งานนี้สองคนน่าจะพอถมถืด”

 

                “ต่อไป อมีเลีย รีส และคามิล...”

 

                เด็กๆ อ้าปากค้าง วิคตอเรียจำพวกเธอได้ทุกคนจริงๆ เธอไม่ได้จำตามลำดับที่แนะนำตัวเมื่อวาน แต่เรียกไล่ตามที่พวกเธอยืนกันวันนี้

 

                “เอาล่ะ ไปทำตามงานที่ได้รับมอบหมายและกลับมารวมตัวกันที่นี่ ใครเสร็จก่อนก็มาพักก่อนได้เลย ถ้าล้มเหลว เราจะให้อาหารเย็นเจ้าแค่ครึ่งหนึ่ง” วิคตอเรียปรบมือแปะหนึ่ง “ไปได้”

 

                ทุกคนยืนอึ้งอยู่ที่เดิม พยายามเรียกความทรงจำว่าเมื่อครู่เด็กหญิงสั่งให้ตนไปทำอะไร

 

                วิคตอเรียนิ่วหน้า “โธ่เอ๊ย ก็บอกแล้วไงว่าจะพูดแค่ครั้งเดียว รีบๆ คิดแล้วก็ไปกันได้แล้ว เราจะนับหนึ่งถึงสาม ถ้าใครยังอยู่ตรงนี้งดข้าวเย็น! หนึ่ง...สอง...”

 

                ยังไม่ทันสิ้นเสียงคำว่า “หนึ่ง” เด็กๆ ก็ขยับขากันไปคนละทิศละทางทันที ยังไม่รู้หรอกจะไปทำอะไร แต่เอาเป็นว่าสลายตัวไปจากตรงนี้ก่อนก็แล้วกัน

 

                ลีร์รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลอย่างรุนแรง แต่ไม่รู้ทำไมถึงกลับมาพร้อมกับพายเนื้อในมือ คนอื่นๆ ต่างก็นำสิ่งที่ได้รับมอบหมายกลับมาเช่นกัน

 

                วันถัดจากนั้นและจากนั้น วิคตอเรียยังคงให้ภารกิจพวกเธออย่างสม่ำเสมอ เมื่อถึงวันหนึ่งเธอก็ปล่อยพวกเขาไปใช้ชีวิตในเมืองโดยที่ยังส่งมอบงานและเรียกรวมตัวเป็นระยะ ลีร์คิดว่าวิคตอเรียพยายามผูกมิตรกับพวกเธอทุกคน เด็กหญิงระแวงว่าอีกฝ่ายจะรู้หรือไม่ว่าตนก็มีปีกเช่นกันจึงไม่ยอมปริปากพูดเรื่องเกี่ยวกับตัวเอง ไม่ยอมสนิทสนมด้วย ขณะที่เพื่อนส่วนใหญ่กลายเป็นลูกสมุนวิคตอเรียแบบเต็มตัวแล้ว

 

                วันเวลาผ่านไป จากเด็กหญิงเด็กชายก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ลีร์เริ่มยอมรับวิคตอเรียเป็นนายของตน ยอมรับฟังคำสั่งและทำตามบททดสอบแม้มันจะพิสดารเพียงใดก็ตาม ใจหนึ่งก็นึกท้าทายว่าเด็กหญิงที่ตนเกลียดจะให้ทำอะไร อีกใจหนึ่งยอมรับว่าเด็กหญิงนี้มีอำนาจทำให้เธอทำตามได้จริงๆ ปีแล้วปีเล่าวิคตอเรียก็ไม่มีท่าทีจะขุดคุ้ยเรื่องของเธอแต่อย่างใด มีแต่คำสั่งที่จริงจังขึ้นทุกที ถึงตอนนั้นวิคตอเรียก็ได้เป็นผู้บัญชาการทัพหลวงแห่งโซลาเรียส และลีร์ก็เริ่มมองแผนของเธอออกทีละนิด

เด็กหญิงตัวเล็กๆ นี้คิดจะสร้างกองทัพลับๆ ขึ้นมา

 

                นั่นคือจุดเริ่มต้น

  • Google+ - White Circle
  • Twitter - White Circle
  • Facebook - White Circle

© 2017 by Commandeer TCG                                                                                                                                   
E-mail: commandeertcg@gmail.com
Tel: (66)85-1520522 , (66)813016679
148/4 Sukhumvit 22 Sukhumvit Road Klongtoey Bangkok 10110, Thailand